เรื่องเล่าเล็กๆจากการทำงาน

"ดังสายลามที่พัดผ่านลานป่า พาใบไม้พลัดถิ่น ดังสายน้ำที่ไหลริน พัดพา ให้ได้ก้าวมาอยู่ ณ แห่งนี้" บันทึกนี้ขอเล่าเรื่องตนเอง จากการได้พลัดถิ่นมาทำงานที่กรุงเทพช่วงปิดเทอมนี้ ปกติเเล้วพอมากรุงเทพครั้งใดนั้น ผมจะมาเเต่ร่วมกิจกรรมกับทางมูลนิธิหรือองค์กรอื่นๆ เเต่ในครั้งนี้มาเพื่อทำงานระหว่างปิดเทอมเเละมาเปิดตากับโลกทัศน์ใหม่ที่ไม่เคยได้เห็นได้สัมผัส ได้พบพานมาก่อน ครั้งนี้จึงท้าทายต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง บันทึกนี้มีจุดมุ่งหมาย คือ เล่าเรื่องเล็กๆของตนเอง เเละใช้ภาษาตนเอง ครับ

ก่อนเดินทางมาเมืองกรุงในครั้งนี้ อาจมาช้านิดหน่อยเพราะต้องจัดกิจกรรมกับเด็กๆเเละเพื่อนในองค์กร เห็นเพื่อนหลายคนมาก่อนเเล้ว "มาทำงานนี่เเหละครับ" ผมเองก็เห็นเพื่อนได้โพสต์ในเฟซบุ๊คกันว่ามาทำงานที่นี่ๆ ช่วงนั้นผมเองมีโลกทัศน์มองเป็นลบว่า "การมาทำงานเเบบนี้มันไม่ได้ช่วยพัฒนาอะไรตนเองเลย สู้อยู่บ้านจะไม่ดีกว่าหรือ" จากที่คิดแบบนี้ไม่นาน ใบไม้ใบนี้ก็ได้ถูกสายลมพัดลงมาเมืองเทพอย่างรวดเร็วในที่สุด

ภูมิสังคม
ณ ที่แห่งนี้ คือ ย่านสาธุประดิษฐิ์ เขตยานาวา จัดว่าอยู่นอกๆเมืองเทพ เเต่มีผู้คนที่อาศัยอยู่หนาเเน่นมาก รถวิ่งกันเเน่น เพราะเป็นวงเเหวนอุสาหกรรม มีซอยเยอะมาก ผู้คนที่มาจากต่างจังหวัด ต่างชาติ มาทำงานที่นี่กันเยอะมาก มีโรงงานหลายๆโรงงาน หลายบริษัท มีตลาดใหญ่ๆ ขายของทุกวันให้คนทำงาน เช่น ตลาดลานทราย ตลาดรุ่งเจริญ เป็นต้น ผมให้ฉายา ณ ที่เเห่งนี้ว่า "ดงพม่า" เพราะมีคนเชื้อสายพม่าเข้ามาทำงานจำนวนมาก โดเฉพาะหากคุณไปเดินตลาดลานทรายช่วงเลิกงาน คุณจะเจอเเต่คนพม่ามาเดิน 95 เปอร์เซ็น ย่านนี้มีชาวพม่าอาศัยอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เขาจะมาทำงานโรงงาน เเละงานอื่นๆที่คนไทยไม่ค่อยสนใจทำ "พม่าจึงไม่ได้มาเเย่งงานคนไทย" นอกจากนี้มีวัดพม่าในซอยสาธุประดิษฐิ์ 42 ยิ่งช่วงเข้าพรรษาจะเห็นพวกเขาเหล่านี้มารวมตัวกันจากทุกสารทิศใส่ชุดประจำชาติมาแห่ตามประเพณี ผมมานั่งคิดเล็กๆในใจว่า "ชาวพม่าเขามีศรัทธามากขนาดนี้เลย ขนาดหลายๆคนอยู่ตั้งมหาชัย ก็ยังมาร่วมกันแห่บุญเข้าพรรษาในครั้งนี้ได้" ความหลากหลายของประชากรมีกลุ่มคน พม่า อีสาน เเละคนกรุงเทพ เยอะที่สุดในย่านนี้คงจะมีเเต่ชาวพม่าเป็นส่วนใหญ่ ช่วงวันหลังๆผมเริ่มเห็นความเป็นชนชั้นทางรายได้ นั่นหมายถึง คนที่มีค่าเเรงขั้นต่ำจะเดินตลาด ส่วนคนที่มีเงินเดือนหลักสองหมื่นขึ้นไปมักจะเดินห้าง

