หลักสูตร ผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 1 (PSU EXECUTIVE LEADERSHIP DEVELOPMENT PROGRAM FOR THE FUTURE) ช่วงที่ 4 ระหว่างวันที่ 22 – 24​ มิถุนายน 2559

สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ห้องเรียนผู้นำ

ขอต้อนรับเข้าสู่หลักสูตร ผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 1 (PSU EXECUTIVE LEADERSHIP DEVELOPMENT PROGRAM FOR THE FUTURE) ช่วงที่ 4 ระหว่างวันที่ 22 – 24 มิถุนายน 2559

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นผู้จัดหลักสูตรเพื่อการพัฒนาผู้นำ ผู้บริหาร และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

และขอใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ที่เราจะเรียนร่วมกันสำหรับช่วงที่ 4 ครับ

จีระ หงส์ลดารมภ์

วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2559

วิชา Networking Development and Management Forum

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

บนเวทีมีภาคีเครือข่ายครบ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้เขียนบทความครั้งแรกเรื่อง Networking ครั้งนี้จะได้มีโอกาสฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนซึ่งเคยทำงานร่วมกันกับศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์มาแล้ว เป็นระบบผู้มีส่วนได้เสีย 4 กลุ่ม แล้วควรทำงานร่วมกันแบบยกย่องให้เกียรติกัน ดร.จีระเป็นผู้ประสาน ในอนาคต มอ.ต้องใช้ networking ทุกระดับเป็นหลัก แล้วจะทำให้งานสำเร็จ

ช่วงบ่าย ควรจะมีการเสนอโครงการความร่วมมือระหว่างวิทยาเขต หรือร่วมมือกับเครือข่ายอื่นๆ

เมื่อร่วมมือแล้วต้องสร้าง Synergy ขึ้นมา

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

เครือข่ายทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น Networking เป็นเครือข่ายที่มีการทำงานเคลื่อนไหวตลอด ช่วงนี้เป็นการกล่าวถึงการบริหารจัดการ นำเสนอผ่านกรณีศึกษาต่างๆ

นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

ในมุมจังหวัด ต้องทำงานแบบมีความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย เช่น กลุ่ม 15 ภาคี มีมอ.ร่วมด้วย ถ้าทำงานระดับจังหวัดต้องมีองค์กรมาร่วมมือ

การปฏิวัติก็มีเครือข่ายแนวร่วม เครือข่ายสำคัญ

ตั้งแต่สมัครอบจ.ก็ต้องมีเครือข่ายทุกระดับและกลุ่ม เมื่อมาทำงานอบจ.แล้วก็ให้ความสำคัญเครือข่าย เมื่อเข้าไปในอบจ.แล้ว ก็ถือตัวเป็นตัวแทนสงขลายินดีทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ถือตัวเป็นนายกอบจ.ของทุกคน ให้งบประมาณแบบไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก การเป็นเครือข่ายทำให้ทราบข้อมูลในพื้นที่ ทำงานเป็นเครือข่ายกับสจ.ทำให้ได้รับอนุมัติงบประมาณในการบริหาร สิ่งสำคัญคือเคารพกติกา แล้วทำตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยได้รับความร่วมมือภาคีเครือข่ายทั้งหมด

ปัญหาความขัดแย้งทำให้เครือข่ายทำงานไม่สำเร็จ ต้องสงวนจุดต่าง แล้วแสวงหาจุดร่วม

พยายามเป็นเครือข่ายมอ. เรื่องท่องเที่ยวทำร่วมกับอาจารย์ปาริชาติ

ในอนาคต สงขลาจะเป็นเมืองนวัตกรรม แล้วจะสร้างงานให้ลูกหลานได้ ตอนนี้สงขลามีสถาบันการศึกษามาก ผลิตบัณฑิตมากก็ต้องสร้างงานให้ลูกหลานทำในสงขลา ความสำเร็จของการพัฒนาคือทุกรุ่นในครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน จึงร่วมมือกับมอ.

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. อบจ.ลงนาม MOU กับอธิบดีกรมการแพทย์ ทำศูนย์บริบาลผู้สูงอายุ จะต้องเตรียมรองรับผู้สูงอายุที่จะเป็นเสียงส่วนใหญ่ ท้องถิ่นต้องทำเรื่องคุณภาพชีวิตของคนมากขึ้น กีฬาผู้สูงอายุ (ช่อลำดวนเกมส์) พัฒนาอสม.ผู้เชี่ยวชาญแล้วอบจ.ให้เงินสมทบตอนจบหลักสูตรแล้วมาดูแลผู้สูงอายุและจะช่วยดูแลระบบการแพทย์ฉุกเฉิน มีการจัดรถกู้ชีพทุกตำบล ถึงที่เกิดเหตุภายใน 8 นาทีหลังจากรับแจ้ง จำเป็นต้องจัดทำแผนที่จอดรถ ตอนนี้สงขลาเป็นต้นแบบการแพทย์ฉุกเฉิน จากการมีเครือข่ายเริ่มแรก ได้ไปหารือกับมอ.ให้วางระบบให้ก่อน ดึง CCTV มาไว้ที่อบจ. แบ่งพื้นที่เป็นห้องการแพทย์ฉุกเฉิน บทบาทสั่งการผ่านระบบคอมพิวเตอร์โดยอบจ.เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ถ้าไม่มีเครือข่ายอบต. เทศบาล ก็จะไม่สามารถย้ายเครือข่ายแพทย์ฉุกเฉินจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ไปที่อบจ.ได้

หลายเรื่องที่มอ.ทำร่วมกับชุมชน ทำให้คนสงขลาคิดว่ามอ.เป็นของคนสงขลา ทำให้ได้รับความร่วมมือซึ่งนำไปสู่ความพึงพอใจ

โครงการพัฒนาตลาดคลองแดน ได้ความร่วมมือมทร.ศรีวิชัย ทำให้คลองแดนได้หลายรางวัลแล้ว

ตอนนี้จะทำสงขลาสู่มรดกโลก กระทรวงวัฒนธรรมรับเรื่องแล้ว อบจ.ต้องทำข้อเสนอยื่นต่อยูเนสโกต้องมีเครือข่ายจากกรุงเทพ

ควรนำจุดแข็งแต่ละภาคีมาทำงานร่วมกันจะทำงานได้สำเร็จเร็วขึ้น

ดูแลคนพิการร่วมกับสปสช. ทำเรื่องลานออกกำลังกาย ศูนย์บริบาลผู้สูงอายุ

เครือข่ายมีความสำคัญไปสู่ความสำเร็จโครงการ ละทิ้งเครือข่ายไม่ได้

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ที่นำเสนอมาเป็นเครือข่ายท้องถิ่น การทำงานต้องหารือกันด้วยประโยชน์สุข เป็นการเลือกความต่างเพื่อประโยชน์สุข

ความสำเร็จคือภาวะผู้นำ และความไว้เนื้อเชื่อใจ ใช้อสม.เป็นเครือข่ายทำการแพทย์ฉุกเฉิน ใช้เงินน้อยแต่ได้ประโยชน์มาก

เป็นเครือข่ายที่มีความสนิทสนมและมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

นายสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีตำบลปริก อ.สะเดา จ.สงขลา

นายกนิพนธ์กล่าวถึงเครือข่ายระดับสูง

ก่อนจะเป็นสะเดาโมเดล ก็ประสบปัญหามากมาย ต้องขอบคุณคณะวิทยาการจัดการมอ.ที่มาช่วย

เริ่มทำงานเทศบาลตำบลปริกปี 2542 พบกับอุปสรรคมากมาย การมีทุนทางสังคมทำให้พัฒนาต่อไปได้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มอ.เป็นทุนมหาศาล เป็นขุมปัญญา ทุนต่างๆนำไปสู่การสร้างเครือข่าย

ต่อมาจึงไปหามิตรที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน ก็ต้องแสวงหาจุดร่วมและสงวนจุดต่าง จึงทำกิจกรรมประสานผ่านไปหน่วยงาน ทำให้ได้การจัดการขยะในพื้นที่

หลังจากทำมา 10 ปีจึงเชื่อมโยง จึงทำงานร่วมกับ สสส.ในโครงการตำบลสุขภาวะ ต้องค้นหากลุ่มด้อยโอกาส เช่น อปท.ในภาคใต้ที่ถูกมองข้าม สร้างเครือข่ายกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ผู้นำที่ขับเคลื่อนต้องให้สำคัญการพัฒนาคุณภาพชีวิต ก็ได้เครือข่ายมา 200 กว่าอปท. แล้วขยายเป็นเครือข่ายสุขภาวะภาคใต้

นายกนิพนธ์ช่วยเชื่อมโยงจนเป็นสะเดาโมเดล จากเดิมเป็นระดับอปท.ด้วยกัน เทศบาลตำบลปริกเคยทำมาแล้วและร่วมกับอปท.อื่นๆ ทำให้เห็นว่าต้องมีเป้าหมายร่วม อาจารย์ปาริชาติ เป็นองค์ความรู้ที่นำ ผู้มีส่วนได้เสีย 4 กลุ่มสำคัญ เมื่อคนสำรวจพื้นที่ตน ทำให้มองว่าวิถีชุมชนเป็นจุดขายการท่องเที่ยว ค้นพบแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เมื่อรวมเครือข่ายในพื้นที่สะเดาได้ ก็ขอให้ท่านนิพนธ์เป็นประธาน เกิดการลงนาม MOU

ถ้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวชุมชน ก็จะยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ตำบลปริกมีแหล่งประวัติศาสตร์ชุมชน

การสร้างเครือข่ายอาจจะเริ่มจากในท้องถิ่นเล็กๆ ทำให้ลดค่าใช้จ่าย การใช้พลังงาน ในการเดินหน้า ในท้องถิ่น มีคณะกรรมการประสานแผน ส่งผ่านไปยังอบจ. ทำให้เกิดการบูรณาการเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้

ปัจจัยความสำเร็จ

1.ความรู้สำคัญต่อการสร้างเครือข่าย ทำให้การขับเคลื่อนค่อยๆซึมแล้วไปต่อได้

2.ผู้นำท้องถิ่นและไม่เป็นทางการขับเคลื่อนเครือข่าย

3.การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำให้ไปได้เร็ว

4.การคิดต่อทำให้เกิดนวัตกรรม

โมเดลสะเดายั่งยืน มีการจัดการแหล่งท่องเที่ยว

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ท่านเน้นการก้าวข้ามอุปสรรค หามิตรระดับเดียวกันร่วมมือกันเพิ่มความเข้มแข็ง ท่านเห็นความสำคัญงบประมาณประสานแผน องค์ความรู้นำ มีเป้าหมายร่วม ในด้านภาวะผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์

ตำบลสุขภาวะทำให้พื้นฐานเข้มแข็งก่อน เป็นจุดไปของบประมาณ เมื่อคนมีสุข ก็ไปสู่การท่องเที่ยว ภาคเศรษฐกิจ

นายอำพล ธานีครุฑ ผู้ใหญ่บ้านเกาะพิทักษ์

ปัญหาคือภาครัฐสร้างเครือข่ายไม่สำเร็จเพราะไม่มีต้น ที่เกาะพิทักษ์ เครือข่ายเกิดจากทุกข์ ต่อสู้เรื่องทะเล บางหน่วยงานรัฐไม่เข้าใจ ตอนแรก 39 ชุมชนทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายแบบกองโจร หลังจากสร้างเครือข่าย ต้องสร้างกฎระเบียบเครือข่าย ทำแล้วเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง จากบทเรียนเครือข่ายล่มสลายเพราะทางภาครัฐสร้างแล้วทิ้ง ชาวบ้านเดินต่อไม่ได้ เครือข่ายจะยั่งยืนต้องนำไปสู่ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมด้วย จึงนำทั้งชุมพร 100 กว่าชุมชนมาทำงานร่วมกันภายใต้จากภูผาสู่มหานที

มีการสร้างเครือข่ายนักวิชาการจิตสาธารณะมาทำงานร่วม แต่ภาครัฐบอกว่าไม่มีกฎหมายรองรับเครือข่าย นำเครือข่ายทั้งหมดมารวมที่การท่องเที่ยว หลังจากนั้นเป็นนายกการท่องเที่ยวโดยชุมชนภาคใต้ เชิญนักธุรกิจมาร่วมมือกับชุมชน โดยเน้นทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต้องมาก่อน

การสร้างเครือข่ายคือสร้างเพื่อต่อสู้ แต่การสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน ต้องร่วมมือกับชุมชน

เครือข่ายสำคัญในไทยในปัจจุบัน

ตอนนี้ มีความทุกข์เครือข่ายในทะเล มีการออกใบเหลือง ใบแดง มีการกำหนดโซนนิ่ง

ทุกข์ของชาวบ้านที่มีเครือข่าย ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง พยายามจะให้นักวิชาการเขียนหนังสือให้ความรู้

เครือข่ายจะยั่งยืนต้องมีกฎระเบียบ มีกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้ผลประโยชน์ที่เกิด

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

เครือข่ายมาสำเร็จเพราะมีอคติเรื่องวิชาการ เมื่อทำงานร่วมกัน ทำให้เห็นปัญหาและภาควิชาการช่วยได้ อาจารย์จีระมีส่วนสำคัญขยายเครือข่าย

ต้องหาเพื่อนร่วมทุกข์เพื่อจูงไปร่วมสุขในอนาคต

ท่านเป็นพี่ใหญ่เรื่องพี่จูงน้อง จากภูผาสู่มหานที มีสิ่งแวดล้อมมาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าป่าถูกรุกราน ไม่มีน้ำ ทะเลก็ไม่มีน้ำ

มียุทธวิธี จับมือกับนักวิชาการ

เกาะพิทักษ์มีน้ำพัดขยะวนเข้ามาทำให้ต้องจัดการขยะ

จากความยั่งยืนในทะเลก็นำไปสู่การท่องเที่ยว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

นักวิชาการคือหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เวลาส่งคนไปทำงานควรมีความต่อเนื่องและมิติสาธารณะรับฟังความคิดเห็น ต้องใส่ใจความรู้สึกชาวบ้าน ความอดทนสำคัญ

ท่านนิพนธ์กล่าวว่า สงขลาเป็นศูนย์นวัตกรรมและการศึกษา สงขลามาตรฐานวิทยาศาสตร์ดีแล้ว

คุณสุริยา เน้นการท่องเที่ยว และร่วมมือกับอาจารย์ปาริชาติ ทำสำเร็จด้านความสัมพันธ์อบต.กับเทศบาล

คุณอำพล ทำงานเน้นความจริง และความพอเพียง

ทั้งสามท่านเป็นตัวอย่างที่ดี

ควรแบ่งปันกรณีศึกษาที่ดีของมอ.ให้แก่ชุมชน ปัญหาคือมอ.มีความไม่ต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารทำให้คนทำงานกับชุมชนจึงไม่ใช่คนเดิม

ช่วงแสดงความคิดเห็น

1.ผู้ใหญ่อำพลพูดถึงวัฒนธรรมนักเลง ตั้งเครือข่ายทำงานแบบกองโจร ภาคใต้มีวัฒนธรรมแตกต่างจากภาคอื่น เช่น วัฒนธรรมการรักพวกพ้อง ความมีใจนักเลง หรือการฆ่ากันตาย นอกจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ก็ได้ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับพัทลุง สงขลา ก็เข้มข้น ในการสร้างเครือข่าย เครือข่ายทำงานแบบกองโจรสามารถต่อรองอำนาจรัฐได้ ถ้าสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยแนวสันติ จะทำได้หรือไม่

นายอำพล ธานีครุฑ

มีสันติอยู่แล้ว แต่บางเรื่องก็ต้องใช้พระเดชด้วย โจรมาทำผิดในทะเล พูดดีๆ ก็ไม่รู้เรื่องก็ต้องปราบด้วยวิธีการโจร แต่การใช้สันติวิธีก็มีมาก จากภูผาสู่มหานทีได้หารือกับคุณพงศา ชูแนมว่า คนอยู่ป่ายางควรทำอย่างไร ขอให้ไม่ทิ้งสารเคมีไปที่อื่นได้หรือไม่ ดูกลุ่มคนที่อยู่กลางน้ำและปลายน้ำ แล้วสร้างเครือข่ายดูแลกัน โดยไม่พึ่งพานักวิชาการ ช่วงนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะทำงานด้วยตนเองก่อน หลังจากนั้น มีเสียงสะท้อนว่าเป็นการจัดตั้งเครือข่ายแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็พยายามหาที่ปรึกษาแล้วมีนักวิชาการรับใช้สังคมที่เป็นที่รู้จักให้คำแนะนำให้ทำวิจัยเพื่อทำงานให้เกิดความยั่งยืน จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาวิจัยการท่องเที่ยวชุมชน ทำอย่างไรให้ยั่งยืน ถ้าจะทำวิจัยก็ขอให้ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ไปศึกษาที่เกาะพิทักษ์ มีการขับเคลื่อนเป็นขั้นตอน แต่การท่องเที่ยวก็เป็นดาบสองคม ภายใต้ผลประโยชน์ อาจมีความขัดแย้งกัน และหลังจากนั้นก็จะดูแลพื้นที่ทำการท่องเที่ยวและขายที่ มีการหารือกันตลอดเวลา ดังนั้นระหว่างที่ทำงาน ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องใช้พระเดช เครือข่ายทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ปณิธานเดียวกัน ต้องสร้างวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อน อันที่จริงแล้ว เครือข่ายเริ่มจากความทุกข์ แต่ทุกข์ครั้งสุดท้ายเป็นของชาวประมงพื้นบ้าน รู้ว่าถ้าทำตามแบบผู้ใหญ่อำพลเป็นไปไม่ได้ภายใต้นโยบายรัฐ ตอนนี้ ต้องมานั่งคิดรวบรวมความคิดของชาวบ้านว่า ทั้ง 23 จังหวัด ถ้า พ.ร.บ.นี้ออกมาจะอยู่ได้หรือไม่ภายใต้มาตรา 32, 33, 34, 35, 60 ปัญหาคือออกโยบายโดยไม่ถามชาวบ้าน ถ้าประเทศไทยขับเคลื่อนไม่ได้ ก็อยู่กันไม่ได้ แล้วกองโจรจะเกิดอีก เพราะนโยบายเดิมที่ออกมาทำให้ระบบพาณิชย์ทำลายการท่องเที่ยว ตอนหลังมีการเจรจาอย่างสันติ กระทรวงยอมรับชุมชนแล้ว สิ่งสำคัญต้องทำอย่างสันติและมีความสุขด้วย

นายสุริยา ยีขุน

เมื่อมองการสร้างเครือข่ายบนพื้นฐานของสันติวิธี การทำงานของท้องถิ่นก็ใช้สันติวิธีมาก มีการเปิดพื้นที่ร่วมกันหมายถึงมีเวทีร่วมที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ มีการหารือกันบนพื้นฐานความเป็นเพื่อน มีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นอบต. เทศบาลหรือองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก เมื่อมาประชุมร่วมกันแล้วต้องลดความมีอิทธิพลเหนือคนอื่นลงไปสู่ความเป็นเพื่อนที่มีความเท่าเทียมกันด้านความคิด เนื้อหาสาระที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกัน จะมีความไหลลื่นในการระดมความคิดในระดับกลุ่มเมื่อเปิดพื้นที่ร่วมกันแล้ว ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ก้าวสู่ขั้นต่อไปได้ ตอนนี้ท่านนายกนิพนธ์เห็นชอบแล้วว่าจะต้องมีการฝึกอบรมให้กับ 12 ท้องถิ่นเดือนละ 1 ครั้งเพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งระดับชุมชน ในเรื่องการท่องเที่ยว หรือการอยู่อย่างยั่งยืน หรือการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ถ้าปล่อยให้การหารือเป็นไปแบบเป็นธรรมชาติ จะมีความคิดและข้อเสนอแนะที่ดีออกมามากมาย

แนวทางตำบลสุขภาวะก็เป็นเรื่องสันติวิธี เป็นการแนะนำจากเพื่อนสู่เพื่อน จากจุดที่ไร้การเหลียวแลไปสู่จุดสำคัญ คนในตำบลหรือชุมชนเล็กผนึกกำลัง เล่าสู่กันฟังมาถ่ายทอดกัน เหมือนการผูกมิตรเป็นพื้นฐานการสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืนแบบสันติวิธีได้

นายอำพล ธานีครุฑ

ได้เคยใช้ระบบนำเรือประมงพื้นบ้านมานั่งคุยกับเรือประมงพาณิชย์เพื่อให้ทำงานร่วมกัน ผลสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายไม่ทะเลาะกัน ทำได้เพราะให้เกียรติซึ่งกันและกัน

นายนิพนธ์ บุญญามณี

หลักการทำงานของเครือข่ายที่สำคัญคือการอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ถ้าจะให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ก็ต้องทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ในการเจรจา ต้องเริ่มด้วยการนำเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ก็จะประสบความสำเร็จ

2.มอ.ก็ต้องการสร้างเครือข่ายระดับชุมชน ท้องถิ่นและจังหวัด และก็ได้ทำหลายอย่าง

นักวิชาการมอ.ควรจะมีท่าทีอย่างไรในการทำงานร่วมกับท้องถิ่นให้ประสบความสำเร็จ

นายสุริยา ยีขุน

ต้องรู้ตนว่าเป็นมอ. มีปณิธานว่า ขอให้ยึดประโยชน์ตนเป็นกิจสอง จะเห็นว่า ทุกข์รอบมหาวิทยาลัยมีมาก มอ.ต้องออกไปสู่ชุมชนด้วย นอกจากนี้ชุมชนก็สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานวิชาการได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เวลาที่มอ.ออกนอกระบบแล้ว ถ้าเสนออะไรต่อสภา ต้องไม่สร้างความเสียหายต่อชุมชน

ต้องทำงานวิชาการกับชุมชนควบคู่กันไป โดยมี Incentives ให้รางวัลเหมาะสม

นายวรรณ ขุนจันทร์ ครูภูมิปัญญาไทยด้านกองทุนเเละธุรกิจชุมชน และปราชญ์ชาวบ้านชุมชนตะโหมด จังหวัดพัทลุง

รู้จักกับดร.จีระที่มอ.ปี 2538 โดยบรรยายร่วมกัน แล้วกลับมาพบกันอีกในครั้งนี้

มอ.เป็นมหาวิทยาลัยที่ผมเคยไปบรรยายในปี 2522 สมัยศ.ดร.จรัญ บรรยายให้คณะทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัย ได้ไปบรรยายเพราะเป็นผู้จัดตั้งตะโหมด

นายวรรณ ขุนจันทร์ อยู่ในตะโหมดมาตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 83 ปี

การสร้างเครือต้องมีต้น มีตะโหมดโมเดล นายวรรณ ขุนจันทร์ ได้รับคัดเลือกจากสภาการศึกษาเป็นครูภูมิปัญญาไทยด้านกองทุนเเละธุรกิจชุมชน

