​การเดินทางของกาลเวลา

โสภณ เปียสนิท
…………………………………
บ้านพักกลางเมืองหัวหินวันนี้เงียบงัน เนื่องจากเป็นวันหยุด เพื่อนร่วมบ้านพักหลายอาคารที่ซอย 88 ต่างเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อนเยี่ยมเยือนญาติพี่น้อง หลายรายเดินทางไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ปล่อยบ้านพักของคนที่อยู่จำนวนน้อย กับพนักงานรักษาความปลอดภัย หัวหินครึ้มฟ้าครึ้มฝนมาหลายวัน เนืองจากการเดินทางของกาลเวลาย่างเข้าสู่วสันตฤดู พระสงฆ์อยู่จำพรรษาไม่ไปค้างคืนที่ไหน นอกจากจำเป็นจึงจะขออนุญาตไปค้างคืนที่อื่นได้ แต่ไม่เกินเจ็ดคืน ญาติโยมพุทธศาสนิกชนต่างพากันเข้าวัดทำบุญสุนทาน ถือศีลฟังเทศฟังธรรม นักดวดนักดื่มต่างพากันพักตับหยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล ถือเป็นการบำเพ็ญบุญกันอีกทางหนึ่ง

วิถีชีวิตของชาวพุทธอันเก่าแก่ ของคนในสยามประเทศเป็นอย่างนี้มาช้านาน ทำให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่แผ่นดินถิ่นขวานทองแห่งนี้ตลอดมา เพราะความดีงามของผองชนที่ร่วมใจกันบำเพ็ญอย่างนี้ก่อให้เกิดความสงบสุข ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมร่วมเย็นเป็นใจฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เพราะชาวพุทธมีหลักความเชื่อที่ว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” มีใจเป็นผู้นำ มีใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จแล้วด้วยใจ เมื่อจิตใจของคนดีในท้องถิ่นดินแดนแถบนั้น ดีงามอยู่ในศีลในธรรม ย่อมทำให้ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมดีงามสงบเย็นไปด้วย

เกิดข่าวคราวลอยมากับสายฝนว่า ต่างชาติต่างศาสนาเห็นว่า ประเทศนี้สงบงามร่มเย็นอุดมสมบูรณ์ต่างรวมกันวางแผนด้วยเจตนาละโมบเห็นแก่ได้ เข้ายึดครองด้วยกลอุบายต่างๆนานา แผนดั่งกล่าวนี้เป็นที่รู้กันมากขึ้น เจ้าของถิ่นส่วนน้อยเริ่มตื่นขึ้นรู้เห็นพฤติกรรมอันเป็นไปตามแนวโน้มนี้ และเริ่มปลุกเรียกกันให้ตื่นขึ้นมาดูแมวขโมย ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างของเจ้าของบ้าน หลายคนมองแมวขโมยด้วยสายตาของม้าอารี (นิทานอิสป) ว่า แมวขโมยเหล่านั้นเหมือนพลัดถิ่นเข้ามาน่าสงสารควรให้ความเห็นใจเลี้ยงดูแลอย่างดีต่อไป บ้างก็มองด้วยสายตาที่ระมัดระวัง บ้างกลับมองว่า ไม่เป็นไรอยากทำอย่างไรก็ปล่อยไป รอวันเวลาให้เป็นไปตามบุญตามกรรม

ถึงวันนี้เมืองหัวหินกลายเป็นเมืองใหญ่ มีความรุ่งเรืองในเกือบทุกด้าน จำนวนประชากรจริงประชากรแฝงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาทางด้านที่พักอาศัย ทั้งระยะสั้นระยะยาว มีสถาบันการศึกษาเพิ่มขึ้นหลายแห่ง มีธุรกิจเพิ่มขึ้นทั้งใต้ดินบนดิน นึกถึงวันก่อนคิดถึงท้องทะเลาหัวหินสถานที่พักตากอากาศอันเลืองลือในหมู่นักท่องเที่ยวของชาวไทยและชาวต่างชาติมาช้านาน มีโอกาสเดินเล่นริมชายหาด จึงใช้เวลาให้คุ้มค่าด้วยการเดินเรื่อยบนผืนทรายขาวสะอาด อย่างน้อยก็ขาวสะอาดกว่าหาดทรายอื่นๆ ที่เคยเดินทางไปถึงที่ผ่านมา

