ศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลาม

อิสลาม...เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า การสวามิภักดิ์ ซึ่ง หมายถึง...การสวามิภักดิ์อย่าง บริบูรณ์แด่อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ ศาสนา

อิสลามเป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาล ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์จนถึงปัจจุบันและอนาคต

จุดประสงค์หลักของศาสนาอิสลาม

๑. เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวเพราะพระองค์คือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จะต้องไม่สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์ และพระองค์คือปฐมเหตุแห่งคุณงามความดีทั้งปวง

๒. เป็นธรรมนูญส าหรับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัว และสังคม เป็นธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกด้าน

๓. เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ เน้นความอดกลั้น ความซื่อสัตย์ ความสะอาดของกายและใจ

หลักคำสอน มีหลักสำคัญ ดังนี้

๑.หลักศรัทธา

๒.หลักปฏิบัติ

หลักศรัทธา ความเชื่อหลักศรัทธา ๖ ประการ

๑. ศรัทธาในพระเจ้า คือ พระอัลเลาะห์

๒. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะห์ คือ เทวทูตของพระเจ้า ซึ่งเป็นคนกลางทำหน้าที่สื่อสารระหว่างศาสดามะหะหมัดกับพระเจ้า บันทึกความดีความชั่วของมนุษย์ ถอดวิญญาณออกจากร่างเวลามนุษย์ตาย และสัมภาษณ์ผู้ตาย ณ หลุมฝังศพ

๓. ศรัทธาในคัมภีร์ อัลกุรอ่าน เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระเจ้าสั่งตรงผ่านพระมะหะหมัดลงมาให้มนุษย์โลก

๔. ศรัทธาต่อบรรดาศาสนฑูต

๕.ศรัทธาต่อวันพิพากษาโลก เรียกวันนี้ว่า วันกียามะห์

๖. ศรัทธาในกฏสภาวะของพระเจ้า มีทั้งกฎตายตัว และไม่ตายตัว

หลักปฏิบัติ

การปฏิญาณตน ว่าไม่มีพระเจ้าองค์อื่นใดนอกจากพระอัลเลาะห์ และพระมะหะหมัด

การละหมาด คือการสวดมนต์ บูชาพระเจ้าวันละ 5ครั้งเพื่อแสดงความขอบคุณ สรรเสริญ และขอขมา

พระเจ้า การทำให้หันหน้าไปทางประเทศซาอุดิอาระเบีย เช้าตรู่ สาย บ่าย เย็น ก่อนนอน

การถือศีลอด 1เดือน คือการบังคับตนงดจากการดื่ม หรือจิตใฝ่ต่ำ ตั้งแต่ตะวันขึ้น จนถึงตะวันตกดิน

ในเดือนรอมมาดอน เป็นเดือนที่ ๙ ตามทัศนคติ ต้องมีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ถึงปฏิบัติได้ ยกเว้นคนชรา คนป่วย หญิงมีครรภ์ หญิงลูกอ่อน

การบริจาคทรัพย์เรียกว่า ซากาต คือการกระทำให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน หมายถึงการบริจาคในทุกรอบปีเพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่น

การประกอบพิธีฮัจญ์แปลว่าการมุ่งไปสู่หรือการไปเยือนที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียใช้เวลา 2 สัปดาห์โดยรอบปีโดยการเดินรอบวิหารกาบะจูบก้อนหินด าก้อนใหญ่พิธีนี้ไม่ได้บังคับให้ชาวมุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ศาสดาของศาสนาอิสลาม

ท่านศาสดามุหะมัด เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๗ (บ้างก็ว่า ๑๒) เดือนร็อบีอุลเอาวัล ในปี ค.ศ. ๕๗๐ เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ ๒๐ ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรมและความ สามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของคอดีญะหฺเศรษฐีนีหม้าย ผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถและความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก

เมื่ออายุ ๓๐ ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุฎลู อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่านก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลด

ทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุง สาธารณกุศล

เมื่ออายุ ๔๐ ปี ท่านได้รับว่าวะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ในถ้ำฮิรออฺ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยฑูตญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่

ศาสนาของอัลลอหดั่งที่ศาสดามูซา(โมเสส) อีซา(เยซู)เคยทำมานั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา ๒๓ ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็น

เล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน

ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศ์ญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต

ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศ เผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่นๆที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่าง

รุนแรงถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกค่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด

จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อบูซุฟยานแห่งตระกูลอุมัยยะหฺและอบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้มุชริกูนที่ได้พยายามทำลาย

เมื่อชาวมุชริกูนเอาชนะรัฐอิสลามไม่ได้ ก็ได้มีการทำสัญญาสงบศึกกันในเดือนมีนาคม ค.ศ. ๖๒๘ เรียกสัญญาสงบศึกครั้งนั้นว่าสัญญาฮุดัยบียะหฺ

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.๖๒๙ ชาวมักกะหฺได้ละเมิดสัญญาสงบศึก ในเดือนมกราคม

ปี ค.ศ. ๖๓๐ ท่านนบีจึงนำทหาร ๑๐,๐๐๐ คนเข้ายึดเมืองมักกะห ท่านจึงประกาศนิรโทษกรรมให้ชาวมักกะหฺเกือบทั้งหมดยกเว้น บางคนในจำนวนนั้นมีอัลฮะกัม แห่งตระกูลอุมัยยะหฺที่ท่านนบีประกาศให้ทุกคนบอยคอตเขา

การนิรโทษกรรมครั้งนี้มีผลให้ชาวมักกะหฺซาบซึ้งในความเมตตา ของท่าน จึงพากันหลั่งไหลเข้านับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก

ท่านนบีมูฮัมมัด(ซล) ได้สิ้นชีวิตที่เมืองมดีนะหฺ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร็อบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.ที่ ๑๑

ซึ่งตรงกับ ๘ มิถุนายน ปี ค.ศ. ๖๓๒ รวมอายุได้ ๖๓ ปี

สาวก

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ไม่มีสถาบันนักบวช แต่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามทุกคนมีหน้าที่ต้องศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนในศาสนา โดยมีสถานที่ทำพิธีกรรมและทำละหมาดที่เรียกว่า "สุเหร่า หรือ มัสยิด" เป็นศูนย์รวมใจและมีอิหม่ามเป็นผู้ทำหน้าที่นำในการสวดมนต์และให้อบรมสั่งสอน ส่วนมากจะใช้ในการทำละหมาดทุกวันศุกร์ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะเรียกตนเองว่ามุสลิม

พิธีกรรม ที่มาของวัฒนธรรมอิสลามจึงมาจากแหล่งสำคัญ 2 ประการคือ

๑. มาจากคัมภีร์อัลกุรอาน

๒. มาจากคำสอนและจริยวัตรของศาสดามุฮัมมัดอะกีเกาะฮ. คือการตัดผมหรือโกนผมให้เด็กเกิดใหม่

การเข้าสุหนัต คือการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย

การเชือดกุรบั่น คือการเชือดสัตว์เป็นพลีเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้และมิตรสหายเพื่อนำมาฉลองในวันอีดิลอัฎฮาหรือวัดอีดใหญ่

การอาบน้ำละหมาด ก่อนการละหมาดมุสลิมทุกคนต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดด้วยน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์

การทำละหมาด ทำโดยมีอิหม่ามมีผู้นำเป็นการแสดงความเคารพต่อพระอัลลเลาะฮ์

การถือศีลอด มุสลิมต้องท า1เดือนใน 1 ปีเป็นการฝึกความอดกลั้นทางกายวาจา ใจ

การประกอบพิธีฮัจญ์เป็นการแสดงถึงเอกภาพของชาวมุสลิมมาร่วมชุมนุมกัน ณ อัลกะอบะฮ ประเทศซาอุดิอารเบีย

พิธีศพ หลังจากตายแล้วจะมีการทำความสะอาดเอาสิ่งสกปรกออกให้หมดแล้วจึงฝังไม่มีการกราบไหว้ผู้ตาย ไม่นิยมทำหลุมฝังศพถาวร

มัสญิดแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้น คือ "มัสญิดอัล-หะรอม" อันเป็นที่ตั้งของบัยตุลลอฮ. หรืออั -กะอบะฮณ เมืองมักกะฮ.ประเทศซาอุดิอารเบีย

มัสญิดแห่งที่สองคือ "นะบะวีย์" อยู่ในเมืองเมดิบะ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อศาสดาได้อพยพมาอยู่แต่แรก

