ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ หรือไม่เชื่อต้องพิสูจน์

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ หรือไม่เชื่อต้องพิสูจน์

“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เป็นคำธรรมดาที่เราคุ้นเคยกัน ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพื่อการอบรมสั่งสอน ห้ามปราม หรือข่มขู่ ซึ่งมันก็ทำให้ทุกอย่างสรุปจบลงด้วยง่าย โดยไม่ต้องหาเหตุผลใด ๆ อีก ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องลี้ลับ เรื่องพิศวง ที่ยากแก่การพิสูจน์ ซึ่งเกือบร้อยทั้งร้อยจะเป็นเรื่องภูติผี วิญญาณ และความเชื่อต่างๆ แต่นับตั้งแต่ยุคโบราณกาล เริ่มมีสิ่งมีชิวิตที่ได้ชื่อว่ามนุษย์ถือกำเนิดมาบนโลกนี้ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์คือ กระบวนการการทำงานของสมองที่ประมวลผลลัพธ์แตกต่างกัน นั่นจึงทำให้แต่ละคนมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องเดียวกัน

ความเห็นที่แตกต่างของมนุษย์นี่เอง เป็นบ่อเกิดความเชื่อ แล้วสัตว์สังคมต้องพยายามชักจุงให้คนอื่นมีความเห็นคล้อยตาม นั่นหมายถึงการได้เป็นผู้นำทางความคิด หรือจนสามารถชี้นำสังคมได้ แต่ก็เพราะความไม่เหมือนใครนี่แหละที่มักจะมีคนอีกกลุ่มที่ไม่ยอม ฉะนั้นต้องมีการพิสูจน์หาข้อเท็จจริง แต่ในประวัติศาสตร์หลายความเชื่อมักถูกโยงไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ พระผู้เป็นเจ้า หรือความเชื่อทางศาสนา ทำให้คนที่มีความเห็นต่างมักถูกไล่ล่า กำจัดด้วยข้อหาไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า แต่กระนั้นก็ยังมีคนที่หาญกล้าท้าทายและพิสูจน์ออกมา อย่างความเชื่อเดิมว่าโลกแบน หรือโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล จนเมื่อที่สุดแล้วความเชื่อใหม่ที่รอรับด้วยการอธิบายด้วยเหตุผล ได้รับการยอมรับมากขึ้น ความเชื่อเดิม ๆ หมดความเชื่อถือโดยปริยาย แต่สิ่งสำคัญจากกรณีความเชื่อเดิมที่ถูกหักล้างด้วยการพิสูจน์ข้อเท็จจริงถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นฝีมือของเทพเจ้า ไม่ควรลบหลู่นั้น แท้จริงแล้วเป็นความเชื่อที่เคยผิดพลาดมา

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ..เป็นเด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่..เป็นนักเรียนต้องเชื่อฟังครู....ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน..เด็กเถียงผู้ใหญ่ (ครู) เป็นเด็กก้าวร้าว ทำตัวไม่น่ารัก คำพวกนี้เป็นคำพรั่งสอนโบราณเพื่อให้เด็กเป็นคนนิสัยอ่อนน้อม ถ่อมตน เชื่อฟังผู้ใหญ่ผู้ใหญ่ ซึ่งดูผิวเผินเหมือนจะเป็นสิ่งดี แต่หากมองในเชิงลึกก็เป็นดาบสองคม สร้างนิสัยความไม่กล้าคิดหรือแสดงออกความเห็นที่แตกต่างได้ เราเคยได้ยินเสมอมาว่าเด็กนักเรียนไทย ไม่กล้าถามครูในห้องเรียน ไม่กล้าเสนอความเห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากจะแสดงความเห็นที่แตกต่างหรือแย้งกับผุ้เป็นครู อาจารย์ ผู้นำ ผู้บริหาร ซึ่งก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล้าสุ่มเสี่ยงการต้องเป็นแกะดำ การเป็นคนก้าวร้าว การเป็นเด็กที่ครูไม่ปลื้ม การเป็นพนักงานที่ขัดแย้งกับนาย

และเชื่อบางเรื่องหลายคนคงยังคลางแคลงใจ แต่ไม่กล้าแย้ง ไม่กล้าขัดหรือเสนอความเห็นที่ผิดแผดแตกต่างออกไป ในสังคมไทยเหมือนคนพวกนั้นจะกลายเป็นบุคคลแปลกแยก จากความเชื่อที่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” มันก็สอดคล้องต่อด้วยคำว่า “เดินตามรอยผู้ใหญ่ หมาไม่กัด” “อาบน้ำร้อนมาก่อน” ผิวเผินเหมือนจะหวังดี แต่แอบแฝงด้วยคำปรามเล็ก ๆ ไม่ให้ใครเดินออกนอกกรอบ

เรื่องความเชื่อ วัฒนธรรม พวกนี้ เสมือนดั่งเป็นการบอนไชความคิดสร้างสรรค์ เมื่อความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่เติบโตอย่างจำกัด ขาดการต่อยอดเป็นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ดั่งเช่นสังคมตะวันตก หรือสังคมญี่ปุ่นที่ค่อนข้างปล่อยความอิสระทางความคิด ทำให้กำเนิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ บ่อยๆ ให้โลกได้ฮือฮาเสมอๆ

สังคม วัฒนธรรมที่ต้องประสงค์ให้คนตั้งอยู่ในกรอบ ระเบียบ เป็นการสร้างจริตที่ค่อนข้างจะขัดแย้งกับความเป็นสังคมประชาธิปไตย ที่เปิดกว้างสำหรับความเห็นที่แตกต่าง ยอมรับในความคิดที่ไม่เหมือน

แต่กับประเทศไทยกะลาแลนด์ที่ยังวุ่นวายดั่งเช่นทุกวันนี้ เพราะ “เราอยากก้าวหน้าในระบบการปกครองประชาธิปไตย แต่ความเชื่อ ความคิด วัฒนธรรม ยังจองจำไม่ใด้ยอมรับในความแตกต่าง”

อุ๊บบบบ........เริ่มลามไปถึงการเมือง ..........งั้น จบแค่นี้ละ


Cr. ภาพจากเว็บ http://www.growrice.info/index.php/understand-your...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อย่างมีสาระ สไตล์คนกิ๊กก๊อก



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เขียน.."ต่อ"หน่อยน่า..แค่..ถูกเชิญ..ไป..ดื่มกาแฟ..อิอิ..ไม่ต้องไปเดินฝ่าความร้อนระอุ..เห็นว่า..มีรถเก๋งมารับด้วยนะ..

โบราณเขาว่า..เชื่ออะไรเขาบอก..เขาหลอก..ให้..เรา..ไหลหลง..เขาบอกให้เรา..พะวง..ชอกช้ำ..ระกำใจตาย..(เด็กๆรุ่นเจ็ดสิบปีที่แล้ว..ร้องเล่น..ตอน..อกถูกหัก..๕๕๕)..

เขียนเมื่อ 

การผสมแนวความคิดแต่ละรุ่น แต่ละเจนเนอเรชั่น น่าจะดีที่สุดที่จะยึดแนวไหนถูกรือผิดนะคับ...อยากให้คนหลายๆ รุ่น มาแลกเปลี่ยนกันนะคับ