สืบค้นประวัติบรมครูมวยไทย นายขนมต้ม

วันไหว้ครูมวยไทย ๑๗ มีนาคม ทุกปี


..อันมวยไทย คือศาสตร์ศิลป์ ถิ่นสยาม..

บันลือนาม บรรพชน คนกล้าหาญ..

พระเจ้าเสือ นายทองดี วิชชาชาญ..

สยบม่าน นายขนมต้ม บรมครู..

วันรำลึกเกียรติประวัตินักมวยไทย..17 มีนาคม ของทุกปี..ขออนุญาตวิเคราะห์ ประวัติ นายขนมต้ม.. จากเว็บไซต์ ้http://gafawcxs.blogspot.com/2011/02/blog-post.htm... (ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกไว้ในที่ต่างๆ..ครับ ในส่วนวงเล็บเป็นส่วนที่แสดงความเห็นโดยส่วนตัวไว้ครับ..)

..นายขนมต้ม เกิดวันอังคาร เดือนยี่ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๒๙๓ ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่บ้านกุ่ม (ปัจจุบันคือ ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) บิดาชื่อนายเกิด มารดาชื่อนางอี่ มีพี่น้อง ๒ คนคือ

๑.นางเอื้อย ถูกพม่าฆ่าตายเมื่อเล็กๆ( น่าสงสัยครับ เพราะพม่าเข้ามาล้อมกรุงปี๒๓๐๙ นางเอื้อยต้องอายุมากกว่า ๑๗ปี..หรือพม่าอาจจะเข้ามาครั้งก่อน ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล คงอยู่นอกเขตพระนครฯ)
๒.นายขนมต้ม(ตอนเสียกรุงปี๒๓๑๐..นายขนมต้ม อายุ ๑๗ปี)..นายขนมต้มต้องอยู่วัดตั้งแต่เล็กๆ อายุประมาณ ๑๐ ขวบ( พ.ศ.๒๓๐๓ ) พ่อแม่ถูกพม่าฆ่าตายหมด(คราวเดียวกับพี่สาวถูกฆ่า) และเริ่มฝึกวิชามวยไทย ตั้งแต่เริ่มแตกหนุ่ม จนในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ กรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่า จึงถูกกวาดต้อนไปเมืองพม่า(นายขนมต้ม ต้องเกลียดพม่ามากๆ ทำไมถึงยอมให้ถูกจับไปเป็นเชลย??)นายขนมต้มได้สร้างชื่อเสียงให้กับกรุงศรีอยุธยาและชาติไทย โดยอาศัยความสามารถในเชิงหมัดมวย ดังข้อความ(ไม่ทราบว่าใครบันทึก)ตอนหนึ่งว่า...ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรามีนักมวยไทย คือ นายขนมต้ม ออกไปแสดงฝีไม้ลายมือถึงเมืองพม่า การชกมวยของนายขนมต้มนั้น ทางวงการมวยของเราได้ถือเป็น"วันนักมวย" คือ วันที่ ๑๗ มีนาคม ..ในพงศาวดาร(ฝ่ายพม่า) กล่าวว่า เมื่อพระเจ้าอังวะโปรดให้ปฏิสังขรณ์และก่อเสริมพระเจดีย์เกศธาตุในเมืองร่างกุ้งเป็นการใหญ่นั้น ครั้นงานสำเร็จลงในปี พ.ศ.๒๓๑๗ (นายขนมต้ม อายุ๒๔ปี)พอถึงวันฤกษ์งามยามดี คือวันที่ ๑๗ มีนาคม จึงโปรดให้ทำพิธียกฉัตรใหญ่ขึ้นไว้บนยอดเป็นปฐมฤกษ์ แล้วได้ทรงเปิดงานมหกรรมฉลองอย่างมโหฬาร ขุนนางพม่ากราบทูลว่า "นักมวยไทยมีฝีมือดียิ่งนัก" พระเจ้าอังวะจึงตรัสสั่งให้เอาตัว นายขนมต้ม นักมวยดีมีฝีมือตั้งแต่ครั้งกรุงเก่ามาถวาย พระเจ้าอังวะได้ให้จัดมวยพม่า(ซึ่งน่าจะเป็นยอดมวย) เข้ามาเปรียบ (ชก) กับนายขนมต้ม โดยจัดให้ชกต่อหน้าพระที่นั่ง ปรากฏว่านายขนมต้มชกพม่า(แต่ละคน)ไม่ทันถึงยกก็แพ้ ถึงเก้าคนสิบคน ก็สู้ไม่ได้ พระเจ้าอังวะทอดพระเนตรยกพระหัตถ์ตบพระอุระตรัสสรรเสริญนายขนมต้มว่า "ไทยมีพิษทั่วตัว แม้แต่มือเปล่าไม่มีอาวุธเลย สู้ได้ คนเดียวชนะถึงเก้าคนสิบคน" (ตามบันทึกได้เค้าว่า นายขนมต้ม ได้รับอิสรภาพทั้งได้รับพระราชทานภรรยา เป็นชาวพม่า และเดินทางกลับเมืองสยามซึ่งขณะนั้น(พ.ศ.2317) เราได้ย้ายราชธานีไปอยู่กรุงธนบุรี..ส่วนพระนครศรีอยุธยา คงยังเป็นเมืองร้าง ที่ผู้คนล่ำลือกันว่าเงียบเหงาวังเวงและน่ากลัวยิ่งนัก จนถึงต้นรัตนโกสินทร์..และไม่ปรากฏหลักฐานของนายขนมต้มว่า ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ไหน? มีลูกหลานสืบต่อมาหรือไม่?..อันนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า เชลยศึกที่ได้อิสรภาพกลับมาอาจกลัวว่าจะถูกกล่าวหาว่า ทรยศต่อชาติบ้านเมือง..นายขนมต้ม จึงพยายามหลบลี้หนีหน้า ทั้งเรื่องราวของคนสามัญคนหนึ่งอาจจะไม่เป็นที่สนใจของทางการเท่าไหร่?..แต่ ต้องยอมรับว่า มีนักมวยไทย ที่มีความสามารถจริงๆและได้ต่อสู้เพื่อประกาศศักดิ์ศรีของ มวยไทย ให้ปรากฎต่อชาวพม่าซึ่งยากนักที่พม่าจะยกย่องเชิดชูผู้ใด จนถึงกับได้บันทึกเรื่องราวไว้..)

