กาญจนา นักศึกษาไร้สัญชาติ ย่อมมีสิทธิฝึกงานในประเทศไทยหรือไม่ ? อย่างไร ?

Archanwell
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

กรณีศึกษานางสาวกาญจนา สวัสดี : สิทธิในการฝึกงานในประเทศไทยของนักศึกษาไร้สัญชาติในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘ ก)

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร[1]

บันทึกความเห็นทางกฎหมายเพื่อสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประชาชนเกี่ยวกับสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย โดยการสนับสนุนทุนการทำงานจากมูลนิธิฮันส์ ไซเดล แห่งประเทศเยอรมันนี

วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙

https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=10154136226698834

--------------------------

ความเป็นมาของเรื่อง[2]

------------------------

ท่านอาจารย์ มาลินี สมิท แห่ง สถานกงสุลนานาแลนด์ ประจำจังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์มาหารือข้อกฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิในการฝึกงานในประเทศไทยของนางสาวกาญจนา สวัสดี นักศึกษาไร้สัญชาติในคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘ ก) ทั้งนี้ เนื่องจากสถานกงสุลนานาแลนด์ประจำประเทศไทยประกาศรับนักศึกษาไทยเพื่อการฝึกงาน และนางสาวกาญจนาก็ได้สมัครเข้ามาในโครงการนี้ ซึ่งลักษณะโครงการเป็นเรื่องของการเพิ่มศักยภาพทางการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทย มิใช่กรณีของการจ้างแรงงาน การฝึกงานไม่มีค่าตอบแทน และมีระยะเวลาเพียง ๒ เดือน

คำถามที่ชัดเจน ก็คือ นางสาวกาญจนาจะต้องมีใบอนุญาตทำงานในการฝึกงานในลักษณะนี้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?

--------------------------

ความเห็นทางกฎหมาย

------------------------

เพื่อการให้ความเห็นทางกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการฝึกงานของนางสาวกาญจนา สวัสดี นักศึกษาไร้สัญชาติในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร.๓๘ ก) ของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั้น ผู้บันทึกมีความเห็นทางกฎหมายต่อปัญหาข้างต้น ดังนี้

ในประการแรก รัฐไทยก็คงมีภารกิจตามกฎหมายระหว่างประเทศในลักษณะเดียวกับนานาแลนด์ ซึ่งจะต้องยอมรับรองสิทธิทางการศึกษาของมนุษย์โดยไม่มีเงื่อนไข ดังที่กล่าวกันทั่วไปว่า Education For All ซึ่งหลักกฎหมายระหว่างประเทศนี้ปรากฏการรับรองอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในปฏิญญาและอนุสัญญาที่ผูกพันรัฐไทยและนานาแลนด์หลายฉบับ โดยเฉพาะปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ และกติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง/พลเมือง และสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ ดังนั้น คงไม่ต้องสงสัยว่า นางสาวกาญจนา ซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งบนโลกใบนี้จึงมีสิทธิทางการศึกษา ซึ่งรัฐไทยและนานาแลนด์ คงจะต้องรับรองให้เธอผู้นี้ เพื่อเธอจะได้มีศักยภาพในการสร้างคุณภาพชีวิตอย่างดีที่สุด สำหรับรัฐไทย เรามีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไขของมนุษย์ทุกคน รวมถึงกาญจนา ซึ่งยังประสบปัญหาความไร้สัญชาติ