ชาวบ้านเป็นเกษตรกร มีปัญหาทุกยุค รัฐบาลตั้งฉายาให้เป็นคนรากหญ้า ถูกเหยียบย่ำมาตลอด เวลาใส่ปุ๋ย หญ้ากินได้น้อย แต่ต้นไม้กินได้มากและโตมาก เมื่อต้นไม้โต หญ้าก็เริ่มตาย เมื่อเกษตรกรมีปัญหา ก็ต้องทำร่วมกัน จึงนำชาวบ้านไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เป็นความคิดของกลุ่มเอง คณะปฏิบัติอนุญาตให้จดได้ แล้วมาวิเคราะห์ปัญหา

ปัญหาความยากไร้ ที่ดินทำกินไม่พอ

ความไม่รู้

ปัจจัยการผลิตราคาสูง

ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

นายวรรณ ขุนจันทร์ เรียนจบป. 4 บริหารกลุ่ม ทำให้มีเอกสาร บัญชีมาเกี่ยวข้อง แต่ไม่มีปัญหาเพราะสนใจใฝ่รู้ ผมสอบเภสัชแผนโบราณได้ เปิดร้านขายยา ทำงานที่กลุ่ม ทำให้ต้องปิดร้านขายยา

เมื่อตั้งกลุ่มแล้ว รวมอาชีพ เช่น กลุ่มยางพารานำมาพัฒนาคุณภาพ มีการประมูลขาย ลดบทบาทพ่อค้าลงบ้าง สมาชิกเห็นประโยชน์จึงมีคนเป็นสมาชิกมากขึ้น มีการขยายเครือข่ายไปยังทุกอำเภอในพัทลุง ตั้งศูนย์ปรับปรุงคุณภาพยางแผ่น เดินทางไปทุกจังหวัดที่มียาง ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ทำเรื่องยางพาราได้รางวัลที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี การนำยางพาราตะโหมดมาขายหาดใหญ่ เสี่ยงต่อโจร จึงจัดตั้งกลุ่มตามรายทางที่ผ่าน แล้วขอให้ยกของให้โจร จะได้ปลอดภัย เมื่อทำเรื่องยาง ก็ทำระดมเงินฝาก เบิกจากบริษัทเข้าธนาคาร สมาชิกเปิดบัญชีไว้กับกลุ่ม เมื่อขายยางแล้วก็ฝากไว้กับกลุ่มได้ โอนกำไรเข้าบัญชีสมาชิก

อัตตา การไม่ยอมรับคนอื่นทำให้เกิดความเสียหาย นายวรรณ ขุนจันทร์ ไปประชุมกับราชการและเอกชนเรื่องราคายางพาราตกต่ำสมัยพลเอกชวลิตปี 2538 เมื่อแนะนำตัวเองว่าจบป.4 เป็นเกษตรกร ราชการบอกว่าไม่มีสิทธิ์คิดต้นทุนการผลิตยางพารา แต่ผมบอกว่าตาของนายวรรณ ขุนจันทร์นำยางพารามาปลูกในตะโหมดเป็นรายแรก ปัญหาคือให้คนจากส่วนกลางที่ไม่เคยผลิตยางพารามาคิดต้นทุนการผลิตยางพารา

ได้ไปบรรยายที่ภาคตะวันออกปี 2535-2540 ตามโครงการอียู ได้ไปสร้างเครือข่ายยางพารา

เรื่องเงินฝาก ตอนแรกคนไม่มั่นใจว่ามีความรู้แค่ป.4 แต่การศึกษาตามอัธยาศัยและพยายามจะเรียนรู้ก็ทำได้ และมีสมาชิกมากขึ้น ตอนนี้ตะโหมดได้รางวัลที่ 1 ระดับประเทศ 5 ครั้ง มีการเปิดหลักสูตรการสอนการจัดองค์กร ต่อมาเปลี่ยนมาทำสภาลานวัด เพราะมีเงินฝากและเงินทุนหมุนเวียนมากมายแล้ว

มอ.เคยไปดูงานสภาลานวัด ซึ่งมีนโยบายสังคม สังคมสองศาสนา ประชากรต่างศาสนาไม่เคยขัดแย้งกัน และพยายามถ่ายทอดไปยังสังคมอื่นเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือชุมชนอื่นๆ มีการมาศึกษาดูงาน

เรื่องสภาลานวัด มีด้านเศรษฐกิจ เช่น กองทุนวิสาหกิจชุมชน ด้านการศึกษา สร้างหลักสูตรตะโหมดศึกษาเพื่อให้เยาวชนเรียนรู้ชุมชนตนเอง มีการส่งเสริมบัณฑิตชุมชน ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กในชุมชนที่เข้ามหาวิทยาลัยรัฐได้ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและการท่องเที่ยว เช่น รักษาป่าเดิม เพิ่มป่าใหม่(ในพื้นที่ของตนเอง) มีการขยายเครือข่ายไปสู่อำเภอต่างๆในพัทลุง ทำธนาคารน้ำ เก็บน้ำเป็นต้นทุนไม่ให้ไหลลงทะเลสาบสงขลาหมด (หยุดทำลายป่า ฟื้นฟูป่า อนุรักษ์) ทำให้เกิดการสร้างอ่างเก็บน้ำ ทางสภาลานวัดจึงชี้แจงว่าไม่ควรทำเพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ชุมชน

มอ.เป็นแห่งแรกที่เข้าไปทำงานกับชุมชน ตอนนี้มหาวิทยาลัยทักษิณนำนักศึกษาไปเรียนรู้วิถีชุมชน มีการทำข้อตกลงกับหลายมหาวิทยาลัย พยายามให้นักศึกษาไปเรียนรู้วิถีชาวบ้าน แล้วเมื่อเด็กเรียนจบก็จะได้รับการพัฒนาทัศนคติรักบ้านเกิด ทำงานในท้องถิ่น

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

อาจารย์วรรณมีบทบาทชุมชนและนักวิชาการปราชญ์ชาวบ้าน บ้านตะโหมดเคยยากจนที่สุดในประเทศไทย มีทรัพยากรมากแต่ไม่ได้พัฒนาเพื่อนำไปใช้ ได้มีการทำฝายน้ำแล้ว

ในเชิงสังคม ยากจนเพราะความไม่รู้ จึงสร้างองค์ความรู้ นำไปสู่เศรษฐกิจ ได้ผลผลิตแก้ปัญหาสองวัฒนธรรม ทำที่ฝังศพที่เดียวกัน ทำกิจกรรมสองวัฒนธรรมร่วมกันในสภาลานวัด เอื้ออาทรต่อกัน ได้เงินมาแบ่งให้สองศาสนาเท่ากัน

ท่านเสนอให้นำนักศึกษาไปเรียนในพื้นที่ และต้องพัฒนาทัศนคติด้วย

หาเครือข่ายป้องกันโจรทำในพื้นที่

อาจารย์วรรณทำให้เกิดผลผลิต ยังมีข้าวสังข์หยด แต่ละศาสนาก็ช่วยกันขายข้าวสังข์หยด เดิมไม่ได้ทำข้าวสังข์หยด ต่อมามีความรู้จึงทำ มีการเลี้ยงผึ้ง ทำน้ำผึ้ง เดือนห้าขึ้นราคา เดือนอื่นลดราคา

นายพรหมโชติ ไตรเวช ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นายพรหมโชติ ไตรเวช เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์สหกรณ์ 5 กลุ่ม มีรายได้จากเงินฝาก

นายพรหมโชติ ไตรเวชชอบตั้งคำถาม ครั้งแรกที่ทำงานที่อีสาน อยู่มหาดไทยแต่อยากรู้งานสาธารณสุขและเกษตร จึงต้องหาความรู้เอง ทำให้ไม่รู้จักกัน อยากจะรู้จักชาวบ้าน แต่ข้าราชการไปสอนให้ชาวบ้านเข้าใจวิธีการทำงานของข้าราชการแต่ไม่เข้าใจชาวบ้าน

เวลามีความคิดใหม่ตั้งเครือข่าย ปัญหาคือเป็นอันเดียวกันหรือไม่ รัฐไปยุบกองทุนของชาวบ้านแล้วเอาเงินกองทุนมาให้ชาวบ้าน ทำให้รวมตัวเป็นเครือข่ายไม่เกิดผล

ถ้ารวมตัวหลายกลุ่ม ต้องดูพื้นฐานแต่ละกลุ่ม ตั้งโดยใคร ต้องเข้าใจต้นกำเนิดแต่ละหน่วย จะได้ไม่ติดกฎ บางทีเกิดอันใหม่ อันเก่าตาย ต่อมาใช้เป็นการบูรณาการ นี่คือความท้าทาย

มีหลายครั้งที่ทำให้เกิดทางออก ต้องทำตัวเป็นคนไม่ค่อยรู้ จะได้ศึกษาเพิ่มเติม ต้องนำเสนอสิ่งที่ดีและประโยชน์ก่อน จะได้รวมตัวกันได้ เวลาเยี่ยมชุมชน ควรสร้างความเข้าใจให้ตนเองและคนอื่นเกี่ยวกับแต่ละชุมชน ควรจะศึกษาแต่ละกลุ่มแยกกันก่อน

หน่วยราชการมักคิดว่าตนมีเงินและอำนาจ แต่ไม่เคยทราบต้นทุนของชุมชนที่อาจจะไม่ใช่เงินก็ได้ ควรศึกษาพื้นฐานชุมชนนั้นก่อน จะทำให้สามารถหาแนวทางเข้าหาชุมชนได้ นำไปสู่การเป็นผู้ดำเนินรายการ โดยกระตุ้นให้ชุมชนนำเสนอมาเอง แล้วหน่วยราชการก็นำมาจัดทำข้อสรุป

ตอนที่สรุปงาน ต้องสร้างการบ้านให้ทั้งสองฝ่ายทำ ให้ความรู้แล้วต้องทำงานต่อเนื่อง

กระบวนการสร้างเครือข่ายสำคัญ

แม้มีงบน้อย ใช้เครือข่ายทำงานให้สำเร็จได้ โดยนำข้อมูลไปแลก ถ้าวิเคราะห์ข้อมูลได้ ก็สามารถนำไปใช้กับใครก็ได้ และทางที่ดีควรเป็นแบบรู้เขารู้เรา กลายเป็นข้อมูลสองทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เรียกว่า หลักการประสมงาน ประสานใจ กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม ทำให้สามารถบริหารให้คนนำเสนอความรู้มาได้ทำให้เก็บเกี่ยวประโยชน์ร่วมกันได้ ควรทำตัวเป็นผู้รู้ในตอนสรุปเนื้องานจะดีกว่า

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ท่านพรหมโชติเริ่มงานจากกระทรวงมหาดไทยจึงมีความรู้เรื่องพื้นที่มาก แล้วจึงย้ายมาอยู่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อเป็นผู้ตรวจราชการก็ได้ไปดูพื้นที่ต่างๆทำให้ทราบปัญหาแล้วนำงบประมาณมาแก้ปัญหา อาจารย์จีระจึงเชิญท่านพรหมโชติมาร่วมภาคเครือข่าย

ท่านพรหมโชติเสนอว่า ข้าราชการไม่ควรรู้มากเกินไปและไม่ควรสร้างอะไรมากเกินไป สิ่งสำคัญควรรู้จริงก่อนในเรื่องเครือข่ายว่ามีความเป็นมาหรือจัดตั้งอย่างไร แล้วทำแบบที่อาจารย์จีระบอกคือต่อเนื่อง ไม่ต้องทำใหม่แล้วมีการเชื่อมโยงกัน ควรเลือกให้ตรงจุด ไม่ควรทำแบบเดียวกันทุกแห่ง เมื่อมีเครือข่ายแล้วก็ต้องมีการบูรณาการ ต้องมองหลายชั้น แล้วใช้ศิลปะแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างเพื่อให้ภาพของชุมชนหรือเครือข่ายออกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ต้องพัฒนาองค์ความรู้ให้งอกงาม ไม่ใช้องค์ความรู้เดิมๆ ต้องใช้ความเป็นจริง (Reality) มาก่อน จะหาความจริงได้ก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วแก้ปัญหาให้ตรงประเด็นความต้องการของชุมชน

สรุปจากวิทยากรทุกท่านคือ

1.เริ่มมาจากวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน ถามตัวเองและเครือข่าย บริหารจัดการเครือข่าย

2.เพื่อให้เกิดสันติ ต้องวางกฎระเบียบไว้ร่วมกัน

3.ต้องมียุทธวิธีนำองค์ความรู้เข้ามา อาจารย์จีระจึงเสนอแนวคิด Learn-Share-Care ต้องนำประเด็นทุกวิชามาแลกเปลี่ยนและสรุปร่วมกันในห้องเรียนจึงเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีการปะทะกันทางปัญญาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

วิทยากรทุกท่านมีความเห็นตรงกันว่า ต้องเป็นการผสมงาน ผสานใจ ผูกมิตร ทลายกำแพง มีท่าทีที่ดีต่อกัน ให้เกียรติ ยอมรับกัน ที่สำคัญคือต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว

ต้องลงมือทำและชนะเล็กๆ ต้องเน้นความแตกต่างแล้วจะโดดเด่น โดนใจ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

มอ.ทั้งสองกลุ่มน่าจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

Learning Organization ต้องฝังเข้าไปในทุกคน และต้องมาจากความใฝ่รู้ของแต่ละคน

วิทยากร 5 ท่านเป็นผู้ใฝ่รู้

ควรทำให้ตำแหน่งวิชาการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน

ช่วงคำถาม

1.เคยไปที่สภาลานวัดตะโหมดเมื่อปี 2540 ทำไมกลุ่มที่ทำงานไม่ล้มบ้าง ทำไมผู้นำไม่ทะเลาะ กัน ส่วนใหญ่แล้ว ทะเลาะกันแล้วล้มลุกคลุกคลาน การที่ตั้งกลุ่มแล้วอยู่มาได้ยาวนานเป็นเพราะอะไร

นายวรรณ ขุนจันทร์

สภาลานวัด สร้างปัญญา พัฒนาสังคม ระดมความคิด เพื่อชีวิตของประชาชน ตะโหมดทำโดยใช้วัดเป็นศูนย์กลางในให้คนมาร่วมปรึกษาหารือและแก้ปัญหาในชุมชน เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของความรัก เป็นหลักของสังคม เป็นที่ระดมความคิด เป็นที่ผลิตผู้นำ ผู้นำในตะโหมดจนถึงปัจจุบันส่วนมากมาจากคนจบป.4 เพราะความรักอันดับแรกที่เป็นคุณธรรมเบื้องต้นที่ทุกคนต้องมี แต่ส่วนใหญ่กลุ่มที่แตกเพราะความโลภ

สภาลานวัดไม่มีทุนทางเงินตรา แต่มีทุนทางสังคม ทุกคนมาแก้ปัญหาของชุมชน มีทุนทางศรัทธา เชื่อว่าสิ่งที่ทำจะเป็นประโยชน์ มีทุนความสามัคคี ทุนความเสียสละ ไม่มีเงิน แต่ทำสิ่งใหญ่ได้ สร้างอาคารเรียน สพฐ.ให้มา 4 ล้าน 2 หลัง แต่สภาลานวัดให้ชาวบ้านบริจาคเพิ่มอีก 3 ล้านบาท รวมทั้งหมดเป็น 7 ล้านบาท และสุดท้ายที่สำคัญคือมีทุนแห่งความกตัญญู ตอบแทนคุณของแผ่นดิน มีทุนเหล่านี้ทำให้ประสบความสำเร็จ อย่านำเงินมาเป็นตัวตั้ง แต่ควรนำงานเป็นตัวตั้งแล้วทำให้งานสำเร็จ

ประการสำคัญที่สุดคือผู้นำ มีความยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจโอบอ้อม นอบน้อมถ่อมตน อดทนทำงาน บริการด้วยความมีน้ำใจ

แม้การดำเนินการทุกอย่างจะไม่ราบรื่น แต่มีคติว่า เขาวิพากษ์วิจารณ์บ้างช่างหัวเขา เมื่อตัวเราทำดีพิสูจน์ได้ สัจธรรมคือความจริงสิ่งไม่ตาย ดีหรือร้ายคนก็รู้อยู่แน่นอน นี่คือตะโหมดโมเดล

2. มอ.ควรจะทำอะไรมากที่สุด

นายนิพนธ์ บุญญามณี

มอ.ต้องรู้จักกลุ่มที่จะเข้าไปเป็นเครือข่ายด้วยก่อนที่จะทำงาน เป็นการสงวนจุดต่าง ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง อย่าเป็นพวกใครพวกหนึ่ง มอ.ต้องมีเป้าหมายในการเข้าถึงกลุ่มนั้นด้วย ไปเพื่อไปแก้จุดอ่อนให้กลุ่มนั้น ชุมชนก็อยากจะได้คุณภาพแบบมอ. เช่น มอ.อาจจะจัดอบรมหลักสูตรผู้บริบาลผู้สูงอายุ

มอ.อาจจะนำวิจัยไปทำให้กลายเป็นจริง

นายสุริยา ยีขุน

การนำปณิธานมาเป็นตัวตั้งเป็นเรื่องที่จับใจในฐานะที่เป็นศิษย์เก่ามอ.

มอ.เป็นผู้นำทางความคิดและวิชาการสามารถเจียระไนเพชรเม็ดงามในพื้นที่ได้ เช่น ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา ควรช่วยชุมชนรับมือกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการพัฒนาผู้ดูแลผู้สูงอายุ

ในเรื่องวิจัยเชิงปฏิบัติทำให้เกิดปัญญา ชุมชนอาจเคยมีการวิจัยแบบนี้ มอ.อาจจะดูสาระว่าจะไปรับใช้ประชาชนอย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ขอขอบพระคุณวิทยากร

วิชา

PROBLEM-BASED LEARNING WORKSHOP (4): PSU Networking Developments and Management

นายพรหมโชติ ไตรเวช

ตอนนี้รัฐบาลมองว่า การเกษตรและอุตสาหกรรมไปไม่รอด จึงปล่อยไปตามยถากรรมเพราะฐานการผลิตได้ย้ายไปหมดแล้วโดยเฉพาะอุตสาหกรรมขั้นสูง ไทยไม่มีอุตสาหกรรมขั้นสูง

การท่องเที่ยวเป็นจุดขายใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เกษตรและบริการ เพราะสามารถดึงดูดเงินตราจากต่างประเทศเข้าประเทศได้โดยตรง แตกต่างจากอุตสาหกรรมและการเกษตรที่จะต้องส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ธนาคารไม่ล้มก็เหมือนล้ม ประเทศไทยเป็นหนี้หมดแล้ว ธนาคารไม่มีดอกเบี้ย จะหาทุนจากที่ไหน มหาวิทยาลัยต้องคิดให้ดีว่า สุดท้ายเงินอยู่ที่ใคร

รัฐบาลจึงจะใช้ท่องเที่ยวนำเพื่อให้คนมาจัดประชุมสัมมนามาก รัฐบาลสร้างเมืองหลักและเมืองรองเปิดเป็นเมืองต้องห้ามพลาด พยายามสร้าง MICE Cities ทำให้เมืองต่างๆเกิดกระแสเงินทุนหมุนเวียน จึงมีการจัดกิจกรรม ประชุมสัมมนาเต็มไปหมด

ส่วนภาคใต้ Goodwill มีโอกาสสูง เป็นการกีฬาระหว่างประเทศ ท่องเที่ยวเชิงกีฬาเป็นโอกาสใหม่ที่น่าจะเกิดที่ภาคใต้ รวมทั้งการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ การนำอาเซียนมาเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการรับรองมาตรฐานวิชาชีพการท่องเที่ยวและโรงแรมอาเซียน 32 ตำแหน่ง

มหาวิทยาลัยสามารถวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตอนนี้รัฐบาลให้งบวิจัยสำหรับปี 2560 เป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยต่างๆเขียนโครงการยังไม่ตรงตามความต้องการของรัฐบาล จึงได้งบแค่ 3 พันกว่าล้านบาท ควรจะทำวิจัยให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต้องมีการปรับตัวในจุดนี้ ในส่วนของการท่องเที่ยวมีงบให้ 2% ถือว่าสูงมาก

จากการได้ไปขอข้อมูลจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำให้ทราบว่า สงขลาต้องการจะเป็นศูนย์กลางของฮาลาล มหาวิทยาลัยเป็นคำตอบ ถ้าไม่ตามหรือเป็นผู้นำก็จะตกขบวน

ในขณะเดียวกันสงขลาโมเดลที่นายกอบจ.กล่าวถึง อบจ.มองเรื่องการปฏิบัติสู่ชุมชน แต่แผนพัฒนาจังหวัดมองเรื่องการเป็นเมืองเก่า แล้วพยายามจะสร้างเป็นเมืองมรดกโลก เมื่อสงขลาจะเป็นเมืองท่องเที่ยว ก็ต้องแก้ปัญหาบางจุดให้ได้ เช่น น้ำท่วม ในด้านแหล่งผลิตแรงงาน มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งวิชาชีพที่มีความรู้สูงสุดในภาคใต้ ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้คือการนำยางมาพัฒนา มอ.ควรตอบให้ได้ว่ายางพารามาพัฒนาเป็นอะไรได้บ้างที่เป็น SMEs อย่างเป็นรูปธรรม ถ้าสงขลาจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาและนวัตกรรม ควรจะเป็นนวัตกรรมด้านใด แต่ไม่ใช่เทคโนโลยีและการสื่อสารเพราะมีตัวตายตัวแทน ผู้นำที่แท้จริงคือนวัตกรรมความรู้ ต้องนำผลงานทุกคณะมาศึกษาเชื่อมโยงกันให้เป็นรูปธรรม และทำให้งานวิจัยและพัฒนาเป็นประโยชน์ มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดสำหรับพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย และต้องเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย

สิ่งที่น่าจะดำเนินการตอนนี้และมีในแผนงบประมาณอยู่แล้วคือ

1.การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ 2 ฝั่งมหาสมุทร งบประมาณมีหลายหน่วยงาน มหาวิทยาลัยจะเข้ามาช่วยได้มหาศาล ก็ต้องคิดถึงพื้นที่ใกล้เคียงให้ดี

2.อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะเป็นจุดหมายปลายทางจะเชื่อมต่อฮาลาล

3.ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย สงขลา-เกาะยอถือว่าเป็นสุดยอด แต่คนใช้ประโยชน์น้อย

4.เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ต้องศึกษาจากข้อเท็จจริงก่อนแล้วค่อยนำทฤษฎีมาประยุกต์

5.IMT – GT ยังขาดเจ้าภาพ ก็ทำให้ขาดผู้ดำเนินการ

ใน 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่ควรจะทำคือ ระบบ logistic ทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ระบบราง ตอนนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่มีเงิน จึงได้ขอให้ประเทศญี่ปุ่นถอยเรือ Cruise มา 4 ลำ ล่องมาที่ภาคใต้ปีละ 400 เที่ยว จึงต้องการพนักงานที่พูดได้คนละ 4 ภาษามาทำงาน ถือเป็นความท้าทายของมหาวิทยาลัยในการผลิตนักศึกษา ในขณะเดียวกัน มีการขยายสนามบิน 5 แห่งแล้วและขยายรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินแอร์บัสขนาดใหญ่ logistic เป็นเทรนด์ใหม่ และจีนได้ส่งสัญญาณมาว่า จะขอซื้อที่ดินทั้งสองฝั่งมหาสมุทรในไทยและนำมาใช้กับระบบราง ก็มีปัญหากับไทยที่กำลังขุดคอคอดกระ ไทยควรจะหาทางทำประโยชน์ก่อน มิฉะนั้นจะเหมือนดินแดนลาวที่ถูกจีนซื้อไป 2 แสนไร่