ความรู้สึกแรก
ความรู้สึกเเรกๆที่ได้มาเห็นมาเจอ ที่นี่ คือ รู้สึกวิตก เพราะที่นี่มัน "ใหญ่เเละมองไปทางไหนก็มีเเต่ถนน" พอไปสมัครงานที่เเรก ที่สอง เสร็จเเล้วรอเขาเรียก ผ่านไป ๒ วัน เขาก็ยังไม่เรียกอีก "คงเป็นเพราะผมมาเเค่เดือนกว่าๆละมั้ง" ที่ไปสมัครนึกว่าจะได้งานสบายๆ "นั่งอยู่หน้าคอม ในห้องเเอร์อะไรอย่างนี้ เพราะเราก็เอาวุฒิ ม.๖ ไปสมัครเนอะ เเถมยังกำลังเรียนวุฒิ ป.ตรี อยู่อีก" น่าจะได้งานสบายๆ สุดท้ายเเล้วเขาก็ไม่เรียกซักที่ เลยได้มาทำงานบริษัทพี่ที่พี่ทำงานอยู่ เป็นสำนักพิมพ์แห่งนึงที่ผลิตสื่อเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก ใจตอนนั้นรู้สึกเลยว่า "ตายๆๆ เราต้องลำบากเเน่ๆ เเต่ก็เอาเถอะ ได้มาเเล้วก็มาฝึกใจตนเองก็เเล้วกัน" เเละเเล้วก็ได้มาทำงานในวันเเรก

วันแรกสู่วันหลัง
ที่แห่งนี้เป็นสังคมแห่งความวุ่ยวายรถบนถนนวิ่งไม่มีหยุดหย่อน การขับรถที่นี่นั้นยากมาก เพราะสิ่งที่คุณเรียนมามันจะใช้ไม่ได้เลยเมื่อคุณขี่เข้าไปในซอยช่วงเลิกงานใหม่ๆ ทุกชีวิตดำเนินไปด้วยความรีบเร่งที่จะเอาเงิน อากาศเต็มไปด้วยมลพิษ ท่อไอเสีย บุหรี่ ควันจากอุตสาหกรรม เเละอื่นๆ ผมรู้ทันทีเลยว่าที่เเห่งนี้ไม่ใช่ที่ของผมที่จะอยู่เเน่นอนเพราะเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวาย "ให้เลือกเดินตลาดกับเดินวัด ผมเลือกเดินวัด"

จากบ้านนาสู่บ้านตึก ในชีวิตนี้ผมไม่เคยคิดว่าตนเองจะมามีชีวิตเเบบมนุษย์เงินเดือน "ไม่เคยคิดว่าตนเองจะมามีโมเม้นแบบนี้" เเละเเล้วการทำงานวันเเรกก็มาถึง พอไปถึงผมกรอกใบสมัครงาน เขาก็ให้ลงทำงานเลย ภาพที่ผมเห็นเเละภาพของความเป็นจริงต่างกัน เขาก็ให้ผมไปช่วยเเม่บ้านเคลือบหนังสือ มีเครื่องห่อพลาสติกหนังสือวิธีการนี้เรียกว่า "การชิ่ง" ผมก็ไปช่วยเเม่บ้านชิ่งเเละขนชุดหนังสือเด็กทั้งวันในวันนั้น เเละวันต่อมาเมื่อเขาให้ไปทำอะไร ผมก็ไปทำงานนั้นๆ วันนี้มีหน้าที่ทำอย่างนี้ วันต่อไปก็ช่วยช่วยเขาจัดหนังสือส่งลูกบ้างบ้าง จัดหนังสือบริจาคบ้าง ไปคัดปากกาบ้าง ไปเเพ๊คหนังสือบ้าง เเต่เป็นงานพาร์ททาม ผมจึงตั้งชื่อให้ว่าเป็น "งานพาร์ททามบุ๊ฟเฟ่" มีไม่อั้นเเต่ทำตามเวลา งานจะเข้ามาเรื่อยๆ เราอยู่ในบทบาททำสนุก ลุกนั่งสบาย เเต่งานต้องเสร็จ เเละเมื่อไม่เสร็จก็ทำงานตามเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรีบเร่ง

