งานวิจัย 5 บท

บทที่ 1

บทนำ

1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรฐานที่ 24 , 26 , 30 หมวด แนวทางการเรียนรู้โดยมาตรา 1 - 6 (26) โดยให้สอดคล้องกับความถนัดของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง สามารถปฏิบัติได้ คิดเป็น พูดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน พัฒนาการเขียน มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดี รวมถึงส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสม

กล่าวถึงในทางการศึกษา สมัยปัจจุบันของคนไทย ปัญหาที่ตามมาโดยส่วนใหญ่ จะเกิดหลาย ๆ แง่มุม ในการเรียนการสอน ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุด ของคนไทยใช้ภาษาของตนเองไม่ค่อยถูก หรือบางกรณี ใช้ไม่ถูกเลย ไม่เจาะจงเฉพาะเด็ก – เยาวชนคนรุ่นหลังเท่านั้น เกิดขึ้นแม้กระทั้งผู้ใหญ่ แต่ที่เป็นปัญหาหลัก ๆ นั้นคือ นักเรียน – นักศึกษา ที่จะต้อง ทำความเข้าใจในภาษาไทยให้ถูกต้อง และเป็นไปในทางเดียวกัน

ดังนั้นแล้ว จากปัญหาดังกล่าว เกิดจากนักเรียนส่วนใหญ่ ขาดโอกาสทางการศึกษาในเรื่องของ ทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านทักษะการฟัง , ด้านทักษะการพูด ,ด้านทักษะการอ่าน ,ด้านทักษะการเขียน เป็นต้น

ด้านทักษะการเรียนรู้ ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย) และได้เลือกทักษะที่มีปัญหามากที่สุด เป็นปัญหาที่นักเรียน ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ทักษะด้านการพูด ซึ่งแน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ใช้ทักษะด้านการพูดมากกว่า คิดเป็นร้อยละ 65 % ของคน ๆ หนึ่ง ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง จึงเน้นทักษะการพูด เพราะเป็นผลสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจ ด้านทักษะนี้มากจากการพูดสนทนากัน พร้อมกับความสามารถของนักเรียนด้วย หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาก็อาจจะทำให้นกเรียนมีผลการเรียนที่ต่ำกว่ามาตรฐานตลอดจนให้มีความคิดที่ไม่อยากเรียนต่อไป และเป็นการพัฒนาการในด้านทักษะการพูด ชองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา จึงได้จัดทำการ วิจัยในชั้นเรียน เรื่องการใช้แบบทดสอบ ด้านทักษะการพูด เพื่อพัฒนาการในทักษะนี้ ให้ถูกต้องของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา ท.22102 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555

2.วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า

1. เพื่อการศึกษาความต้องการในการเรียนรู้ ในด้านทักษะการพูด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา

2. เพื่อทราบข้อเสนอแนะในกระบวนการเรียนรู้ในด้านทักษะการพูด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา

3. นิยามศัพท์เฉพาะในการศึกษาค้นคว้า

1. ความต้องการในการเรียนรู้ หมายถึง

การที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา มีความต้องการ ในกระบวนการเรียนรู้ ด้านทักษะการพูด

2. ด้านทักษะการพูด หมายถึง

แยกย้อยของวิชา ภาษาไทย(ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย) ซึ่งมี 4 ทักษะ คือ ด้านทักษะการฟัง ,ด้านทักษะการพูด ,ด้านทักษะการอ่าน ,ด้านทักษะการเขียน เป็นวิชาที่มีแนวการเรียนการสอนตามกระบวนการศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา ตามเนื้อหาการจัดแผนการสอน ตามสังเขปรายวิชา

3. ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า

1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ได้แก่ ความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา ตามเนื้อหาสังเขปรายวิชา

2. ขอบเขตด้านประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา จำนวน 17 รูป

3. ขอบเขตด้านพื้นที่ ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา วัดหนองโค้ง ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่แตง จังหวดเชียงใหม่ 50150

4. ขอบเขตด้านเวลา ได้แก่ เริ่มเรียนภาคทฤษฏี และภาคปฏิบัติตั้งแต่ วันที่ 9 ตุลาคม 2555 จนแล้วเสร็จการวิจัย ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556

4. ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาค้นคว้า

1. ได้ข้อมูลเกี่ยวกับศึกษาความต้องการในการเรียนรู้รายวิชา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา

2. ได้แนวทางทราบข้อเสนอแนะในกระบวนการเรียนรู้วิชานักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแม่แตงวิทยา

3. นำผลการศึกษาค้นคว้าไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)

4. นักเรียนมีความเข้าใจความหมาย ลักษณะ การพูดที่ดี พร้อมยกตัวอย่าง

5. นักเรียนสามารถจำแนกหลักของการพูดที่ถูกต้องตามหลักของ วิทยากรที่ดี

6. นักเรียนสามารถแสดงความรู้สึก และสื่อความหมายของการพูดได้ถูกต้อง

7. นักเรียนสามารถจำแนกประโยคการพูดอย่างไหนถูก อย่างไหนผิด และอย่างไหนถูกหลักวิทยากร หรือว่าไม่ถูกหลัก วิทยากร

บทที่ 2

แนวคิด หลักการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1. แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย

จากการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2543 หมวดที่ 4 ได้จัดการศึกษาตามมาตรา 22 คือ การศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญมากที่สุด โดยกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และให้สอดคล้องกับลักษณะกระบวนการเรียนรู้ที่พึงประสงค์

นักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา ดังนี้

การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา(Educational Research and Development = R&D)เป็นการพัฒนาการศึกษาโดยพื้นฐานการวิจัย (Research Based Education Development)เป็นกลยุทธ์หรือวิธีการสำคัญวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการศึกษาโดยเน้นหลักเหตุผลและตรรกวิทยาเป้าหมายหลักคือ ใช้เป็นกระบวนการในการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตทางการศึกษา(Education product)อันหมายถึง วัสดุครุภัณฑ์ทางการศึกษา ได้แก่ หนังสือแบบเรียน ฟิล์ม สไลด์ เทปเสียง เทปโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ(Borg and Gall. 1979 : 771-798; พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์. 2531 : 21-24)

ทฤษฎีความต้องการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีการศึกษานั้นเป็นทฤษฎีที่ได้จาก 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มพฤติกรรม (Behaviorism)

2. กลุ่มความรู้ (Cognitive)

ทฤษฎีจากกลุ่มพฤติกรรมนิยม

นักจิตวิทยาการศึกษากลุ่มนี้ เช่น chafe Watson Pavlov, Thorndike, Skinner ซึ่งทฤษฎีของนักจิตวิทยากลุ่มนี้มีหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory) ทฤษฎีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง (Connectionism Theory) ทฤษฎีการเสริมแรง (Stimulus-Response Theory)

เจ้าของทฤษฎีนี้คือ พอฟลอบ (Pavlov) ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory) กล่าวไว้ว่า ปฏิกริยาตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่งของร่างกายของคนไม่ได้มาจากสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว สิ่งเร้านั้นก็อาจจะทำให้เกิดการตอบสนองเช่นนั้นได้ ถ้าหากมีการวางเงื่อนไขที่ถูกต้องเหมาะสม

ทฤษฎีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง (Connectionism Theory) เจ้าของทฤษฎีนี้ คือ ทอนไดค์ (Thorndike) ซึ่งกล่าวไว้ว่า สิ่งเร้าหนึ่ง ๆ ย่อมทำให้เกิดการตอบสนองหลาย ๆ อย่าง จนพบสิ่งที่ตอบสนองที่ดีที่สุด เขาได้ค้นพบกฎการเรียนรู้ที่สำคัญคือ

1. กฎแห่งการผล (Low of Effect)

2. กฎแห่งการฝึกหัด (Lowe of Exercise)

3. กฎแห่งความพร้อม (Low of Readiness)

ทฤษฎีการวางเงื่อนไข/ทฤษฎีการเสริมแรง (S-R Theory หรือ Operant Conditioning) เจ้าของทฤษฎีนี้คือ สกินเนอร์ (Skinner) กล่าวว่า ปฏิกริยาตอบสนองหนึ่งอาจไม่ใช่เนื่องมาจากสิ่งเร้าสิ่งเดียว สิ่งเร้านั้นๆ ก็คงจะทำให้เกิดการตอบสนองเช่นเดียวกันได้ ถ้าได้มีการวางเงื่อนไขที่ถูกต้อง

การนำทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มพฤติกรรมมาใช้กับเทคโนโลยีการศึกษานี้จะใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนให้เข้ากับลักษณะดังต่อไปนี้คือ

1. การเรียนรู้เป็นขั้นเป็นตอน (Step by Step)

2. การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียน (Interaction)

3. การได้ทราบผลในการเรียนรู้ทันที (Feedback)

4. การได้รับการเสริมแรง (Reinforcement)

แนวคิดของสกินเนอร์นั้น นำมาใช้ในการสอนแบบสำเร็จรูป หรือการสอนแบบโปรแกรม (Program Inattention) สกินเนอร์เป็นผู้คิดบทเรียนโปรแกรมเป็นคนแรก

2. หลักการเกี่ยวข้องกับการวิจัย

กระบวนการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ คือ กระบวนการทางปัญญาที่พัฒนาบุคคลอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสุข บูรณาการเนื้อหาสาระตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม สาระการเรียนรู้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน ทันสมัย เน้นกระบวนการคิด และ ปฏิบัติจริง ได้เรียนรู้ตามสภาพจริง สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง และเป็นกระบวนการ ที่มีทางเลือก และมีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย น่าสนใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีผู้เรียน ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ร่วมจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้และมุ่งประโยชน์ผู้เรียน เป็นสาคัญ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข

(จากหนังสือปฏิรูปการเรียนรู้ : ผู้เรียนสาคัญที่สุด ของคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติและกระทรวงศึกษาธิการ)

การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา เป็นกระบวนการของการพัฒนา การทดสอบภาคสนามและวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้จากการทดสอบ ถึงแม้ว่าการพัฒนาสื่อจะประกอบด้วยการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยประยุกต์ เพื่อจุดประสงค์พื้นฐานในการค้นพบสิ่งใหม่ ในทางตรงกันข้ามเป้าหมายของการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา คือ การนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยไปพัฒนาสื่อให้สามารถใช้ได้ ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษาเป็นตัวเชื่อมระหว่างการวิจัยทางการศึกษาและแบบฝึกหัดทางการศึกษา ซึ่งทำให้สื่อสารศึกษาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (ธัญวดี มงคลพันธ์. 2544)

ดังนั้นในการบริหารหรือการศึกษาวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาหรือพัฒนาให้เกิดคุณภาพ เมื่อผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานค้นพบปัญหาและเกิดความตระหนักในปัญหาก็จะคิดค้นรูปแบบสื่อหรือรูปแบบการพัฒนาที่มักเรียกว่านวัตกรรมเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานดังกล่าว โดยที่รูปแบบสื่อหรือรูปแบบการพัฒนาที่คิดขึ้นจะต้องมีเหตุผล หลักการหรือทฤษฎีรองรับ ทั้งนี้อาจเลือกใช้วิธีการปรับปรุงในสิ่งที่มีผู้อื่นได้ศึกษาหรือเคยใช้ได้ผลในสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเช่นเดียวกันมาก่อน หรืออาจคิดวิธีการขึ้นใหม่ก็ได้ แต่การทำให้รู้หรือมั่นใจได้ว่าวิธีการที่คิดค้นขึ้นนั้นดีหรือไม่ จำเป็นต้องนำมาทดลองจริง มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าสามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนางานได้ ถ้าไม่ประสบผลสำเร็จก็ต้องมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้ผลดีสามารถนำไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบหรือนำไปใช้ได้ต่อไป (ธเนศ ขำเกิด. 2540 : 157)

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

[1]มนต์จันทร์ อินทรจันทร์ ได้วิจัยเกี่ยวกับ เสภาและพัฒนาการของวรรณคดีเสภา ผลการวิจัยพบว่า ด้านเนื้อหาของวรรณคดีเสภาพบว่า วรรณคดีเสภาส่วนมากมีเนื้อหาประเภทนิทาน ภายหลังเพิ่มเนื้อหาอื่นๆ ขึ้นอีก คือ เนื้อหาประเภทสั่งสอน นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสังคมและการเมือง และเนื้อหาประเภทอำนวยพรด้วย ส่วนพัฒนาการด้านวัตถุประสงค์ของวรรณคดีเสภา แต่เดิมวรรณคดีเสภาส่วนใหญ่มุ่งเล่าเรื่องและยังคงยึดวัตถุประสงค์เช่นเดิมมาโดยตลอด จากนั้นจึงพัฒนาโดยเพิ่มการสั่งสอน การแสดงความคิดเห็น และการอำนวยพรด้านพัฒนาการในการนำเสนอ วรรณคดีเสภาช่วงแรกใช้ประกอบการแสดงคือ ใช้ขับสำหรับฟังเพื่อความสนุกสนาน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 จึงเริ่มขับประกอบการแสดงปี่พาทย์ จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพิ่มการนำเสนอในรูปแบบเสภารำ และละครเสภา หลังมีการพิมพ์และคนมีการศึกษามากขึ้นวรรณคดีเสภาจึงใช้สำหรับอ่านมากยิ่งขึ้นจนถึงในปัจจุบัน จากการศึกษาพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของวรรณคดีเสภาทำให้เห็นลักษณะเฉพาะของวรรณคดีเสภา 2 ประการ คือ ลักษณะเฉพาะของฉันทลักษณ์ และลักษณะเฉพาะของการเป็นเรื่องเล่า

[2]ธเนศ เวศร์ภาดา ได้ศึกษาเกี่ยวกับ สืบทอดขนบวรรณศิลป์ของไทย ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ตำราประพันธศาสตร์ไทยทั้ง 10 เล่ม อันได้แก่อลังการศาสตร์ พระคัมภีร์สุโพธาลังการ คัมภีร์วุตโตทัย กาพยสารวิลาสินีและกาพยคันถะ จินดามณี กลบทศิริวิบุลกิตติ์ ประชุมลำนำ ตำราฉันท์มาตรา พฤติและวรรณพฤติ และตำราฉันทลักษณ์เหล่านี้มีพันธกิจร่วมกันคือเป็นตำราการประพันธ์ที่มุ่งประมวลแบบแผนและหลักการประพันธ์จากวรรณคดีแบบฉบับที่ได้สั่งสมมาในแต่ละยุคสมัย และกำหนดกฎเกณฑ์ให้เป็นระบบและบรรทัดฐานของวรรณคดีลายลักษณ์โดยผ่านกระบวนการนิยามคำและความหมายอันเกี่ยวเนื่องกับหลักการประพันธ์และการปฏิบัติคือสร้างบทประพันธ์ให้เห็นเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ ยังได้ปรับประยุกต์แบบแผนที่มีมาแต่เดิมมาสร้างสรรค์ให้เกิดแบบแผนใหม่ เพื่อส่งทอดต่อไปในกระบวนการสร้างงานกวีนิพนธ์ไทย ทั้งตำราประพันธศาสตร์และวรรณคดีแบบฉบับของไทยได้สะท้อนแนวคิดเรื่องความงามทางวรรณศิลป์ไทยสำคัญประการหนึ่ง คือกฤตยาการแห่งกล ในด้านเสียงคำ และโวหาร ซึ่งกวีไทยได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าได้ศึกษาธรรมชาติของภาษาไทยอย่างถ่องแท้ ทั้งนี้เพื่อสร้างตัวบทให้มีความสมบูรณ์แบบ คือ ประกอบไปด้วยความแจ่มชัด ความประณีต และความไพเราะ แนวคิดเรื่องกฤตยาการแห่งกลนี้นับเป็นหัวใจของการสร้างขนบวรรณศิลป์ในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น กวีไทยได้ใช้เสียงสัมผัสคล้องจอง ฉันทลักษณ์ ไวยากรณ์ คำ ตลอดจนโวหารเป็นเครื่องมือในการเล่น "กล" เพื่อแสดงให้เห็นว่าในเนื้อหาเดียวกัน กวีสามารถใช้เครื่องมืออันหลากหลายดังกล่าวมาถักทอให้เกิดเป็นตัวบทใหม่อันงอกงามต่อไป