ความท้าทายคือการพัฒนาเขตการท่องเที่ยวภาคใต้ใน 2 ส่วนคือ

1.อันดามัน ประกอบด้วย พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล

2.อ่าวไทย ประกอบด้วย ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง

ทำไมภาคใต้ชายแดน – สงขลาจึงไม่มีแผนพัฒนาเขตการท่องเที่ยว คำตอบเกิดจากการที่ทางจังหวัดและสถานศึกษาเข้าใจดีพอที่จะบูรณาการเป็นเครือข่ายพัฒนาเขตการท่องเที่ยว

แม้งบประมาณประเทศจะมี 2 หมื่นล้านบาท แต่จังหวัดสงขลาได้แค่ 250 ล้านบาท มีงบอบจ.เท่านั้นที่ได้ 1,400 ล้านบาท นอกนั้นเป็นเงินของหน่วยราชการอื่นอีก 18,000 ล้านบาท ถ้าสามารถสร้างแนวร่วมเครือข่ายได้ เงินทุกบาทจะลงสู่ประชาชน

ต้องรู้จักการบริหารคนเพื่อให้ไปสู่เป้าสำเร็จได้

จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ตเป็นต้นแบบการท่องเที่ยว

จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้นแบบของการท่องเที่ยว 5 คลัสเตอร์ การท่องเที่ยวทางทะเล การท่องเที่ยวเชิงการเกษตรและวัฒนธรรม เป็นการรวบรวมเกษตรและอุตสาหกรรมไว้ ใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำในการแก้ปัญหา

จังหวัดภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก เชื่อมต่อการท่องเที่ยวจากภูเก็ตสู่เมืองรอง ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยว 11 ล้านคน แต่มีประชากร 120,000 คน มีคนทำงานในภาคการท่องเที่ยว 6 แสนกว่าคน ในปี 2561 ภูเก็ตจะขอเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเป็น 18 ล้านคน และได้วางแผนให้จังหวัดเพื่อนบ้านเป็นเครือข่ายหาผลประโยชน์ร่วมกัน โดยให้นักท่องเที่ยวมาลงที่ภูเก็ต 18 ล้านคน แล้วภูเก็ตขอ 9 ล้านคนคือ 50% แล้วที่เหลือกระจายไปยังจังหวัดข้างเคียง ทำให้ภูเก็ตเป็น Sub-agent รายใหญ่ นักท่องเที่ยวที่มาที่ภูเก็ต 18 ล้านคน จะไปสุราษฎร์ธานีและสมุย 5 ล้านคน ไม่ต้องไปหาลูกค้าจากที่ไหน

สงขลาได้อะไร สงขลาได้ลูกค้าจากมาเลเซีย

ในการทำงาน ต้องเรียนรู้คนอื่น แล้วเข้าหาคนอื่น แล้วทำให้เขาได้กำไรด้วย

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ก่อนลงภาพย่อย ต้องเห็นยุทธศาสตร์ ต้องเชื่อมโยงเครือข่าย ภาคใต้มีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ และมอ.สามารถทำได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

โอกาสของมอ.ไม่ได้เกิดตลอดเวลา ควรจะผนึกกำลังกันทำงาน

Networking เป็นส่วนหนึ่งของทุนมนุษย์ เรียกว่า “Social Capital”มีความสามารถในการสร้างเครือข่าย

Networking แตกต่างจาก Teamwork

Cooperation หรือ Collaboration บางเรื่องเหมือน บางเรื่องแตกต่าง แต่ Networking คือ สร้างความสัมพันธ์อย่างหลวม ๆ ก่อนให้เกิด Trust และจึงไปมีเป้าหมาย อาจจะสร้างประโยชน์ได้ต่อมา

ควรเริ่มด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คือ Relationship ที่ดี เรียกว่า Relationship Capital แต่สร้างบรรยากาศให้สบาย ๆ ทุกคนมีความสุข (Happiness) ที่อยู่ใน Network นี้ อย่าเครียด และในที่สุดจะเกิดคุณค่าขึ้นมาได้ และควรจะคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมด้วย

ตัวละครที่สำคัญ ต้องเน้น Diversity หรือเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า “Competitive Advantage” คือ มีศักยภาพ เพราะจุดแข็งแตกต่างกัน แต่ตัวละครเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีบทบาทเท่ากัน ก็อาจจะมาเป็นช่วง ๆ แล้วแต่สถานการณ์ นักวิชาการต้องรู้จักชุมชนจึงจะ networking กับชุมชน นักวิชาการควรรู้จักนักธุรกิจด้วยเพื่อจะได้ทราบการเงิน การตลาดด้วย แต่ละคนมีโอกาสก้าวหน้ามหาศาลแต่ต้องกล้าคิดนอกกรอบ

Case Study ของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เรื่อง เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน โดยเฉพาะที่เกาะพิทักษ์ที่วันนี้ได้ต่อยอดไปร่วมกับ กฟผ. ด้วย เรียกว่าเป็น Networking ยกกำลัง 2 ยกกำลัง 3

ไม่หยุดในการพัฒนา Network เหล่านั้น ผมเรียกว่า “Capacity Building” และ Learn - Share - Care ทำให้ Network มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างในกรณีของท่องเที่ยว เน้นเรื่องภาวะผู้นำ IT การเงิน การตลาด และการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำเร็จ.. เพราะ

1.ต่อเนื่อง

2.Trust ร่วมกัน

3.ผลประโยชน์ร่วมกัน

4.Mutual Respect

5.Mutual Benefits

6.มี Equality

7.มี Equity

8.เมื่อมีปัญหาต้องแก้ไขอย่างฉลาด

จุดอ่อนใน ม.อ. คือ เป็น Science Based Skills มากเกินไปขาด Soft Skills และการปรับ Mindset เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นหัวใจสำคัญ หลักสูตรนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะหาทางไปสู่ Networking ที่มีคุณภาพทั้ง 5 วิทยาเขตและระดับนานาชาติ มี 3V โดยเฉพาะ Value Diversity และ Value Creation ที่นำเอา ม.อ. ไปสู่ความเป็นเลิศได้อย่างสมเกียรติและศักดิ์ศรีของลูกพระราชบิดา

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ควรเข้าใจพื้นฐานว่า การร่วมมือกันเป็นศักยภาพของทุนมนุษย์ นอกจากนี้ต้องเข้าใจความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม ต้องเริ่มจากเครือข่ายธรรมชาติ เกิดในบรรยากาศสบายๆ ตัวละครต้องมีความแตกต่างหลากหลาย และควรสร้างศักยภาพให้เครือข่ายโดยพัฒนาคุณภาพคนแล้วบริหารจัดการบทบาท จะทำให้เครือข่ายประสบความสำเร็จ

เรื่องภาคี ต้องมีการเชื่อมโยงให้กว้างขวางออกไปอาจจะข้ามคณะ ออกไปยังชุมชนและนานาชาติ

สิ่งสำคัญคือเครือข่ายยกกำลังสอง กำลังสาม คือทำแบบมียุทธศาสตร์ เช่นกรณีศึกษากฟผ.ที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มอ.ยังใช้ศิษย์เก่าไม่มากพอ ซึ่งศิษย์เก่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพมาก

เครือข่ายต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดย Learn-Share-Care

สิ่งสำคัญคือต้องปรับ Mindset เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

วิชา

PROBLEM-BASED LEARNING WORKSHOP (4): PSU Networking Developments and Management

1.Networking as a concept แตกต่าง หรือ เหมือน จาก Teamwork - Co-operation – Collaboration อย่างไร อธิบายเพิ่มเติม?

2.ยกตัวอย่าง Networking ใน ม.อ. ที่ประสบความสำเร็จในระดับมหาวิทยาลัย 2 เรื่อง เหตุผล คืออะไร?

3.ยกตัวอย่าง Networking ระดับชุมชนที่ล้มเหลว 1 เรื่อง และระดับนานาชาติที่ล้มเหลว 1 เรื่อง เหตุผลคืออะไรและจะแก้ไขอย่างไร?

4.หลังจากฟังวันนี้.. ท่านเห็นช่องว่างและโอกาสของการพัฒนาเครือข่ายกับตัวละครต่าง ๆ ภายนอกมหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุด 3 เรื่อง คืออะไร และ ม.อ. ควรจะฉกฉวยโอกาสหรือปิดช่องว่างนั้นอย่างไร เสนอแนะแนวทาง

5.หลังจากฟังวันนี้.. ท่านเห็นช่องว่างและโอกาสของการพัฒนาเครือข่ายกับตัวละครต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุด 3 เรื่อง คืออะไร และ ม.อ. ควรจะฉกฉวยโอกาสหรือปิดช่องว่างนั้นอย่างไร เสนอแนะแนวทาง

กลุ่ม 4 นำเสนอข้อ 4

หลังจากฟังวันนี้.. ท่านเห็นช่องว่างและโอกาสของการพัฒนาเครือข่ายกับตัวละครต่าง ๆ ภายนอกมหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุด 3 เรื่อง คืออะไร และ ม.อ. ควรจะฉกฉวยโอกาสหรือปิดช่องว่างนั้นอย่างไร เสนอแนะแนวทาง

ภาคใต้มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะฝั่งอันดามัน ธรรมชาติไม่ถูกทำลาย มอ.น่าจะไปมีบทบาทในด้านการท่องเที่ยวเชิงชุมชนวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพราะสามารถใช้จุดแข็งของวิทยาเขต 5 แห่ง คือ วิทยาเขตภูเก็ตมีการจัดการท่องเที่ยว วิทยาเขตหาดใหญ่มีอุตสาหกรรมเกษตร วิทยาเขตปัตตานีมีด้านวัฒนธรรม

เครือข่ายที่จะมาร่วมมือ จากภาครัฐได้แก่ ททท. จากภาคเอกชนได้แก่ หอการค้า นักธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

กระบวนการการทำงาน

1.ทำความรู้จักชุมชน กระบี่มีองค์กรชุมชนเข้มแข็งมากตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับชุมชน ถ้าขับเคลื่อนดี ถ้าแนวร่วมได้ มอ.แค่เข้าไปเสริมก็ขยายได้ มอ.ควรนำความรู้ที่มีไปช่วยเหลือชุมชน กระบี่ต้องการเรื่องการจัดการขยะ แต่ก็ขับเคลื่อนได้ไม่ตลอดถ้าไม่วิจัย

2.ต้องวิจัยสร้างนวัตกรรมใหม่ ต้องทำวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นมา เช่น มีบรรจุภัณฑ์ทำให้คนซื้อผลไม้แล้วนำไปขึ้นเครื่องบินได้

3.ถ้านักท่องเที่ยวมามาก แล้วชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตไม่ดี รายได้ต่อหัวไม่เพิ่มขึ้น มิติเศรษฐศาสตร์สำคัญแต่ไม่มีใครทำ ต้องมีวิจัยที่มีข้อมูลที่ชัดเจน เมื่อมอ.มีบทบาทชี้แนะ ก็ทำให้มีแนวร่วม อาจทำให้รัฐผลักดันนโยบายบางอย่างก็ได้ ต้องมองการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน รักษาสิ่งแวดล้อม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ชอบการนำเสนอของกลุ่มนี้มาก บทบาทมอ.มหาศาลสำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นตัวอย่างที่ดี

นายพรหมโชติ ไตรเวช

กลุ่มนี้ตีโจทย์แตก จากการหารือกับคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งมีภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี มลายู

นายพรหมโชติ ไตรเวชได้ติดต่อกับมิสเตอร์คังที่สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาหลีจะขอรับนักศึกษารุ่นแรก ให้ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 1,800 บาท

สำหรับข้อเสนอแนะการนำเสนอมีดังนี้

1.ต้องเข้าใจว่านักศึกษาเรียนจบไปเพื่อให้ได้เงินเดือนสูง มีการวิจัยพฤติกรรมว่านักศึกษาเรียนภาษาไปเพื่ออะไร แต่ใช้ความเป็นมัคคุเทศก์ไปทำอาชีพอื่นได้ด้วย สิ่งที่นักศึกษาต้องการต่อไปคือการบริหารธุรกิจ

2.ในการส่งเสริมพฤติกรรมนักศึกษา นักศึกษาต้องการเรียนจบ ไม่ใช่ต้องการเก่ง ต้องมีการทำความเข้าใจว่าเรียนไปเพื่ออะไร

ขอให้คณบดีคณะมนุษยศาสตร์นำสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาหลีมาที่มอ. มีทุนให้ไปเรียนต่อเกาหลีอยู่แล้ว

ความคิดเห็นจากกลุ่มอื่น

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬาน่าสนใจ มอ.มีหลายสาขาสนับสนุนเรื่องนี้ได้ ที่ภูเก็ตก็มีการจัดการแข่งขันกีฬาหลายครั้ง นอกจากนี้ก็มีการแพทย์แผนไทยที่ส่งเสริม Medical Tourism นักท่องเที่ยวเข้ามารับการรักษาและท่องเที่ยวด้วย ถือเป็นกลุ่มที่สำคัญ

ประเด็นที่ท่านพรหมโชติกล่าว ที่ภูเก็ตมีหลักสูตรวิเทศธุรกิจเกาหลีศึกษาด้วย ควรจะประสานกับคณะเพราะผลิตบัณฑิตด้านนี้ออกมามาก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เป็นการนำเสนอตรงประเด็น ต้องวิจัยผลกระทบการกระจายรายได้ นักท่องเที่ยวจีนมาไทยเป็นจำนวนมากแต่เงินกลับแต่รายได้เข้าประเทศไทยน้อย ประเทศไทยมีประสบปัญหาศักยภาพการรองรับนักท่องเที่ยว ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดี เพื่อให้รายได้กับความยั่งยืนไปด้วยกัน

มหาวิทยาลัยควรไปให้ความช่วยเหลือด้านไอทีแก่ชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้การท่องเที่ยวในอนาคตจะไปแทนการส่งออก

กลุ่ม 2 นำเสนอข้อ 2

ยกตัวอย่าง Networking ใน ม.อ. ที่ประสบความสำเร็จในระดับมหาวิทยาลัย 2 เรื่อง เหตุผล คืออะไร?

1.การจัดการน้ำท่วมในหาดใหญ่ เกิดทุกๆ 10-15 ปี เป็น Network ที่เกิดขึ้นตอนมีปัญหา มีหน่วยงานร่วมเป็นเครือข่ายได้แก่ เทศบาลนครหาดใหญ่ ป้องกันภัยจังหวัด หอการค้า ผู้นำชุมชนที่เป็นหน่วยงานภายนอก นอกจากนี้ก็ยังมีหลายคณะ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ สถานีวิทยุ Network นี้ ในปัจจุบันก็ยังทำงานอยู่ (Active) มีการจัด Workshop ทุกปี แก้ปัญหาน้ำท่วม แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

1.1 ก่อนเกิดน้ำท่วม

มอ.เป็นศูนย์กลาง ได้จัดตั้งศูนย์เตือนภัย ร่วมกับป้องกันภัยจังหวัดและคณะวิศวกรรมศาสตร์ในการพยากรณ์น้ำท่วม มีการปักธงเตือนน้ำท่วม แล้วส่งข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศภาวะฉุกเฉิน คุณสมพรจากหอการค้าทำหาดใหญ่โมเดล

นอกจากนี้ มีการติดตั้ง CCTV ตามคลองต่างๆ เพื่อสามารถให้รับทราบสถานการณ์ทางอินเตอร์เน็ต มีการซ้อมอพยพหนีน้ำท่วม มีการซักซ้อมความเข้าใจผู้นำชุมชน มีการประชุมเทศบาลปีละ 2 ครั้ง

1.2 หลังจากเกิดน้ำท่วม

มอ.อยู่ในที่ดอนจึงอนุญาตให้คนนำรถมาจอดหนีน้ำท่วม คณะทรัพยากรธรรมชาติและคณะอุตสาหกรรมเกษตร มอ.ผลิตอาหาร โดยมีนักศึกษามาช่วยปรุงอาหารแล้วนำไปแจก มีการเรี่ยไรเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม มีอ่างเก็บน้ำ สถานีวิทยุมอ.สื่อสารว่าต้องการความช่วยเหลือด้านใด

ตอนหลังทางจังหวัดมอบหมายให้มอ.เป็นศูนย์กลางร่วมกับชุมชนและหลายหน่วยงาน

2. มอ.ปัตตานีสร้าง Network ร่วมกันสร้างสันติภาพชายแดนภาคใต้ เพื่อช่วยคลายความขัดแย้งและเสริมสร้างให้เกิดการสื่อสารกันให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น มอ.ปัตตานีมี Network 360 องศาประกอบด้วย ภาครัฐ หน่วยความมั่นคง ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม สถานศึกษา องค์กรต่างประเทศ ภาครัฐระหว่าง ประเทศ และองค์กรเอกชน นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกลุ่มผู้เห็นต่าง อาจจะเป็น Network ในเชิง Virtual ที่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารผ่านการสื่อสารต่างๆ

หน่วยงานที่ทำหน้าที่นี้คือ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ของผศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี คณะรัฐศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร สถาบันสันติศึกษา และคณะอื่นๆในวิทยาเขตปัตตานี แม้ Network ในเรื่องนี้ไม่เห็นผลสำเร็จ แต่การสร้างสันติภาพชายแดนภาคใต้ต้องใช้ความร่วมมือทำงานเป็น Network ร่วมกันหลายองค์กรไปสู่เป้าหมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึงความพยายามของมอ.เพื่อสร้าง Network ให้เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เรื่องนี้มีประโยชน์มาก แม้ว่ายังทำไม่สำเร็จ มอ.ปัตตานีก็มีบทบาทที่สำคัญ

กลุ่ม 5 นำเสนอข้อ 1

Networking as a concept แตกต่าง หรือ เหมือน จาก Teamwork - Co-operation – Collaboration อย่างไร อธิบายเพิ่มเติม?

1.Teamwork หมายถึง กระบวนการทำงานเป็นทีมในกลุ่มเดียวกัน เช่น ทีมฟุตบอลแบ่งเป็นหลายตำแหน่งทุกคนทำงานช่วยเหลือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน มีความสัมพันธ์กันใกล้ชิดกัน

2.Cooperation หมายถึง การปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นความร่วมมือกัน รวมถึงการปฏิบัติตามคำขอ เช่น ให้ความร่วมมือกับตำรวจ

3.Collaboration หมายถึง ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหรือระหว่างคน ซึ่งมีลักษณะเป็น Cross network ส่วนใหญ่มีผู้นำที่มี authority จึงเป็นความร่วมมือที่ค่อนข้างจะเป็นทางการ มีเป้าหมายเดียวกัน

4.Networking หมายถึง ความร่วมมือกลุ่มต่างๆ โดยที่มีประโยชน์ร่วมกัน โดยเริ่มจากการที่มีความสัมพันธ์ที่ดีก่อน แล้วนำไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือ Networking มีขึ้นมาเพื่อให้เกิด

Synergy การเสริมแรง ทำให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคที่ไม่สามารถทำคนหรือกลุ่มเดียวได้ Networking บางครั้งแต่ละกลุ่มอาจมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน แต่ก็มาร่วมมือกันเป็นเครือข่ายเพราะมีประโยชน์ร่วมกัน Networking เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้บริหารต้องทำ ทำให้เกิด Synergy และความสำเร็จแบบคาดไม่ถึงได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ขอชมเชยที่ใช้เวลาวิเคราะห์ดี เวลาที่เห็นแนวคิด ควรจะลงลึก อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีอะไรที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องชัดเจน

Networking อาจเริ่มด้วยเครือข่ายที่ทำอย่างจริงจัง อาจเป็น teamwork บางครั้งอาจไม่แยกจากัน

Collaboration มีในระดับสูง ระหว่างคณะ ข้ามไซโล ภายในไซโลก็ร่วมมือกันได้

Cooperation อาจมีความร่วมมือเล็กน้อย

นายพรหมโชติ ไตรเวช

ต้องกำหนดให้ชัดเจนในสิ่งที่จะทำซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ขั้นดังนี้

1.ในด้านการศึกษา มีนักศึกษาเป็นทรัพยากร ควรใช้นักศึกษาเป็นตัวตั้ง จะทำให้มองเห็นว่า ควรจะให้ความรู้อะไรแก่นักศึกษา เมื่อเรียนจบแล้วจะไปทำงานในตลาดใด เมื่อทราบศักยภาพของนักศึกษา ก็จะทราบศักยภาพของมหาวิทยาลัย ถ้ายังมีช่องว่าง ก็นำปัจจัยภายนอกเข้ามาเติมเต็ม

2.เชิงนโยบายที่ทำกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้เงินปีละประมาณ 34,000 ล้านบาท มหาวิทยาลัยควรเน้นทำสิ่งที่ไม่กระทบกับใคร แล้วต่อไปก็จะง่ายขึ้น เช่น

2.1 การศึกษา ควรมีวิจัยประโยชน์ของการออกกำลังกายแล้วนำไปตอบผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศ ควรวิจัยเรื่องประโยชน์ที่เด็กได้จากนม

2.2 วิทยาศาสตร์ มีหลักสูตรมาก แต่ลงพื้นที่ทำกิจกรรมน้อย ตอนนี้มอ.ผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพได้มีคุณภาพสูง นักศึกษาแพทย์แผนไทย มอ.มีรายได้เสริมจากเงินเดือน 18,000-19,000 บาทไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 บาท เด็กนวดได้ครั้งละ 250 บาท นวดวันละ 5 ครั้ง จึงได้เสนอว่า โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีก็เป็นโมเดลที่ดีสำหรับโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย ในการสร้างนวัตกรรม มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปดู ควรนำประสบการณ์ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้หน่วยงานภายนอกมีข้อมูลวิชาการ

2.3 ความร่วมมือกับต่างประเทศ มอ. 5 วิทยาเขตต้องเป็นสหวิทยาการที่มีคุณภาพระดับอาเซียน คนทั่วเอเชียต้องมาที่ไทยและต้องเรียนภาษาไทย ควรศึกษาว่าทำไมต่างประเทศมาเรียนภาษาไทยปีเดียวแล้วภาษาใช้ได้

2.4 การท่องเที่ยวและการกีฬา ตอนนี้ ประเทศไทยมีโรงแรมมาก มีสระน้ำแล้วมีคนตายมาก มหาวิทยาลัยควรวิจัยเพื่อแก้ปัญหานี้ อาจจะให้ข้อมูลในการใช้เทคโนโลยีแก่โรงแรม

มอ.ควรเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว ก็จะพบแนวร่วมมากมาย เพราะมีทุนอยู่ข้างนอกอยู่แล้ว แต่ต้องยินดีจะไปร่วม เมื่อเงินมา การศึกษาเกิด นี่คือสิ่งสำคัญ

ขอเป็นภาคีกับมอ. 5 วิทยาเขต ตอนนี้ได้ไปร่วมมือกับมอ.สุราษฎร์ธานีแล้วเตรียมเปิดอุตสาหกรรมการดำน้ำ มอ.ภูเก็ตเตรียมพัฒนาด้านภาษา เพราะจะมีเรือ Cruise มาลง เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยมีการตลาดเป็นตัวนำ ควรเลือกตลาดที่ชอบแล้วพัฒนาจุดนั้น ในด้านงบประมาณ ปี 2560-2563 สกว.กับวช.บังคับให้ใช้งบ 2% คือ 20,000 กว่าล้านบาท แต่ไม่ค่อยมีใครเสนอเท่าที่ควร ซึ่ง Action Research เป็นที่ต้องการ แต่มหาวิทยาลัยทำวิจัยเพื่อตนเอง ในการเสนอ ไม่ควรเขียนเป็นชื่อวิจัย แต่ควรใช้คำว่า “การสร้าง” “การพัฒนา” แต่ก็มีการวิจัยแทรกอยู่โดยอัตโนมัติ เพราะนำผลวิจัยมาประเมินและขยายผลต่อ

กลุ่ม 3 นำเสนอข้อ 3

ยกตัวอย่าง Networking ระดับชุมชนที่ล้มเหลว 1 เรื่อง และระดับนานาชาติที่ล้มเหลว 1 เรื่อง เหตุผลคืออะไรและจะแก้ไขอย่างไร?

