มหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่...จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังมีเวที ลปรร. ครั้งที่ 3

สัมมนาการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ ระหว่างวันที่ 20-21 มิถุนายน 2559 ที่โรงแรมเอเชีย พญาไท กรุงเทพมหานคร จัดโดย สมาคมวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมปลอดบุหรี่ โดยคณะทำงานฯ


ซึ่งครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 3 (ในการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ ) ครั้งแรกจัดที่เชียงราย คราวนั้น มข. ไม่ได้เข้าร่วม มาเข้าร่วมในครั้งที่ 2 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่สามพราน นครปฐม ในครั้งที่ 2 เป็นการสัมมนาเพื่อขยายเครือข่าย (เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัย) พร้อมๆกับการประชุม 2 ฝ่ายงานของมหาวิทยาลัยคือ ฝ่ายกิจการนักศึกษา กับ ฝ่ายโครงสร้าง/อาคารสถานที่ เพื่อระดมความเห็น กลุ่มกิจการนักศึกษาก็เพื่อพัฒนานิสิตนักศึกษาให้รู้ เท่าทัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมเรื่องต่อต้านบุหรี่ ส่วนฝ่ายโครงสร้าง/อาคารสถานที่ หารือ/ระดมสมองกันเรื่องการจัดการอาคารปลอดบุหรี่/เขตห้ามสูบตามกฎหมาย การจัดเขต/จุดที่สามารถสูบบุหรี่ได้ตามกฎหมาย ตลอดจนมาตรการต่างๆที่แต่ละมหาวิทยาลัยถือปฏิบัติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย แบ่งปันแนวคิดเพื่อการพัฒนาร่วมกัน

ครั้งที่ 3 นี้ จัดที่โรงแรมเอเชีย มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมมากขึ้นถึง 39 แห่ง ประเด็นที่หารือร่วมกัน 2 หัวข้อคือ การจัดกิจกรรมนักศึกษากับมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ และ การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่มีเนื้อหาเรื่องบุหรี่และโทษภัย กลุ่มแรกมีคณาจารย์และนิสิตนักศึกษาร่วมระดมความคิดและสรุปบทเรียนเพื่อนำไปสู่การพัฒนา ส่วนอีกกลุ่มมีเฉพาะคณาจารย์ที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเรื่องการเรียนการสอน

กลุ่มแรก การจัดกิจกรรมมีหลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในแง่ของการรณรงค์เสียมาก แต่รูปแบบของการรณรงค์ก็มีหลากรูปแบบหลายวิธีการ แต่บางแห่งมีวิธีการที่น่าสนใจมาก เช่น มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีวิธีการกำกับ ติดตาม และช่วยเหลือกลุ่มผู้สูบ มิได้ช่วยให้สูบง่ายขึ้นนะครับ ฮ่าๆ แต่ไปดูแล เยียวยา พูดคุย หาทางแก้ไขร่วมกัน ที่หัวเฉียวใช้วธีพูดคุยกับนักศึกษาที่สูบและตกลงเงื่อนไขร่วมกัน เพราะทราบกันดีว่าสถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ตามกฎหมาย แต่หากจะสูบมหาวิทยาลัยก็จัดไว้ให้ (ตามกฎหมาย) หากจะสูบ ต้องไปสูบที่นั้น (มหาวิทยาลัยจัดไว้ไกลๆตัวอาคาร เพื่อปรับพฤติกรรม เพราะยิ่งไกล ยิ่งไปสูบลำบาก และไม่จัดที่นั่ง แต่ให้ยืนสูบ จะได้ไม่ต้องนั่งสนทนากัน รีบสูบ รีบกลับ) หากมีคนฝ่าฝืนสูบในที่ที่ห้ามและถูกตรวจพบ มาตรการลงโทษคือตัดคะแนนความประพฤติและให้บำเพ็ญประโยชน์โดยการเก็บก้นบุหรี่ที่เกลือดกลาด หรือบำเพ็ญประโยชน์อื่นๆ ตามข้อตกลง ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นสิ่งที่เกิดจากการพูดคุยระหว่างอาจารย์กับนักศึกษากลุ่มที่เป็นผู้สูบเอง เพราะ ม.หัวเฉียววิเคราะห์ดูแล้วว่า การจะห้ามสูบเป็นเรื่องยาก การป้องกันก็ทำลำบาก เพราะนักศึกษาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกมหาวิทยาลัย หลายคนก็สูบบุหรี่มานานก่อนที่จะเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย นักศึกษากลุ่มนี้รู้และตระหนักถึงพิษของบุหรี่ดีแต่ก็ยังสูบ แต่การช่วยปรับพฤติกรรมการสูบน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดที่ทำได้ เพราะจะช่วยให้ควันมือสอง มือสามไม่ไปกระทบผู้อื่น ฯ

ส่วนอีกกลุ่มของคณาจารย์ที่พูดคุยกันเรื่องรายวิชาหรเนื้อหาวิชาที่เรียน/สอนเรื่องบุหรี่บางมหาวิทยาลัยเปิดสอนเป็นรายวิชาในวิชาชีพ ในบางที่เปิดให้เรียน/สอนเป็นรายวิชาเลือกเสรี แต่หลายมหาวิทยาลัยไม่มีวิชาหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่เป็นการสอดแทรกเรื่องโทษ/พิษของยาเสพติด/สารเสพติด หลายมหาวิทยาลัยเปิดสอนเป็นรายวิชาศึกษาทั่วไป

จากเวทีครั้งนี้ ทำให้ได้แลกเปลี่ยน พูดคุย เพื่อขยับ ขับเคลื่อน ทางผู้จัดคงหวังให้เกิดผลในหลายๆมิติ แต่ในส่วนตัวของผมเอง ความเห็นส่วนตัว ก็คิดว่า การจัดเวทีให้พวกเราได้มาเจอกันนั้น นอกจากจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้(ลปรร)กันแล้ว สิ่งที่น่าจะเป็นผลพลอยได้คือ การได้มากระตุ้นให้สถาบันเครือข่าย "ขยับ" ตัวเองบ้าง เพื่อว่าเวลาไปประชุมในครั้งถัดไปจะได้มีอะไรมา "เล่า" ให้เพื่อนๆฟังบ้าง ถือเป็นการกระตุ้นของฝ่ายจัดงาน เพราะการจะทำงานเพื่อเป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การขยับเรื่อยๆ เป็นเรื่องสำคัญ ดั่งพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ที่ตรัสสอนว่า "ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง" บางคั้งเราไม่รู้หรอกว่าจะใช้เวลาเท่าใด แต่สิ่งสำคัญคือ ถ้าเป้าหมายชัดและเราเดินไปเรื่อยๆ ก็คงจะถึงเป้าหมายในที่สุด

กรกฎาคม 2559

ที่มอดินแดง






ข้อสำคัญคือเราได้เจอกันระหว่างศิษย์เก่า มข. ด้วยกัน ในเวทีนี้ ศิษย์เก่าต่างก็เข้มแข็ง และเป็นหลักในการประชุม/เสวนาและถอดบทเรียนได้เป็นอย่างดี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น



ความเห็น (0)