เวชศาสตร์พฤติกรรม - ตื่นรู้นศ.กายภาพบำบัด

ขอบพระคุณอ.คมปกรณ์ที่ริเริ่ม Behavioral Medicine ให้นศ.กายภาพบำบัดมีกระบวนการปรับพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างมีทักษะหัวใจเมตตาปัญญา (สุ จิ ปุ ลิ ให้นศ.รู้จักตนเองฟังดี คิดดี พูดถามดี และทำเขียนดีก่อนแล้วเชื่อมโยงกับเคส)...ผมจึงมีโอกาสฝึกจัดห้องเรียนด้วยละครสื่อสารและการเรียนรู้แบบทีมโค้ช Reciprocal Teaching ขอบพระคุณอจ.และนศ.ทุกท่านมากมาย


กรณีศึกษาเพื่อการฝึกปฏิบัติการวันที่ 30/3/59 เวลา 8.00-12.00 น. (240 นาที):

  • ไม่ชอบการออกกำลังกายทุกประเภทตั้งแต่เด็ก (Hating exercise) มีปมโดนเพื่อนรังแกเมื่อเล่นกีฬาตอน 4 ปี
  • ไม่มีความเข้าใจและไม่เห็นความสำคัญของ Physical Activity
  • ชอบงานศิลปะทุกแขนง ชอบกิจกรรมชื่นชมธรรมชาติ ชอบการปลูกพืชปลอดสารพิษ
  • สองปีก่อน ยิ่งไม่ชอบการออกกำลังกายมากขึ้นตอนวัยรุ่นขณะทำกายภาพบำบัด เพราะอุบัติเหตุโดนรถชน ข้อมือและสะโพกหัก และเมื่อออกกำลังกายจะเหนื่อย ขี้เกียจ เจ็บข้อมือและสะโพกที่เพิ่งเอาเฝือกออก เคยล้มที่แผนกกายภาพบำบัด 1 ครั้ง เพราะยืนทรงตัวไม่ดีเมื่อครั้งตอนฟื้นฟูสะโพกที่เคยหัก จึงไม่อยากทำกายภาพบำบัด
  • ต่อมา ก็นั่งทำแต่งานศิลปะ ไม่ลงน้ำหนักยืนทรงตัวเพราะกลัวการล้ม เนื่องจากจนคุณหมอบอกว่า น้ำหนักมากและมีโรคกระดูกพรุน ขาดแคลเซียม ซึ่งเป็นหนึ่งใน Sitting Disease คุณหมอจึงส่งฝึกกายภาพบำบัดอีกครั้งในปัจจุบัน

กระบวนการเรียนรู้แบบ Role Play as Drama Communication & Reciprocal Teaching

  • ใช้เวลาเตรียมตัวภายในกลุ่มอาจารย์ 15 นาทีภายในกลุ่มอาจารย์ นับ 1-2-3 แบ่งหน้าที่ คนที่ 1 เป็นเคส คนที่ 2 เป็นโค้ช PT และคนที่ 3 เป็น Mentor [การเป็นโค้ช PT คือ ให้คำปรึกษา ให้ความรู้ ให้กำลังใจ ให้แรงบันดาลใจ และสาธิตฝึกสอน]
  • ใช้เวลา 30 นาที เริ่มจาก RAPPORT (Match & Mirror) Mentor สังเกต Eye Contact, Energy Match, Voice Tone, Body Language, Verbal Backtracking, Verbal Summarizing, & Verbal Pacing & Leading ให้คะแนน 0 (No expression) to 10 (Excellent expession)ต่อด้วย PT วางแผนกับเคส ตามลำดับดังนี้
  • ตั้งเป้าหมายและข้อดีของการปรับพฤติกรรมสุขภาพในภาพรวมอย่างไร(Shaping) มีขั้นตอนอย่างง่ายคืออะไร (Simplification) และจะค่อยๆ ให้เกิดพฤติกรรมที่ดีตามธรรมชาติ คืออะไร(Habituation)โดยที่จะใช้เวลาปรับนานเท่าไรจึงจะหยุดโปรแกรมปรับพฤติกรรมนี้ (Extinction)แล้วให้เคสทบทวนตนเอง (Self-review) แล้วแสดงความรู้ความเข้าใจออกมา
  • เริ่มเขียนให้เคสเรียนรู้การตั้งเงื่อนไขแบบกระตุ้น-ตอบสนอง (Counterconditioning) จาก Positive Reinforcement to Negative Reinforcement to Positive Punishment to Negative Punishment พร้อมฝึกแบบ Graded Exposure (Fear Desensititation)
  • ตัวอย่างการตั้งเงื่อนไขในประวัติทางการแพทย์เมื่อสองปีก่อน...ให้เคสทำความเข้าใจว่า "เกิดการเปลี่ยนแปลงสุขภาพที่แย่ลง"

เปรียบเทียบกับการตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงสุขภาพให้ดีขึ้นในปัจจุบัน

  • และทำ MI โดยแสดงคำพูดและภาษากายให้เห็นถึงการขออนุญาตให้เกียรติเคส(Respect), การแสดงความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy), การเข้าใจความรู้สึก (Empathy), มีการสร้างโอกาส (Chance) และตัวเลือก (Choices) ในการฝึก PT ใช้คำถามปลายเปิดไม่มากเกินไป เงียบฟังเคส เช่น จุดดีของการออกกำลังกาย คิดออกกำลังกายอย่างไร คาดหวังอะไร ต้องการอะไร อยากทำอย่างไรให้สุขภาพดี ถามสเกลความมั่นใจในความสามารถ... จาก 1-10 ตั้งเป้าไว้ที่ 7/10 มีการสรุปความรู้สึก (Feedback) และความคิดเห็น-การบ้าน (Reflection)
  • Mentor สังเกตแล้วให้คะแนนภาพรวมของ PTในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ด้วย 0 (No expression) to 10 (Excellent expession) ปรึกษาอาจารย์ว่าจะกระตุ้น PT ให้โค้ชให้ดีขึ้นเต็ม 10 ได้อย่างไร Feedback & Reflection กับ PT ทุกคน ใช้เวลา 30 นาที
  • อาจารย์เสนอหนึ่งคู่มาแสดงที่ได้คะแนนภาพรวมได้สูงสุดในกลุ่มมาแสดงหน้าชั้นเรียน(15 นาทีX5 คู่)และ AAR หรือ After Action Review 15 นาที

กลุ่มที่หนึ่ง: Sympathy & Empathy ดี มี Stat Management ด้วยการหายใจได้ดี ถามสเกลกังวลที่ 4/10 น่าจะเปลี่ยนจากถามว่า "ทำไมกังวลกับการเดิน" เป็น "คุณกังวลกับการเดินเพราะ...[เงียบรอคำตอบ]" เพราะการถามทำไมเรื่อยๆ จะกระตุ้นอารมณ์ลบและจมคิดวนในอดีตมากเกินไป ดีที่มีการกระตุ้นตาของเคสที่มองจมอดีตข้างล่างให้เกิดการกระตุ้นสบตาได้ดี จะดีมากถ้าเพิ่มสื่อความรู้ของการตั้งเงื่อนไขที่สัมพันธ์กับการตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนพฤติกรรมสุดภาพผ่านการให้ดูแผนภาพ

กลุ่มที่สอง: ใช้หลายๆเทคนิคได้ดีเยี่ยม มีการให้กำลังใจและแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง เช่น "จะมีน้องอยู่ข้างๆ คอยช่วย...เก่งมากเลยค่ะคุณพี่" มีความเป็นกันเองในการดูแลเคสแบบพี่น้อง มีการย้ำทวนถาม "ทำไมไม่อยากออกกำลังกาย" น่าจะปรับเป็น "ชอบทำงานศิลปะมากกว่าออกกำลังกายเพราะ [เงียบรอคำตอบ]" มีการปรับภาวะจิตประสาทสรีรด้วยการหายใจและการหลับตาจินตนาการธรรมชาติ - สูดกลิ่นดอยอินทนนท์แล้วนำมาเป็นสัญลักษณ์แรงจูงใจให้ยืนเดินวาดภาพบนดอย ซึ่งสร้างสรรค์ดีเยี่ยม ทำให้เคสตั้งใจ 10/10 และมั่นใจในการยืน 6/10 เพราะกลัวล้ม และเสริมแรงจูงใจต่อด้วย "พี่ต้องมั่นใจน้อง เราจะเดินไปด้วยกัน อยู่ห้องอุดอู้ เราจะค่อยๆ ไปสูดอากาศที่ระเบียง" พร้อมก้าว 3-4 ก้าวแบบ Graded exposure & fear desensitization จนเคสมั่นใจในการยืน 9/10 ต่อด้วยการทำสัญญาใจ ปรบมือให้ตัวเองด้วย และทวนการบ้านที่พอเหมาะ

