​ชีวิตที่พอเพียง : 2753. หนังสือล่องแพในกระแสเชี่ยว


หนังสือ ล่องแพในกระแสเชี่ยว : บ่มเพาะภาวะการนำและแนวทางสร้างองค์กรในในห้วงยามความ เปลี่ยนแปลง แปลมาจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ Grassroot and Nonprofit Leadership : A Guide for Organization in Changing Timesตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ตอนนั้นใช้ชื่อเรื่อง ความเป็นผู้นำในองค์กรเพื่อสังคม : การบริหารองค์กรท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง โดยมีพระไพศาล วิสาโล เป็นบรรณาธิการ น่าชื่นชมสำนักพิมพ์ “Protestista สำนักพิมพ์ของเรา” ที่จัดพิมพ์หนังสือแบบนี้ซ้ำ เพราะไม่ใช่หนังสือตลาด


แต่หลานสาวของผมก็ซื้อมาอ่าน และผมไปพบเข้าที่ชุมพร จึงยืมมาพลิกๆ ดู พบว่าผู้แต่งเป็นนักเขียนหนังสือ ชื่อ Berit M. Lakey, George Lakey, Rod Napier, Janice M. Robinson กล่าวง่ายๆ ว่านี่คือหนังสือที่เขียนโดยนักเคลื่อนไหวสังคมเพื่อกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม ในสหรัฐอเมริกา


กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือหนังสือคู่มือสำหรับนักเปลี่ยนแปลงสังคม


ผมตีความว่า เป็นข้อเรียนรู้สำหรับนักทำงานเพื่อสร้าง social transformation


ข้อเรียนรู้ที่สำคัญทั้งในอเมริกาและไทยคือ นักทำงานเพื่อสังคมมักอ่อนแอด้านการจัดการ หรือการจัดองค์กร ผมจึงชอบบทที่ ๕ มาก เพราะเป็นเรื่องเลือกสรรและสร้างสรรค์โครงสร้างอง์กร นำเสนอ โครงสร้างหลากหลายแบบ ที่ไม่ใช่โครงสร้างแบบที่เราจำเจ และในบทต่อๆ ไป ก็ว่าด้วยเรื่องการจัดการ


สาระที่เป็นหัวใจคือ องค์กรเพื่อสังคมต้องมีการจัดการอย่างเข้มแข็ง และเอาจริงเอาจัง ซึ่งอาจเป็นแบบ conventional หรือแบบ innovative ก็ได้ โดยต้องเข้าใจว่าการจัดการแต่ละแบบ มีความแตกต่างกันอย่างไร


ผมคิดว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องที่สำคัญยิ่ง คือ การเรียนรู้ของผู้ทำงานเพื่อสังคม ที่จะต้องทำงานไปเรียนรู้ไป เรียนรู้จากการปฏิบัติ (action) ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด (reflection) ตามด้วยการปรับตัว เพื่อทำหน้าที่อย่างได้ผลดียิ่งขึ้น และคนทำงานมีความสุขยิ่งขึ้น


สิ่งที่คนทำงานเพื่อสังคมมักจะเผชิญคือ สภาพหมดไฟ หมดเรี่ยวหมดแรงที่จะทำงานทนกิน อุดมคติต่อไปได้ ยิ่งต้องเผชิญกับปัญหาสารพัน และต้องเผชิญกับความขัดแย้งกันเอง สภาพหมดไฟยิ่งเกิดง่าย ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ก็กล่าวถึงเรื่องการจัดการความขัดแย้ง


ส่วนที่เขาไม่ได้กล่าวถึงคือ การจัดการคุณค่าการจัดการความรู้ ที่เกิดขึ้นในการทำงาน เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ ทำให้เมื่อทำงานร่วมกัน สมาชิกทุกคนต่างก็เติบโต และเห็นคุณค่าทั้งของ ตนเอง และของเพื่อนร่วมงาน และของภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เห็นคุณค่าของงานที่กำลังทำเพื่อสังคม


“ล่องแพไปในกระแสเชี่ยว” กระบวนการ “ล่องแพ” นั้นเองต้องทำให้ผู้ร่วม “ล่องแพ” เข้มแข็งขึ้น ทั้งทางกาย ใจ และปัญญา


เป้าหมายนี้ บรรลุได้ด้วยกระบวนการ KM ที่ไม่ใช่เพียง “จัดการความรู้” แต่จัดการลึกไปถึงระดับ “จัดการคุณค่า” … From Knowledge Management to Value Management



วิจารณ์ พานิช

๑๓ ส.ค. ๕๙

ห้อง ๔๒๗ โรงแรมนานาบุรี จังหวัดชุมพร


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)