[3]ปวิวัณณ์ คำเจริญ ได้ศึกษาในเรื่อง ผู้วิจัยได้ศึกษาลักษณะของนวนิยายรูปแบบจดหมาย จากนวนิยายรูปแบบจดหมายของไทยจำนวน 11 เรื่อง โดยศึกษาองค์ประกอบ ได้แก่ แนวคิด โครงเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ฉาก และศึกษากลวิธีการนำเสนอ ได้แก่ กลวิธีการเล่าเรื่อง กลวิธีการสร้างตัวละครกลวิธีการสร้างความสมจริง และกลวิธีการตั้งชื่อเรื่อง ผลการวิจัยพบว่าเมื่อมีการนำลักษณะของจดหมายกับลักษณะของนวนิยายมาผสมผสานกันเป็นนวนิยายรูปแบบจดหมายองค์ประกอบและกลวิธีการนำเสนอของนวนิยายรูปแบบจดหมายจะมีลักษณะบางประการแตกต่างจากนวนิยายทั่วไปอย่างเด่นชัด คือ มีสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการเขียนจดหมายเพิ่มเติมจากโครงเรื่อง มีบทสนทนาและฉากที่นำเสนอในลักษณะสองมิติ และมีการเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองของผู้เล่าเรื่องบุรุษที่หนึ่งซึ่งกำหนดผู้ฟังที่เฉพาะเจาะจง ในด้านลักษณะเฉพาะ ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะเฉพาะของนวนิยายรูปแบบจดหมาย ได้แก่ การรักษารูปแบบจดหมายสม่ำเสมอทั้งเรื่อง การนำเสนอผ่านมุมมองของผู้เล่าเรื่องบุรุษที่หนึ่งคือผู้เขียนจดหมาย และมีผู้ฟังที่เฉพาะเจาะจงคือผู้รับจดหมาย มีเนื้อความจดหมายเป็นบทสนทนาหลักและมีบทสนทนาแบบนวนิยายซ้อนอยู่ภายใน มีฉากที่เขียนจดหมายเป็นฉากที่ตัวละครผู้เขียนจดหมายกำลังประกอบพฤติกรรม ฉากที่เกิดเหตุการณ์ของเรื่องจึงเป็นฉากที่ตัวละครเล่าถึงในจดหมาย นอกจากนี้ยังพบว่า อาจมีผลกระทบจากการผสมผสานลักษณะของจดหมายกับลักษณะของนวนิยาย เกิดขึ้นเมื่อนวนิยายรูปแบบจดหมายมีลักษณะของจดหมายมากเกินไปหรือมีลักษณะของนวนิยายมากเกินไป ลักษณะเฉพาะเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านวนิยายรูปแบบจดหมายเป็นนวนิยายรูปแบบเฉพาะซึ่งต่างจากนวนิยายรูปแบบอื่นอย่างชัดเจน

[4]กรกช อัญชลีนุกูล ได้วิจัย ผลการวิจัยพบว่าประถมมาลาเป็นแบบเรียนภาษาไทยที่มีเนื้อหาเฉพาะด้าน อักขรวิธี ส่วนวจีวิภาคและวากยสัมพันธ์กล่าวถึงอย่างสังเขปในไวยากรณ์บาลี นอกจากนี้ ยังพบว่าการ เสนอเนื้อหาวิชาการด้วยคำประพันธ์ประเภทกลอนสวด ทำให้แบบเรียนประถมมาลามีคุณค่า ในฐานะวรรณกรรมไทยด้วย

[5]พรทิพย์ ซังธาดา ได้ศึกษาเกี่ยวกับ งานวิจัย มีจุดมุ่งหมายเพื่อการวิเคราะห์วรรณคดีเรื่อง ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกฉบับของกรมศึกษาธิการ โดยมุ่งศึกษาลักษณะคำประพันธ์ ธรรมเนียมในการประพันธ์ และศิลปะการประพันธ์ ทั้งนี้โดยใช้วิธีการศึกษาและวิจัยเอกสารแล้วนำเสนอผลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ในด้านลักษณะคำประพันธ์ ประเภทร่ายยาวตลอดเรื่อง วิธีการแต่งใช้วิธีตั้งคาถาบาลีนำก่อนทุกกัณฑ์ ดังที่เรียกว่า การเดินจุณณียบท แล้วดำเนินความโดยใช้ร่ายยาวแทกคาถาบาลีเป็นตอนๆ ไป ในด้านธรรมเนียมนิยมในการประพันธ์ ใช้แบบของวรรณคดีไทย โดยมีการกำหนดสารัตถะของเรื่องให้เห็นถึงการบำเพ็ญบารมีขั้นสูงสุด เพื่อหวังประโยชน์คือ พระโพธิญาณ การเปิดเรื่องใช้วิธีแสดงให้เห็นความอัศจรรย์จากฝนโบกขรพรรษ เป็นจุดเริ่มให้พระพุทธองค์แสดงชาดกเรื่องมหาเวสสันดร การดำเนินเรื่องใช้วิธีเล่าเหตุการณ์ตามลำดับ และสรุปปิดเรื่องด้วย แสดงถึงผลของการบำเพ็ญทานบารมี ทำให้พระองค์ไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต ในการดำเนินความในเนื้อเรื่องมีกระบวนความพรรณนาตามแบบแผนวรรณคดีไทย กระบวนความพรรณนาที่ดีเด่น เป็นกระบวนความธรรมชาติและพรรณนาให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ นอกจากนั้นมีการแต่งตามธรรมเนียมนิยมวรรณคดีชาดกคือมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า การแสดงคุณธรรมบารมีบางประการ ของพระโพธิสัตว์คือการบำเพ็ญทานบารมี และมีการอธิบายการกลับชาติของตัวละคร ซึ่งมีอยู่ในตอนท้ายเรื่อง ในด้านศิลปะการประพันธ์ วรรณคดีมีลักษณะสมบูรณ์ด้วยศิลปะการประพันธ์ตามแบบของวรรณคดีไทย ทั้งในด้านศิลปะการเลือกเฟ้นถ้อยคำ ศิลปะการเรียบเรียงถ้อยคำ และศิลปะการใช้โวหาร ที่แสดงให้ผู้อ่านเห็นความสมจริง ในบุคลิกภาพของตัวละคร รวมทั้งมีกลบทอยู่ในบางเกณฑ์ด้วย นอกจากคุณค่าในด้านต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว วรรณคดีเรื่องนี้ยังได้

สอดแทรกธรรมะอันมีคุณค่าสำหรับชีวิต ตามลักษณะของวรรณคดีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาเป็นอย่างดีอีกด้วย

[6]พรสวรรค์ สุวรรณธาดา ได้ศึกษางานวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์คือ 1. เพื่อสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมสไลด์ประกอบเสียงเรื่อง "ลิลิตตะเลงพ่าย"ที่มีประสิทธิภาพในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างการสอนด้วยบทเรียนแบบโปรแกรมสไลด์ประกอบเสียง กับวิธีการสอนแบบบรรยาย ตามแนวทฤษฎีการสอนของกาเย่ 3. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนทั้งสองกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 70 คน จากโรงเรียนบรบือวิทยาคารซึ่งเลือกมาโดยการสุ่มอย่างง่ายแล้วสุ่มออกมาเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองสอนโดยบทเรียนแบบโปรแกรมสไลด์ประกอบเสียง และกลุ่มควบคุมสอนโดยการสอนแบบบรรยายตามแนวทฤษฎีการสอนของกาเย่ ทั้งสองกลุ่มมีพื้นความรู้ในเรื่อง "ลิลิตตะเลงพ่าย" ไม่แตกต่างกัน และใช้เวลาในการทดลองกลุ่มละ 6 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ได้แก่แบบทดสอบเรื่อง "ลิลิตตะเลงพ่าย"ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และใช้ t-test สำหรับวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยปรากฎว่า 1. บทเรียนแบบโปรแกรมสไลด์ประกอบเสียงที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.71/80.21 2. นักเรียนที่เรียนจากบทเรียนแบบโปรแกรมสไลด์ประกอบเสียง มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนจากวิธีสอนแบบบรรยายตามแนวทฤษฎีการสอนของกาเย่อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่เรียนจากบทเรียนแบบโปรแกรมสไลด์ประกอบเสียงและนักเรียนที่เรียนจากวิธีสอนแบบบรรยายตามแนวทฤษฎีการสอนของกาเย่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 สำหรับข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไปคือ 1. ควรจะได้มีการวิจัยบทเรียนสไลด์ประกอบเสียงตามแนวทฤษฎีการสอนของกาเย่ในครั้งต่อไป เพื่อวัดความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ควรได้มีการวิจัยบทเรียนสไลด์ประกอบเสียงให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในสาขาวิชาอื่น

3. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย
กลุ่มความรู้ (Cognitive)

นักจิตวิทยากลุ่มนี้เน้นความสำคัญของส่วนรวม ดังนั้นแนวคิดของการสอนซึ่งมุ่งให้ผู้เรียนมองเห็นส่วนรวมก่อน โดยเน้นเรียนจากประสบการณ์ (Perceptual experience) ทฤษฎีทางจิตวิทยาของกลุ่มนี้ซึ่งมีชื่อว่า Cognitive Field Theory นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้ เช่น โคเลอร์(kohler) เลวิน (Lawin) วิทคิน (Witkin) แนวคิดของทฤษฎีนี้จะเน้นความพอใจของผู้เรียน ผู้สอนควรให้ผู้เรียนทำงานตามความสามารถของเขาและคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ การเรียนการสอนจะเน้นให้ผู้เรียนลงมือกระทำด้วยตัวเขาเอง ผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะ

การนำแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มความรู้ (Cognition) มาใช้คือ การจัดการเรียนรู้ต้องให้ผู้เรียนได้รับรู้จากประสาทสัมผัส เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ จึงเป็นแนวคิดในการเกิดการเรียนการสอนผ่านสื่อที่เรียกว่า โสตทัศนศึกษา (Audio Visual)

ความหมายของการเรียนรู้
การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง "การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิม อันเป็นผลมาจากการได้รับประสบการณ์" พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงในที่นี้ มิได้หมายถึงเฉพาะพฤติกรรมทางกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมทั้งมวลที่มนุษย์แสดงออกมาได้ ซึ่งจะแยกได้เป็น 3 ด้านคือ

1. พฤติกรรมทางสมอง (Cognitive) หรือพุทธิพิสัย เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Fact) ความคิดรวบยอด (Concept) และหลักการ (Principle)
2. พฤติกรรมด้านทักษะ (Psychromotor) หรือทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมทางกล้ามเนื้อ แสดงออกทางด้านร่างกาย เช่น การว่ายน้ำ การขับรถ อ่านออกเสียง แสดงท่าทาง
3.พฤติกรรมทางความรู้สึก (Affective) หรือจิตพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในเช่น การเห็นคุณค่า เจตคติ ความรู้สึกสงสาร เห็นใจเพื่อนมนุษย์ เป็นต้น

นักการศึกษา ได้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของ มนุษย์ มีผลการศึกษาที่สอดคล้องกัน สรุปเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่สำคัญ 2 ทฤษฎีคือ
1 ทฤษฎีสิ่งเร้าและการตอบสนอง (S-R Theory)
2 ทฤษฎีสนามความรู้ (Cognitive Field Theory)

ทฤษฎีสิ่งเร้าและการตอบสนอง

ทฤษฎีนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษ มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น Associative Theory, Associationism, Behaviorism เป็นต้น นักจิตวิทยาที่สำคัญในกลุ่มนี้ คือ พาฟลอฟ (Pavlov) วัตสัน (Watson) ธอร์นไดค์ (Thorndike) กัทธรี (Guthrie) ฮัล (Hull) และสกินเนอร์ (Skinner) ทฤษฎีนี้อธิบายว่า พื้นฐานการกระทำซึ่งเป็นผลมาจากการเรียนรู้ของแต่คน ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม หน้าที่ของผู้สอน คือ คอยเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน

หลักการของทฤษฎีสิ่งเร้าและการตอบสนอง
1.การเสริมแรง (Reinforcement) เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง หรือให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ตามที่ต้องการเช่น การให้รางวัล หรือการทำโทษ หรือการชมเชย เป็นต้น ผู้สอนจึงควรจะหาวิธีจูงใจ ให้ผู้เรียนมีความอยากเรียนให้มากที่สุด
2. การฝึกฝน (Practice) ได้แก่การให้ทำแบบฝึกหัดหรือการฝึกซ้ำ เพื่อให้เกิดทักษะในการแก้ปัญหาที่สัมพันธ์กัน โดยเฉพาะวิชาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ
3.การรู้ผลการกระทำ (Feedback) ได้แก่ การที่สามารถให้ผู้เรียนได้รู้ผลการปฏิบัติได้ทันทีเพื่อจะทำให้ผู้เรียนได้ปรับพฤติกรรมได้ถูกต้องอันจะเป็นหนทางการเรียนรู้ที่ดี หน้าที่ของผู้สอนจึงควรจะต้องพยายามทำให้วิธีสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์แห่งความสำเร็จ
4 .การสรุปเป็นกฎเกณฑ์ (Generaliation) ได้แก่ การได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถสร้างมโนทัศน์ (Concept) จนกระทั่งสรุปเป็นกฎเกณฑ์ที่จะนำไปใช้ได้
5. การแยกแยะ (Discrimination) ได้แก่ การจัดประสบการณ์ ที่ผู้เรียนสามารถแยกแยะความแตกต่างของข้อมูลได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอันจะทำให้เกิดความสะดวกต่อการเลือกตอบสนอง
6. ความใกล้ชิด (Continuity) ได้แก่ การสอนที่คำนึงถึงความใกล้ชิดระหว่าง สิ่งเร้าและการตอบสนองซึ่งเหมาะสำหรับการสอนคำ เป็นต้น

แบบการเรียนรู้ของกาเย
กาเย (Gagne) ได้เสนอหลักที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้ว่า ไม่มีทฤษฎีหนึ่งหรือทฤษฎีใดสามารถอธิบายการเรียนรู้ของบุคคลได้สมบูรณ์ ดังนั้น กาเย จึงได้นำทฤษฎีการเรียนรู้แบบสิ่งเร้าและการตอบสนอง (S-R Theory) กับทฤษฎีความรู้ (Cognitive Field Theory) มาผสมผสานกันในลักษณะของการจัดลำดับการเรียนรู้ดังนี้
1. การเรียนรู้แบบสัญญาณ (Signal Learning) เป็นการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไข เกิดจากความไกล้ชิดของสิ่งเร้าและการกระทำซ้ำผู้เรียนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเอง
2. การเรียนรู้แบบการตอบสนอง (S-R Learning) คือการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถควบคุมพฤติกรรมนั้นได้การตอบสนองเป็นผลจากการเสริมแรงกับโอกาสการกระทำซ้ำ หรือฝึกฝน
3. การเรียนรู้แบบลูกโซ่ (Chaining Learning) คือการเรียนรู้อันเนื่องมาจากการเชื่อมโยงสิ่งเร้ากับการตอบสนองติดต่อกันเป็นกิจกรรมต่อเนื่องโดยเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่นการขับรถ การใช้เครื่องมือ
4. การเรียนรู้แบบภาษาสัมพันธ์ (Verbol Association Learning) มีลักษณะเช่นเดียวกับการเรียนรู้แบบลูกโซ่ หากแต่ใช้ภาษา หรือสัญญลักษณ์แทน
5. การเรียนรู้แบบการจำแนก (Discrimination Learning) ได้แก่การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นความแตกต่าง สามารถเลือกตอบสนองได้
6. การเรียนรู้มโนทัศน์ (Concept Learning) ได้แก่การเรียนรู้อันเนื่องมาจากความสามารถในการตอบสนองสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะที่เป็นส่วนรวมของสิ่งนั้น เช่นวงกลมประกอบด้วยมโนทัศน์ย่อยที่เกี่ยวกับ ส่วนโค้ง ระยะทาง ศูนย์กลาง เป็นต้น
7. การเรียนรู้กฏ (Principle Learning) เกิดจากความสามารถเชื่อมโยงมโนทัศน์ เข้าด้วยกันสามารถนำไปตั้งเป็นกฎเกณฑ์ได้
8. การเรียนรู้แบบปัญหา (Problem Solving) ได้แก่ การเรียนรู้ในระดับที่ ผู้เรียนสามารถรวมกฎเกณฑ์ รู้จักการแสวงหาความรู้ รู้จักสร้างสรรค์ นำความรู้ไปแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้จากลำดับการเรียนรู้นี้แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการเรียนรู้แบบต้นๆ จะเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ระดับสูง

