​เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ ๑๘. ด้านบวกของแรงกดดันจากเพื่อน


บันทึกชุดเลี้ยงลูกสู่ความสำเร็จในชีวิตนี้ ตีความมาจากหนังสือ Raise Great Kids : How to Help Them Thrive in School and Life ซึ่งเป็นหนังสือชุดรวบรวมบทความเด่นจากนิตยสาร Scientific American Mind หนังสือเล่มนี้เพิ่งออกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙


บันทึกที่ ๑๘ ด้านบวกของแรงกดดันจากเพื่อน ตีความจากบทความชื่อ The Positive Side of Peer Pressure โดย Annie Murphy Paul คำตอบคือ แรงกดดันหรือปฏิสัมพันธ์จากเพื่อนและคนรอบตัวอย่างเหมาะสม ก่อแรงกระตุ้น


ในสังคมไทย เมื่อลูกโตเข้าสู่วัยรุ่น การคบเพื่อนเป็นความห่วงใยอย่างหนึ่ง เพราะพ่อแม่เกรงว่าเพื่อน จะชักจูงไปในทางเสื่อม ซึ่งมีตัวอย่างจริงให้เห็นอยู่เสมอ แต่การคบเพื่อน หรือปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ก็มีมิติด้านบวกอยู่ด้วย


บทความเริ่มด้วยการวิจัยโดยนักจิตวิทยา ทดลองในคนหนุ่มสาว ๓๐๖ คน โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม (๑) วัยรุ่นอายุน้อย อายุเฉลี่ย ๑๔ (๒) วัยรุ่นอายุมาก อายุเฉลี่ย ๑๙ และ (๓) ผู้ใหญ่ อายุ ๒๔ ปีขึ้นไป ให้เล่นเกม ขับรถในคอมพิวเตอร์เพื่อเลี่ยงการชน เปรียบเทียบระหว่างเล่นคนเดียว กับการเล่นโดยมีเพื่อนนั่งดู ๑ คน ว่ามีพฤติกรรมขับหวาดเสียวหรือเสี่ยงอุบัติเหตุมากขึ้นหรือไม่ เพียงใด พบว่าพฤติกรรมเสี่ยงไม่เพิ่มขึ้น ในกลุ่มที่ ๓, เพิ่มร้อยละ ๕๐ ในกลุ่มที่ ๒, และเพิ่มเป็นสองเท่าในกลุ่มแรก บ่งชี้ว่าในวัยรุ่นที่สมองด้านความรอบคอบระมัดระวัง ยังไม่พัฒนาเต็มที่ แรงกดดันจากเพื่อนมีผลต่อพฤติกรรม ซึ่งในกรณีนี้เป็นพฤติกรรม ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ


นั่นเป็นด้านลบของแรงกดดันจากเพื่อน ที่มีผลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่น นักวิจัยทีมเดียวกันเกิดความคิดว่า น่าจะมีมิติด้านบวกอยู่ด้วย และน่าจะนำมาใช้ให้เกิดผลดีต่อการศึกษาได้


เขาจึงทดลองในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ๔๐ คน โดยตรวจการทำงานของส่วนต่างๆ ของสมองด้วยเครื่อง fMRI ขณะเล่นเกมคอมพิวเตอร์ข้างต้น เปรียบเทียบระหว่างผลการตรวจสมองขณะเล่นคนเดียว กับขณะเล่นโดยมีเพื่อนดู พบว่าขณะเล่นโดยมีเพื่อนดูอยู่สมองของวัยรุ่นแสดงการทำงานเพิ่มขึ้นในสมอง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้รับความพึงพอใจ (reward system) คือสมองส่วนที่ชื่อ ventral striatum และ orbitofrontal cortex ในขณะที่สมองของผู้ใหญ่ไม่แสดงการทำงานเพิ่มขึ้นของสมองทั้งสองส่วนนี้เมื่อมีเพื่อนดู


นักวิจัยคิดว่าข้อค้นพบนี้ น่าจะนำมาใช้ประโยชน์กระตุ้นการเรียนรู้ได้ จึงทดลองด้วยการให้คนวัยรุ่น เล่นไพ่ในคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า Iowa Card Game เปรียบเทียบระหว่างเล่นคนเดียว กับเล่นโดยมีเพื่อน วัยเดียวกันอยู่ด้วยกันอีก ๓ คน พบว่าเมื่อมีเพื่อนอยู่ด้วย ผู้เล่นค้นพบวิธีเล่นที่ถูกวิธีได้เร็วกว่า


นักวิจัยด้าน social cognitive neuroscientist ชื่อ Matthew D. Lieberman และเป็นผู้เขียนหนังสือ Social : Why Our Brains Are Wired to Connect? ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ เสนอว่าสมองมนุษย์ได้พัฒนาให้มีความสามารถเรียนรู้ข้อมูลเชิงสังคม (social information) ได้ดีเป็นพิเศษ เขาอ้างผลการวิจัยในชายหนุ่ม ๑๗ คน โดยวัดการทำงานของส่วนต่างๆ ของสมองด้วยเครื่อง fMRI ในระหว่างที่ฟังคำบอกเรื่องราวของคน โดยมีคำแนะนำให้ผู้ถูกทดลองกลุ่มหนึ่งพยายามผูกโยงเรื่องราวของคนในเรื่องกับเรื่องราวเชิงสังคม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งบอกให้พยายามจำสาระเรื่องราว พบว่ากลุ่มแรกจำเรื่องราวได้มากกว่า และสมองส่วนที่ทำงานเด่นคือ dorso-medial frontal cortex ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ social network ในสมองในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง สมองส่วนที่ทำงานเด่นคือ medial temporal lobe ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการจำสาระเรื่องราว (factual information)


กระบวนการทางสังคม

เป็นที่รู้กันมานานว่าการเรียนรู้และพัฒนาเป็นกระบวนการทางสังคม เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ มีปัจจัยทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ในบรรยากาศของปฏิสัมพันธ์เชิงบวก บรรยากาศของความร่วมมือเป็นทีม บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนช่วยเหลือกัน การเรียนรู้โดยการเตรียมตัว สอนเพื่อนหรือคนอื่น ช่วยให้เรียนรู้เรื่องนั้นได้ครบถ้วนชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องนี้รู้มานานเป็นครึ่งศตวรรษใน Learning Pyramid


บทความตอนนี้ใช้คำ peer pressure แต่ผมมีความเห็นว่า คำที่เหมาะสมกว่าคือ peer interaction เพราะจะให้ความหมายที่เป็นกลางกว่า มีทั้งผลด้านบวกและด้านลบ หน้าที่ของพ่อแม่และครูคือ หาวิธีส่งเสริมให้เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ก่อผลเชิงบวก ดังที่ผมเห็นพ่อแม่ของผม และพ่อแม่ของเพื่อนผมแแสดง ให้เห็น ในสมัยผมเป็นวัยรุ่น


วิจารณ์ พานิช

๒๔ ก.ค. ๒๕๕๙


หมายเหตุ การจัดวรรคตอน อาจไม่ถูกต้องตามหลักภาษา เนื่องจากข้อจำกัดบางประการ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)