ตัวอย่าง Networking ที่ล้มเหลว

1.ระดับชุมชน

กองทุนหมู่บ้านล้มเหลว เพราะวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานมีคนไม่เข้าใจ ตัวชี้วัดผลการดำเนินการไม่ชัดเจน สิ่งสำคัญคือ ขาดการต่อเนื่องของโครงการ มีความไม่โปร่งใส

2.ระดับนานาชาติ

โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT-GT) เป็นโครงการร่วมกันระหว่างไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย

ล้มเหลวคล้ายระดับชุมชน ขาดกิจกรรมในการขับเคลื่อน ขาดเจ้าภาพหลัก ผลประโยชน์ไม่ลงตัว ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจร่วมกัน มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

การแก้ไข

ควรสร้างความเข้าใจให้ชุมชน แล้วจะได้รับความร่วมมือ และก็ควรจะแก้ปัญหาที่สาเหตุ เช่นเจ้าของโครงการ

กลุ่ม 1 นำเสนอข้อ 5

หลังจากฟังวันนี้.. ท่านเห็นช่องว่างและโอกาสของการพัฒนาเครือข่ายกับตัวละครต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุด 3 เรื่อง คืออะไร และ ม.อ. ควรจะฉกฉวยโอกาสหรือปิดช่องว่างนั้นอย่างไร เสนอแนะแนวทาง

ท่านพรหมโชติพูดทำให้ได้โจทย์วิจัยดีมาก ท่านเน้นทรัพยากรมนุษย์ ผลิตคนคุณภาพตอบโจทย์ทุก session

MBA มี 8 หลักสูตร ที่หาดใหญ่ 5 หลักสูตร ที่ภูเก็ตมี 2 หลักสูตร หลักสูตรร่วมระหว่างตรังและภูเก็ต ที่สุราษฎร์ธานี 1 หลักสูตร ถ้าเหลือ 1 หลักสูตรจะทำให้ห้องเรียนใหญ่ขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญจริงมาสอน ช่วยประหยัดทรัพยากร ต้องเติมเต็มช่องว่างและเสริมความเก่ง สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

อาจจะบูรณาการกับคณะอื่นๆ เช่นหลักสูตรวิทยาศาสตร์อื่นๆ สร้างทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์ให้มีทักษะการบริหาร มอ.มีศูนย์ต่างๆ อยู่มาก มีหลายหน่วยงานแย่งกันผลิต มีปัญหาในการควบคุมคุณภาพ ถ้ามี Network ก็น่าจะหาเงินได้มากขึ้น เรื่องวิจัย มีสถาบันวิจัย Excellence Center แต่ละหน่วยทำไม่ครบวงจร ไม่สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการแพทย์ได้ครบวงจร

ความคิดเห็นจากกลุ่มอื่น

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ดูเรื่อง Carry Capacity หรือไม่ ถ้านักท่องเที่ยวเกิน Carry Capacity ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวเสื่อมโทรมและไม่ยั่งยืน

สามเหลี่ยมเศรษฐกิจประสบปัญหา สมัยก่อน มอ.มี Chief Minister and Governor Forum เป็น Think Tank ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มีสำนักวิจัยทำงาน Active อยู่ ตอนนี้แก้ไขแล้ว มี Think Tank ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3-4 จังหวัด ไปเจรจา มอ.ก็ไปช่วยเจรจากับอินโดนีเซียและมาเลเซีย

ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวจีนมามาก รายได้เข้าจีนเพราะคนจีนนำทุกอย่างมาเอง เช่น รถ เรือ

เคยไปแพปลาจอร์แดนเก็บค่าบริการ 50 ดอลล่าร์เป็นแพคเกจทัวร์ 3 วัน

ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดูผลประโยชน์ของการทำทัวร์ว่าคนไทยหรือต่างชาติได้ผลประโยชน์ ต้องมีกฎหมายคุ้มครองคนไทย เพราะประเทศไทยได้รายได้น้อยแต่สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย

นายพรหมโชติ ไตรเวช

ตอนนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้ตรวจจับทั้งหมด ทางกงสุลจีนประหารชีวิต แต่ไม่มีข่าวออกมา ส่วนบริษัทไม่ได้เป็นนอมินี เพราะซื้อจากคนไทย สิ่งที่ดำเนินการเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศมาช่วย

เรื่องการใช้ประโยชน์ทางทะเลเป็นเรื่องของกรมเจ้าท่ากับอีก 2 หน่วยงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็หาทางประสานความร่วมมือขอเงินซื้อทุ่นให้กรมเจ้าท่า พยายามช่วยแก้ไขตลอดเวลา

ปัญหาอยู่ที่ทรัพยากรมนุษย์คือ คนไม่ยอมทำงาน คนรุ่นใหม่เก่งแต่มีความอดทนน้อย ต้องช่วยกันแก้ปัญหา

มหาวิทยาลัยสามารถช่วยได้ดีที่สุด

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ช่วงนี้ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล แต่เป็นแบบด่วนพิเศษเพราะท่านผู้ตรวจการมาร่วมงานนี้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ทำให้เข้าใจในหลายเรื่อง บางโครงการอยู่ในมอ.เป็นโครงการที่ดี เช่น ที่ปัตตานีที่ทำเรื่องสันติภาพมีความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน แต่คนยังไม่ทราบเรื่องนี้ งานสื่อสารองค์กรจึงสำคัญ

จากการนำเสนอ สรุปได้ว่า

ขั้นแรก ต้อง Collaboration เป็นเรื่องของตัวบุคคลที่ต้องทำงานข้ามสายงาน เช่น ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์รู้จักท่านพรหมโชติ ท่านก็ตามมามอ.

ขั้นที่สอง Networking คือเครือข่ายศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เช่น มอ.มาร่วมกับเครือข่ายสำคัญที่ได้เชิญมาในครั้งนี้ Networking ไม่มีการบังคับบัญชา เป็นการร่วมมือกันแบบหลวม แล้วแต่เครือข่ายใดจะเป็นผู้นำ การบริหารจัดการ Network จึงยากที่สุด

เป้าหมายหลักเดียวกันคือประโยชน์สุข ส่วนเป้าหมายรองของแต่ละเครือข่ายอาจต่างกันไป ถ้ายอมหดตัวลงเพื่อให้เครือข่ายอื่นเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์มาต่อกันได้ก็จะมีส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน เครือข่ายสามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างเหนียวแน่นเมื่อมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยอมเพื่อให้ชุมชนเข้ามาแล้วก็ไปด้วยกัน Networking ไม่ว่าจะด้านใดตอบโจทย์สังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจและความมั่นคง

ขั้นที่สาม Cooperation ครั้งนี้มอ.ได้ร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว เป็นความร่วมมือระดับองค์กร มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น

ขั้นที่สี่ Teamwork มอ.ก็ไปจัดทีม ซึ่งเดินไปแบบมีบทบาทนำ และการบังคับบัญชาทำให้สำเร็จ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต่อจากนี้ แต่ละท่านมีอาจและมีโอกาสปรับปรุงมอ.ให้เป็นเลิศตอนที่ออกนอกระบบ ควรจะทำอย่างจริงจัง ในอนาคต มอ.สามารถสร้างเครือข่ายเอง อาจจะเชื่อมโยงกับศิษย์เก่า

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ทุกท่านตีโจทย์แตกและสามารถฉกฉวยได้

Group Assignment& Presentation Lesson learned– Share and Care :

บทเรียนจากหนังสือ(เล่มที่ 2) เรื่อง THE Future by Algor

โดย ตัวแทนกลุ่มทั้ง 5 กลุ่ม

ร่วมวิเคราะห์โดย..

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กลุ่ม 1 นำเสนอบทที่ 1 Introduction และบทที่ 2 The Global Mind

บทที่ 1 Introduction

ตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกมี 6 ด้านคือ

1.ต่อไป เศรษฐกิจ สังคมของโลกทุกอย่างเชื่อมโยงกันกลายเป็น Interconnected Economy

2.การสื่อสารอิเลคทรอนิกส์ขยายตัวไปทั่วโลก

3.สังคม เศรษฐกิจ การทหารในโลกจะเข้าไปสู่ความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ การเมือง

4.ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศกำลังใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า มีการเผาผลาญพลังงานมาก ทำลายสิ่งแวดล้อม จะมีกลุ่มหนึ่งที่เป็นประเทศที่มีอัตราขยายตัวเร็วแต่ไม่ยั่งยืน

5.เทคโนโลยีสมัยใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ด้านชีววิทยา ชีวเคมี พันธุศาสตร์ซึ่งจะเปลี่ยนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาหาร แหล่งพลังงานด้วยเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงยีน ทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็น Massive ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

6.ความสัมพันธ์ระหว่างความเจริญทางอารยธรรมของคน วัฒนธรรมของคนที่เข้าไปสู่ Ecosystem

บทที่ 2 The Global Mind

Global Mind เป็นการคิดแบบ Global หรือทำแบบ Global มีการ Outsource และ Robosourcing นำหุ่นยนต์มาช่วยทำงาน เพราะในความเป็นจริงทรัพยากรไม่ได้อยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างเดียว แต่มาจากทั่วโลกเพราะมองว่าโลกนี้เป็นหนึ่งเดียว หุ่นยนต์กลไกมาช่วยทำงานแล้วเปลี่ยนโลกนี้ไปอย่างมาก การมี Outsource และ Robosourcing เรียกว่าเป็น Earth Inc. หรือบริษัทโลกจำกัด ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ส่งข้อมูลเร็วมาก ทำให้เชื่อมโยงเป็นข้อมูลโลกได้มากมาย ถ้ามี Global Mind ก็จะจัดการได้

ในเรื่อง Earth Inc. โลกต่อไปซับซ้อน ท้าทาย เปลี่ยนเร็วมาก

มีแนวคิด Big Data อินเตอร์เน็ตมีข้อมูลทุกอย่าง นอกจากนี้ Security และ Privacy เกี่ยวข้องกับข้อมูลมหาศาลที่ไหลเข้าออกตลอดเวลาเหมือนกับว่าโลกเป็นหนึ่งเดียว

จะปรับตัวได้ถ้ามี Global Mind

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ขอให้นำเสนอผลกระทบต่อมอ.ด้วย

กลุ่ม 2 นำเสนอบทที่ 3 Power in the Balance

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รัสเซียกับสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรกัน

รัสเซียใช้สังคมนิยม พัฒนาด้านอวกาศได้ดี ทำให้สหรัฐอเมริกาเกรงว่ารัสเซียจะเป็นมหาอำนาจ ขบวนการสังคมนิยมขยายจากรัสเซียไปจีนในปีค.ศ. 1949 แล้วขยายไปเวียดนามและกัมพูชา

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเดี่ยวครอบงำโลก รัสเซียเริ่มแพ้ตอน Cuba Crisis รัสเซียล่มสลายตอนกำแพงเบอร์ลินในปีค.ศ. 1979 ทำให้รัสเซียแตกออกเป็น 12 ประเทศ

จีนเป็นยักษ์ใหญ่ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ววุ่นวาย จีนตื่นขึ้นมาจากการปฏิวัติ เติ้งเสี่ยวผิงไป Houston ชาวอเมริกันตื่นเต้นที่เห็นผู้นำตัวเล็กแต่มีความคิดก้าวไกลมาก ปฏิรูปประเทศจีน 4 Modernization ประสบความสำเร็จสูง อัลกอร์กล่าวถึงปัญหาของจีน มีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนในเมืองใหญ่และชนบท รวมถึงปัญหาความไม่พอใจในประเทศ มีอัตราการเดินขบวนสูงมากในจีน จีนไม่กล้าให้มีผู้นำที่มาจากพรรคอื่นนอกเหนือจากพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เรื่องจีนไม่น่ากลัว แต่อัลกอร์กล่าวว่า เรื่องของจีนไม่ค่อยน่ากลัว เพราะจีนมีปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาสิทธิมนุษยชน

สิ่งที่น่ากลัวคือบริษัทที่มากุมอำนาจของโลก Multinationals ขับเคลื่อนโลกแบบมีพลัง ข้ามพรมแดนประเทศ อัลกอร์กล่าวว่า บริษัทเหล่านี้ทำลายโลกประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับใช้ประชาชน แต่ไปรับใช้บริษัทยักษ์ใหญ่เพราะนักการเมืองต้องหาเงิน และมี lobbyist ซึ่งเป็นอาชีพที่ถูกต้องในอเมริกา lobbyist หาประโยชน์ให้บริษัทต่างๆได้ดี ถือเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย ต้องมีการคานอำนาจบริษัทใหญ่ๆไม่ให้ผูกขาด รัฐจะมีอำนาจน้อยลง บริษัทข้ามชาติจะมีอำนาจมากขึ้น

หลังปีค.ศ. 1950 การคานอำนาจรัสเซียกับสหรัฐอเมริกาก็สร้างสันติภาพมาก แต่ใช้งบนิวเคลียร์มาก การรวมกลุ่มประเทศเช่น อียู อาเซียน นาฟต้าช่วยลดสงคราม เกิดความสมดุล เพราะได้ประโยชน์ร่วมกัน

กลุ่ม 3 นำเสนอบทที่ 4 Outgrowth

Outgrowth เป็นการเจริญเติบโตแบบควบคุมไม่ได้

โลกกำลังเจริญเติบโตใน 3 เรื่องหลักคือ

1.การเพิ่มจำนวนประชากร

2.การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

3.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ

ปัจจุบันอัตราการเจริญเติบโตของโลกสูงขึ้นถึง 23% ในแค่ทศวรรษนี้ ประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงได้แก่ จีน มีอัตราการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติครึ่งหนึ่งของโลก

การวัดการเจริญเติบโต ปัจจุบันใช้ค่า GDP ซึ่งวัดได้เฉพาะด้าน เน้นเศรษฐกิจภาพรวม แม้ว่า GDP ของประเทศสูง แต่ไม่ได้ดูรายบุคคลหรือราย sector ความรวยอาจจะกระจุก แต่อาจมีคนจนจำนวนมาก

ปัญหาที่มาพร้อมกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคือการเพิ่มจำนวนประชากร ทำให้ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ทำให้ความต้องการพลังงานมีสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น มีการว่างงาน

ปัญหาความขาดแคลนอาหารเกิดจากความสามารถการผลิตอาหาร ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรลดลง เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของดิน พื้นที่ปลูกหรือผลผลิตต่อต้นลดลง

ความขาดแคลนอาหารนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงทางการเมือง เช่น ที่รวันดามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ซึ่งจุดเริ่มต้นที่แท้จริงเป็นความขาดแคลนด้านอาหารแล้วกลายเป็นเรื่องเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติต่อไป

มีความต้องการพลังงานมากขึ้น แต่พลังงานฟอสซิลลดลง ต้องมีการแสวงหาพลังงานใหม่ๆ ก็ทำให้สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ประเทศไทยก็นำพืชอาหารมาใช้เป็นพืชพลังงานแทน เช่น น้ำมันปาล์ม เป็นผลให้ราคาน้ำมันปาล์มสูงขึ้น เอทานอลที่มาแทนเบนซินก็ผลิตมาจากอ้อยซึ่งเป็นพืชอาหารเช่นเดียวกัน

การเจริญเติบโตของเมือง ประชากรเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปีค.ศ. 2050 จะมีประชากรร้อยละ 80 อยู่ในเมือง ในปีค.ศ.2015 มี 33 เมืองที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน ทำให้มีปัญหาในการบริหารจัดการเมืองใหญ่ เช่น การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค การบริหารจัดการด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย สาธารณสุข สุขอนามัย

ในโลก มีประชากร 900 ล้านคนที่ประสบความหิวโหยเรื้อรัง แต่ก็มีคนประสบภาวะโรคอ้วน ทั้งโลกมีประชากร 1.5 พันล้านคนที่มีน้ำหนักเกิน สาเหตุคือ การบริโภคอาหารประเภทไขมันและน้ำตาลมากขึ้น แต่บริโภคผักและผลไม้น้อยลง ช่วง 15 ปีจนถึงปีค.ศ.2000 ราคาผักผลไม้สูงขึ้น 40% แต่ราคาอาหารไขมันและน้ำตาลลดลง 15% และ 25% ตามลำดับ การประชาสัมพันธ์ทำให้คนบริโภคไขมันกับน้ำตาลมากขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา การโฆษณาที่เป็น Mass Market มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 19 จนถึง 20 ปัจจุบันมีการโฆษณาถึง 5,000 ชิ้นต่อวัน

มีการนำ Mass Market ไปใช้ในการเมืองด้วย เช่น การเกิดลัทธิของสตาลิน มุสโสลินีเป็นผลมาจากการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda)

เรื่องมลภาวะเป็นผลมาจากการเพิ่มของจำนวนประชากร

ผู้หญิงจะมีบทบาทมากขึ้นในทั้งในด้านการเมือง อาชีพต่างๆ คนมีอายุขัยยืนยาวขึ้น

การโยกย้ายแรงงานจะมีมากขึ้น สมัยปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยหนีความอดอยาก โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยน

จำนวนผู้สูงอายุจะมากขึ้น จำนวนเด็กจะน้อยลง

ดินและน้ำถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว แต่อัตราการชดเชยจะต่ำลง

คนในประเทศรวยไปซื้อพื้นที่ในประเทศยากจนมากขึ้น เช่น จีนไปซื้อที่ดินในลาว

ปัจจุบัน น้ำจืดมีน้อย จึงมีความสนใจเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด เรื่องอาหารทะเลจะได้รับความสนใจมากขึ้น

มอ.ต้องตระหนักเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มอ.เป็นมหาวิทยาลัยแรกในไทยที่ใช้อินเตอร์เน็ต ถ้าปรับตัวเร็ว ก็มีลูกค้ามาก ต้องใช้ Application ได้เร็วทั้งระดับอาจารย์ อุปกรณ์แล้วถ่ายทอดไปยังนักศึกษาด้วย

การเจริญทางเศรษฐกิจ มอ.ต้องจับมือกับจีนและอินเดีย ตอนนี้มอ.ค่อนข้างสนใจจีน อาจจะมีหลักสูตรร่วมกับอินเดียมากขึ้น เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ต้องมีการเตรียมรองรับเรื่องการท่องเที่ยวโดยเตรียมด้านภาษาจีน ภาษาเกาหลี

ในการการสร้างภูมิต้านทาน ต้องสนใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง

เรื่องพลังงาน อาจจะต้องหาพลังงานจากแหล่งอื่น เช่น ปตท.ผลิตไบโอดีเซลจากจุลสาหร่ายซึ่งเป็นพืชพลังงานและโตเร็วมาก

มอ.ควรให้ความสำคัญกับศาสตร์ทางนิเทศศาสตร์มากขึ้น การประชาสัมพันธ์ควรจะใช้มืออาชีพช่วยทำ ต้องมีการปฏิบัติจริงเป็นตัวอย่าง เช่น ลดการใช้โฟม ต้องสร้างความตระหนักให้นักศึกษาให้ห่วงใยประชาชน

ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยมีหลักสูตรอาชีพสำหรับผู้เกษียณอายุ

กลุ่ม 4 นำเสนอบทที่ 5 The Reinvention of Life and Death

นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ Genetic Engineering ความสำคัญของ Human Brain และ Computer Technology ต่อโลกอนาคต Artificial Life ชีวิตที่ดูเหมือนว่าไม่ใช่เป็นตัวตนที่แท้จริง ต้องนำอุปกรณ์อื่นๆมาใช้แทนอวัยวะต่างๆ

บทที่ 5 เป็นการมองโลกอนาคตของวิทยาศาสตร์

มีการขยายตัวของดิจิตอล มีการพัฒนาทางด้านการแพทย์ที่เริ่มมองความเป็นปัจเจกมากขึ้น (Personalized Medicine) ใช้เทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น

ชีวิตของมนุษย์จะยืนยาวมากยิ่งขึ้น จะมีการผสมผสานองค์ความรู้ระหว่างการแพทย์และวิศวกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ เคยมีการโคลนนิ่งแกะดอลลี่ออกมาแล้ว ในอนาคต จะสามารถโคลนนิ่งความฉลาดออกมาแล้วจะนำไปสู่การโคลนนิ่งคนหรือไม่

บางครั้งมีการนำองค์ความรู้ไปใช้ในเชิงทำลายเช่นทำอาวุธชีวภาพ ดังนั้นก็ต้องสร้างสมดุลความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและจริยธรรม

มีการพัฒนาคลื่นสมอง เวลาที่คิดก็ส่งผ่านไอโฟนออกมาได้ คิดว่าอยากเปิดไฟ สวิตช์ก็เปิดได้ทันที

การนำสมองมนุษย์ออกมาเป็นเครื่องจักรกล นำความสามารถของมนุษย์ไปใช้สร้างหุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ (Intensive Labors) เช่นในโรงงานผลิตรถยนต์ แต่สิ่งที่เครื่องจักรกลทำไม่ได้เหมือนมนุษย์คือการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ในอนาคต เครื่องจักรกลต่างๆจะฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่

มีการนำอุปกรณ์ต่างๆมาใส่ในร่างกายของมนุษย์ เช่น นำไทเทเนียมมาใส่หัวเข่าที่เสื่อม มีการปลูกถ่ายอวัยวะได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย เช่น นำลำไส้หมูมาใส่ให้ทหารที่ไปรบที่อัฟกานิสถาน มีอุปกรณ์เทียมมาใช้แทนอวัยวะ ในอนาคต จะมีสมองเทียมได้หรือไม่

ตอนนี้ จีนลงทุนวิจัย life science มหาศาล แสดงว่า บทบาทจีนกำลังมาแรง

ตอนนี้ มนุษย์มีอายุยืนขึ้นและอาจจะยืนยาวมากขึ้นในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีและการกิน

อย่างไรก็ตามก็มีปัญหาโรคต่างๆ และความโหดร้าย แต่การดูแลทางการแพทย์ อาจจะตรวจผ่านระบบออนไลน์ได้ ไม่จำเป็นต้องไปคลินิค

บทเรียนที่ได้รับคือ ทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้านำความคิดมาทำให้เป็นจริง

การประยุกต์ใช้กับมอ.

