ประวัติเมืองสงขลา (37) เหนียวหม้อแกงลิง

หม้อข้าวหม้อแกงลิงเคยมีมากในป่าภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา

เช้าวันอาทิตย์ ผมมีโอกาสไปเดินชมตลาดนัดหลังสถานีรถไฟสงขลาเก่าอีกครั้ง หลังจากไม่ได้แวะเสียนาน แม้ไม่ใช่ตลาดนัดใหญ่โตติดอันดับโลกอย่างตลาดนัดสวนจตุจักรที่กรุงเทพ แต่ก็เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสงขลาเป็นอย่างดี

เที่ยวตลาดนัดต้องมาแต่เช้า ๆ อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อน มิฉะนั้นจะเหนื่อยเสียก่อนที่จะเดินได้ทั่ว

เมื่อครั้งที่เทศบาลยังไม่สร้างอาคารพาณิชย์ขึ้นเต็มลานหลังสถานีรถไฟแห่งนี้ ตลาดจะกว้างโล่งอยู่ระหว่างทิวสน ได้บรรยากาศหัวเมืองปักษ์ใต้ชายทะเลเป็นอย่างยิ่ง ไม่แออัดเบียดเสียดกันอยู่บนทางเท้าริมถนนอย่างที่เป็นอยู่นี้

ฝากถึงนายกเทศมนตรีนครสงขลาท่านใหม่ ที่กำลังจะมารับหน้าที่ ช่วยคิดปรับปรุงตลาดนัดให้สบายกายสบายใจทั้งคนขายคนซื้อ แต่ต้องรักษาเสน่ห์แบบเก่า ๆ ไว้

ฝั่งด้านเหนือของตลาด ริมถนนปละท่า มีไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิดมาวางขายในราคาไม่แพง ถูกใจคนรักต้นไม้มาก โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ชาวบ้านชาวเมืองหันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อน

เดินดูต้นไม้ไปเรื่อย ๆ เห็นได้ถึงความนิยมต้นไม้ที่เป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งเหมือนกัน เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จำได้ว่าเคยมียุคทองของบอนสี ชวนชม โกสน โป๊ยเซียน ลั่นทมที่เปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดี รวมไปถึงว่านและไม้ใบที่ตั้งชื่อให้มีคำเป็นมงคลแก่ผู้ปลูก ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีเสน่ห์ อยู่เย็นเป็นสุข

วันนี้ได้เห็นไม้แปลกอย่างหนึ่งด้วย คือต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ปลูกอยู่ในกระถางพลาสติก แขวนไว้รอลูกค้ามาซื้อ

เคยเรียนตั้งแต่เด็ก ๆ ในวิชาชีววิทยาว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชจับแมลง ส่วนของใบจะเจริญยื่นออกไปแล้วพองออกเป็นกระเปาะเป็นที่มาของชื่อ แมลงจะเข้ามาพลัดตกลงไปที่ก้นหม้อที่มีน้ำเหนียว ๆ อยู่ เมื่อแมลงถูกย่อยสลายลงไปจะกลายเป็นอินทรียวัตถุ อาหารเสริมให้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงต่อไป

ฝรั่งเรียกพืชชนิดนี้ว่า Monkey Cup เพราะเชื่อว่าลิงเอาน้ำฝนที่ขังอยู่ในถ้วยไปดื่มประทังชีวิต แต่นักพฤกษศาสตร์ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงว่า เนเพนทีส (Nepenthes) เป็นภาษากรีก มาจากรากศัพท์เดิมแปลว่า ไม่โศกเศร้า เพราะรูปร่างกระเปาะเหมือนภาชนะใส่เหล้า อันเป็นเครื่องดับความทุกข์โศก

หม้อข้าวหม้อแกงลิงเคยมีมากในป่าภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ชอบอากาศร้อนชื้นแต่ไม่ชอบแดดจัด ในสวนยางพาราและเหมืองแร่ร้างก็พบได้ ปัจจุบันหายากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งชาวสวนยางรื้อต้นยางเก่าหมดอายุออกเพื่อปลูกใหม่ ก็มีคนเก็บเอาต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาใส่ถุงพลาสติกขาย ถุงละ 10 บาท

แต่แบบนี้ปลูกยาก โอกาสรอดมากน้อยขึ้นอยู่กับฝีมือ ทางที่ดีซื้อต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดหรือปักชำจนแข็งแรงแล้วมาจะดีกว่า จะได้ไม่ส่งเสริมให้มีการเก็บพืชอนุรักษ์ชนิดนี้จากป่าธรรมชาติอีกด้วย

ส่วนที่เรียกว่าหม้อ ชาวบ้านเอามาทำขนมได้ เก็บเอากระเปาะมาล้างให้สะอาด ไม่ให้มีซากแมลงข้างใน ใส่ข้าวเหนียวลงไป กรอกด้วยน้ำกะทิผสมเกลือ นำไปนึ่ง

ได้ขนมปักษ์ใต้ รสเค็มมันอร่อยคล้ายเหนียวหลาม แม่ค้าบอกชื่อขนมว่า เหนียวหม้อแกงลิง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกสองทะเล



ความเห็น (0)