กลุ่มที่สาม: มีการทวนซ้ำได้ดี สรุปอารมณ์ที่กลัวการยืนได้ชัดเจน จะดีมากถ้าปรับจาก "ทำไมไม่อยากออกกำลังกาย" เป็น ลองเล่าให้ฟังว่าไม่อยากออกกำลังกายเพราะ...[เงียบรอคำตอบ]" มีการ Feedback คุณดูไม่ผ่อนคลายได้ดี ให้ Choices เคสระหว่างจินตนาภาพภูเขาหรือทะเลได้น่าสนใจ ให้ความเคารพขออนุญาตเคสได้ดีก่อนยกตัวและจับฝึกเคส เคสมั่นใจด้วยสเกล 5/10 น่าจะถามต่อไปว่าต้องทำอะไรบ้างแล้วเชื่อมโยงกิจกรรมที่ชอบ สามารถใช้การเคลื่อนไหวแบบ Mirror & Match ได้ดีพร้อมชมว่า เก่งมากค่ะ...เพิ่มความท้าทายได้ดี น่าจะเพิ่มระยะการเคลื่อนไหวของร่างกายให้ทรงตัวมากกว่าการใช้มืออย่างเดียว ไม่ควรพูดสั่งการบ้านแต่อย่างเดียวเพราะจะไม่เพิ่มแรงจูงใจให้เคสกลับไปทำ ควรให้เรียนรู้ผ่านการสาธิตแล้วลงมือลองทำไปเลย การบ้านไม่ควรเกิน 3 ข้อ

กลุ่มที่สี่: มีการขออนุญาตจับเคสยืนได้ดี มีการลองขยับท่าทางวาดรูป แต่ควรลดการย้ำปมด้วยการใช้คำว่า "ออกกำลังกาย" ปรับเป็น "การเคลื่อนไหว" จะดีก่า ให้เคสลองเตะขาต่อด้วยคำถาม "เป็นอย่างไรบ้าง" แสดงถึง Sympathy ได้ดี ควรปรับ Tone of Voice ให้ช้า ดัง นุ่มนวล และใช้คำสั่นกระชับ จะได้กระตุ้นให้เคสตื่นตัว พร้อมสบตาตรงและจัดท่าทางนั่งตรง ไม่ให้ก้มเพราะเคสจะตามองจมอดีตจนหายใจไม่โล่ง ให้มีพลังงานได้ Match กันมากกว่านี้ ขณะจับยืนมีการให้จินตนาภาพว่ายืนที่เขาใหญ่ มีการนับ 1-10 ทำได้ดี สรุปการเปลี่ยนแปลงจากนั่งเฉยมาขยับตัวได้ชัดเจน จนเคสมั่นใจในการยืน 5/10

กลุ่มสุดท้าย: น่าสนใจที่ใช้สเกลความเจ็บปวดข้อต่อมือ 0-10 แล้วได้ 4/10 กับข้อสะโพก 6/10 ควรปรับท่าทางให้นั่งตรงและกระตุ้นการสบตามิให้มองจมอดีตลงล่าง ควรปรับจาก "ทำไมถึงเหนื่อย" เป็น "ที่เหนื่อยเพราะ...[เงียบรอคำตอบ]" ประทับใจในการตั้งเงื่อนไขที่ว่า "ข้อเสียของการออกกำลังกายมีอะไร...เคสตอบไม่ปลอดภัยบาดเจ็บ...มองมุมกลับข้อดีของการออกกำลังกายคือ ถ้าการเดินยืนไม่ใช่ออกกำลังกาย ก็จะไม่บาดเจ็บง่าย ใช่ไหม" มีการทวนซ้ำสรุปได้ดี ควรลดการย้ำคำว่า "กังวล" หากสังเกตเห็นภาษากายกังวลควรปรับ State ได้เลย จะเห็นว่าเคสเครียด 6/10 ชอบที่มีการ Feedback ได้บวกมากคือ "อยากให้มั่นใจในตัวดิฉัน คุณจะวาดรูปได้ ดิฉันทำคนเดียวไม่ได้ เราต้องช่วยกัน" ฝึกการโน้มตัวได้ดีมาก พร้อม Feedback ว่า "เห็นไหมทำจนสุดความสามารถ ยิ้มได้แล้ว ... วันนี้เจอครั้งแรก เราไม่ต้องใช้ล้อเข็น เราจะกลับไปเดินปลูกต้นไม้กัน" จนเคสมั่นใจเดินได้ 4/10 พร้อมเน้นการบ้านได้เหมาะสม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (6)

ขอบพระคุณมากครับคุณ Krit Sangsuriyachaya

-สวัสดีครับพี่หมอ..

-ตามมาให้กำลังใจคร้าบ...

-การให้กำลังใจกันอย่างต่อเนื่องถือเป็นเทคนิคที่กลุ่ม 2 ใช้ได้ผลนะครับ 55

-ด้วยความระลึกถึงทีมกิจกรรมบำบัดครับ

-เมื่อไหร่จะมีกิจกรรมลุ้นเสื้อใหม่กันอีกหนอ...เสื้อตัวเก่าชักจะหมองแล้ว อิๆ

ขอบพระคุณมากครับและประทับใจในกำลังใจที่ดีเยี่ยมจากคุณเพชรน้ำหนึ่งเสมอครับผม

น่าสนใจมากครับ

ขอบพระคุณมากครับครับคุณเฉลิมพล

เป็นอีกหนึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่น่าประทับใจมากจริงๆครับ