จดหมายถึงพระคุณเจ้า: พระภิกษุเข้ารับอิสลาม

เพราะแท้ที่จริง คำว่า "ศาสนา" เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางสังคม ส่วนเนื้อแท้ของศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่อาจใช้อักษรสื่อความหมาย ดังนั้น จะเข้ารับศาสนาต่างจากที่ตนเคยรับมา หากเข้าถึงเนื้อแท้ จะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน (จินตนาการ)

มีการแชร์ข่าวกรณีพระภิกษุรูปหนึ่ง มีสมณศักด์พระครู เข้ารับอิสลามทั้งที่ยังครองจีวร น่าจะมีการบันทึกไว้ในประวัติพุทธศาสนาในไทย ว่าท่านคือรายแรกของโลกที่เข้ารับศาสนาอิสลามทั้งที่ยังครองจีวรอันเป็นสัญลักษณ์ของพระภิกษุในพุทธศาสนาไทย นอกจากนั้น ท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และมีสมณศักดิ์ชั้นพระครูสัญญาบัตร ความเห็นของผู้สนใจเรื่องนี้แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม (๑) กลุ่มที่เห็นว่าการเข้ารับอิสลามทั้งที่ยังครองจีวรอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม (๒) กลุ่มที่เห็นว่าการเข้ารับอิสลามทั้งที่ยังครองจีวรอยู่นั้นเป็นสิ่งที่บุคคลสามารถกระทำได้ อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตจากชาวพุทธระดับศรัทธาว่า ทำไมพระคุณเจ้าจึงทำอย่างนั้น ในภาษาทางภาคใต้น่าจะคือ "ทำไป่ด่าย"

การเข้ารับอิสลามหรือการแปรสภาพตนเป็นคริสตศาสนิกชนของผู้มีพุทธศาสนาในบัตรประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องประหลาดในสังคมไทย ก็ในเมื่อเราไม่เห็นว่าศาสนาที่ตนมีอยู่จะให้ประโยชน์อะไรกับตน การลิ้มลองเพื่อศึกษาศาสนาที่แตกต่างน่าจะคือสิ่งที่เรากระทำได้ เหมือนนายจิตหัตถ์ บวชแล้วสึก สึกแล้วบวช รวมถึง ๗ หน การยกตัวอย่างนี้อาจจะต่างประเด็น แต่เป็นการยกเพื่อให้เห็นถึงอิสรภาพในการตัดสินใจ การเปลี่ยนศาสนาที่ดูเป็นปกติจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสังคมไทยพุทธ เช่น เมื่อชายหรือหญิงพุทธ ไปพบรักและแต่งงานกับชายหรือหญิงมุสลิม ชายหรือหญิงพุทธจะต้องเปลี่ยนศาสนาเพื่อการยอมรับว่าเป็นสมาชิกผู้รับอิสลาม เป็นต้น แต่ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการเกิดขึ้นสำหรับฆราวาสที่ไม่ได้มีศรัทธาอย่างมั่นคงในศาสนาเดิม ส่วนกรณีข่าวที่แชร์กันนั้นเป็นกรณีของพระภิกษุที่บวชมาหลายพรรษาน่าจะคือผู้มั่นคงในศาสนาแล้ว

เดิมทีการรับสื่อการแชร์นั้นต้องตรวจสอบความเป็นจริงทางสังคม เช้านี้ได้อ่านในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ทางหนังสือพิมพ์ยืนยันถึงความเป็นจริง ตลอดถึงการยืนยันจากพระภิกษุที่อยู่ในพื้นที่ทางไลน์

ที่ทำให้ต้องฉุกคิดคือ ๒ ย่อหน้าสุดท้ายของข่าว เรื่องแรกที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ทำไมจึงมีการบันทึกภาพ (และเสียง) เพื่อออกสื่อ ทั้งที่กรณีปกติในการเข้ารับอิสลามของชาวไทยพุทธนั้นไม่ได้มีพิเศษใดๆ หรือว่า กรณีดังกล่าวนี้เป็นกรณีพิเศษ ประการต่อมา ในย่อหน้าสุดท้ายที่่ระบุว่า ถ้า ก. ทำแบบไหน ข.ก็ต้องทำแบบนั้นด้วย เช่น การเข้าวัด ๕ เวลา ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมต้องเข้าวัด ๕ เวลา และเข้าวัดไปเพื่ออะไร คำถามดังกล่าวนี้เพื่อให้ชาวไทยพุทธด้วยกันหาคำตอบ

ผมหวังว่า พระคุณเจ้าที่ยังมีศรัทธาอยู่ในศาสนา จะต้องเร่งรีบหาคำตอบในศาสนาอย่างแข็งขัน ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนรู้ต่างศาสนาที่มีรูปแบบชีวิตต่างกัน ทั้งนี้เพื่อจะได้เปรียบเทียบปรับมาใช้ให้สอดคล้องกับครรลองของแต่ละชีวิต เพราะแท้ที่จริง คำว่า "ศาสนา" เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางสังคม ส่วนเนื้อแท้ของศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่อาจใช้อักษรสื่อความหมาย ดังนั้น จะเข้ารับศาสนาต่างจากที่ตนเคยรับมา หากเข้าถึงเนื้อแท้ จะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน (จินตนาการ)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (0)