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นหลักในการจัดการเรียนการสอน ได้ ในลักษณะต่างๆ เช่น การจัดสภาพที่เหมาะสมสำหรับการเรียนการสอน การจูงใจ การรับรู้ การเสริมแรง การถ่ายโยงการเรียนรู้ ฯลฯ
การจัดสภาพที่เอื้อต่อการเรียนรู้
การจัดการเรียนการสอน ที่สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ เพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการที่สำคัญอยู่ 4 ประการคือ
1. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างกระฉับกระเฉง เช่นการให้เรียนด้วยการลงมือปฏิบัติ ประกอบกิจกรรม และเสาะแสวงหาความรู้เอง ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้เรียนมีความสนใจสูงขึ้นเท่านั้น แต่ ยังทำให้ผู้เรียนต้องตั้งใจสังเกตและติดตามด้วยการสังเกต คิด และใคร่ครวญตาม ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มพูนความรู้
2. ให้ทราบผลย้อมกลับทันที เมื่อให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติหรือตัดสินใจทำอะไรลงไป ก็จะมีผลสะท้อนกลับให้ทราบว่านักเรียนตัดสินใจถูกหรือผิด โดยทันท่วงที
3. ให้ได้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ โดยใช้การเสริมแรง เมื่อผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือถูกต้อง ก็จะมีรางวัลให้ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ และแสดงพฤติกรรมนั้นอีก
4. การให้เรียนไปทีละน้อยตามลำดับขั้น ต้องให้ผู้เรียนต้องเรียนทีละน้อยตามลำดับขั้นที่พอเหมาะกับความสนใจและความสามารถของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน และเกิดการเรียนรู้ที่มั่นคงถาวรขึ้น

การจูงใจ (Motivation)
หลักการและแนวคิดที่สำคัญของการจูงใจ คือ
1. การจูงใจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผลักดันให้บุคคลปฏิบัติ กระตือรือร้น และปรารถนาที่จะร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพราะการตอบสนองใด ๆ จะเป็นผลเพื่อลดความตึงเครียดของบุคคล ที่มีต่อความต้องการนั้นๆ ดังนั้นคนเราจึงดิ้นรนเพื่อให้ได้ตามความต้องการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง กิจกรรมการเรียนการสอนจึงต้องอาศัยการจูงใจ
2. ความต้องการทางกาย อารมณ์ และสังคม เป็นแรงจูงใจที่สำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้สอนจึงควรหาทางเสริมแรงหรือกระตุ้นโดยปรับกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการเหล่านั้น
3. การเลือกสื่อและกิจกรรมการเรียนการสอน ให้เหมาะสมกับ ความสนใจ ความสามารถและความพึงพอใจแก่ผู้เรียนจะเป็นกุญแจสำคัญให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ประสบความสำเร็จได้ง่าย มีแรงจูงใจสูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนเพิ่มขึ้น
4. การจูงใจผู้เรียนให้มีความตั้งใจ และสนใจในการเรียน ย่อมขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจลักษณะความต้องการของผู้เรียนแต่ละระดับ แต่ละสังคม แต่ละครอบครัว แล้วจึงพิจารณากิจกรรมการเรียนที่จะจัดให้สอดคล้องกัน
5. ผู้สอนควรจะพิจารณาสิ่งล่อใจหรือรางวัล รวมทั้งกิจกรรมการแข่งขัน ให้รอบคอบและเหมาะสมเพราะเป็นแรงจูงใจที่มีพลังรวดเร็ว ซึ่งให้ผลทั้งทางด้านเสริม สร้างและการทำลายก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และวิธีการ

ทฤษฎีการจูงใจ ได้อธิบายเกี่ยวกับสภาวะของบุคคล ที่พร้อม ที่จะสนองความต้องการหากสิ่งนั้นมี อิทธิพลสำหรับความต้องการของเขา ทฤษฎีการจูงใจที่สำคัญคือ ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ (Maslow`s Theory) ซึ่งอธิบายความต้องการของบุคคลว่า พฤติกรรมต่างๆ ของบุคคล ล้วนเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามหาวิธีการสนองความต้องการให้กับตนเองทั้งสิ้น และคนเรามีความต้องการหลายด้าน ซึ่งมาสโลว์ ได้จำแนกความต้องการของคนไว้ดังนี้ คือ
1. ความต้องการทางกาย ได้แก่ ความต้องการปัจจัยที่จำเป็นพื้นฐาน สำหรับการดำรงชีวิต อันได้แก่ อาหาร น้ำ และ อากาศ
2. ความต้องการความปลอดภัย เช่น ต้องการความสะดวกสบาย การคุ้มครอง
3 .ความต้องการความรัก และความเป็นเจ้าของ เช่น ต้องการเป็นที่รักของบุคคลอื่น
4. ความต้องการให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าของตนเช่นการยอมรับและยกย่องจากสังคม
5 .ความต้องการเข้าใจตนเอง คือความเข้าใจสภาวะของตน เช่น ความสามารถ ความถนัด ซึ่งสามารถเลือกงาน เลือกอาชีพที่เหมาะกับตนเอง
6. ความต้องการที่จะรู้และเข้าใจ คือ พยายามที่จะศึกษาหาความรู้และการแสวงหาสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิต
7.ความต้องการด้านสุนทรียะ คือความต้องการในด้านการจรรโลงใจดนตรี ความสวยงาม และงานศิลปะต่าง ๆ

มาสโลว์ ได้อธิบายให้เห็นเพิ่มเติมว่า ความต้องการของคนเราตั้งแต่ลำดับที่ 1-4 นั้นเป็นความต้องการที่จำเป็น ซึ่งคนเราจะขาดไม่ได้และทุกคนจะพยายามแสวงหาเพื่อสนองความต้องการนั้น ๆ ส่วนลำดับความต้องการที่ 5-7 เป็นแรงจูงใจที่มากระตุ้นให้บุคคลแสวงหาต่อ ๆไป เมื่อสามารถสนองความต้องการพื้นฐานได้ สำเร็จเป็นลำดับแล้ว

การแข่งขัน (Competition)
จะมีคุณค่าในด้านการจูงใจ ถ้าหากรู้จักนำไปใช้ให้เหมาะสมจะเกิดผลดีทางการเรียน แต่ถ้าใช้ไม่ถูกต้องจะเกิดผลเสียทางอารมณ์ของผู้เรียน เบอร์นาร์ด (Bernard) ได้ให้ความเห็นว่าควรจะเป็นการแข่งขันกับตนเอง ในการพัฒนาผลงานใหม่ๆ กับที่เคยทำมาแล้ว ถ้าหากเป็นเกมการแข่งขันระหว่างผู้เรียนควรจะเน้นย้ำการรักษากติกา การยอมรับและมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ให้ผู้เรียนเข้าจุดมุ่งหมายเพื่อผลสัมฤทธิ์ มากกว่าชัยชนะ

การถ่ายโยงการเรียนรู้ (Transfer of learning)
1. ธอร์นไดค์ (Thorndike) กล่าวถึง การถ่ายโยงการเรียนรู้จากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่งนั้น สถานการณ์ทั้งสองจะต้องมีองค์ประกอบที่คล้าย คลึงกัน คือ เนื้อหา วิธีการ และ เจตคติ ที่สัมพันธ์กันกับสถานการณ์เดิม
2.เกสตัลท์ (Gestalt) กล่าวว่า การถ่ายโยงการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้มองเห็นรูปร่างทั้งหมดของปัญหา และรับรู้ความสัมพันธ์นั้นเข้าไป กล่าวคือ สถานการณ์ใหม่จะต้องสัมพันธ์กับสถานการณ์เดิม