รูปแบบของมัสญิดได้พัฒนาไปจนกระทั่งมีรูปแบบเป็นของตน กล่าวคือ เป็นอาคารหลังคาโดมคล้ายกับหัวหอม มีหอคอย (minarate) สำหรับมูอัซซินหรือผู้ทำหน้าที่ประกาศตะโกนเชิญชวนสาธุชนมาทำละหมาดร่วมกันการตะโกนเรียกเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยของศาสดาโดยมีบิลาลเป็นมูอัซซินคนแรกของอิสลาม

โดยเริ่มแรกที่ยังไม่มีหอคอยจะต้องปีนขึ้นไปบนที่สูงแล้วตะโกนสรรเสริญอัลลอฮ.ด้วยเสียงอันดัง มุสลิมทุกคนต้องหยุดการงานพร้อมที่จะทำละหมาด

ภายหลังต่อมาได้สร้างหอคอยขึ้นเพื่อให้สะดวกในการตะโกนเรียก และเสียงจะได้ไปไกลหอคอยนี้เลยกลายเป็นแบบฉบับของความเป็นอิสลาม

สถานที่ที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลาม คือ วิหารอัลกาบะ ที่นครเมกกะ

มัสญิดอิสลาม ไม่นิยมเขียนภาพหรือสลักภาพใด ๆ บนตัวอาคารนอกจากจะเขียนพระนามของอัลลอฮ.และชื่อของศาสดามุฮัมมัดเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากคำสอนที่ว่าไม่ให้สร้างรูปเคารพใดๆไว้บูชา เพราะเป็นการขัดต่อคำสั่งของอัลลอฮ. และทำให้บุคคลไปยึดติดในรูปเคารพเหล่านั้น แทนที่จะยึดมั่นในคำสอนของอัลลอฮ.เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อระลึกถึงความเป็นมุสลิมด้วยกัน จึงนิยมสร้างรูปพระจันทร์เสี้ยวกับดาวติดบนยอดของสุเหร่าหรือตามร้านอาหารมุสลิม

พระเจ้าสูงสุดของอิสลาม

“ศาสนาอิสลามไม่นิยมเรียกสิ่งสูงสุดว่าพระเจ้า( God ) แต่จะเรียกพระนามตามภาษาอาหรับ คือ“ อัลลอฮ์”(Allah)และจะต้องมีคำต่อท้ายว่า“ซุบฮาฯ” ซึ่งมาจากคำว่า “ซุบฮานะฮูวะตะอาลา” หมายความว่า“มหาบริสุทธิ์และสูงส่งยิ่งแด่พระองค์” อันเป็นคำสดุดีที่แสดงถึงความเคารพตามแบบอิสลาม มุสลิมไม่นิยมเรียกอัลลอฮ์เฉย ๆ

“คำว่า “อัลลอฮ์” หมายถึง “พระผู้ทรงพลังอำนาจ”ที่มีอยู่อย่างแน่นอนและมีอยู่ตลอดไปไม่มีการดับสูญ พระองค์ไม่มีรูปกายแต่ดำรงความเป็นหนึ่งเดียว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นสิ่งสร้างของพระองค์และเป็นไปตามที่พระองค์ทรงกำหนด พระองค์มีพระเมตตาจึงส่งศาสดาประกาศกมาประกาศข่าวแก่มนุษย์เป็นระยะๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างเหมาะสม และทรงประทานกฏข้อบังคับต่าง ๆ มาให้พวกเขาเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุดตามวิถีทางของอิสลาม ชาวมุสลิมเชื่อกันว่า พระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อตัดสินพิพากษาโลกในวันสุดท้ายฉะนั้น มนุษย์จะต้องยอมรับอิสลามเพื่อเป็นวิถีทางที่ชีวิตของตนเองจะได้อยู่รอดปลอดภัย

สัญลักษณ์

ศาสนาอิสลามไม่มีสัญลักษณ์ใดๆทั้งสิ้น ไม่มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม ในสมัยท่านนบีมูฮัมหมัด ก็ไม่มีสัญลักษณ์ใดที่ระบุว่าเป็นศาสนาอิสลามแม้แต่น้อย ส่วนรูปดาวกับเดือนนั้นเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์บนธงออกรบของกองทัพมุสลิม แล้วจึงนำมาประดับบนมัสยิดเพื่อแสดงถึงความเป็นมุสลิมเท่านั้น










บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศาสนาสากล



ความเห็น (0)