เรียนเก่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ผมคิดว่าความสำเร็จในชีวิตของคนเรา ไม่ใช่อยู่ที่ผลการเรียน หรือการมีคุณวุฒิการศึกษาสูง เพียงอย่างเดียว ยังขึ้นกับการปลูกฝังอุปนิสัย หรือคุณลักษณะ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอดทนมานะพยายาม ดังกล่าวไว้โดยละเอียดในหนังสือ เลี้ยงให้รุ่ง และในบันทึกเรื่อง Executive Function นอกจากนั้น ยังขึ้นกับการเรียนรู้จากชีวิตจริง นำมาใช้พัฒนาตนเอง


คำถามและคำตอบใน Quora เรื่อง Is anyone out there who had been a bright student at school/college but then tended to have a moderate career now?ได้คำตอบคือ มีมากมาย ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย คนหนึ่งตอบว่า ตนเองเป็นคนกล่าวสุนทรพจน์ตอนพิธีรับปริญญา เวลานี้ทำหน้าที่คนรับใช้

ที่จริงคนถามเอง ได้ให้คำตอบหรือคำอธิบายแล้วในตัว ว่าตนเองมีปัญหาในเรื่องสุขภาพ ครอบครัว การเมืองในที่ทำงาน ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง ฯลฯ เป็นอุปสรรคต่องานดีๆ จึงเลือกทำหน้าที่คนรับใช้ ซึ่งให้ความสบายใจกว่า

คนตอบที่มีคนอ่านมากที่สุด (ชื่อ Bing Sanchez สงสัยเป็นคนฟิลิปปินส์) บอกว่าตนเองเรียนเก่งตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษา ประสบความสำเร็จในการเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ ถึงขนาดได้รับเลือกเป็น ตัวแทนบัณฑิต กล่าวสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาบัตรและได้งานตั้งแต่ยังเรียนระดับปริญญาตรี อายุ ๒๐ ปีและต่อมาเรียน ปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยได้รับทุนสนับสนุน จากหน่วยงาน ตนเองไม่มีพ่อแม่ แต่ได้รับทุนเล่าเรียนดีมาตลอด

การได้งาน (ในหน่วยงานของรัฐ) เป็นไปตามความสามารถ ไม่มีเส้นอย่างที่คนทั่วไปใช้ แต่เมื่อเข้าไป ทำงานก็เกิดความเบื่อหน่ายในความฉ้อฉลและมีความขัดแย้งกับหัวหน้า รวมทั้งไม่ชอบงาน และที่ไปเรียนต่อ ปริญญาโท ก็ไม่ชอบสาขานั้น ไปเรียนเพราะมีทุนสนับสนุน

ในที่สุดก็ลาออก ไปทำงานเอกชน เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย เงินดี แต่ไม่ชอบงาน จึงไปสมัครเป็น เจ้าหน้าที่ขององค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกรไร่ยาสูบ ทั้งๆ ที่ตนเป็นนักต่อต้านบุหรี่ ต่อมาหัวหน้าใน องค์กรรัฐที่ตนทำงานแห่งแรกมาชวนให้กลับไป โดยเสนอตำแหน่งในระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการ เมื่อกลับไป ก็พบความฉ้อฉลยิ่งกว่าเดิม และขัดแย้งกับหัวหน้ารุนแรง จนต้องลาออกและเดินทางไปทำงานใน ต่างประเทศ ในยุโรป โดยได้งานเป็นคนรับใช้ และคิดว่าจะเป็นงานชั่วคราว แต่นี่ก็ทำมา ๑๐ ปีแล้ว และกำลังจะได้งานใหม่

เธอให้เหตุผล ๕ ข้อ ที่ทำให้อยู่ในงานเป็นคนรับใช้ได้นานกว่างานอื่นๆ

  • ความรู้สึกว่าตนมีคุณค่า (a sense of purpose) เพราะอยู่กับครอบครัวหมอ รู้สึกว่างาน ที่ตนทำมีคุณค่าต่อคนในครอบครัวของนายจ้าง ในขณะที่ตอนทำงานอื่นๆ ที่ผ่านมา ไม่รู้สึกว่ามีคุณค่าเลย
  • ได้รับประสบการณ์ อยู่ในต่างประเทศได้เรียนภาษา และวัฒนธรรม
  • ได้ความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน (humility) สมัยอยู่ในประเทศของตนมีแต่คนป้อยอ ทำให้อัตตาสูง คิดว่าตนเหนือคนอื่น ไปอยู่ต่างประเทศเพื่อนร่วมชาติร้อยละ ๙๙ ไปทำงานแบบเดียวกัน ทำให้รู้สึกเท่าเทียมกัน
  • ได้เรียนรู้เจตคติเชิงบวก คือมีงานที่ตอนแรกตนไม่ชอบ แต่ต่อมากลับเห็นประโยชน์ อ่านรายละเอียดเองนะครับ
  • มีโอกาสได้เดินทางเห็นโลกกว้าง เพราะในยุโรปการเดินทางสะดวก และการจ้างงานก็มีกฎให้มีวันหยุด รวมทั้งการต้องรับใช้นายบนเรือยอชท์ในฤดูร้อน ๑ เดือน ได้เที่ยวมากมาย

Bing Sanchez บอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนคือความสุขความพอใจ อย่าไปเน้นเปรียบเทียบ กับคนอื่น ให้ใช้ประสบการณ์ชีวิตสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ตนเอง เพื่อชีวิตอนาคต อย่ามัวหมกมุ่น อยู่กับความล้มเหลวของตนเอง

เธอเองก็กำลังจะเปลี่ยนสถานะจากคนรับใช้ ไปเป็นหุ้นส่วนธุรกิจของหมอที่เป็นายจ้าง ในงาน career counseling เข้าใจว่านายจ้างคงจะเห็นแววบางอย่างของเธอ

มีคนมาตอบอีกมาก อ่านเอาเองนะครับ โดยที่คำตอบค่อนไปทางเดียวกันหมดคือ งานที่ทำไม่สมกับ ประวัติเรียนเก่ง แต่เป็นงานที่เหมาะกับบริบทของตน และตนพอใจ แต่ผมมีคำตอบที่แตกต่าง

ผมคิดว่าความสำเร็จในชีวิตของคนเรา ไม่ใช่อยู่ที่ผลการเรียน หรือการมีคุณวุฒิการศึกษาสูง เพียงอย่างเดียว ยังขึ้นกับการปลูกฝังอุปนิสัย หรือคุณลักษณะ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอดทนมานะพยายาม ดังกล่าวไว้โดยละเอียดในหนังสือ เลี้ยงให้รุ่ง และในบันทึกเรื่อง Executive Function นอกจากนั้น ยังขึ้นกับการเรียนรู้จากชีวิตจริง นำมาใช้พัฒนาตนเอง



วิจารณ์ พานิช

๒๕ เมษายน ๒๕๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

คนเรียนเก่งแต่ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่าที่เคยเห็นคือ เป็นคนที่ไม่มี EQ ค่ะ ไม่อดทน ไม่สู้งาน ไม่เอาเพื่อน ไม่มีทักษะชีวิตค่ะ