"ทำงานตามเวลาเเละทำงานตามงาน" เป็นคำที่ผุดขึ้นในความคิดของในในขณะนั้น ทำงานตามเวลา หมายความว่า เมื่องานไม่เร่งรีบก็ให้เราทำงานตามเวลา ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเอาปริมาณ เเต่ให้เอาคุณภาพ ส่วนทำงานตามงาน หมายความว่า เมื่องานเร่งรีบหรืองานที่ต้องการให้เรียบเรียบร้อยไวๆเราก็ต้องเร่งมือทำให้เสร็จตามระยะเวลานั้นๆ เมื่องานนี้เสร็จก็ไปงานต่อไปเป็นต้นเเต่ทั้งนี้ต้องมีเทคนิควิธีคิดที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ตนเองไม่เหนื่อยกายเละเหนื่อยใจด้วย หมายความว่า ให้นั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่นั่งนาน ไม่ยืนนาน เวลายกต้องมีคนหรือรถช่วย เรียกว่า "ถนอมตน ถนอมงาน" ไม่ให้ร่ายกายหนักเกินไปเพราะชีวิตเราต้องอยู่อีกยาว

ภายใต้ความยืดยาวของชีวิตนั้น มีหลายๆคำที่เราต้องกลับมานั่งทบทวนกับตนเองเสมอๆ อย่างคำว่า "ต้องมาเรียนรู้กันใหม่" หากเราอยู่เพียงในกรอบวงกลมเล็กๆที่สบายใจ ถามว่า "เราอยู่ได้ไหม คำตอบคือ เราอยู่ได้ เเต่มันจะไม่โต" หมายถึง เราต้องพยายามสร้างความท้าทายเเละสิ่งใหม่ๆให้ตนเองเสมอ มาถึงจุดนี้ทำให้ผมเองรู้ในทันทีเลยว่า "ระดับการศึกษาไม่ใช่ตัววัดคุณภาพ" เพราะเเม้จมาไม่มีทักษะตรงตามที่เขาต้องการก็เท่ากับว่าคุณจะมีโอกาสน้อยมากๆที่จะได้งานดีๆ ในโลกของตลาดงานแบบอุตสาหกรรมนั้น จะทำงานเพื่อเงิน เงินเพื่อครอบครัว "มีเเค่นั้น" เเต่ในโลกของงานพัฒนานั้นจะทำงานเพื่องาน เเละเงิน คือ ผลพลอยได้มาจุนเจือครอบครัว ผมเข้าใจเเล้วว่า ทั้ง ๒ โลกนี้ต่างกัน เเละผมปรารถนาที่จะอยู่ในโลกของงานพัฒนานั้นมากกว่า

