พลิกชีวิตจากตัวสำรอง สู่นักกรีฑามาราธอน (เรื่องเล่าอื่นๆ 01)

“หมี-ธวัชชัย หกพันนา”

พลิกชีวิตจากตัวสำรอง สู่นักกรีฑามาราธอน


ความพ่ายแพ้ และความล้มเหลวหาใช่จุดสิ้นสุดของชีวิตที่ไม่อาจแก้ไขได้ แต่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ และอีกหนึ่งแรงผลักดันของผู้กล้าหาญที่อยากเอาชนะตัวเอง อย่างเช่นเดียวกันกับอดีตนักกรีฑาเยาวชนทีมชาติไทย “หมี-ธวัชชัย หกพันนา ที่ทั้งชีวิตได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนักเพื่อฝึกฝนในสิ่งที่เขารัก จนได้รับความไว้วางใจจากกองทัพบกภาคที่ 3 ในการเป็นตัวแทนแข่งขันกีฬาประเภทเดี่ยว “วิ่งมาราธอนระยะไกล” ปัจจุบันเขาติด 1 ใน 3 ของประเทศไทยที่ทำเวลาได้ดีอีกด้วย

แรกเริ่มของการเล่นกีฬา

“หมี-ธวัชชัย หกพันนา” เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2537 อายุ 21 ปี เป็นชาวร้อยเอ็ด “หมี” เมื่อครั้งที่เขากำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.ปลายนั้น เขารู้สึกชอบกีฬาและเริ่มเล่นกีฬาประเภททีมมาตั้งแต่เขาพึ่งอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งตลอดเวลาที่เขาได้เริ่มเล่นกีฬาให้กับโรงเรียนกีฬาร้อยเอ็ด ความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของ “หมี” ที่มีให้กับทีมทำให้เขามีความคาดหวังว่าจะได้เป็นตัวจริงมาตลอด เพราะด้วยรูปร่างที่ดูผอมบางต้องทำให้เขานั้นเป็นตัวสำรองของทีมโรงเรียน “บางครั้งก็ได้ลงเล่นบ้าง แต่บางครั้งก็ไม่ได้ลงเล่นเลย จึงทำให้รู้สึกท้อและอยากจะหาทางออก” เพราะเหตุนี้จึงทำให้ “หมี” ผันตัวเองออกมาจากกีฬาประเภททีม และหันมาสนใจกีฬาประเภทเดี่ยวคือ “นักวิ่งมาราธอน” ด้วยความฝันที่อยากจะติดเยาวชนทีมชาติทำให้ “หมี” เดินหน้าตั้งใจซ้อมอย่างไม่มีย่อท้อ และลงทำการแข่งขันทุกๆสนามตามโอกาส “การแข่งขันก็มีแพ้มีชนะบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับผม”

จุดเปลี่ยน

“การที่ผมได้เข้าโรงเรียนกีฬา มีสถานที่ที่ดี มีโค้ชที่ดีและมีอีกหลายๆอย่างที่พร้อมกว่าโรงเรียนทั่วไป” หลังจากที่ค้นพบตัวตนของตัวเองแล้วทำให้ “หมี” หันมาเล่นกีฬาเป็นเภทกรีฑาเดี่ยว ถึงแม้ด้วยความพ่ายแพ้จากการแข่งวิ่ง “มาราธอนครั้งแรก” ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจที่กล้าแกร่งของ “หมี” ลดน้อยถอยลง เขากลับมาฝึกซ้อมอย่างหนักอีกครั้งด้วยความมุ่งมั่น เชื่อฟังคำสอนสั่งของ “โค้ช” ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของนักกรีฑา มารยาท ความอดทน รวมไปถึงเรื่องของเวลา ที่ต้องมาถึงสนามฝึกซ้อมก่อนเวลา 10 นาที และเมื่อถึงเวลาพักผ่อน 22.00 น. ต้องปิดไฟเข้านอนเพื่อถนอมร่างกาย

“ถึงจะแพ้กลับมาผมไม่เคยท้อ ต้องกลับมาทบทวนฝึกซ้อมอย่างหนัก คนเรามันก็ย่อมมีแพ้มีชนะเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อการแข่งขันครั้งแรกคือบทเรียนสำคัญ หลังจากกลับมาอาจารย์ให้หยุดพัก แต่ผมก็ไปซ้อมต่อ นักกีฬามีความสุขที่ได้ซ้อม วันไหนไม่ได้ซ้อมผมรู้สึกไม่สบายใจ ขนาดช่วงที่ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าข้างขวา ผมไม่สน พอหายเจ็บก็ซ้อมตามปกติ ไม่อยากหยุดพักนานมันใช้เวลามากเกินไปครับ”