ฟ้าครึ้มฝนมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนดั่งหนึ่งจะตัดตอนการเดินเล่นบนหาดทรายขาวละเอียดให้สั้นลง เสียงฟ้าร้องครืนๆ มาแต่ไกล อาจมาจากฝากฟ้าโพ้น แต่ฟังไม่ออกว่ามาจากทิศทางไหน

ชายวัยเดียวกันหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาเดินเข้ามาหา “จำกันได้ไหมครับ” ผมมองหน้าเขาอย่างตั้งใจ แต่ช่างโชคร้าย ความทรงจำของชายวัย 55 ปี ค่อนข้างจะเลือนราง ไม่ค่อยจะทำหน้าที่ให้เหมือนเดิมสักเท่าไร “พอได้เค้าครับ” คำตอบทีเล่นทีจริง เกรงใจเพื่อนเหลือเกิน ที่จำเขาไม่ได้ “ผมสุมิตรครับ เพื่อนสมัยอยู่วัดเก่า ที่ท่ามะขาม จังหวัดกาญจนบุรี” คราวนี้เขาบอกชัดเจน เพราะขืนอ้อมไปอีก ผมคงจำไม่ได้อยู่ดี “อ๋อ” ผมร้องลากเสียงยาว ความทรงจำเก่าๆ กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว มิตร เณรน้อยรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ หน้าตาดีน่ารัก นิสัยเรียบร้อยเป็นที่รักของคนใกล้ชิด ความทรงจำเก่าก่อนกลับคืนมาอย่างรวดเร็วเป็นฉากเป็นตอน มิตรเป็นมิตรกับเพื่อนเณรด้วยกันทุกคน ยิ้มง่ายเป็นกันเอง เป็นคนเงียบๆ

“มาที่นี่ได้อย่างไร” ผมถามเขาในฐานะเจ้าของบ้าน เพราะถึงวันนี้ผมเอง แม้เกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี แต่ย้ายมาทำงานที่หัวหินไม่น้อยกว่า 21 ปีแล้ว เราเดินคุยกันไปเรื่อย บนหาดทรายสีขาวสะอาด “ผมเป็นตัวแทนฝ่ายขายของบริษัท วันนี้เดินทางมาขายของที่นี่ ไม่นึกว่าจะเจอเพื่อนเก่า ที่เคยอยู่วัดเดียวกันมาแต่เด็ก” “ฟ้าบันดาลกระมัง” ผมพูดเป็นเชิงสัพยอก “เราอาจผูกพันกันมาบางอย่างก็ได้นะ” เพื่อนพูดเล่นต่อเนื่องกันไป

ผมยังคิดไม่ออกว่า มิตรออกจากวัดไปตอนไหนอย่างไร “ว่าแต่ว่า เพื่อนออกจากวัดไปตอนไหน” เพื่อนหยุดก้าวเดินมองหาดทรายที่มีร่องรอยของกิจกรรมบนชายหาดมากมายยาวไกลไปจรดเขาตะเกียบข้างหน้าโน้น เหมือนกำลังคิดทบทวนถึงวันเวลาเก่าๆ “ผมเรียนจบนักธรรมชั้นเอกแล้ว ก็ลาสึกไปเป็นผู้ช่วยขายแก๊สที่ร้านในเมือง” เพื่อนหยุดไว้แค่นั้น “ในเมืองกาญจน์บ้านเรานี่หรือ” ผมถามต่อเนื่อง “ใช่ครับ หลังจากนั้นผมก็ขายประกัน ขายของในร้านขายวัสดุก่อสร้าง ตอนนี้เปลี่ยนมาขายเครื่องกรองน้ำดื่ม ตระเวนไปทั่วประเทศ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป” เพื่อนบอกประวัติการขายของแบบย่อๆ พอได้ใจความ