หลักการและแนวคิดที่สำคัญของการถ่ายโยงการเรียนรู้คือ
1. การถ่ายโยง ควรจะต้องปลูกฝังความรู้ ความคิด เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
2. ผู้สอนควรใช้วิธีการแก้ปัญหา หรือวิธีการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสคิดและเกิดทักษะอย่างกว้างขวางซึ่งจะเป็นวิธีการที่ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ของความรู้
3. การถ่ายโยงจะเกี่ยวข้องกับ ความแตกต่างระหว่างบุคคล กิจกรรมการเรียนการสอนจึงต้องคำนึงหลักการนี้ด้วย
4. การถ่ายโยงที่อาศัยสถานการณ์ที่สัมพันธ์กันระหว่างสถานการณ์เดิมและสถานการณ์ใหม่ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้สะดวกขึ้น

จิตวิทยาการเรียนรู้

เมื่อทราบถึงความสัมพันธ์ของการรับรู้ ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ผู้บรรยายจึงต้องเป็นผู้กระตุ้น หรือเสนอสิ่งต่าง ๆ ให้ผู้เรียน เพราะการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในตัว ผู้เรียนซึ่ง จำเนียร ช่วงโชติ (2519) ให้ความหมายไว้ว่า "การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเกิดจากประสบการณ์ที่มีขอบเขตกว้าง และสลับซับซ้อนมากโดยเฉพาะในแง่ของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม"

วรกวิน (2523: 56-60) การเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งหมายถึง กิจกรรมที่ผู้เรียนแสดงออก และสามารถสังเกตและวัดได้ การศึกษากระบวนการเรียนรู้จึงต้องศึกษาเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปในลักษณะที่พึงประสงค์ การศึกษาพฤติกรรมต่าง ๆ จะต้องมีระบบระเบียบ วิธีการ และอาศัยความรู้ต่าง ๆ เช่น จิตวิทยา การศึกษา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ กระบวนการสื่อความและสื่อความหมายและสื่อความหมาย การพิจารณาการเรียนรู้ของผู้เรียนจำเป็นต้องสังเกตและวัดพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การศึกษาพฤติกรรมต่าง ๆ นำไปสู่การกำหนดทฤษฎี การเรียนรู้ต่าง ๆ ทฤษฎีกระบวนการกลุ่มพฤติกรรมร่วมกันระหว่างครูและผู้เรียนรวมทั้งวิธีการจัดระบบการเรียนการสอนที่จะช่วยทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ไปตามวัตถุประสงค์

การเรียนรู้เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต มนุษย์มีการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนตาย จึงมีคำกล่าวเสมอว่า "No one too old to learn" หรือ ไม่มีใครแก่เกินที่จะเรียน การเรียนรู้จะช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี

การเรียนรู้ของคนเรา จากไม่รู้ไปสู่การเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอนดังที่ กฤษณา ศักดิ์ศรี (2530) กล่าวไว้ดังนี้

"การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อสิ่งเร้า (stimulus) มาเร้าอินทรีย์ (organism) ประสาทก็ตื่นตัว เกิดการรับสัมผัส หรือเพทนาการ (sensation) ด้วยประสาททั้ง 5 แล้วส่งกระแสสัมผัสไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการแปลความหมายขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์เดิมและอื่น ๆ เรียกว่า สัญชาน หรือการรับรู้ (perception) เมื่อแปลความหมายแล้ว ก็จะมีการสรุปผลของการรับรู้เป็นความคิดรวบยอดเรียกว่า เกิดสังกัป (conception) แล้วมีปฏิกิริยาตอบสนอง (response) อย่างหนึ่งอย่างใดต่อสิ่งเร้าตามที่รับรู้เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤิตกรรม แสดงว่าการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นแล้วประเมินผลที่เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้แล้ว"

การเรียนรู้เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต มนุษย์มีการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนตาย จึงมีคำกล่าวเสมอว่า "No one too old to learn" หรือ ไม่มีใครแก่เกินที่จะเรียน การเรียนรู้จะช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี
ธรรมชาติของการเรียนรู้ มี 4 ขั้นตอน คือ

1. ความต้องการของผู้เรียน (Want) คือ ผู้เรียนอยากทราบอะไร เมื่อผู้เรียนมีความต้องการอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใดก็ตาม จะเป็นสิ่งที่ยั่วยุให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้

2. สิ่งเร้าที่น่าสนใจ (Stimulus) ก่อนที่จะเรียนรู้ได้ จะต้องมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจ และน่าสัมผัสสำหรับมนุษย์ ทำให้มนุษย์ดิ้นรนขวนขวาย และใฝ่ใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่น่าสนใจนั้น ๆ

3. การตอบสนอง (Response) เมื่อมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจและน่าสัมผัส มนุษย์จะทำการสัมผัสโดยใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น ตาดู หูฟัง ลิ้นชิม จมูกดม ผิวหนังสัมผัส และสัมผัสด้วยใจ เป็นต้น ทำให้มีการแปลความหมายจากการสัมผัสสิ่งเร้า เป็นการรับรู้ จำได้ ประสานความรู้เข้าด้วยกัน มีการเปรียบเทียบ และคิดอย่างมีเหตุผล

4. การได้รับรางวัล (Reward) ภายหลังจากการตอบสนอง มนุษย์อาจเกิดความพึงพอใจ ซึ่งเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง จะได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การได้เรียนรู้ ในวิชาชีพชั้นสูง จนสามารถออกไปประกอบอาชีพชั้นสูง (Professional) ได้ นอกจากจะได้รับรางวัลทางเศรษฐกิจเป็นเงินตราแล้ว ยังจะได้รับเกียรติยศจากสังคมเป็นศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจทางสังคมได้ประการหนึ่งด้วย

ลำดับขั้นของการเรียนรู้

ในกระบวนการเรียนรู้ของคนเรานั้น จะประกอบด้วยลำดับขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญ 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ (1) ประสบการณ์ (2) ความเข้าใจ และ (3) ความนึกคิด

1. ประสบการณ์ (experiences) ในบุคคลปกติทุกคนจะมีประสาทรับรู้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่ที่เป็นที่เข้าใจก็คือ ประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ประสาทรับรู้เหล่านี้จะเป็นเสมือนช่องประตูที่จะให้บุคคลได้รับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ถ้าไม่มีประสาทรับรู้เหล่านี้แล้ว บุคคลจะไม่มีโอกาสรับรู้หรือมีประสบการณ์ใด ๆ เลย ซึ่งก็เท่ากับเขาไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใด ๆ ได้ด้วย

ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่บุคคลได้รับนั้นย่อมจะแตกต่างกัน บางชนิดก็เป็นประสบการณ์ตรง บางชนิดเป็นประสบการณ์แทน บางชนิดเป็นประสบการณ์รูปธรรม และบางชนิดเป็นประสบการณ์นามธรรม หรือเป็นสัญลักษณ์

2. ความเข้าใจ (understanding) หลังจากบุคคลได้รับประสบการณ์แล้ว ขั้นต่อไปก็คือ ตีความหมายหรือสร้างมโนมติ (concept) ในประสบการณ์นั้น กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมองหรือจิตของบุคคล เพราะสมองจะเกิดสัญญาณ (percept) และมีความทรงจำ (retain) ขึ้น ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า "ความเข้าใจ"

ในการเรียนรู้นั้น บุคคลจะเข้าใจประสบการณ์ที่เขาประสบได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถจัดระเบียบ (organize) วิเคราะห์ (analyze) และสังเคราะห์ (synthesis) ประสบการณ์ต่าง ๆ จนกระทั่งหาความหมายอันแท้จริงของประสบการณ์นั้นได้

3. ความนึกคิด (thinking) ความนึกคิดถือว่าเป็นขั้นสุดท้ายของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมอง Crow (1948) ได้กล่าวว่า ความนึกคิดที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องเป็นความนึกคิดที่สามารถจัดระเบียบ (organize) ประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับให้เข้ากันได้ สามารถที่จะค้นหาความสัมพันธ์ระหว่าง[7]

ทฤษฎีที่นำมาแก้ปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแนวทาง

หนึ่งที่ได้รับความสนใจ และง่ายต่อการปฏิบัติคือ ทฤษฎีของเพอซิเวลเรน (Percival Wren)