ตอนนี้ มอ.กำลังอยู่ทางแยก ต้องวางตำแหน่งมอ. พยากรณ์อนาคตโดยมองทรัพย์สินทางปัญญา ตอนนี้ ประชากรนักศึกษาเปลี่ยนไป ต้องดูความคาดหวังที่ชุมชนมีต่อมอ. ต้องนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของบุคลากรมาบูรณาการกันเพื่อเพิ่มศักยภาพของมอ.

ปัจจัยขับเคลื่อนคือ สังคมดิจิตอล Gen Z การเป็นพลเมืองโลก กลไกตลาด โลกาภิวัตน์และความสามารถในการแข่งขัน

มอ.ต้องออกจาก Comfort Zone ไปสู่ชุมชน สังคมและประชาคมโลก เพราะมหาวิทยาลัยไม่ใช่แหล่งความรู้สำหรับเด็กรุ่นใหม่เท่านั้น ตอนนี้มอ.มีจำนวนนักศึกษาต่ำกว่าเกณฑ์มากถือเป็นความท้าทายที่กำลังเผชิญ ต้องใช้ Quantum Jump หรือ พลังอันมหาศาลไปสู่ขวดโหลใหม่โดยมีการเปลี่ยน Mindset และ Paradigm Shift ทำให้เกิด innovation

กลุ่ม 5 นำเสนอบทที่ 6 The Edge

โลกกำลังประสบปัญหาภาวะโลกร้อนจากมลภาวะและการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นการทำลายล้างและขาดความเป็นผู้นำในระดับโลกที่จะมาแก้ไขปัญหานี้ นอกจากนี้ยังขาดความร่วมมือระดับนานาชาติในการที่จะบริหารจัดการเรื่องนี้

ปัญหานี้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรมของมนุษย์กับระบบนิเวศที่มาจากปัจจัยคือ การเพิ่มขึ้นของประชากร แนวคิดเน้นบริโภคนิยม เทคโนโลยีที่มีสมรรถนะสูงมาก เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเรื่อง พลังงาน เทคโนโลยีพลังงาน อุตสาหกรรม การเกษตร การก่อสร้าง เพื่อนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดความสมดุลระหว่างอารยธรรมกับอนาคต

ใน 10 ปีที่ผ่านมา มี 9 ปีที่มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำลายสถิติ มีการแพร่กระจายเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ มีการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต มีการทำลายที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นด้วย มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิสุดขีด (Extreme Temperature) มากกว่าเดิม อุณหภูมิเฉลี่ยก็สูงขึ้นด้วย มีการละลายของน้ำแข็งในส่วนต่างๆของโลก มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศที่ขั้วโลกเหนือ ผืนแผ่นดินรอบขั้วโลกเหนือร้อนขึ้นระดับน้ำทะเลสูงขึ้น คาดว่า จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มซึ่งมีหลายประเทศ หนึ่งในพื้นที่นั้นก็คือกรุงเทพ และก็มีพายุหมุนที่รุนแรงมากขึ้น

ถ้าตื่นตัวและยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น และให้ความสำคัญการรักษาโลก ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ แนวโน้มการแก้ปัญหาก็มีอยู่แล้ว เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จะมีการใช้พลังงานทดแทนมากเป็นอันดับสองในปีค.ศ. 2015

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้

1.นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในระดับโลก

2.สถาปนิก นักก่อสร้างที่จะต้องคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะทำให้ประหยัดพลังงาน

3.กลุ่มผู้บริโภคก็คือ ประชาชนทั่วไปที่จะต้องเปลี่ยนไปซื้อสินค้าที่สร้างคาร์บอนน้อย (Low Carbon)

จึงมีข้อถกเถียงกันระหว่าง 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มที่เน้นกำจัดภาวะโลกร้อน

2.กลุ่มที่ส่งเสริมให้ปรับตัวเข้ากับภาวะโลกร้อน

กลุ่มที่ส่งเสริมให้ปรับตัวเข้ากับภาวะโลกร้อนมีผู้สนับสนุนคือสื่อต่างๆ รายการสารคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ๆ จะให้ข่าวปฏิเสธภาวะโลกร้อน แม้แต่บีบีซีก็เคยเสนอข่าวเชิงยุยงว่าไม่ควรถกเถียงกันเรื่องภาวะโลกร้อนต่อไป

มีแนวนโยบาย 4 กลุ่มสำหรับแก้ปัญหาคือ

1.ใช้มาตรการด้านภาษีเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พยายามส่งเสริมให้ใช้พลังงานทดแทนหรือเทคโนโลยี

2.ให้เงินสนับสนุนโครงการหรือหน่วยงานที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

3.ให้การสนับสนุนทางอ้อมในการใช้พลังงานทดแทน

4.อาศัยพลังการตลาดในการสร้างพันธมิตร ทำให้เกิดการการลดลงของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ควรระวังทางแก้ปัญหาที่ไม่ใช่ทางที่เหมาะสม คือ

1.เทคโนโลยีจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศแล้วเก็บไว้ใต้ดินเพราะมีค่าใช้จ่ายสูง

2.เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ แม้มีการรณรงค์ทำเรื่องนี้กันมานาน แต่ก็มีข้อถกเถียงตลอด

มอ. จะต้องทำตามทั้งสองอย่างคือกำจัดภาวะโลกร้อนและปรับตัวเข้ากับภาวะโลกร้อน

ในเรื่องกำจัดภาวะโลกร้อน ก็ต้องมีแผนรองรับกรณีน้ำท่วมหรือประสบภัยแล้ง หรือภาวะต่างๆที่เกิดจากภาวะโลกร้อน เช่น ปะการังฟอกขาว

ในเรื่องปรับตัวเข้ากับภาวะโลกร้อน ต้องเน้นการใช้พลังงานทดแทน การประหยัดพลังงาน มาตรการอื่นๆที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ขอบคุณที่อ่านหนังสือให้ฟัง แต่ไม่ซื้อความคิด เพราะคนเขียนต้องการหาจุดเด่นให้ตนเอง

ในความเป็นจริง โลกมีความสมดุลตามธรรมชาติ สิ่งสำคัญอยู่ที่มนุษย์ ฝรั่งพยายามข่มกลุ่มอื่น

อัลกอร์อ่านการ์ตูนมาก อเมริกันต้องการสร้างวีรบุรุษ ต้องการทำตัวเองเป็นตำรวจโลก

หนังสือนี้เกิดจากแนวคิดว่าโลกกำลังจะแย่แล้ว แต่ตอนที่กำลังทำลายโลก ใครเป็นคนทำ

อเมริกาซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลางไปอัดลงภูเขาที่เท็กซัส ตนก็จะไม่มีปัญหาเมื่อทรัพยากรโลกหมด

คนไทยควรอ่านเศรษฐกิจพอเพียง ร้อนก็แก้โดยปลูกต้นไม้

นายพรหมโชติ ไตรเวช

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีเวียดนามพูดเรื่องนี้ แล้วสั่งให้ข้าราชการมาดูงานเศรษฐกิจพอเพียง เน้นให้คนเวียดนามทำ SMEs สั่งให้ทุกบ้านปลูกกล้วยให้มีกิน และส่งเสริมให้ออมเงิน

แต่ไทยแค่วิเคราะห์ของที่อื่น แต่ไม่เคยวิเคราะห์ตัวเอง

ข้อมูลที่มีอาจไม่ตรงกัน มอ.อาจรวมตัวกัน 5 วิทยาเขต ทำเรื่องที่ตนถนัดจะทำได้ทุกเรื่อง

ตอนนี้ไทยมีแต่การผลิต ไม่มีการตลาด ควรนำการตลาดเป็นตัวตั้งแล้วจะรู้เป้าหมาย มอ.ควรทำตลาดให้จริงจังเพื่อจะไม่ประสบปัญหา ควรทำกรณีศึกษาปะการังฟอกขาว

สิ่งที่นำเสนอเป็นการวิเคราะห์และสังเคราะห์ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก

การแก้ปัญหาโลกต้องมีวินัย รู้จักพอประมาณ

เวียดนามใช้สหกรณ์ออมทรัพย์มาใช้เพราะเห็นสิงคโปร์รวย มหาวิทยาลัยสามารถทำกิจกรรมเป็นตัวอย่างให้คนนอกได้ศึกษาอาจเขียนเป็นหนังสือให้คนทั่วโลกได้ประโยชน์

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ความจริงในโลกคือ มีคนคิดต่างกัน 2 ขั้วเสมอ

เรื่องที่ผู้เขียนเสนอก็เคยได้ยินมาแล้ว

วิธีการนำเสนอของแต่ละกลุ่มต่างจากวันแรกมาก มีความกระชับ ได้ใจความหลัก พร้อมทั้งสร้างความเร้าใจ

ทำให้ได้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

กรณีศึกษาต่างๆ ก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจได้ดี

มอ.ต้องทำนายอนาคตให้ได้ อาจจะทำนายหัวข้อเดียวกันกับหนังสือก็ได้ หลายเรื่องที่กลายเป็นจริงแล้ว เช่น เรื่องประชากรสูงอายุ

ชื่นชมที่เสนอเศรษฐกิจพอเพียงมาด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เลือกหนังสือเล่มนี้เพราะสืบเนื่องมาจากเล่มแรก เล่มนี้เหมาะกับมอ.ที่จะปรับตัวเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ก็ต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมด้วย ปัญหาคือ คนยังขาด Global Competency

มีกลุ่มที่ยกประเด็นมาได้ดีคือเรื่องการฮั้วกันแล้วเกิดผลกระทบทางลบ มีกฎหมายป้องกันการผูกขาด ตอนหลังธุรกิจครองตลาดหมด

มอ.เด่นเรื่อง life science ถ้าจะหาทุน ก็จะต้องสนใจว่าองค์กรใดสนใจเรื่องนี้แล้วขอทุนไ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2559

วิชา

“เศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน AEC 2015 และเศรษฐกิจไทย..ผลกระทบ การปรับตัว และกลยุทธ์ของ ม.อ.”

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หนังสือ Start Thinking Strategically

ในการคิดกลยุทธ์ ต้องวิเคราะห์ SWOT ก่อน

อาจารย์ทุกคนเป็นคนเก่ง แต่ไม่สามารถดึงความเก่งของลูกศิษย์ออกมาได้

ถ้าไม่นำทฤษฎีไปประกอบการวิเคราะห์แต่ละเรื่อง จะกลายเป็นการวิเคราะห์แบบสื่อมวลชน

ตอนนี้คนสนใจRCEP ประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก

ตัวอย่างมีต้นไม้ 3 ต้น มีคน 4 คน คนที่ 1 บอกสิ่งที่เราเห็น คนที่ 2 เห็นลำต้นบอกว่าอนาคตจะมีกิ่งก้าน คนที่ 3 เห็นลำต้นบอกว่าต้นไม้จะโตออกดอกและผล ส่วนคนที่ 4 เห็นแค่เมล็ดแต่บอกได้ว่าจะเป็นต้นไม้งอกงาม

คนที่ 4 เก่งที่สุดสามารถใช้สมองมองอนาคตได้ จะสามารถทำนวัตกรรมได้ ถือเป็นคนแบบ organic เห็นความรู้แล้วสร้างความรู้เพิ่มได้

มหาวิทยาลัยกำลังแข่งกับ Google คือสอนสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

เปรียบเทียบวิธีการบรรยายของคน 3 คน

คนที่ 1 บรรยายหลายสิ่ง

คนที่ 2 บรรยายหลายสิ่ง แต่มีการเน้นประเด็นสำคัญด้วย

คนที่ 3 บรรยายบางประเด็นเท่านั้น จัดลำดับความสำคัญแต่ละประเด็น และการเชื่อมโยง

เมื่อ 2500 ปีที่แล้วแพรีส เชื่อมโยงความรู้ด้วยกัน ไปสู่ Metaphysical

กรีซบอกว่าคนที่ฉลาดต้องเห็นสิ่งที่เหมือนกันในความแตกต่าง ทำให้พัฒนาเป็นนวัตกรรม

สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกในรอบ 30 ปีนี้

1.ไอที ทำให้ได้ข้อมูลจากทั่วโลก อ่านหนังสือพิมพ์ได้พร้อมกันทั่วโลก ไอทีทำให้ร้านหนังสือล่มสลาย คนหันไปซื้อจากอเมซอนมากขึ้นเพราะมีหนังสือมากกว่า จุดเริ่มของไอทีคือจุดจบสงครามเย็น คอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตล่มสลายแตกออกเป็นประเทศต่างๆมากมาย

2.เหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายน

เป็นการสะท้อน globalization เชื่อมโยงในเงื่อนไขเวลา

การเปลี่ยนแปลงแบ่งเป็นยุคได้ดังนี้

ยุคที่ 1 มนุษย์คิดเรื่องการเกษตร ที่ดินสำคัญ มีระบบบุกยึดแล้วนำคนมาเป็นทาส

ยุคที่ 2 ปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์ฉลาด ต้องให้เสรีภาพในการคิดนอกกรอบ เป็นความคิดแบบโปรแตสแตนท์ นำไปสู่ระบบปฏิวัติอุตสาหกรรม ขยายไปสู่การล่าอาณานิคม (Colonialism)

ยุคที่ 3 ไอที ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์และเทเลคอม

คอมพิวเตอร์สร้าง 3 มิติให้เกิดการแข่งขันคือ ความลึก เร็วและมัลติเมีย

เทเลคอมสร้าง 3 มิติ คือ internet, extranet และ internet

มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว ต้องปรับห้องสมุดให้เชื่อมโยง

ตอนนี้ไอทีสร้างโปรแกรมการบริหารจัดการเงินลงทุนทำให้นักการเงินจะตกงานในอนาคต

รัฐบาลชุดนี้ก็จะมีคลัสเตอร์นาโน โรบอท

ไอทีจะเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ ลดระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนในการรักษา

ไอทีทำให้แพทย์ต้องป้องปรามโรคเพราะคนอายุยืนมากขึ้น

ไอทีนำไปสู่ Empowerment อเมซอนทำให้ลูกค้าเลือกหนังสือได้มากขึ้น ลูกค้าต้องการ One-stop service ไปที่เดียวแล้วใช้บริการได้ทุกอย่างในเวลาและสถานที่ที่สะดวก

ไอที empower โฆษณาชวนเชื่อทำให้นำไปสู่ Arab Spring และม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดง ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Empowerment เพราะคนมีหลายมิติ

ควรอ่านหนังสือ China’s Future

ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เลวน้อยที่สุด แต่มีกระบวนการที่ดีคือไม่ถูกบังคับ คนมีสิทธิ์เลือกตั้ง และมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศเจริญ

ปัญหาคือถ้า Civil Society ไม่เข้มแข็ง ก็จะทำให้เกิดเผด็จการเสียงข้างมาก

ไอทีทำให้เกิดสงครามเย็น โลกาภิวัตน์แผ่ไปในทางการเมืองทุกจุดของโลก มีการเลือกตั้งมากขึ้น

วิชารัฐศาสตร์ต้องเรียนเกี่ยวกับละตินอเมริกา ต้องเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ด้วย ระบบการศึกษาต้องการ Interdiscipline เรียนหลายอย่างแต่มีความสัมพันธ์กัน

หลังสงครามเย็น เปลี่ยนเป็นการแข่งขันทางการค้า การเมืองเกิดการขยายตัวของสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ เช่นมีสถาบันสันติภาพ

โลกาภิวัตน์เชื่อมโยงทุกอย่าง การเงินระหว่างประเทศต้องใช้ดอลล่าร์ ถ้าคนอังกฤษจำนวนมากต้องการออกจากอียูจะทำให้ค่าเงินปอนด์ตกแล้วดอลล่าร์พุ่งขึ้น การเงินจุดหนึ่งกระทบทั่วโลก

โลกภิวัตน์ทำให้คิงพาวเวอร์ไปซื้อกิจการเลสเตอร์ซิตี้ได้

โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการแข่งขันและหาเงิน เกิดการขยายเครือข่าย และธุรกิจใหม่ๆ แม้ไม่เก่ง ก็สามารถมีธุรกิจใหม่โดยไปมีพันธมิตรมาช่วย

Google ทำให้อาชีพบรรณารักษ์เปลี่ยน คนมาหาข้อมูล Google มากขึ้น

คนไม่เรียนโรงเรียนเอกชน อาจจะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศหรือโรงเรียนนานาชาติก็ได้

ไทยมีอัตราเติบโต 3.8% ในปัจจุบัน แต่กลุ่มประเทศ CLMV โต 7-8%

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง ทุกประเทศรวมทั้งกลุ่มสังคมนิยมเป็นคู่แข่ง

ใน Systematic Thinking

มี input, process, output ในส่วนนี้ output สำคัญ แต่ถ้ามี outcome ต้องให้ความสนใจ outcome คือสนใจพฤติกรรมลูกค้า

ต้องมีการเชื่อมโยงในแนวดิ่งด้วยคืออดีต ปัจจุบันและอนาคต

ปัจจุบันมีการเปิดเสรีแง่สินค้า กำแพงภาษีลดลง

รอบอุรุกวัย อเมริกายอมเปิดเสรีการเงินให้ไทย แต่มีวาระซ่อนเร้นให้ไทยเปิดเสรีภาคบริการและภาคการเงินให้

ทำให้ไทยแก้กฎหมายให้ค้าปลีกต่างชาติเข้ามาได้

มาเลเซียจัดตั้งอาฟต้ากำแพงภาษี 0 กำหนดโซนนิ่ง ปลูกแต่ปาล์มน้ำมัน ไม่ปลูกยางพารา

เมื่อมีการเปิดเสรีภาคธนาคาร ทำให้มีธนาคารต่างชาติเข้ามามากมาย ธนาคารไทยต้องเป็นพันธมิตรกับธนาคารต่างชาติจึงจะอยู่ได้ ธุรกิจประกันก็ถูกคุกคาม เพราะธนาคารให้คนที่กู้มาทำประกัน โดยดึงดูดคนเก่งจากบริษัทประกันมาทำงานให้

เมื่อโลกร้อนขึ้น ก็มีการกำหนดข้อบังคับแอร์ต้องมีเทคโนโลยีที่กำหนด

ปัญหาคือไทยขายสินค้าแบบเดิมที่ใช้แรงงานผลิตจึงสู้กลุ่มประเทศเกิดใหม่ไม่ได้ ประเทศไทยควรเน้นวิทยาศาสตร์ต่อยอดผลิตภัณฑ์มากกว่า

ในอนาคตจะมี ASEAN Investment Area

รอบอุรุกวัย ทำให้การอุดหนุน MFN ลดลง ไทยสามารถแข่งขันได้ แต่กำแพงภาษีอาจเหลือ 0 ได้ถ้าไทยย้ายฐานการผลิต

ในอนาคตจะมีการรวมตัวเป็นความร่วมมือทางการเมืองและเศรษฐกิจ

อังกฤษออกจากอียู ก็อาจจะไม่กระทบไทยมาก

หลังสงครามเย็นเกิดการขยายตัวการรวมกลุ่มอย่างแน่นแฟ้น

มีการรวมกลุ่มระดับภูมิภาค เช่น APEC, Transpacific, Gulf Cooperation, ยูเรเซีย,

มีการรวมกลุ่มระดับอนุภูมิภาค

การรวมกลุ่มต่างๆจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

โลกมี global paradox

มีโลกาภิวัตน์ก็มีคนต่อต้านโลกาภิวัตน์ เช่น ประเทศมุสลิมต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมมุสลิมไม่ต้องการรับวัฒนธรรมตะวันตก ทำให้เกิด IS ส่วนเรื่องทุนนิยมสามานย์มุ่งหาเงิน ทำลายป่า ใช้แรงงานเด็กและสตรีมีครรภ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงทำให้เกิดการต่อต้าน

โลกาภิวัตน์นำมาซึ่งความทันสมัย จึงเกิดการต่อต้านโดยใช้ของโบราณ เพราะยังมีคนโบราณอยู่ จึงเกิดร้านเพื่อตอบสนองความต้องการของคนเหล่านี้

ตอนนี้โลกาภิวัตน์มีทั้งสองทางทั้งตะวันตกไปตะวันออกและตะวันออกและไปตะวันตก

โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการขยายตัวของ Creative Economy คือ นวัตกรรมและการขายวัฒนธรรม

ปัจจุบันนี้เกิดการขยายตัวการค้าชายแดน และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ในอนาคตจะมีการค้าชายแดนพุ่งขึ้นเป็น 1,000% ทำให้เกิดการเดินทางเชื่อมโยง ตอนนี้มี RCEP แล้วไปสู่ TPP (Trans Pacific Partnership) ซึ่งกำหนดมาตรฐานสูง ทำให้ยาแพงขึ้น ส่วนญี่ปุ่นใช้ RCEP ซึ่งมาตรฐานสูงกว่า TPP เป็นการบีบให้เข้ากลุ่มและขยายธุรกิจ ญี่ปุ่นจะส่งออกไปอเมริกาก็ต้องเข้า RCEP ทำให้มาตรฐานสูงจะแข่งกับจีนเวลาส่งออกไปอเมริกาได้ เวลาที่ทำให้มาตรฐานสูงขึ้น ต้องใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ทำให้ต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากอเมริกา

วิชา

การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเพื่อการแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและการคิดเชิงกลยุทธ์

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

คนที่ Innovative ฉลาดกว่า Creative

ยิ่งเรียนอาจจะยิ่งโง่เพราะความรู้มีมาก บางทีความรู้ ตำราผิด ข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือคนเรียนโง่

กรณีความรู้ผิด เช่น ความหมายคำต่อไปนี้

Strategy Risk คือ ความเสี่ยงที่มาจากกลยุทธ์

Strategic Risk คือ เรื่องที่สำคัญ

คำว่า Threat คือ อันตรายไม่ใช่อุปสรรค

เดินไปชนกำแพง เดินต่อไม่ได้ กำแพงเป็นอุปสรรค แต่ถ้ากำแพงล้มใส่ กำแพงเป็นอันตรายไม่ใช่อุปสรรค