เงินเดือน"เดือนเเรก"
เเละเล้วเมื่อเงินเดือน เดือนเเรกออก "ผมดีใจนิดๆ" ไม่เคยคิด ไม่เคยฝันว่าตนเองจะมีเงินเดือน เเม้มันจะไม่มากก็เถอะ เเต่มันเป็นค่าเเรงที่เหนื่อยมาทำ มันเป็นคุณค่าที่จะใช้ก็น่าเสียดาย ผมรู้เลยว่า การที่เราจะได้เงินมาเเต่ละวันเเละละเดือนนี้มันยาก การนั่งเรียนอยู่เฉยๆมันสบายกว่าทำงานนี่เอง แต่หน้าที่เราตอนนี้ คือ เรียนเเต่ในระหว่างทางที่เรียนก็ทำกิจกรรมกับเด็กไปด้วยอันนี้เป็นคุณค่าที่ผมปรารถนาที่ใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่นานเงินเดือนก็บิ่นไปหน่อยนึง เพราะต้องเดินทางมาทำค่ายกับเด็กๆที่โรงเรียน แต่ผมมีความสุขที่ได้ทำ เเละจะเป็นระยะเวลาเพียง ๒ วัน เเล้วเดินทางกลับ เมืองเทพเหมือนเดิม เพราะมันเป็นคุณค่าที่ดีเเละงามที่ผมพึงปรารถนา ผมคิดเเค่นั้น หลังจากเงินเดือนออกเเล้วก็อุ่นใจเพราะเราสามารถช่วยเเม่ได้อีกเเรงนึงกับค่าใช้จ่ายในการเรียน

ความงามเล็กๆ
ภายใต้ความเร่งรีบนั้น มีความงามเล็กๆซ่อนอยู่เเม้วีถีชีวิตบนท้องถนนจะเต็ไปด้วยความเร่งรีบ เเต่เห็นรอยยิ้มจากคนเดินท้าวที่มีรถหยุดให้ข้าม "ยิ้ม เเละบอกว่าขอบคุณครับ" ผมเห็นรอยยิ้มเเละคำพูดสุภาพท่ากลางความร้อนระอุเเละความเร่งรีบ ไม่นานเมื่อผมไปนั่งเฝ้าร้านให้พี่ที่ตลาดซึ่งร้อนมาก ป้าร้านขายเสื้อข้างๆอยู่ๆก็หันพัดลมมาทางผมเฉยเลย ความคิดผุดขึ้นมาในหัวเลยว่า "ป้าแกมีน้ำใจจัง" ก็เลยได้กลับมานั่งทบทวนว่า ภายใต้ความวุ่นวายมีความงามซ่อนอยู่ ความวุ่นวายภายนอก ไม่ใช่ตัวกำหนดใจให้รีบเร่ง เหมือนกับวาทะ "ดอกไม้ท่ามกลางกองขยะเลย"

อยากกลับบ้าน
อยากกลับบ้านเป็นความคิดที่เริ่มผุดขึ้นมาในหัวช่วงเดือนเเรกผ่านไป อยากกินข้าวที่บ้าน อยากนอนอยู่บ้าน อยากกลับไปเรียน คำเหล่านี้เป็นความรู้สึกคิดถึงสภาวะเดิมที่เราจากมา เพราะรู้เเล้วว่าสังคมแบบอุตสาหกรรมมันไม่เหมาะกับตนเองจริงๆ "เเต่ไม่เป็นไร ทำไปก่อนเดี๋ยวไม่นานก็ได้กลับ ใจเย็นๆ" พอคิดว่าอยากกลับก็มีข่าวคราวจากองค์กรว่า "มาช่วยกิจกรรมจิตตปัญญาหน่อย" เห็นเเล้วผมยิ้มออกเลย เเละผมรู้ตัวว่าอีกไม่กี่วันก็ต้องมาดำเนินชีวิตแบบนักศึกษาอีกครั้ง กลับมาสู่วงกลมเดิม แต่เข้าใจโลกนอกวงกลมมากขึ้นตามความเป็นจริง จากคำตอบก่อนมาที่ว่า มันไม่ได้ฝึกตนเอง ตอนนี้ผมได้คำตอบใหม่เเล้วว่า ผมคิดผิด มันได้ฝึกทั้งกายเเละใจ อย่างดีเลยล่ะ

เอวัง ฯ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกพอเพียง



ความเห็น (3)

เป็นกำลังใจให้นะครับหนุ่มน้อย

เขียนเมื่อ 

มามา 24 ก.ค. มาช่วย ธาร์จับประเด็น

เขียนเมื่อ 

สุดยอดค่ะ ผ่านประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ บางอย่างก็แลกไม่ได้ ถ้าไม่มีความมุ่งมั่น และอุดมการณ์ นะคะ