“วันนี้เลยมาถึงหัวหิน” ผมได้ทีถามเพื่อนตามที่อยากรู้ “ครับ อันนี้จริงผมมาหลายรอบแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนอยู่ที่นี่ เลยไม่ได้เจอกัน วันนี้โชคดีได้เจอกันโดยบังเอิญ” ผมยิ้มเห็นด้วยกับความคิดของเพื่อน แต่ไม่ได้ตอบอะไร มิตรถือโอกาสถามผมบ้างว่า “เอ็งมาทำอะไรที่นี่” ผมยิ้มรับคำถามของเพื่อนแบบใจเย็น ทอดสายตามองไปทางทะเล แล้วชวนเพื่อนนั่งลงบนหาดทรายแห้งๆ ห่างริมทะเลออกมาพอควร “ผมเรียนจบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณแล้วก็มารับราชการที่หัวหินนี่นานกว่า 21 ปีแล้ว จนหัวหินกลายเป็นบ้านไปแล้ว”

หลังจากเพื่อนซักถามความเป็นมาของผมอีกไม่น้อยด้วยความอยากรู้ จนหายสงสัยแล้วจึงได้กล่าวแสดงความยินดีว่า “เอ็งโชคดีจริงๆ ที่ได้อยู่เมืองท่องเที่ยว เหมือนมีชายหาดเป็นของตัวเอง จะมาอาบน้ำทะเล มาเดินเล่นชายหาดเมื่อไรก็ได้” ผมยิ้มพยักหน้ารับคำของเพื่อน “ก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ตื่นเต้นในตอนแรกๆ แต่มาถึงตอนนี้ชินไปแล้ว ไม่ค่อยจะได้มาเล่นที่ชายหาดสักเท่าไร นี่ก็เพิ่งจะมาเดินเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี” มิตรทำหน้าแปลกใจ อาจไม่เข้าใจว่า ผมรู้สึกอย่างไรในความเป็นคนหัวหิน มิตรกล่าวต่อไปว่า “ผมชอบทะเล อยากมีบ้านอยู่ริมทะเล อยากมีโอกาสได้นั่งมองทะเลทุกเช้าเย็นจนตลอดชีวิต” มองจากสีหน้าท่าทางแล้ว เพื่อนคงรักทะเลมาก

“เพราะอะไรหรือ ทำไมถึงรักทะเลขนาดนั้น” ผมถามเพราะความอยากรู้ “เมื่อชาติที่แล้วผมอาจเกิดเป็นปลาก็ได้” มิตรพูดทีเล่นทีจริงอีก หยุดนิดหนึ่งแล้วจึงพูดต่อ “ไม่รู้สิ ผมชอบเอง มองท้องทะเลแล้วอยากเข้าใกล้ไปสัมผัส ชอบสายลมที่พัดพาเอาความเย็นชื้นจากไอทะเลมาสู่เรา ชอบต้นไม้ชายทะเลต้นสนประดิพัทธ์ ต้นมะพร้าว ต้นไม้อื่นๆ ที่แกว่งกิ่งก้านใบในสายลม ยามลมทะเลพัดผ่าน เสียงคลื่นกระทบแก่งหิน กระทบหาดทราย เลือนลบรอยเท้าของผู้คนและสัตว์ที่มีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อรอรับวันใหม่ นักท่องเที่ยวคนใหม่ๆ ที่จะเดินทางมาถึงในวันต่อไป ผมชอบความแตกต่างของผู้คนไทยและคนต่างชาติที่เดินทางมาพักผ่อน แล้วก็จากไป คนใหม่ๆ ก็เข้ามาพักผ่อนแทน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป” มิตรหยุดพูดทอดสายตามองไกลไปที่เส้นขอบฟ้าไกลลิบเบื้องหน้า