อันตรายครอบคลุมอุปสรรค แต่อุปสรรคไม่ครอบคลุมอันตราย

เมื่อมีความรู้แล้วต้องสร้างความรู้

ขั้นตอนแรกต้องออกจาก Box Thinking

ระดับการคิด

สูงสุดคือ Strategic Thinking

กลางคือ Creative Thinking

ต่ำสุดคือ Trap Ridden thinking

ไม่จำเป็นต้องเรียน Analytical Thinking เพราะวิเคราะห์ไปเพื่อ creative และ strategic

HR เป็นหัวใจของประเทศ

การเรียนรู้ของคน นอกจากใช้ตากับหูแล้วต้องใช้สมองด้วย

ระบบความคิดที่ใช้ตากับหู (Mechanic Thinking) นักศึกษาแบบนี้คือจดบันทึกทุกคำ

ส่วนพวกที่ชอบซักถาม มักเห็นความแตกต่าง ถือเป็นคนที่สังคมต้องการ

วิธีการแก้ปัญหาต้องปรับ Paradigm เป็น Organic Thinking ใช้สมองคิดด้วย ไม่ใช่ใช้แค่ตากับหู

ถ้าสามารถโยงทุกระบบเข้าด้วยกันเป็น Holistic

ถ้าได้ข้อมูล แต่วิเคราะห์ไม่เป็นหรือวิเคราะห์ผิดเพราะ

สาเหตุการวิเคราะห์ผิด

1.มองจากมุมตัวเอง อาจารย์ที่ดีต้องมองจากมุมลูกศิษย์ได้ด้วย

2.ข้อมูลบิดเบือน แก้ได้โดยใช้สมองคิด

3.ทำตามความเคยชิน ทำให้ไม่มีความคิดสร้างสรรค์

4.หมกมุ่นอดีต ทำให้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงได้ ต้องรู้จักเปลี่ยนแปลง เช่น เมเจอร์ซินีเพล็กซ์เปลี่ยนตัวเองจากโรงหนังเป็น One-stop Service Entertainment Complex

ถ้าค้นหาความเหมือนในความแตกต่าง แล้วนำมาวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ จะสามารถให้บริการที่เหมาะสมต่อความต้องการของลูกค้าได้

คาร์ล มาร์กซ์ มี Dialectic

1.Thesis/Anti-thesis

งานวิจัยต้องมาจากการพิสูจน์เมื่อไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีเดิม

2.From quantitative to qualitative เปลี่ยนแปลงเชิงจำนวนมาสู่เชิงคุณภาพ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีในโลก เวลาที่ทำอะไรจะมีการใช้จำนวนเป็นสัญญาณเตือนเรื่องคุณภาพ เมื่อถึงจุดหนึ่งคือ Tipping Point เป็นเส้นแบ่งเขตดีกับไม่ดี ก็จะชี้คุณภาพชัดเจน ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ทุกคนเป็นเพชร แต่ต้องค้นพบตัวเอง ถ้ายังไม่มีใครเห็นคุณค่า ก็ต้องพัฒนาให้คนอื่นเห็นคุณค่า

ต้องมองจากมุมลูกค้า เสียงด่าจากลูกค้าเปรียบเสมือนเสียงสวรรค์

ความฉลาดมาจากความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ (collective intelligent) เช่น การปรึกษาหารือกัน เพราะฉะนั้นประเทศที่เจริญต้องมีการพบกันทำ workshop

คนฉลาดบริหารความรู้ 5% ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับที่ตนเองต้องใช้

วิชา

PROBLEM-BASED LEARNING WORKSHOP (5): แผนพร้อมรับมือด้านเศรษฐกิจและสังคม

บทบาทและการปรับตัวของ ม.อ.

โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

1.วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีที่สำคัญในอนาคตมีอะไรบ้าง

2.ผลกระทบต่อการศึกษา อย่างไร

3.มอ. ควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร

กลุ่ม 1

1.วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีที่สำคัญในอนาคตมีอะไรบ้าง

ในด้านการเมือง ทราบแค่ปลายเหตุแต่ไม่ทราบเบื้องลึก เพราะซับซ้อนมาก

ประเด็นการเมืองที่คาบเกี่ยวกับสังคมคือ ทหารอยู่นานเกินไปทำให้ระบบต่างๆชะงัก ตอนนี้อาจมีโครงการที่มีความมุ่งมั่นว่าจะทำ แต่ระดับบนได้เลือกแล้วว่าจะทำโครงการอะไร

ปัญหาคืองบประมาณทั้งหมดอัดที่ภาครัฐมาก โดยเฉพาะกลุ่มของการแก้ปัญหาใช้เงินมาก

โครงการใหญ่ต้องการการทำงานที่รวดเร็ว เป็น Mega Project ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แต่ในภาคประชาชน เศรษฐกิจมีการหดตัวค่อนข้างสูงมาก การส่งออกติดลบ ธุรกิจส่งออกก็อาจจะล้มละลายหรือเลิกไปแล้ว เงินรายได้การเข้าประเทศหายไปจำนวนมหาศาล มีผลต่อผู้บริโภคเพราะเศรษฐกิจภายนอกไปไม่ได้ มีผลต่ออุตสาหกรรมทั้งหมด การเกษตรไปไม่ได้ ผลคือ เศรษฐกิจมีการหดตัวลง ดัชนีชี้วัดการอุปโภคบริโภคลดลง ภาคใต้จะเกี่ยวกับยางพารา เกษตรและเรื่องประมง มาตรการชุมชนและของต่างประเทศ

รายได้ภาคเอกชนหดตัวลงมากทำให้การอุปโภคหดตัวลง เงินหายไปมากแต่ภาครัฐยังโต

2.ผลกระทบต่อการศึกษา อย่างไร

งบประมาณที่ลงสู่มหาวิทยาลัยถูกกำหนดตามยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งไว้ทั้งหมด ตอนนี้มหาวิทยาลัยได้งบดำเนินการและงบเงินเดือน ไม่มีงบพัฒนาและงานบริการวิชาการ

3.มอ. ควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร

ตอนนี้มอ.กำลังขายหลักสูตรให้กับคนอายุ 18 ปีซึ่งคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดแตกต่างจากอาจารย์ อาจารย์คิดว่าตนเป็นนักวิชาการ สิ่งที่ทำก็ได้ทำดีที่สุดแล้วในฐานะผู้เชี่ยวชาญ แต่โลกของนักศึกษาเปิดกว้าง มีอินเตอร์เน็ต มอ.ก็คิดว่า ต้องรักษาหลักสูตรที่กำลังจะตายไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์หรือจะทำให้อยู่ต่อโดยปรับหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการของนักศึกษา ในการรับนักศึกษา ต้องเปลี่ยนรูปแบบตามโลกที่เปลี่ยนไป

ในเรื่องการหารายได้ของมหาวิทยาลัย มอ.ไม่มีความถนัดเรื่องการค้า แต่เน้นด้านความเชี่ยวชาญ และความภูมิใจในอดีต ยังไม่มีประสบการณ์ในการหาเงินด้วยวิธีอื่นนอกจากค่าลงทะเบียน งบวิจัย และบริการวิชาการ ซึ่งก็เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่น มอ.ควรไปทำธุรกิจอื่นคู่ขนานด้วย สภามหาวิทยาลัยควรจะมีนักธุรกิจมาเป็นกรรมการแนะนำการหาเงิน

กลุ่ม 2

1.วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีที่สำคัญในอนาคตมีอะไรบ้าง

1.1 เศรษฐกิจไทยมีปัญหา ประเทศไทยอยู่ใน Middle-income Trap เพราะไม่มีนวัตกรรม สินค้าไม่มีมูลค่าเพิ่ม

1.2 มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 7- 8 ฉบับแล้ว แต่ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันมาก ปัญหาการเป็นสังคมผู้สูงอายุ

2.ผลกระทบต่อการศึกษา อย่างไร

2.1 การที่มีประชากรสูงอายุ มหาวิทยาลัยมีจำนวนมาก ในขณะที่เด็กเกิดน้อยลง ก็มีปัญหาการแย่งนักศึกษากันทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท

2.2 การที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบจะมีปัญหาต่อมอ.มาก สมัยก่อนอัตราส่วนอาจารย์ 1 คนต่อสายสนับสนุน 4 คน ซึ่งเป็นระบบราชการอย่างแท้จริง เป็นความท้าทายที่จะทำให้องค์กร Lean

3.มอ. ควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร

1.มอ.เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ต้องสร้างนวัตกรรมด้วย ปัญหาคือนักวิจัยไม่มี Career Path เรียนจบยาก หางานยาก อย่างมากก็เป็นได้แค่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย คนไม่สนใจเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย

2.ตลาด มอ.ควรเปิดหลักสูตรนานาชาติมากขึ้น

3.จากแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับอุทยานวิทยาศาสตร์อยู่ที่มอ. เพราะฉะนั้นควรทำเทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ เช่น Robot

4.สภามหาวิทยาลัยมีปัญหาคือใช้เงินหมด แต่ไม่มีโครงการหาเงิน ต้องเปลี่ยน Mindset

กลุ่ม 3

1.วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีที่สำคัญในอนาคตมีอะไรบ้าง

การเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อมอ.

2.ผลกระทบต่อการศึกษา อย่างไร

จำนวนนักศึกษาลดลง ล่าสุดนักศึกษาที่เข้ามาเรียนเหลือ 3 แสนกว่าคน ทั้งๆที่มหาวิทยาลัยเปิดรับได้ถึง 5 แสนกว่าคน กระทบต่อการปรับหลักสูตร และรองรับไปถึงกลุ่มคนที่เรียนจบไปแล้ว

3.มอ. ควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร

3.1 เปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ทั้งหมด นำ Active Learning มาใช้ 100%

3.2 การทำวิจัยต้องมองไปในแง่การนำไปใช้ประโยชน์บูรณาการกับการเรียนการสอน และบริการทางวิชาการด้วย

3.3 ทักษะการดำเนินชีวิต ควรมีกลยุทธ์ให้นักศึกษาไปใช้ได้ด้วย

กลุ่ม 4

1.วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีที่สำคัญในอนาคตมีอะไรบ้าง

1.1 ในอนาคต จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร จำนวนเด็กลดลง จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น

1.2 ความเจริญก้าวหน้าทางไอที จะเป็นแบบก้าวกระโดด ประชากรจะเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

สังคมจะเปิดขึ้น แทนที่จะเป็นสังคมส่วนใหญ่ ก็เป็นสังคม Personalized มากขึ้น

1.3 สังคมจะเปิดกว้างมากขึ้น การมีส่วนร่วมของประชากรมากขึ้น

1.4 ในเชิงเศรษฐกิจ ประชากรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

1.5 ถ้ามองในภาพใหญ่ ศูนย์กลางโลกจะย้ายจากซีกโลกตะวันตกมายังซีกโลกตะวันออก เช่น จีนมีอิทธิพลมากขึ้น อิทธิพลทางภาษาก็จะมีผลต่อมอ.

2.ผลกระทบต่อการศึกษา อย่างไร

การศึกษา มอ.ได้รับผลกระทบ ควรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตซึ่งรองรับความเจริญก้าวหน้าในอนาคต เพราะการเรียนต้องทำให้เด็กเข้าถึงข้อมูลได้ตลอด เป็น Massive Open Online Course (MOOC) ตอนนี้มอ.เข้าร่วมระบบ MOOC ของประเทศไทยแล้ว

3.มอ. ควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร

3.1 ตอนนี้มอ.กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ต้องหางบ (Raise Fund) ผู้บริหารต้องหาเงินเข้ามา ถือเป็นบทบาทใหม่ของผู้บริหารในอนาคต

3.2 มอ.มีวิทยาเขตอยู่ 5 แห่ง ควรจะดึงทรัพยากรมาแบ่งปันกัน แทนที่จะแข่งขันกันในระหว่างวิทยาเขต ควรนำบริการของแต่ละวิทยาเขตเข้ามาทำงานเป็น Cross Campus มากขึ้น

3.3 เป็น Interdisciplinary

3.4 หา Networking ช่วยตอบโจทย์วิจัย การหางบ และช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกงานและลงพื้นที่

3.5 หลักสูตรของมอ.ต้องตอบโจทย์ความต้องการตลาดให้ได้มากที่สุด มีการควบรวมหลักสูตร ทำให้แข็งแกร่งแต่รักษา Niche ด้วย เช่น เรื่องสันติภาพชายแดนใต้ ภาษาที่สามสำหรับทำงานในประเทศอาเซียน

กลุ่ม 5

1.วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีที่สำคัญในอนาคตมีอะไรบ้าง

1.1 Globalization ทำให้มีการเคลื่อนย้ายคน แรงงาน สินค้าและการบริการไปอย่างกว้างขวาง

1.2 การแพทย์ทันสมัยขึ้น

1.3 ประชากรสูงอายุมีจำนวนมากขึ้น

1.4 ภาวะโลกร้อนก็รุนแรงขึ้น

1.5 ประเทศจีนและอินเดียมีบทบาทมากขึ้น

1.6 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแย่ลง เพราะทุกวันนี้ก็อยู่ในสภาวะเงินฝืดพอสมควร

2.ผลกระทบต่อการศึกษา อย่างไร

มีเทคโนโลยีการศึกษาที่พัฒนามาก บางหลักสูตรอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปถ้าหุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้

3.มอ. ควรจะวางกลยุทธ์อย่างไร

3.1 เปลี่ยน Mindset ให้เป็นธุรกิจมากขึ้น

3.2 เปิดรับนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น โดยเปิดหลักสูตรนานาชาติ อาจจะเป็น Joint Degree และต้องเป็นที่ต้องการของตลาดด้วย หลักสูตรต้องเน้น soft skill มากขึ้น

3.3 เปิดการศึกษาต่อเนื่องสำหรับผู้มีอายุมากขึ้น เช่น พนักงานองค์กร ชุมชน ผู้สูงอายุ

3.4 มีโครงการแลกเปลี่ยนสำหรับนักศึกษาต่างชาติมาเรียนและเที่ยวในประเทศไทย

3.5 เปิดเป็น Virtual University

3.6 เปิดวิทยาเขตที่ต่างประเทศ

3.7 ยุบหน่วยงานและสาขาซ้ำซ้อนกันเพื่อความประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพ

3.8 แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน

3.9 เน้นการสร้างเครือข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นำเสนอได้ดี ลักษณะการนำเสนอเป็นการมองอนาคต แต่เป็นอนาคตที่ยังไปไม่ไกล ควรคิดให้ไกลกว่านี้ จะเห็นภาพมากขึ้น

เมื่อเห็นโอกาสหรืออันตราย ไม่ใช่คว้ามาได้ทั้งหมด ต้องเลือกทำ

เวลาที่จะสร้างแบรนด์ ไม่ต้องทำทุกเรื่อง เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพเน้นโรคหัวใจ โรงพยาบาลเจ้าพระยามีหมอ 24 ชั่วโมง มอ.ควรมองจุดแข็ง สร้างแล้วก็จะออกมา ขยายผลจากจุดเด่น

ความร่วมมือเป็นเรื่องที่ดี เมื่อวันก่อนมี 5 มหาวิทยาลัยยุโรปและละตินอเมริการ่วมกันสร้างสหภาพละตินอเมริกาของมหาวิทยาลัย จะมีบทบาทด้านวิจัยและแนวคิดทางการเมือง บทบาทของมหาวิทยาลัยต้องมีมากขึ้น ต้องร่วมมือข้ามภูมิภาคมากขึ้น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

การนำเสนอเป็นการมองการเปลี่ยนแปลง Where are we? ถือว่า วิเคราะห์

ตั้งเป้าหมายและเขียนยุทธศาสตร์เก่งแต่ยังไม่สามารถเอาชนะอุปสรรคได้

การบรรยายต่างๆ ควรมีความคิดสดใหม่ สนใจติดตามสิ่งที่เกิดขึ้น มี Global Competency

ต้องมีหลักสูตรนานาชาติ และปรับวัฒนธรรมให้รองรับหลักสูตรนานาชาติ อาจไปตั้งวิทยาเขตที่ต่างประเทศ

อย่ากลัวความล้มเหลว เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดจากความล้มเหลว Sense of Urgency ต้องแรงจึงจะปรับพฤติกรรมได้ ควรเลือกผู้นำให้เป็น ปัญหาคือมอ.ยังขาดผู้นำที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ศ.นพ.วิจารณ์ พานิชกล่าวว่า มอ.ตายที่วัฒนธรรมองค์กร เพราะสร้างผู้นำที่มีความสามารถระดับกลาง

ควรจะทำปฐมนิเทศเพื่อเปลี่ยน mindset ข้าราชการที่เข้าทำงานใหม่เป็นเวลา 6 เดือน อาจจะเป็นระดับ young Ph.D. ก็ได้

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

การนำเสนอเป็นการวิเคราะห์เชิงระบบที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นการคิดร่วมกัน การตลาดธุรกิจต้องไม่กลัวลูกค้าน้อยลง เพราะขาย mass ราคาถูก แต่ขาย niche ราคาแพง เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ สอดคล้องกับอาจารย์สมชายบอกว่าต้องแตกต่าง เป็น Brand Champion

ได้ทราบจากโทรทัศน์ว่า มอ.มีความร่วมมือกับกองทัพเรือ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ถือเป็น Brand Champion มอ.เคยพยากรณ์อากาศแบบ real time ออกโทรทัศน์ ควรขยายไปหาเกษตรกร และร่วมมือกับโครงการน้ำของในหลวงด้วย ก็จะทำให้ มอ.เป็น Brand Champion เรื่องนี้ มอ.เก่งการเรียนการสอนแนวลึกอยู่แล้ว มอ.เก่ง Bio-science ควรหา Brand Champion ด้านนี้

มอ.ควรทำในสิ่งที่รัฐบาลส่งเสริมเช่น Digital Economy เพราะรัฐบาลมีงบให้

มอ.ควรสร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นจึงจะเป็น Brand Champion

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อยากให้กำลังใจมอ. ด้วยการยกตัวอย่างกรณีศึกษามหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์อยู่มานานถึง 500 ปี ส่วนมอ.เพิ่งอยู่มาได้ 50 ปี มอ.รอดแน่นอนขึ้นอยู่ว่าจะรอดแบบใด เพราะโลกก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เคยเป็นโบสถ์มาก่อน มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดเกิดขึ้นเพราะพระสององค์มีปัญหาขัดแย้งกัน จึงหนีไปอ๊อกซฟอร์ด ช่วงนั้นพระเป็นผู้ดำเนินการมหาวิทยาลัย และยังไม่มีนักวิชาการเลยแม้แต่คนเดียว แล้วก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่มอ.มีพื้นฐานและความต่อเนื่องอยู่แล้ว

ในอนาคต มอ.จะพึ่งงบจากรัฐบาลไม่ได้ ควรจะส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยมี Mindset ผู้เข้าร่วมโครงการนี้เป็นผู้นำองค์กรจึงมีโอกาสได้ดำเนินการต่อไป

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

มอ.ควรนำอาจารย์ที่เกษียณแล้วมาใช้งานต่อในราคาที่ถูกกว่า แต่จะได้ผลเหมือนเดิมหรือดีกว่า อาจจะนำคนที่เกษียณแล้วมาเลี้ยงลูกหลานของอาจารย์ที่ทำงานโดยเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กก็ได้ ต้องทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีส่วนร่วมในสังคม

ที่นิวซีแลนด์ คนสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆไม่มีเกษียณ แต่ประเทศไทยยึดกฎเกณฑ์มากเกินไปเพราะให้เกษียณตอนอายุ 60 ปี

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ไม่ควรจะมองสังคมผู้สูงอายุเป็นปัญหาแต่ควรศึกษาให้ดี ที่ญี่ปุ่นมองผู้สูงอายุดังนี้ อายุ 65-75 ปี เรียกว่า เป็น Old young อายุ 75-85 ปี เรียกว่า เป็น Middle young อายุ 85-95 เรียกว่า Old old

มอ.พยายามรับคนรุ่นใหม่ที่จบปริญญาเอก (young Ph.D.) มาทำงาน แต่ไม่มีระบบดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามา ควรจะมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการคน ผู้สูงอายุมีข้อดีคือมี Connection

ความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมโครงการ

มอ.ควรนำผู้สูงอายุที่ไม่ได้ต่ออายุมาช่วยงานบริการวิชาการ เพราะงานบริการวิชาการที่ผ่านมาขาดความต่อเนื่อง อาจารย์ young Ph.D. ก็มักกังวลเรื่องตำแหน่งทางวิชาการ อาจารย์ที่เกษียณอายุสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับอาจารย์ young Ph.D. ทำให้ลดความกังวลไปได้

นำเสนองานกลุ่ม : สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาดูงาน และแนวทางการปรับใช้ให้เกิดคุณค่าที่ม.อ.

ให้ข้อเสนอแนะโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

การศึกษาดูงาน ณ กฟผ.

กลุ่ม 5

ก่อนไปดูงาน ที่คณะเภสัชศาสตร์ได้รับประเมิน EDPEX ต่างจาก SAR แต่ EDPEX เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะบริหารจัดการนำไปสู่ความเป็นเลิศที่คณะกำหนดเอง เพียงแต่จะมี Guideline ระบุประเด็นที่ต้องกำหนด

จากรูปขนมครกที่อาจารย์หมอบรรยาย EDPEX มีประเด็นต่างๆที่เกี่ยวเนื่อง ดังนี้

1.การนำองค์กรซึ่งผู้นำต้องเขียน

2.การวางแผนกลยุทธ์

3.การดูแลลูกค้า

4.วิธีการประเมินสิ่งที่ทำ

5.การบริหารจัดการบุคลากร

6.ปฏิบัติการให้ได้ตามแผน

7.Result ต้องตั้ง KPI ขึ้นมา

ตอนที่ไปฟังบรรยายสรุปที่กฟผ. ก็มองผ่าน EDPEX เห็นว่า กฟผ.ผ่าน EDPEX 200 ไปเรียบร้อยแล้วน่าจะได้ TQC แล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ คุณสาธิต ครองสัตย์กล่าวถึงการวางกลยุทธ์ขององค์กร

อีกประเด็นที่ชัดเจนมากคือการพัฒนาบุคลากร เพราะเป็นหมวดที่ทำยากเวลาที่มีการประเมิน และก็จะทำได้ไม่ค่อยดี กฟผ.แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความมุ่งมั่นจริงจัง

จากเอกสารบรรยายกฟผ. เกี่ยวกับเรื่อง HRD และ HRM กฟผ.เริ่มตั้งแต่การรับบุคลากร โดยเลือกบุคลากรจะต้องเข้ากับบริบทองค์กร ต่อมามีกระบวนการในการปรับ Mindset ของคนที่เข้ามาทำงานให้เข้ากับองค์กร กฟผ.ก็มีวิธีการที่ชัดเจน สิ่งที่น่าจะมาเป็นแบบอย่างได้คือ IDP เป็นการพัฒนาบุคลากรรายคน โดยหัวหน้าอาจคุยกับพนักงาน ผู้นำต้องฟังมาก ประเมินและพัฒนาเพื่อเติมเต็มช่องว่าง มอ.ก็กำลังทำ เคยมีการเปิดใจหารือกันบ้างหรือไม่

ประทับใจการพัฒนา On-the-job Training 70: Coaching 20 (สร้างความยั่งยืนขององค์กรโดยใช้ระบบ coaching): Training 10

กฟผ.ยังเน้นการสร้างจิตสำนึกธรรมาภิบาล มีการกำกับดูแล ให้คุณและโทษ

Networking กฟผ.ยังมีปัญหากับชุมชนและนักวิชาการบางส่วน และกำลังหาวิธีแก้ไขอยู่

ในการที่ทั้งกฟผ.และมจธ.จะปรับตัวเอาชนะในอนาคต มีคำตอบอยู่ที่คน

เมื่อกฟผ.เชื่อเรื่องคน จึงสร้างคน คัดเลือกคน ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรให้คนต้องทำงานให้สำเร็จ ตรงกับทฤษฎีของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์คือเอาชนะอุปสรรค

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร มองว่าหัวใจสำคัญของมจธ.ในการขับเคลื่อนเรื่องคนคือการทำ S-curve ให้มาก หมายถึง เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ เน้น Head, Heart, Hand สิ่งที่ยากที่สุดคือ หัว (Head) จะเปลี่ยน Head และ Heart เป็นเรื่องยาก แต่มจธ.ก็ทำ ต้องมี Strategic Communication และต้องทำให้คนคิดร่วมกัน คิดถึงองค์กรเป็นหลัก และสิ่งสำคัญคือ คนในองค์กรต้องคิดข้ามวัฒนธรรมเดิมให้ได้ ก็จะขับเคลื่อนองค์กรไปได้

กลุ่ม 1

ขอนำเสนอเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ความรู้จากการศึกษาดูงานกับมอ. ดังนี้

กฟผ.มีวิสัยทัศน์ชัดเจนคือ จะอยู่ใน 25 อันดับแรกของโลก ดังนั้นมอ.ควรกำหนดวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนและจดจำง่าย

กฟผ. Engage พนักงานด้วยวัฒนธรรม เพื่อแสวงหาความเป็นเลิศและมีคุณธรรม อุทิศตนให้กับองค์กร แสดงถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจนของกฟผ.