มีอยู่ 10 ประการดังนี้

1. สอนให้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 อันได้แก่ มองเห็น ได้ยิน รู้สึก ได้กลิ่น ได้รส

2. สอนให้รู้จักใช้การสังเกต

3. ครูบอกให้น้อยที่สุด

4. ให้นักเรียน เรียนโดยการกระทำ

5. สอนจากสิ่งที่รู้ไปหาสิ่งที่ไม่รู้

6. สอนจากสิ่งที่เป็นตัวตนไปหาสิ่งที่ไม่มี่ตัวตน

7. สอนโดยวิธีอุปมาน

8. สอนให้สนุกและน่าสนใจ

9. ส่งเสริมให้นักเรียน เรียนด้วยตนเอง

10. สอนให้เป็นไปตามธรรมชาติ

บทที่ 3

วิธีการวิจัย

วิธีการวิจัย

3.1 ผู้ให้ข้อมูล

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย) จำนวน 17รูป

3.2 ลักษณะที่ศึกษา

การวิจัยเรื่องการใช้แบบทดสอบ เพื่อพัฒนาการในด้านทักษะการพูดให้เข้าใจชัดเจน และที่ถูกต้อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)จำนวน 17รูป ทั้งนี้ได้กำหนดลักษณะขอบเขตของการศึกษาวิจัย และประชากรเป้าหมายโดยศึกษาเฉพาะนักเรียนจำนวน 17รูป ที่มีพัฒนาการด้านการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมที่ต่ำกว่ามาตรฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555

3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เพื่อให้การวิจัยเรื่องการใช้แบบทดสอบ เพื่อพัฒนาการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมที่ถูกต้อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ในรายวิชาภาษาไทย (ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาไทย)จำนวน 17รูป ทั้งนี้เพื่อประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จึงกำหนดการใช้เครื่องมือในการวิจัยดังนี้

3.3.1 แบบทดสอบก่อนเรียน

3.3.2 ใบความรู้

3.3.3 แบบทดสอบหลังเรียน

3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูลและสถิติที่ใช้

การวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ดังนี้

3.4.1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนา เชิงบรรยายจากข้อมูลที่ค้นพบ

3.4.2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าตัวเลขทางสถิติและตาราง

3.4.3 สถิติที่ใช้คือร้อยละค่าเฉลี่ย

ระยะเวลาทำการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ใช้ระยะเวลา 9 สัปดาห์ (ตั้งแต่ตุลาคม 2555 - กุมภาพันธ์ 2556 )

ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย ( PDCA )

ขั้นตอน / กิจกรรม

วิธีการ

เหตุผลที่ต้องดำเนินการ

( ใคร ทำอะไร อย่างไร ได้อะไร )

1. ค้นพบปัญหา

2. หาวิธีแก้ปัญหา

3. กำหนดขั้นตอนปฎิบัติ

4. ขั้นปฎิบัติ

5. ประเมินผลและสรุปผล

ในขณะสอนในรายวิชาภาษาไทยในภาคเรียนที่ 2/2555 นักเรียนร้อยละ 85 มีการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมยังไม่ถูกต้อง โดยใช้วิธีการคือ

1. ทำแบบทดสอบก่อนเรียน

2. การถามตอบ

1. เอาใจใส่ดูแลบอกกล่าวตักเตือน

2. มอบหมายงาน/ติดตามงาน

1. ทำการทดสอบก่อนการเรียนรู้

โดยใช้แบบทดสอบปรนัย จำนวน 10 ข้อ

2. พูดคุย ยกตัวอย่างและสอบถามแบบปุจฉา เพื่อเก็บข้อมูล

1. จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและสอบถามแล้วได้ผลลัพธ์ออกมาว่า นักเรียนร้อยละ 85 มีการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมยังไม่ถูกต้อง

2. ทำการสร้างเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้คือ มีใบความรู้ประกอบพร้อมกับครูผู้สอนทำการอธิบายยกตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจที่ตรงตามจุดประสงค์และเนื้อหาทีกำหนดไว้

3. ทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 จำนวน 10 ข้อตรวจแล้วทำการบันทึกผล

4. ทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งที่2 โดยใช้ข้อสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบก่อนเรียน จำนวน 10 ข้อตรวจแล้วทำการบันทึกผล

5. ทำการเปรียบเทียบคะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้สรุปผลการวิจัย

1. สังเกตบันทึกพัฒนาการด้านการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย

- นักเรียนผ่านเกณฑ์

- นักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์

2. นำปัญหาของนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ไปพัฒนาการวิจัยในครั้งต่อไป

นักเรียนร้อยละ 85 มีการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมยังไม่ถูกต้อง

เพื่อกระตุ้นส่งเสริม ให้นักเรียนเกิดทัศนคติอยากจะเรียนรู้ มีขวัญและกาลังใจการเรียน เอาใจใส่และรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย

เก็บข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2/2 จำนวน18 รูป

ครูผู้สอนสังเกตพัฒนาการด้านการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย

ครูผู้สอนสังเกตและบันทึกข้อมูลพัฒนาการด้านการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายและนำไปปรับปรุงต่อไป

บทที่ 4

ผลการวิจัย

จากผลการวิจัยเรื่องการใช้แบบทดสอบ เพื่อพัฒนาการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมที่ถูกต้องของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2โรงเรียนเชตุพนศึกษาในการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ใช้วิธีการสอนพิเศษ (ชั่วโมงว่างหลังเลิกเรียน) และบันทึกข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนจำนวน 2 ครั้ง และบันทึกข้อมูลซึ่งผลการวิจัยในครั้งนี้สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

ที่

ชื่อ

สกุล

การทดสอบก่อนเรียน

การทดสอบหลังเรียน ครั้งที่ ๑

การทดสอบหลังเรียนครั้งที่ ๒

คะแนน

ได้

ร้อยละ

คะแนน

ได้

ร้อยละ

คะแนน

ได้

ร้อยละ

1

ส.ณ.หรีมู


10

2

20

10

6

60

10

7

70

2

ส.ณ.หลู่

หนั่นต่า

10

6

60

10

8

80

10

9

90

3

ส.ณ.อลงกต

เสวี

10

1

10

10

5

50

10

6

60

4

ส.ณ.อ่อมเมิง

ที่มา

10

6

60

10

8

80

10

8

80

5

ส.ณ.จ่าเก๊ะ

กุสุมาไพร

10

4

40

10

6

60

10

7

70

6

ส.ณ.ซอจ่า

พิลาศชวนพิศ

10

2

20

10

5

50

10

6

60

7

ส.ณ.ณัฐพงษ์

เอี่ยมขจร

10

6

60

10

5

50

10

6

60

8

ส.ณ.ณัฐพร

แซ่ยะ

10

1

10

10

5

50

10

6

60

9

ส.ณ.ตะวัน

จันทร์แก้ว

10

5

50

10

6

60

10

7

70

10

ส.ณ.ทูน

สามคำ

10

4

40

10

7

70

10

8

80

11

ส.ณ.นิติพัฒน์

ปัญญา

10

5

50

10

7

70

10

9

90

12

ส.ณ.เน๊าะโป๊ะ

พิทักษ์ไก่ป่า

10

4

40

10

6

60

10

8

80

13

ส.ณ.รัชชานนท์

ลุงติหวิ่ง

10

4

40

10

7

70

10

8

80

14

ส.ณ.วิระ

แซ่ยะ

10

5

50

10

7

70

10

8

80

15

ส.ณ.วิโรจน์

แซ่ซ้ง

10

3

30

10

6

60

10

8

80

16

ส.ณ.วุฒิชัย

ซานุ

10

2

20

10

5

50

10

7

70

17

ส.ณ.สนธยา

พะยิ

10

4

40

10

7

70

10

8

80

18

ส.ณ.หลาว

ลุงวิ

10

1

10

10

5

50

10

6

60

รวม



36.11



61.67



73.33

พัฒนาการที่เกิดขึ้น



-



25.56



37.22

จากตารางแสดงผลการพัฒนาการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมที่ถูกต้อง

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2จำนวน 18รูปโรงเรียนเชตุพนศึกษาจะเห็นได้ว่า