รางวัลสู่ความสำเร็จ

ชัยชนะที่งดงามจากการคว้ารางวัลถ้วยพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี 32 กิโลเมตร ที่จังหวัดนครนายก และรางวัลวิ่งมาราธอนระยะทาง 42 กิโลเมตร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทำให้สมาคมกรีฑาเข้ามาดึงตัวเขาเข้าไปอยู่ในทีมเยาวชนทีมชาติ นอกจากนี้ “หมี” ยังถูกเรียกตัวเอาไปเป็นนักกรีฑาของกองทัพบกภาคที่ 3 อีกด้วย ด้วยความมุ่งมั่นจากความล้มเหลวของกีฬาประเภททีม ทำให้ “หมี-ธวัชชัย หกพันนา” คนนี้กลับมาทำความฝันของตนเองได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านี้เขายังคงรักษาสมดุลของการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง และยังคงเดินหน้าแข่งขันในรายการน้อยใหญ่ตามโอกาส ปัจจุบันเด็กหนุ่มร่างผอมคนนี้ทำสถิติเก็บความเร็วในระยะทาง 42 กิโลเมตร ติด อันดับที่ 3 ของประเทศ และรางวัลต่างๆอีกมากเลย สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเปลี่ยนหนุ่มร่างผอมให้หลงลืมตัวไปได้ โดยเขาได้บอกกับเราว่าทุกสิ่งที่เข้ามามันเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น และได้เห็นตัวอย่างจากนักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จจากการแข่งขัน แต่ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับสิ่งยั่วยุที่แฝงกายเป็นภัยเงียบกัดกินทำลายชีวิตอย่างไม่รู้ตัว

“ความสำเร็จของผมมีคนสนใจ และทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุขได้ ผมก็ดีใจแล้วครับ ชื่อเสียงที่ได้มาก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วก็หายไป ผมเป็นยังไงก็ยังคงเหมือนเดิม วางตัวเป็นปกติ ขี้เล่นไม่ถือตัวครับ (หัวเราะ) ส่วนเงินอัดฉีดที่ได้ครั้งนี้ประมาณ 1 ล้านบาท ผมก็ให้พ่อกับแม่เก็บไว้ให้ พอมีเงินใช้นิดหน่อย ผมมีเงินเดือนจากสมาคมฯ มีที่พักมีอาหารฟรีก็ไม่ได้ใช้เงินอะไร ผมเห็นตัวอย่างจากรุ่นพี่นักกีฬาบางคน เวลามีชื่อเสียงเขาจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง มีเงินมีทองเป็นล้านบาท แต่สุดท้ายก็หมดไปกับการพนัน และผู้หญิง สุดท้ายเงินรางวัลที่ได้มาก็หมด ตอนนี้ได้ข่าวมาว่าที่มหาวิทยาลัย พอจะมีสาวๆ มากรี๊ดผมบ้าง แต่ผมคิดว่าเดี๋ยวก็เงียบไปเอง ตอนนี้ผมให้เวลากับเทควันโดมากที่สุดจะดีกว่าครับ”

“ความสำเร็จของผมในวันนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าผมขาดสติในวันนั้นวันที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเข้าระบบทีมไม่ได้ วันนี้ผมมาถึงจุดนี้ได้ผมก็ดีใจแล้วครับ ชื่อเสียงที่ได้มาก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วก็หายไป ผมเป็นยังไงก็ยังคงเหมือนเดิม ผมเห็นตัวอย่างจากรุ่นพี่นักกีฬาบางคน ที่มีความมุงมั่นและไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค ตอนนี้ได้ข่าวมาว่าเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัย พอจะมีสาวๆ มากรี๊ดผมบ้าง (หัวเราะ) แต่ผมคิดว่าเดี๋ยวก็เงียบไปเอง ตอนนี้ผมให้เวลากับเรียนและการซ้อมจะดีกว่าครับ”



***********************

57011225043 นายณัฐวุฒิ ไพอุปลี ระบบพิเศษ คณะวิทยาการสารสนเทศ สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รายวิชาพัฒนานิสิต



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ชีวิต ต้องคนหาจุดเปลี่ยนด้วยกันทั้งนั้น

ช้าเร็ว ทุกคนจะมีโอกาสเช่นนั้น ครับ