กลุ่ม 3

การบริหารองค์กรกฟผ.กับมอ.แตกต่างกัน กฟผ.ยังมี Core Competency ที่ชัดเจน คือทำให้กฟผ.เป็นหนึ่งในด้านบริการไฟฟ้า

ระบบการรับคนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสร้างความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัย และมอ.ควรนำมาระบบการรับคนใช้รับคนคุณภาพ

ปัจจัยสำคัญในการประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาคน คือ ผู้บริหารสนับสนุนและลงมาดูแลอย่างจริงจัง

การศึกษาดูงาน ณ โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์

กลุ่ม 5

Networking ของโรงพยาบาลศิริราชดี เริมจากการมีความคิดชัดแล้วไปปรึกษา ถือเป็น Networking แบบหนึ่ง เลือก Networking ที่ดี เป็นระบบ win-win ทั้งโรงพยาบาลศิริราชและ MK ก็ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย การไปดูงานครั้งนี้ทำให้ชื่นชม MK มากขึ้น MK ไปเปิดในโรงพยาบาลแล้วให้ผลกำไรกับโรงพยาบาลด้วย นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถไม่ได้มองว่า โรงพยาบาลศิริราชเป็นคู่แข่งของโรงพยาบาลกรุงเทพ เพียงแต่นำข้อดีของเอกชนมาประยุกต์ใช้

โรงพยาบาลศิริราชมีการวางแผนชัดเจน มีเป้าหมาย และลำดับขั้นตอน อีกสิ่งที่สังเกตเห็นคือ

มีการทำ Champion โดยเริ่มที่เน้นโรคหัวใจซึ่งเป็นสาขาที่ชำนาญก่อน แล้วตอนนี้ทำได้ครบวงจรแล้ว

การประยุกต์ใช้กับมอ. มีดังนี้

1.วางรากฐานต้องให้แน่นหนาก่อน แล้วดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป

2.กลับมาดูบริบทมอ.ว่า มีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอะไร

3.ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกรแนะนำว่า เมื่อวิเคราะห์องค์กรแล้วต้องกำหนดวิสัยทัศน์

4.วางยุทธศาสตร์ที่ระบุทิศทางขัดเจน

5.หา Flagship ให้เจอ เข้ากับเกณฑ์ 2R’s ของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์คือ Reality และ Relevance

6.ปรับโครงสร้างองค์กร ในอนาคต มอ.จะไปลดความไม่คล่องตัวได้หรือไม่ ควรมีการหารือร่วมกันระหว่างฝ่าย

7.บริหารงบประมาณ

8.ต้องเปลี่ยน Mindset จากระบบราชการไปสู่ระบบใหม่

9.สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน

10.พัฒนาคนให้ตรงกับยุทธศาสตร์

11.ระบบประเมินต้องโปร่งใส ทุกคนยอมรับได้และมีประโยชน์

12.มีธรรมาภิบาล

13.ค้นหาสมรรถนะที่จำเป็นเพื่อบริหารความเสี่ยงในอนาคต

14.ใช้ 3V’s: Value Added, Value Creation และ Value Diversity

กลุ่ม 1

ขอนำเสนอเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ความรู้จากการศึกษาดูงานกับมอ. ดังนี้

1.เปลี่ยนวัฒนธรรมจากรัฐไปเอกชน ต้องสื่อสารให้คนในองค์กรเข้าใจก่อน เช่น Mobility ระหว่างเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ดีมาก

2.ปรับทัศนคติพนักงานให้ทราบประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง

พลังของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ กับการพัฒนามหาวิทยาลัยฯ

กลุ่ม 2 นำเสนอโดย รศ. ดร. วิชัย กาญจนสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร กล่าวว่า ปี 2541 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พยายามจะออกนอกระบบ แต่อาจารย์สู้ทั้งภายในและภายนอก เลิกรองบประมาณจากรัฐ แต่ใช้สติปัญญาช่วยให้ได้มากที่สุดเชื่อในความดีของคน แล้วแปลงไปสู่แผนปฏิบัติการโดยมี Flagship ทุก 2-3 เดือน ใน Track ที่ 1 คือคณบดี

ถ้ามอ.มี Flagship และมาถึงช่วง Transition 3 ปี มอ.จะสามารถพัฒนาต่อไปได้ มจธ.ได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วมากและพิสูจน์ตัวเองให้เป็นแบบอย่างแก่มหาวิทยาลัยอื่น

ควรทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกับองค์กร และทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น การให้เงินเดือนของอาจารย์ถึง 2.6 เท่าของระบบราชการ เรื่องนี้เป็นจุดแข็งของมจธ.ที่ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจแล้ว สิ่งสำคัญคือให้ความสำคัญทุกคนที่ได้รับเงินเดือนสูงขึ้น และมีความสมเหตุสมผลในการขึ้นเงินเดือน

ควรเรียนรู้วิธีหาเงินแล้วดึงเข้ากองกลาง ทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ มหาวิทยาลัยก็จะมีพลังในการขับเคลื่อน เมื่อออกนอกระบบ ก็จะสามารถทำสิ่งต่างๆได้เต็มที่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบ

ขอแสดงความชื่นชมดร.กฤษณพงศ์ กีรติกรที่มีความจริงจังลงไปชี้แจงกับทุกฝ่ายเพื่อทำความเข้าใจ และพิสูจน์ด้วยความที่ตนเองตั้งมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต

มจธ.เป็นตัวอย่างที่ดีมากที่มอ.ควรเรียนรู้

อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ข้อมูลที่ดีแต่ค่อนข้างเน้นไปในลักษณะประนีประนอม

ขอแสดงความชื่นชมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในด้านการทำงานระดับนานาชาติ การใช้เทคนิคบริหารต่างๆเข้ามาช่วยบริหารการเปลี่ยนแปลง

กลุ่ม 1 นำเสนอโดย ผศ.ชิดชนก ราฮิมมูลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี

ตอนที่เริ่มมาบริหารคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี คณะมีจำนวนนักศึกษา 60% ของแผน จึงได้ถามว่า ทำไมเป็นอย่างนี้มา 4-5 ปี ทางคณะก็เคยมองว่าเป็นเรื่องปกติเพราะอยู่ในพื้นที่ความไม่สงบ ดังนั้นจึงได้ชี้แจงว่า ถ้าคิดแบบนี้ ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว จึงได้สำรวจ Perception ที่บุคคลภายนอกมีต่อคณะ ทำให้รอบถัดไป มีจำนวนนักศึกษาเกินแผน 128% พบว่า ปัจจัยความไม่สงบไม่ใช่ปัญหา ทำต่อไปในปีที่ 2 มีนักศึกษาเกินแผน 138% มีสัญญาณเตือนว่า อาจารย์ต้องทำแผนงบประมาณการเงินให้ได้ 70% ของนักศึกษา มีสัญญาณเตือนผู้บริหารว่า มีที่นั่งมากกว่าจำนวนนักศึกษาถึง 80 ที่นั่ง ใช้เวลา 10 วันสอบ Admission แล้ว

ใช้เทคโนโลยีดึงดูดนักศึกษา ทำให้ปีนี้ นักศึกษาของคณะมีจำนวน 158% ของแผน แสดงว่า ตอนนี้ทางคณะต่อสู้กับ 2 ปัจจัยคือ ปัจจัยความไม่สงบและปัจจัยจำนวนที่นั่งเกินจำนวนนักศึกษา เป็นการเอาชนะอุปสรรคด้วยการคิดแบบธุรกิจ สรุปแล้วปัจจัยความไม่สงบไม่ใช่ปัญหา ถ้าตั้งใจจะต่อสู้ ขอให้กำลังใจ ต้องมองปัญหาว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหา จะทำให้เดินหน้าต่อไปได้

ในเรื่องความเป็นนานาชาติ (World-class) ต้องไปกับโลกยุคใหม่ นักศึกษาของคณะไปต่างประเทศมากขึ้นเป็นหลักร้อยแล้วจากหลายปีที่ผ่านมา นอกจากเอเชียแล้ว ก็มีไปที่เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ทุกคณะในหาดใหญ่ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร กล่าวว่า ถ้า Leadership ใช่ มันก็ใช่ ทั้งระบบไป การที่ขับเคลื่อนทั้งระบบ

อาจจะมีคนต่อต้าน เพราะถือเป็นภาระหนักและลำบากกว่าเดิม แต่ก็ต้องฝ่าฟันจนสำเร็จ

ดังนั้นจึงเป็นธรรมชาติของคณะที่พร้อมจะสู้กับปัญหาทุกอย่าง และก็ตั้งเป้า แล้วก็จะไปถึงเป้า การออกนอกระบบต้องใช้มิติทางความคิดอย่างนี้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีได้รับความรู้มาก

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกรออกมาปะทะความจริง ทำงานเพื่อสังคม จึงเป็นคนที่มีประสบการณ์ทั้งในแนวลึกและกว้าง มอ.ควรนำมาเป็นต้นแบบ แต่ต้องค้นหาว่ามอ.มีบุคลากรแบบนี้หรือไม่

ชอบที่อาจารย์ชิดชนกนำเสนอ คนมักมองว่ามีปัญหามาก แต่ไม่ค่อยจะมองทางแก้ปัญหา ถ้ามองทางแก้จะมีทางเป็นไปได้

Peter Drucker สอนว่า ผู้นำต้องทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพ อย่าประชุมบ่อยเกินไปเพราะการประชุมบางครั้งก็เป็นแหล่งรวมของปัญหา

ในการเอาชนะปัญหา อยู่ที่จังหวะเวลาและการผนึกกำลังร่วมกัน โอกาสต่างๆมาแล้วก็ไป

มอ.ควรทำงานร่วมกับกฟผ.มากขึ้น เช่น ทำวิจัยร่วมกัน มอ.มีความสามารถบริหารความสัมพันธ์กับชุมชนที่กฟผ.ต้องการ กฟผ.ต้องเผชิญปัญหามากกว่ามอ.ในอนาคต ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มไม่ได้ จะทำให้เสียสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไป ทำให้มีปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ทุกกลุ่มจับประเด็นได้ดีมาก และก็มีบางประเด็นที่เพิ่มเติมขึ้นจากเดิม มีผู้นำเสนอท่านหนึ่งที่เสนอให้เน้นรากฐานของมอ.ให้ดี แม้ไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ แต่บุคคลภายในมอ.ก็ทราบกันดี ผู้นำเสนอท่านหนึ่งที่กล่าวถึง Ranking และได้กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของมอ.ยังไม่ชัดเจน

ขอให้นำประเด็นต่างๆ มาทำเป็นหนังสือ ควรจะคัดเลือกวิชาที่มอ.มีความโดดเด่นที่สุดออกมา 5 วิชา หรือจุดเด่นด้านอื่นๆที่ทำให้ลดช่องว่างระหว่างมอ.กับ International Benchmark จะทำให้การที่มอ.จะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ก็ยังตอบโจทย์ S-curve ได้อยู่ ควรจะแบ่ง S ตัวเล็กๆไปทำคนละคณะแล้วพิจารณาว่าสิ่งใดมีความโดดเด่นและตอบโจทย์แนวโน้มของโลกแล้ว ควรพิจารณาว่า สามารถจะนำงานวิจัยอะไรมาพัฒนาต่อได้

สิ่งสำคัญคืองานสื่อสารองค์กรที่มีความลึกซึ้งกว่างานประชาสัมพันธ์ ถ้าทำได้ ก็มีนักศึกษามาสมัครเรียนเอง

รศ.ดร. วิโรจน์ ยูรวงศ์ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร และประธานรุ่น

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกรสอนว่า ตัดสินใจอย่างไรก็ได้แต่ต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

มจธ.มีวัฒนธรรมการทำงานใกล้เคียงกับเอกชนมานานแล้ว บัณฑิตมจธ.ทำงานแบบรู้จริง มจธ.มีผู้นำที่ต่อเนื่อง สมัยที่เรียน มีรศ.ดร.หริส สูตะบุตร ตามด้วยดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร และรศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้นำมจธ.มีความชัดเจนมากในช่วงเปลี่ยนผ่าน คนที่มจธ.มีวิญญาณความเป็นวิศวกรสูงมากคืออยากสร้าง มจธ.ทำงานใกล้ชิดกับองค์กรเอกชนมานาน ตอนที่อยู่ที่มจธ. ต้องไปทำงานที่บริษัทจริงแล้วกลับมานำเสนอ

กลุ่ม 2

มอ.มีจุดอ่อนในการคัดคน แต่สิ่งแรกกฟผ.ใช้คัดเลือกคนคือพิจารณาว่าผู้สมัครมีทิศทางเดียวกันกับองค์กรหรือไม่ มอ.แต่ละคณะหรือฝ่ายก็แยกกันคัดเลือกคน ก็ใช้แนวทางที่ต่างกัน อาจจะไม่ใช่ PSU Way ทางด้านการคัดเลือกคนของมอ.ต้องมีการปรับปรุง

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ ทำให้ทราบว่า พยาบาลของโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ได้เงินน้อยกว่าพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สามารถจะทำแบบนี้ได้

จากที่อาจารย์ชิดชนกนำเสนอ ทำให้นำสามารถจะนำความรู้จากโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์มาประยุกต์ใช้ได้ คือ ทำ 2 ระบบในมหาวิทยาลัยเดียวกัน มอ.ไม่ควรกำหนดว่าแต่ละคณะต้องทำอะไร แต่ควรจะให้แต่ละคณะทำได้โดยอิสระตามความเหมาะสม มอ.ควรจะมีวิธีติดตามผลให้เข้ามาสู่ส่วนกลางได้

รศ. ดร. วิชัย กาญจนสุวรรณ

ไม่ค่อยสบายใจเรื่องกฟผ. แม้ว่ากฟผ.จะคัดเลือกคนเก่งเข้ามาทำงานแล้วให้เงินเดือนสูง แต่บางอย่างมีผลกระทบต่อสังคม เช่น เรื่องพลังงานที่แนวโน้มไปทางพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว แต่กฟผ.ไม่ค่อยยอมปรับตัว ยังใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า

ในความเห็นส่วนตัว กฟผ.เป็นธุรกิจ Multinational Corporation แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินมั่นคง และกำลังจะเป็นธุรกิจที่ไม่มีใครยอมทำ ประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติ คนในองค์กรต้องมีประสิทธิภาพ บริหารองค์กรดีขึ้น แต่ในเรื่องสังคม กฟผ.ยังไม่มองพลังงานทางเลือกอื่น สังคมกำลังปฏิเสธโรงไฟฟ้าถ่านหิน

อาจารย์จีระเคยแนะนำให้กฟผ.ควรปรับตัวไปใช้พลังงานรูปอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาวหรือไม่

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายไม่ให้กฟผ.ผูกขาด จึงให้เอกชนมามีส่วนร่วมดำเนินการ ยุคทักษิณ มอบให้ Gulf Electric ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติเซ็นสัญญาไป 5,000 MW มีกำลังผลิตรวมตอนนี้อยู่ 30,000 กว่า MW กระทรวงพลังงานให้กฟผ.ทำเรื่องยากคือถ่านหิน ในความเป็นจริงแล้ว กฟผ.ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะกฟผ.ผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติอยู่แล้วเพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าถ่านหิน การผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินจึงไม่ใช่ความต้องการของกฟผ. ก็ยังมีอยู่ ข้อเสียของกฟผ.คือการเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ไม่เก่งเรื่อง Renewable Energy ถ้าทำ Biomass, Biogas และSolar ก็ทำได้แต่เป็นแบบกำลังการผลิตน้อย ปัจจุบันนี้กฟผ.เสียเปรียบเพราะ Paris Accord ที่มีการลงนามให้ลดคาร์บอน ประเทศไทยถ้ารวมโรงไฟฟ้าแม่เมาะใช้ถ่านหินแค่ 15% ของสัดส่วนการใช้พลังงานทั้งหมด ในเรื่องถ่านหิน ภาคใต้มีจุดอันตรายคือ มีโรงไฟฟ้าไม่พอ

ถ้าพาดสายส่งจากภาคกลางมาภาคใต้ ก็พังที่สมุย ไฟดับ 24 ชั่วโมง

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

บทบาทที่กฟผ.ได้รับคือความมั่นคงทางพลังงาน รวมอุตสาหกรรมและทุกอย่าง ตอนนี้ประเทศไทยใช้จ่ายเงินมาก เช่น โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรคสำหรับคนไทย แรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในประเทศไทยก็เข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคมแต่จ่ายเงินน้อยกว่า อุตสาหกรรมยังหารายได้ให้ประเทศ จึงยังพอมีเงินใช้จ่าย ประเทศไทยต้องการสิ่งแวดล้อมที่ดีแต่ก็ห้ามทำอุตสาหกรรมไม่ได้ ค่าไฟฟ้าไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ แต่ถ้าใช้พลังงานหมุนเวียน ยังต้นทุนสูง จะเพิ่มภาระให้ผู้ใช้ไฟ

รศ.ดร. วิโรจน์ ยูรวงศ์ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร และประธานรุ่น

กฟผ.มีความท้าทายมากกว่ามอ. กฟผ.ต้องวิจัยนวัตกรรม ถ้าไม่ทันก็ต้องซื้อโซล่าเซลล์จากต่างประเทศ

จากการศึกษาดูงาน ทำให้พบทางออกมากมาย น่าจะเป็นอนาคตที่สดใสสำหรับมอ.ได้

ในเรื่องหาทุน มจธ. เก็บค่าบริการวิชาการมาก แต่มอ.ยังมีระบบไม่ดี หลายคณะก็ยังมีการแอบรับงานนอกมหาวิทยาลัย ต้องมีกฎระเบียบการเก็บค่าบริการวิชาการ

ควรสร้างนวัตกรรมหารายได้โดยตอบโจทย์พื้นที่ได้ด้วย

ควร Networking กับกฟผ. เพราะกฟผ.มีงบมาก คนในมหาวิทยาลัยไปทำวิจัยพลังงานมาก ปัญหาคือได้งบน้อยแค่จากกระทรวงพลังงาน ทำให้ทำงานต่อเนื่องได้ยาก

การศึกษาดูงาน ณ บัลวี

กลุ่ม 3

เรื่องคนสำคัญที่สุด

นพ.สมเกียรติ อัครศรีประไพนำเสนอสิ่งที่ทุกคนรู้ มีลีลาการนำเสนอแบบสบายๆ ให้ยึดหลัก 3 อย่างคือ กาย ใจ อาหาร เป็นหลักสุขภาพดี ในการดูงานครั้งนั้น เป็นการถาม-ตอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เรื่องอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต้องรับประทานให้ครบ 5 หมู่ เน้นมื้อเช้าให้มากและมื้อเที่ยงรองลงไป สำหรับมื้อเย็น ไม่ควรรับประทานอาหารมากหลัง 18.00 น.