1. นักเรียนทำแบบดสอบก่อนเรียน จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้ คิดเป็นร้อยละ36.11 ของจำนวนข้อทั้งหมด

2. นักเรียนทำแบบดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้คิดเป็นร้อยละ61.67 ของจำนวนข้อทั้งหมด

3. นักเรียนทำแบบดสอบหลังเรียนครั้งที่ 2 จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้คิดเป็นร้อยละ73.33 ของจำนวนข้อทั้งหมด

สรุป

จากตารางแสดงผลการพัฒนาการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมที่ถูกต้อง

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2จำนวน 18รูปโรงเรียนเชตุพนศึกษาจะเห็นได้ว่า

นักเรียนมีพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ในใบงานการสอนพิเศษและคำแนะนำจากแหล่งเรียนรู้อื่นๆ เพิ่มมากขึ้นสังเกตได้จากการเปรียบเทียบการทำแบบทดสอบ ดังนี้

1. นักเรียนทำแบบดสอบก่อนเรียน จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้ คิดเป็นร้อยละ36.11 ของจำนวนข้อทั้งหมด

2. นักเรียนทำแบบดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้คิดเป็นร้อยละ61.67 ของจำนวนข้อทั้งหมด

3. นักเรียนทำแบบดสอบหลังเรียนครั้งที่ 2 จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้คิดเป็นร้อยละ73.33 ของจำนวนข้อทั้งหมด

และสรุปเป็นคะแนนพัฒนาการได้ ดังนี้

1. มีพัฒนาการจากการทำแบบทดสอบจากก่อนเรียนมาหลังเรียนครั้งที่ 1 คิดเป็นร้อยละ25.56 ของจำนวนข้อทั้งหมด

2. มีพัฒนาการจากการทำแบบทดสอบจากก่อนเรียนมาหลังเรียนครั้งที่ 2 คิดเป็นร้อยละ37.22 ของจำนวนข้อทั้งหมด

บทที่ 5

สรุปอภิปรายและเสนอแนะ

จากการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมที่ถูกต้อง

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2จำนวน 18รูปโรงเรียนเชตุพนศึกษาสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อแก้ปัญหาการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมที่ไม่ถูกต้องของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จำนวน 18 รูป ในรายวิชาภาษาไทย ท 22102

2. วิธีการศึกษา

1. จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและสอบถามแล้วได้ผลลัพธ์ออกมาว่า นักเรียนร้อยละ 85 มีการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมยังไม่ถูกต้อง

2. ทำการสร้างเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้คือ มีใบความรู้ประกอบพร้อมกับครูผู้สอนทำการอธิบายยกตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจที่ตรงตามจุดประสงค์และเนื้อหาทีกำหนดไว้

3. ทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 จำนวน 10 ข้อตรวจแล้วทำการบันทึกผล

4. ทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งที่2 โดยใช้ข้อสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบก่อนเรียน จำนวน 10 ข้อตรวจแล้วทำการบันทึกผล

5. ทำการเปรียบเทียบคะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้สรุปผลการวิจัย

3. ผลการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน

1. นักเรียนทำแบบดสอบก่อนเรียน จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้ คิดเป็นร้อยละ36.11 ของจำนวนข้อทั้งหมด

2. นักเรียนทำแบบดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้คิดเป็นร้อยละ61.67 ของจำนวนข้อทั้งหมด

3. นักเรียนทำแบบดสอบหลังเรียนครั้งที่ 2 จำนวน10 ข้อมีนักเรียนที่ตอบได้คิดเป็นร้อยละ73.33 ของจำนวนข้อทั้งหมด

4. ผลการปฏิบัติ

1. มีพัฒนาการจากการทำแบบทดสอบจากก่อนเรียนมาหลังเรียนครั้งที่ 1 คิดเป็นร้อยละ25.56 ของจำนวนข้อทั้งหมด

2. มีพัฒนาการจากการทำแบบทดสอบจากก่อนเรียนมาหลังเรียนครั้งที่ 2 คิดเป็นร้อยละ37.22 ของจำนวนข้อทั้งหมด

5.สรุปผลการวิจัย

ผลหลังการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการแต่งประโยคความรวมโดยใช้คำสันธานเชื่อมที่ถูกต้อง

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2จำนวน 18รูปโรงเรียนเชตุพนศึกษาสรุปได้ดังนี้

1. มีพัฒนาการจากการทำแบบทดสอบจากก่อนเรียนมาหลังเรียนครั้งที่ 1 คิดเป็นร้อยละ25.56 ของจำนวนข้อทั้งหมด

2. มีพัฒนาการจากการทำแบบทดสอบจากก่อนเรียนมาหลังเรียนครั้งที่ 2 คิดเป็นร้อยละ37.22 ของจำนวนข้อทั้งหมด

สรุป อภิปราย ข้อเสนอแนะ

1. ในการทาวิจัยในครั้งนี้ประสบปัญหาพอสมควร เนื่องนักเรียนไม่ค่อยให้ความร่วมมือและไม่เห็นความสาคัญในการจัดการเรียนการสอน

2. นักเรียนที่ให้ความร่วมมือ คือ กลุ่มที่ไม่มีปัญหา

3. การจัดการเรียนการสอนในช่วง คาบที่ 1 จะช่วยให้ติดตามนักเรียนได้อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด

ข้อเสนอแนะ

ในการทาวิจัยครูจาเป็นต้องทาอย่างต่อเนื่อง และเก็บรวบรวมข้อมูลผลงานของนักเรียนไว้ทุกวันและติดตามการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนตลอดเวลา ความเสียสละของครู และความพร้อมของสื่อก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้งานวิจัยสาเร็จด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

ชัชวาล สิทธิศร. เอกสารประกอบการฝึกอบรมปฏิบัติการวิจัยของครูคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ของ

คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติและกระทรวงศึกษาธิการ. ปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสาคัญ

ที่สุด,หน้า 12.

ปัญญา ธีระวิทยเลิศ, ปัญญฏา ประดิษฐบาทุกา, รัตนาภรณ์ ชาญไววิทย์. ชุดฝึกอบรมที่ 7 การวิจัยทาง

การศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม. 2552



[1]มนต์จันทร์ อินทรจันทร์, “เสภาและพัฒนาการของวรรณคดีเสภา” ,สถาบันมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การศึกษา มหาบัณฑิต อักษรศาสตร์ 2543

[2]ธเนศ เวศร์ภาดา, “ตำราประพันธศาสตร์ไทย : แนวคิดและความสัมพันธ์กับขนบวรรณศิลป์ไทย” ,สถาบันมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การศึกษา มหาบัณฑิต อักษรศาสตร์ 2543

[3]ปวิวัณณ์ คำเจริญ, “ นวนิยายรูปแบบจดหมายของไทย” ,สถาบันมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การศึกษา มหาบัณฑิต อักษรศาสตร์ 2543

[4]กรกช อัญชลีนุกูล, “ วิเคราะห์แบบเรียนประถมมาลา” ,สถาบันมหาวิทยาลัยรามคำแหงการศึกษา มหาบัณฑิต ศิลปะศาสตร์ สาขาไทยศึกษา2543

[5]พรทิพย์ ซังธาดา, “ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก : การศึกษาวิเคราะห์รูปแบบและศิลปะการประพันธ์” ,สถาบันมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ,การศึกษา มหาบัณฑิต ,การศึกษา สาขาภาษาไทย, 2532

[6]พรสวรรค์ สุวรรณธาดา , “ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวรรณคดีไทยเรื่อง "ลิลิตตะเลงพ่าย" โดยวิธีสอนแบบโปรแกรมสไลด์ประกอบเสียงกับวิธีสอนแบบบรรยายตามแนวทฤษฎีของกาเย่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบรบือวิทยาคาร จังหวัดมหาสารคาม” ,สถาบันมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ,การศึกษา มหาบัณฑิต ,การศึกษา สาขามัธยมศึกษา-การสอนภาษาไทย, 2529

[7]ระบบบริหารการจัดการการเรียนการสอน ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม http://edtechno.msu.ac.th/mod/resource/view.php?id...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผ้าขาวเปื้อนหมึก 3



ความเห็น (0)