“มีอย่างอื่นอีกไหม” ผมถามขณะที่มองตามสายตาเพื่อนไปไกลเหมือนกัน “ยังมีอีกซิ ผมนึกถึงคำสอนของพระรูปหนึ่งที่สอนเรื่อง “ทะเลกับหลักธรรม” คราวนี้ผมถึงกับงง นั่งนิ่งทบทวนหลักธรรมต่างๆ ตามที่ได้เรียนรู้มา แต่ก็คิดไม่ออกว่า ทะเลกับหลักธรรมนั้น เคยผ่านหูผ่านตามาก่อนหรือไม่ มิตรนั่งนิ่งตัวตรง

พูดต่อ “พระท่านสอนว่า ให้มองท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เห็นอยู่นั่นเหมือนกิเลสต่างๆ นับประมาณมิได้ คนเรามีหลายประเภท คนส่วนมากเหมือนพวกที่ลงไปว่ายอยู่ในท้องทะเลดั่งที่เห็นอยู่นั่น เมื่อคลื่นลมแรงคือกิเลสกระทบซัดซาดเข้ามาก็ได้รับผลกระทบน้อยบ้างมากบ้างตามลมและคลื่นที่เข้าปะทะ คนบางพวกเหมือนคนที่เดินอยู่ในน้ำทะเล แต่อยู่ริมฝรั่ง อาจถูกคลื่นลมกระทบปะทะได้บ้าง แต่ก็เล็กน้อย ส่วนคนที่ยืนอยู่บนฝั่ง มองคลื่นลมถาโถมเข้าปะทะโขดหินและผู้คนอื่นอย่างสบายใจ ยามมีคลื่นลมแรงแม้ตะโกนบอกให้ผู้คนเหล่าที่อยู่ในกองกิเลสหรือท้องทะเล แต่คนเหล่านั้นก็ไม่ได้ยิน”

มิตรพูดได้เรื่อยๆ ผมฟังแล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจในความเข้าใจเจรจาของเพื่อน ไม่นึกว่าเขาเข้าใจหลักธรรม และช่างเปรียบเทียบได้อย่างน่าประทับใจ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าริมระเบียงโบสถ์



ความเห็น (5)

  • โอ๋-อโณ
  • ดารนี ชัยอิทธิพร
  • ขอบคุณกำลังใจจากทั้งสองคนนะครับ

    เขียนเมื่อ 

    “ทะเลกับหลักธรรม" .... เขาเข้าใจเปรียบเทียบ นะคะ


    ขอบคุณค่ะ

    Dr. Ple

    ขอบคุณครับ ดร เปิ้ล เข้ากันได้ดีนะครับ

    เขียนเมื่อ 

    เรียน อาจารย์

    • เพิ่งกลับจากภูเก็ต รอบนี้ ทำให้ทราบว่า ชาวต่างชาติรุกเข้าบ้านเรา หลอกใช้คนไทยสารพัดรูปแบบ เพียงด้วยคำว่า เงิน เท่านั้น ในที่สุด ญาติๆ ก็ตกเป็นเหยื่อ เพิ่มจำนวนขึ้น โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสรู้ตัวเลย นโยบายเน้นการท่องเที่ยว ช่างน่ากลัวเสียจริง
    • ตามธรรมดาผู้ที่หม่ั่นฝึกฝนจิต ย่อมกล่าวปรัชญา ได้ลึก ตามธรรมชาติ ขออนุญาต ตั้งชื่อว่า ปรัชญา ทะเลจิตทะเลใจ... ความบังเอิญที่มิใช่บังเอิญ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมย่อมประสบอยู่เสมอ

    ขอแสดงความนับถือ

    คุณลิขิต

    ลิขิต

    ขอบคุณที่แวะมาแบ่งปันกัน เข้าใจตามนี้ได้แสดงว่า มีใจใฝ่ธรรมพอควร ขอให้ฝึกกันต่อไป บนเส้นทางยาวไกลของแต่ละชีวิต แง่คิดมุมมองทางธรรมย่อมสำคัญกว่าหนทางเส้นใด