เรื่องใจเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่าเครียดเพราะจะมีผลต่อการทำงาน หลัง 22.00 น. ควรนอนได้แล้ว เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่ควรนอนดึก

เรื่องการออกกำลังกาย มีการแนะนำแอโรบิกในน้ำ ทำแล้วไม่เหนื่อย ตัวเบาเพราะมีน้ำรองรับ

สมัยก่อน คนไทยกินแบบไทยจึงไม่มีโรค แต่ต่อมากินแบบฝรั่งก็มีโรคแบบฝรั่ง ควรจะกลับไปกินแบบไทยเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง

ที่บัลวีมีการอบ ทำให้ขยายเส้นเลือด แต่รู้สึกสบายขึ้น

รศ.ดร. วิโรจน์ ยูรวงศ์ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร และประธานรุ่น

เป็นช่วงที่ถอดประสบการณ์ ความรู้และสิ่งต่างๆที่ได้รับ

เมื่อไปเรียนรู้แล้ว ต้องกลับมาดูตั้งแต่วิสัยทัศน์มอ. S-curve เข้ามาก็สร้างระบบการทำงานให้มอ.ได้เป็นอย่างดี จะตอบโจทย์ S-curve ก็ต้องมีการทบทวนทั้งหมด วิสัยทัศน์มอ.ต้องมีความชัดเจนมากขึ้น

เรื่องคน ปัจจัยความสำเร็จก็มีความเห็นตรงกันว่า ตั้งแต่แรกเข้ามาก็ต้องคัดเลือกอย่างดี และต้องมีการฝึกอบรมตลอดการทำงาน ในเรื่องการสร้างผู้นำ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มอ.ที่มีการสร้างผู้นำ

เรื่องการหารายได้ (Raise fund) โรงพยาบาลศิริราชคิดนอกกรอบ มีรายจ่ายมากที่โรงพยาบาลศิริราช ทำให้ต้องตั้งโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เปลี่ยน Mindset การทำงานใหม่ทั้งหมดเป็น Social Enterprise วิธีการหารายได้น่าสนใจ มอ.มีศักยภาพด้านนี้มาก ก็คงมีโอกาสคิดนอกกรอบและหารายได้เข้ามาได้

สิ่งที่ได้เรียนรู้น่าจะนำมาปรับใช้กับการทำงานของมอ.ได้ บางแห่งก็มีอุปสรรค แล้วก็คิดหาวิธีเอาชนะอุปสรรค มอ.มีตัวอย่างที่ดีมากจากคณะรัฐศาสตร์ที่สามารถเอาชนะอุปสรรคได้

จากการศึกษาดูงานได้แนวคิดผู้บริหารชั้นยอดของประเทศไทย เช่น ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ส่วนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ใช้โอกาสของการออกนอกระบบได้มาก โดยเฉพาะงานวิเทศสัมพันธ์ก็มีการคิดนอกกรอบ มีกระบวนการได้จาก 12 Sectors เหลือ 1 Sector ถือเป็นตัวอย่าง ถ้ามอ.ไม่ทำ ก็จะตกขบวน การยุบภาควิชาอาจจะไม่พอ อาจจะต้องยุบคณะ

ขอขอบคุณทุกท่าน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ก่อนอื่น ขอขอบคุณประธานรุ่น

หลักสูตรแบบนี้เป็นการสร้างผู้นำ เวลาที่ทำหลักสูตร ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ก็ได้เรียนไปด้วย ถ้ารุ่นนี้สนิทกัน ไว้ใจกัน ก็จะไปด้วยกันได้

ตอนที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีเครือข่ายภายนอกแล้วทำงานได้สำเร็จ ก่อนหน้านั้นก็ได้ผ่านความล้มเหลวมามากมาย

ขอให้สั่งสมประสบการณ์ไว้เพราะประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และเป็นสิ่งที่เกิดจากการปะทะกันบ่อยๆ ถ้ามีโครงการที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรือเรื่องคน ก็เป็นการเรียนรู้ทั้งนั้น

สิ่งสำคัญก็คือ ถ้าทำดี ก็มีลูกค้า

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2559

วิชา The Inner Voice of Leader

โดย อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด

ผู้ก่อตั้ง Jimi The Coach Company Limited Thailand Coaching Academy และ

Better You Company Limited

ถ้าวันไหนทราบว่าตนเองชอบทำอะไร ก็จะไม่รู้สึกว่าตนเองต้องทำงานตั้งแต่วันนั้น จะรู้สึกเหมือนมาเล่นแต่มีคนจ่ายเงินให้ด้วย

เมื่อจิตเบิกบานแล้วร่างกายจะสบาย ควรจะคุยกับร่างกายให้ดี ขอโทษร่างกายที่ทำให้เจ็บปวด และสัญญาว่าจะดูแลร่างกายอย่างดี ควรจะรักทุกอย่างที่ตนเองมี

คนที่มารับการโค้ชส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรักตัวเอง

คนสามารถกำกับความเครียดได้ ตอนที่เดินเข้าไปประชุม คนคิดว่าเป็นหน้าที่ เวลารายงานผล ถูก Criticize คนไม่ชอบถูก Criticize เพราะรู้สึกเหมือนถูกโจมตี สาเหตุเพราะเป็นนักเรียนทุน กลัวถูก Criticize จึงพัฒนาตนเองให้เก่ง โค้ชจึงแนะนำให้ใช้หลักธรรม จิตเห็นจิต เห็นความเครียดแล้ว จิตจะไม่ว่างที่จะเครียด

จากประสบการณ์ไปเรียน Coaching ที่เมลเบอร์น ก็ได้รับบทเรียนว่า ควรจะพอใจในสิ่งที่ตนได้รับ ตอนที่ไปเรียน ก็เป็นคนไทยคนแรกที่ไปเรียน มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นหน่วยงานช่วยคนตกงานมาเรียนเพื่อได้รับความรู้ไปให้คำแนะนำแก่คนที่มาปรึกษา ตนเองมักมีเพื่อนมาปรึกษาซึ่งเป็นคนมีความทุกข์ จึงไม่คิดว่าจะเก็บเงิน แต่อีกคนที่มาคุยด้วย เขาเป็นโค้ชที่เก็บเงินแล้วส่งเงินไปช่วยอินโดนีเซีย แสดงให้เห็นว่า มูลค่าเงินที่ผู้รับการโค้ชยอมจ่ายคือมูลค่าการโค้ชที่เขาเห็นว่ามีความสำคัญต่อชีวิต การเป็นโค้ชต้องไม่ทิ้งผู้รับการโค้ชและต้องส่งพลังไปให้ได้ โค้ชต้องทำให้คนที่ได้รับการโค้ชปลอดภัยและได้รับเกียรติ

กลับมาเมืองไทย ก็ไปเรียนคอร์ส Who am I ? กับบาทหลวงคาธอลิก เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทำให้ชีวิตเปลี่ยน มีความสุขขึ้น จากการที่ไปพุทธคยา ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธเจ้าว่าทรงทำงานตลอดชีวิต จึงจะไม่เกษียณ

Inner Voice เป็นเสียงจากข้างใน มักดังภายในสมองคน เวลาที่คนคิดก็จะมีเสียง เสียงของเราแผ่วลง เพราะมีเสียงข้างนอกจากสังคมที่ดังกว่า ผู้บริหารต้องเลือกตัดสินใจในสถานการณ์ที่ต่างกัน

ตำรวจกำลังมีปัญหาฆ่าตัวตายสูง เพราะประสบปัญหามากมายที่หาทางออกไม่ได้ ลาออกก็ไม่ได้ จะถูกตามฆ่าถ้ารู้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมแล้วไม่ยอมร่วมมือ ทำให้ทราบว่า คนฆ่าตัวตายเพราะ Hopeless, helpless and no choice

บทเรียนจากวีดิโอเรื่องคนทำหน้าที่เปิดปิดสะพานข้ามแม่น้ำที่มีรางรถไฟ วันหนึ่งรถไฟมาเร็วกว่ากำหนดซึ่งเป็นช่วงที่สะพานเปิดเพื่อให้เรือลอด ลูกที่มักนั่งดูรถไฟพยายามไปปิดสะพาน แต่ก็ตกลงไปในช่อง

1.เสียสละ 1 ชีวิตเพื่อช่วยคนอีกหลายคน คนทำหน้าที่เปิดปิดสะพานไปปิดสะพานให้รถไฟผ่านก่อนแล้วไปช่วยลูก เป็นการตัดสินใจตามสิ่งที่ให้คุณค่าแก่ชีวิต (Value)

2.คนมักโทษระบบเมื่อต้องตัดสินใจ

3.Inner Voice บอกว่า การตัดสินใจนั้นดีที่สุดเท่าที่มีทรัพยากรในขณะนั้น ถ้าทำแล้วผิดพลาด ก็ต้องรู้จักให้อภัยตนเอง

เนื้อหา (ต่อ)

Inner Voice หล่อหลอมให้คนเติบโตมา ในตัวมนุษย์มี

1.Being คือคุณสมบัติความเป็นคนซึ่งเป็นส่วนที่ดีที่มีมาแต่เกิด ต้องหาพื้นที่แสดงออกจะได้รู้จักตนเอง

2.Belief คือความเชื่อที่เป็นความจริงสำหรับแต่ละบุคคล แต่ไม่ควรเหมารวมทั้งหมดว่าคนกลุ่มนั้นจะเป็นเหมือนกันหมด

2.1 ความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง

2.2 ความเชื่อเกี่ยวกับคนอื่น

2.3 ความเชื่อเกี่ยวกับโลก

3.Value ถ้าคนไม่ได้ทำตาม Value ของตนจะทำให้อึดอัด แล้วแสดงออกเพื่อต่อต้าน

4.Need ความปรารถนา เช่น คนต้องการความมั่นคง ความหลากหลายตื่นเต้นในชีวิต ทำอาชีพใหม่ๆ ปัญหาคือพ่อแม่มีความเชื่อเดิมอยากให้เรียนเพื่อทำงานที่มีความมั่นคง แต่ลูกอยากเรียนคณะใหม่ๆ

คนต้องมี 6 core needs

4.1 ความแน่นอน/ความมั่นคง/ความสบาย(Certainty/Security/Comfort)

4.2 ความไม่แน่นอน/ความหลากหลาย/การผจญภัย (Uncertainty/Variety/Adventure)

4.3 การเชื่อมโยง &ความรัก (Connection & Love)

4.4 ความสำคัญ (Significance)

4.5 การเติบโต (Growth)

4.6 การอุทิศให้ (Contribution)

ถ้าขาดข้อใด ก็จะเกิดการเติมเต็มทันที

5.Fear ด้านอารมณ์

5.1 กลัวไม่ดีพอ

5.2 กลัวคนไม่รัก

5.3 กลัวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง

เมื่อคนมาสวมบทบาท ก็นำตัวตนมาใช้ด้วย ถ้าขัดแย้งกัน ก็จะเกิดอาการปลั๊กหลุด เช่น พักร้อนชั่วคราว ลาป่วยเพื่อหนีปัญหา

สิ่งที่ขับเคลื่อนพฤติกรรม

1.บุคลิก

2.ภาษา

3.เรื่องที่เล่าออกมา

เคยไปโค้ชลูกค้าบริษัทฝรั่งซึ่งเป็น Director 3 คน ทำให้ 1 ใน 3 คนนี้คือ CFO ลาออก เพราะเขาคิดว่าอยู่ไปก็เครียดเพราะต้องรับผิดชอบทั้ง HR และไอที 3 เดือนต่อมา CEO โทรมาขอบคุณที่ทำให้ได้คนใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาทำงาน

เราเห็นคนจากภายนอก แต่ข้างในหล่อหลอมมาจากชีวิต

ดร.มีไฮชิกเขียนหนังสือ Flow เกี่ยวกับการไหลของข้อมูลว่า ข้อมูลทั้งหมดรอบตัวเรามี 2 ล้านชิ้นใน 1 วินาที แต่ร่างกายมีการกรองทิ้งโดย filter ที่ทำหน้าที่

1.Delete ลบทิ้งโดยธรรมชาติ

2.Distort บิดเบือนให้เข้ากับความเชื่อของตนเอง บางคนมีความคิดสร้างสรรค์แต่ท้าทายนาย แต่เป็นเพราะหวังดีต่อองค์กร ทำงานในองค์กรอย่างไม่มีความสุข จึง Early Retire แล้วได้วิเคราะห์ Being ปัญหาคือ คนมักให้ Feedback ไม่เป็นแล้วทำให้คน Feedback ต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเป็น

3.Generalize เหมารวมว่ารู้แล้ว ช่วยทำให้ประมวลข้อมูลได้เร็ว แต่อาจจะไม่ถูกต้อง 100%

การทำ Bug You Exercise

ในแต่ละคุณสมบัติก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่น

คนที่ขี้โกงคิดว่า ตัวเองมีข้อดีคือ ฉลาด กล้า

ส่วนคนอื่นมองคนขี้โกงว่า ไม่มีคุณธรรม

คนขี้โกงก็มองคนอื่นที่ไม่โกงว่า โง่ อยากได้แต่ไม่กล้า

แต่ละคนมีคุณสมบัติที่ดีแต่ใช้ไม่ถูกทิศทาง

ควรจะเดินสายกลาง ให้อภัยคนที่เราเกลียด บางครั้งสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้มีคุณสมบัติดังกล่าว

แล้วสามารถอยู่รอดได้ การตำหนิลูกน้องบางครั้งจะทำให้สมองปิดแล้วทำงานต่อไม่ได้ เช่นตำหนิว่า โง่ ลูกน้องก็จะคิดว่าตนโง่แล้วจะทำงานต่อไม่ได้

Inner Voice บ่งบอกว่า สิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในขณะนั้น ควรทำให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องหวังว่าจะได้รับการยอมรับจากสังคม

วิธีค้นหา Inner Voice ที่แท้จริง เช่น อ่านพระคัมภีร์แล้วจะพบ Inner Voice ที่ไม่คาดคิด ถ้ามีความคิดที่ดีจะพบคนที่ดี พลังที่ส่งออกไปแบบใดจะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นที่คล้ายกันเข้ามา

เคยไปโค้ชนายธนาคารซึ่งมีใบหน้าคล้ำ ที่ปวดท้องและร้องไห้บ่อย พบว่า เป็นเพราะคิดถึงพ่อ ตอนที่ทำงานใหม่ๆ เพื่อนชวนไปหัวหิน เมื่อไปถึงแล้ว มีคนโทรศัพท์มาบอกว่าพ่อตาย จึงลงโทษตนเอง อยากบอกพ่อว่า ไม่ได้ต้องการทิ้งพ่อไป พ่อบอกว่า พ่อไม่ได้ตั้งใจที่จะทิ้งลูกไป และบอกให้กลับไปทำงาน นายธนาคารคนนี้จึงไม่ปวดท้อง

มีผู้รับการโค้ชคนหนึ่ง เคยเป็นเด็กเกเร โตขึ้นทำงานมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ตอนนี้แม่ตายแล้ว จึงไม่มีที่ปรึกษา

มีคนที่เข้าประชุมแล้วเครียด เพราะมองการประชุมเป็นแหล่งรวมปัญหา จึงได้แนะนำให้มองการประชุมเป็นแหล่งแสดงความสามารถเพื่อคัดเลือก Successor เพราะฉะนั้นไม่ควรมองการประชุมเป็นลบ

นอกจากนี้มี Filter อื่น

1.Energy พลังงานที่ส่งออกมา

2.Language ภาษา ถ้าภาษารุนแรง บางคนไม่ชอบก็ไม่รับฟัง

3.Memories

4.Decisions

5.Meta program บางคนคิดไม่เหมือนคนอื่นเพราะสภาพแวดล้อม บางครั้งต้องการให้ตนเองมีความสำคัญ

6.Values&Beliefs คนที่ไม่ชอบคนแต่งตัวไม่ถูกกาละเทศะและของปลอมเป็นเพราะตอนเด็กไม่ชอบแม่เลี้ยงเพราะไม่ใช่แม่แท้ๆ แสดงว่าชีวิตวัยเด็กมีอิทธิพลต่อชีวิต

7.Attitudes

เมื่อรับข้อมูลเข้ามาก็สร้างเป็นเรื่องราวส่วนบุคคล (Internal Representation) กลายเป็น Inner Voice กลายเป็น State ถ้าร่างกายมีสภาพเป็นบวก State ก็จะดีขึ้น

หลังจากนั้น ก็จะแสดงพฤติกรรมออกมา ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เห็น ไม่ควรจะใช้พฤติกรรมตัดสินคน

การโค้ชคือถามให้คนค้นหาคำตอบเอง ลูกเคยเบื่อไม่อยากทำงาน อยากเรียนต่อแฟชั่นดีไซน์เนอร์ จึงให้ไปเรียนหลักสูตร Personal Life Breakthrough ที่กาญจนบุรี สิ่งที่ลูกอยากทำคือขี่จักรยาน เพราะตอนเด็กเคยขี่จักรยานแล้วแต่ทำไม่ได้แล้วพ่อเลี้ยงบอกว่า ลูกอาจจะทำไม่ได้ เมื่อจบหลักสูตรแล้ว ก็ขี่จักรยานได้แล้ว แล้วลูกก็ลงทะเบียนเรียนแฟชั่นดีไซน์เนอร์ด้วยเงินเก็บส่วนตัวแล้วมาแจ้งให้ทราบ เมื่อเรียนจบ ก็มาทำธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าของตนผ่านเว็บไซต์

เคยไปเรียน 7-habits เพื่อเป็น certified trainer ทางหลักสูตรสอนให้กล้าที่จะเล่าเรื่องตนเอง มิฉะนั้นจะไม่สามารถสอนคนอื่นได้ ก่อนที่จะเล่าเรื่องตนเองได้ Inner Voice ต้องเข้มแข็งก่อน บางเรื่องที่มีความทุกข์ก็สามารถมองด้านที่ไม่เป็นทุกข์ได้

การโค้ชบางเรื่องก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกราย เช่น คนที่ถูกองค์กรส่งมารับการโค้ชแต่เขาไม่อยากมารับการโค้ช ต้องดูเป้าหมายในการโค้ชด้วย

6 core needs

1.ความแน่นอน/ความมั่นคง/ความสบาย(Certainty/Security/Comfort) เช่น บางคนต้องการเงินเดือนตรงเวลาจึงไม่ยอมไปทำงานอาชีพอื่น

2.ความไม่แน่นอน/ความหลากหลาย/การผจญภัย (Uncertainty/Variety/Adventure) เช่น เปลี่ยนทรงผมเพราะต้องการความหลากหลาย

3.การเชื่อมโยง &ความรัก (Connection & Love) ถ้าทำมากเกินไป ก็ไม่มีตัวตน กลายเป็นคนไม่สำคัญ

4.ความสำคัญ (Significance) มีความเคารพตนเอง

5.การเติบโต (Growth) อาจหมายถึง spiritual growth

6.การอุทิศให้ (Contribution) บางคนมีครบทุกอย่าง ก็ยินดีทำประโยชน์ให้สังคม (Contribute)

ทุกขณะจิต มนุษย์ต้องการ 6 core needs ครบทั้งหมด

Values คนให้คุณค่าแตกต่างกัน เป็นปัจจัยให้คนตัดสินใจแตกต่างกัน

ธาตุแท้ มนุษย์ใช้สติปัญญาและความรู้สึก บางครั้งสภาพแวดล้อมทำให้ไม่สามารถใช้ธาตุแท้ที่มี

จากประสบการณ์ที่เคยโค้ชเม เอรียา บอกให้เมมองวังคิดว่าตนเองเป็นราชินีกอล์ฟ เวลาไปแข่ง ต้องคิดว่าตนเองใหญ่ที่สุด เม ก็แข่งได้ดีขึ้น เป็นเพราะเรื่องใจ

Belief เหตุการณ์เกิดในชีวิตเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล ทำให้เกิดเป็นความเชื่อ เคยมีคนที่รับการโค้ชที่มีพ่อแม่เลิกกันแล้วพ่อแต่งงานมีลูกใหม่ ทำให้เชื่อว่า ไม่มีใครรักจริง ตอนโตขึ้น ก็ไม่เปิดโอกาสให้ตนรักใคร โค้ชควรเข้าใจก่อนแล้วจึงแก้ปัญหาได้

ทุกอย่างเปลี่ยนได้ ยกเว้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องมีความหวังว่า ลูกน้องก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผู้นำต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน

ควรแผ่เมตตาให้เกิด Energy ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.มาร์แชล โกลสมิธ โค้ชอันดับหนึ่งของโลก เขียนหนังสือ What Got You Here Won't Get You There ต้องรู้จักเปลี่ยนแปลง ทำงานด้วยความขยัน (Functional Competency)ทำให้ตนได้เป็นผู้นำ แต่ควรเปลี่ยนเป็นใช้ Leadership Competency

กิจกรรม

คิดถึงเรื่องติดขัดในชีวิต มีอะไรบ้าง

คำตอบ

สนุกสนานเกินไปทำให้คนไม่เชื่อถือ

เนื้อหา (ต่อ)

จิตใต้สำนึกสั่งร่างกายได้ แสดงให้เห็นความเชื่อมีผลต่อร่างกาย

กรณีศึกษานิกผู้มีความละเอียดรอบคอบ ทำงานตู้เสบียงรถไฟ วันเกิดเจ้านายจึงอนุญาตให้กลับก่อนเวลา ก่อนกลับบ้านนิกจึงไปตรวจตู้เย็นเสบียงรถไฟ ประตูปิดแล้วเปิดออกไม่ได้ ถูกขังในตู้เย็น จึงทุบประตู 2 ชั่วโมงผ่านไปไม่มีใครมาช่วยจึงเขียนว่า หนาวจนแข็งตาย เพราะคิดว่าตัวเองจะหนาวตาย ปัญหาคือตู้เย็นไม่เสียบปลั๊ก จึงไม่น่าจะหนาวตาย ดังนั้นควรระวังความเชื่อ เพราะความเชื่อไม่ใช่ความจริง ควรจะเชื่อไปในทางบวก ควรจะมองในสิ่งที่มี ไม่ใช่มองสิ่งที่ขาดเพราะจะขาดสิ่งนั้นตลอดไป

จากประสบการณ์เคยมองว่าตนเองไม่ใช่ผู้นำ แต่โค้ชที่สอนที่ออสเตรเลียบอกว่า เป็นคนแรกที่ไปเรียนแล้วกลับไปเปิดโรงเรียนได้จึงถือว่าเป็นผู้นำ จากความเชื่อว่า ตนไม่เก่งภาษาอังกฤษ ต่อมาสามารถจัดการประชุมนานาชาติได้แล้ว

จากประสบการณ์ที่เข้าไปรับการอบรม Power Within จาก Antony Robins วันแรกมีกิจกรรมให้ลุยไฟ จึงเตรียมบัวหิมะและยาแก้ไฟไหม้น้ำร้อนลวก แสดงความเชื่อว่า จะไหม้แน่ หลักสูตรนี้สอนให้ตั้งเป้าหมาย และคิดว่าถ้าทำไม่ได้ จะเสียอะไร ถ้าได้ จะได้อะไร เกิดเป็น Pain and Pressure หลักการลุยไฟ ให้คิดว่าเป็นหญ้าเย็น มีหญ้าปลอมฉีดน้ำให้ย่ำก่อนเดินลุยไฟ ให้เดินช้า มีการจับคู่กัน คนหนึ่งลุยไฟ อีกคนให้กำลังใจว่าทำได้ แต่เดินลุยไฟด้วยวิธีนี้ เท้าไม่ไหม้ จากการเดิน 5 พันคน ไหม้ไม่กี่คน

จากประสบการณ์สามารถฟันไม้ขาดได้ด้วยความเชื่อว่าทำได้

น้องธัญญ์ที่ตกรางรถไฟแล้วขาขาด เมื่อทราบว่าตนขาขาด ก็คิดว่าตนยังเรียนหนังสือได้

กิจกรรม

คิดถึงเรื่องติดขัดในชีวิต มีอะไรบ้าง

คำตอบ

1.ไม่มีวินัย

2.ไม่ชอบตนเองในภาวะที่ไม่ Stable เช่น ไม่นิ่ง

3.ไม่เด็ดขาดในบางเรื่อง

4.กลัวไม่สมบูรณ์

5.ไม่กล้าตรวจรายการ

6.อยากปฏิเสธแต่ต้องรับมาทำ

7.ชอบ Slow life แต่ยังทำไม่ได้

8.มี checklist ที่ต้องทำมาก

9.นอนกรน

10.ไม่ชอบเดินทาง

11.กลัวตายก่อนลูกเรียนจบ

วีดิโอ ข้อจำกัดในชีวิต

บทเรียนที่ได้รับ

การโค้ชต้องเปิดโอกาสให้ตอบแบบไม่มีผิดและถูก ตั้งเป้าหมาย พิจารณาว่า ทำแล้วดีสำหรับตน คนอื่นและสังคมมวลรวมและศีลธรรมจรรยา ถ้าครบทั้งสามข้อ ก็สามารถทำได้ทันที

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy



ความเห็น (0)