ในประการที่สอง ในเรื่องสิทธิในการประกอบอาชีพนั้น รัฐไทยเอง ก็มีภารกิจที่จะต้องยอมรับรองสิทธิทำมาหาเลี้ยงชีพของมนุษย์ที่ปรากฏตัวบนแผ่นดินไทย แม้มนุษย์นั้นจะไม่มีสถานะคนสัญชาติไทย หรือแม้ไร้สัญชาติ ด้วยว่า มนุษย์ย่อมมีสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่การเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือตลาดทุนนั้น หากเป็นคนต่างด้าว ก็จะต้องขอรับใบอนุญาตทำงาน ซึ่งการทำงานนั้น กระบวนการร้องขอย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ และการลงทุนนั้น กระบวนการร้องขอย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๔๒ ทางปฏิบัติของรัฐไทยนั้น ก็มีความพยายามที่จะรับรองสิทธิทำงานและลงทุนของคนไร้สัญชาติในประเทศไทยให้มีช่องทางทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ในกรณีไม่น้อยจะมีสถานะเป็นคนผิดกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองที่ยังส่งกลับประเทศต้นทาง หรือมิไปประเทศที่สาม มิได้ หรือเป็นกรณีที่รอการส่งกลับ จึงอาจสรุปว่า นางสาวกาญจนาจึงมีทั้งสิทธิทำงานและสิทธิลงทุนในประเทศไทย เพื่อที่จะทำมาหาเลี้ยงชีพได้

ในประการที่สาม ในเรื่องของการฝึกงานนั้น กรณีจึงต้องพิจารณาว่า เป็นเรื่องของกระบวนการในการใช้สิทธิทางการศึกษา หรือเป็นเรื่องของสิทธิในการประกอบอาชีพ ซึ่งเราอาจสรุปหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักกฎหมายไทยได้ว่า หากเป็นกรณีที่คนต่างด้าวจะต้องฝึกทำงานในประเทศไทยเพื่อสร้างความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ จึงเป็นเรื่องของการใช้สิทธิทางการศึกษาของมนุษย์ รัฐไทยจึงไม่อาจสร้างเงื่อนไขในการใช้สิทธินี้ การเข้าฝึกงานเพื่อการนี้ จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานแต่อย่างใด ในขณะที่การฝึกงานของคนต่างด้าวในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองงานในสัญญาจ้างแรงงาน คนต่างด้าวที่ฝึกงานเพื่อการนี้ในประเทศไทย จะต้องขอใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งการจัดการสิทธิในลักษณะนี้ก็เป็นไปตามมาตรฐานที่นานาอารยประเทศใช้ในการจัดการเรื่องประมาณนี้มิใช่หรือ

ในประการที่สี่ ในกรณีของนางสาวกาญจนานั้น เป็นกรณีที่สถานกงสุลนานาแลนด์ประจำประเทศไทย ได้เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาไทยได้ฝึกงานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ มิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะจ้างแรงงานนักศึกษาดังกล่าว เธอจึงควรใช้สิทธิทางการศึกษานี้อย่างไม่มีเงื่อนไข กรณีจึงเป็นการสร้างพื้นที่เรียนรู้ให้แก่นักศึกษาไทย ซึ่งนางสาวกาญจนาก็มีสถานะเป็นราษฎรไทยคนหนึ่งของรัฐไทย และศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐไทย จึงน่าจะมีคุณสมบัติที่จะเข้าใช้สิทธิทางการศึกษาที่นานาแลนด์เปิดขึ้นในประเทศไทย และการฝึกงานนี้จึงไม่ควรมีเงื่อนไขใดๆ โดยกฎหมายไทยเอง รัฐไทยก็มีกฎหมายที่รับรองสิทธินี้อย่างเด็ดขาด จึงไม่มีการตั้งเงื่อนไขให้ต้องทำใบอนุญาตทำงาน ก่อนเข้าฝึกงาน ด้วยว่า รัฐไทยก็คงไม่อยากจะมีการกระทำที่ละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทางการศึกษาแต่อย่างใด โดยการหารือเจ้าหน้าที่ระดับบริหารทั้งของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน การรับรองสิทธิฝึกงานของคนต่างด้าวในประเทศไทยเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพ ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิทางการศึกษา ทั้งภาควิชาการและภาคราชการของรัฐไทยไม่มีความสับสนอย่างใดในเรื่องนี้



[1] รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] เป็นข้อเท็จจริงที่ปรับจากเรื่องจริง ซึ่งผู้เกี่ยวข้องยังไม่อยากให้มีการเผยแพร่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Archanwell#Human-Rights



ความเห็น (0)