..ฉะนั้นวันมีชัยของนายขนมต้ม คือวันที่ ๑๗ มีนาคม จึงถือเป็นวันเกียรติประวัติของนักมวยไทย..สำหรับชาวพระนครศรีอยุธยา ได้สำนึกในบุญคุณของนายขนมต้มและถือเป็นเกียรติศักดิ์คนดีศรีอยุธยา จึงได้พร้อมใจกันสร้าง"อนุสาวรีย์นายขนมต้ม" ไว้ที่บริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสติเตือนใจและให้ลูกหลานไทยยึดถือเป็นแบบอย่างสืบไป..

สืบค้นเรื่องราวของนายขนมต้ม..บรมครูมวยไทย..

1) ขนมหัวล้าน..

ขนมหัวล้านของคนปักษ์ใต้ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับของชาวเมียนม่าร์..หรือ ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษและกลับกลายเป็น ขนมต้ม ในภาษาไทย..คือ สมญาที่ชาวพะม่าใช้เป็นชื่อเรียกเชลยไทย ที่ถูกจัดให้ชกมวยหน้าพระที่นั่งพระเจ้ามังระในงานเฉลิมฉลองเจดีย์ชะเวดากอง วันที่17มีนาคม พ.ศ.2317..เชลยผู้ถูกกุมขังและทำงานหนักเยี่ยงทาสไม่มีโอกาสฝึกมวย..แต่สามารถใช้ฝึมือชนะนักมวยทหารพะม่า9คน10คน..จนแม้ศัตรูยังโจษขานและบันทึกถึงความเก่งกาจหาญกล้า..นายขนมต้มบรมครูมวยไทย..

2) รูปปั้นนายขนมต้มตามมโนภาพของคนไทยอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง..

..เรื่องราวที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ..ทรงกล่าวไว้ว่าได้ทรงทราบเรื่องราว ของนายขนมต้มจากชาวอังกฤษที่ปกครองพะม่าในขณะนั้น(ยุค ร.๕)..

ว่ามีบันทึกในพงศาวดารพะม่า..เมื่อทรงกลับมาสืบสวนทางฝ่ายไทย กลับไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน..บรมครูมวยไทยผู้หาญกล้าท่านนี้ คือใครกันแน่..

3) ใครเป็นผู้ค้นพบว่าถิ่นกำเหนิดท่านอยู่ที่บ้านกุ่ม ต.บางบาล กรุงเก่า มีบิดาชื่อ นายเกิด มารดา ชื่อ นางเอื่อย และมีพี่สาวชื่อเอื้อย..

เรื่องนี้ยังน่าสนใจใฝ่ศึกษา..ครับ..

..วีรกรรมของเชลยศึกสยามคนนึง..ที่ถูกจารึกเรื่องราวความเก่งกล้าสามารถจากฝ่ายที่เป็นศัตรูย่อมเป็นเรื่องจริงแน่นอน..

..แต่ประวัติความเป็นมาของท่าน ยังไม่ทราบรายละเอียดและยังต้องสืบค้นกันต่อไปด้วยความเคารพในวีรกรรมของท่าน..

4) สรุปตามบันทึกที่แชร์มา..

..นายขนมต้มเกิดปีพ.ศ.2293 พ่อแม่ถูกฆ่าตายโดยพะม่าปีพ.ศ.2303..(ต้องตรวจสอบว่าปีนี้พะม่ารุกเข้ามาตีถึงบ้านกุ่มหรือไม่?)

ฝึกมวยที่วัด7ปี..ถูกจับไปพะม่าอายุ17ปี..เป็นเชลยอีก7ปีจึงได้ชกมวยชนะพะม่าหน้าพระที่นั่งอายุ24ปี..ได้รับการปล่อยตัวกลับมาอยุธยาพ.ศ.2317..

ข้อสังเกต..

1.เรื่องราวของนายขนมต้มไม่เคยปรากฏในไทยจนถึงยุค ร.5

2.ชื่อขนมต้มเป็นชื่อที่แปลมาจากภาษาพะม่าเป็นภาษาอังกฤษ(ขนมต้มของพะม่าคือขนมหัวล้าน)และน่าจะเป็นสมญานามที่พะม่าเรียกเชลยไทยผู้หนึ่ง(หากนำชื่อนี้ไปเปรียบเทียบกับชื่อที่เรียกผู้ชายไทยในยุคนั้นน่าจะดูแปลกอยู่)

3.คงจะเป็นการยากมากที่เด็กวัดกำพร้าพ่อแม่อยู่วัดตั้งแต่10ขวบจนอายุ17แล้วถูกจับไปเป็นเชลยทำงานหนักอดหยากอีก7ปี จะเก่งกล้าสามารถจนชนะทหารหรือนักมวยหรือครูมวยพะม่าที่มีฝีมือในการชกหน้าพระที่นั่งกษัตริย์พะม่า

4.เชลยที่ถูกจับไปพะม่าแล้วได้รับการปล่อยตัวกลับจะมาอยู่บ้านเดิมโดยไม่ถูกตรวจสอบยิ่งเป็นยุคพระเจ้าตากกรุงธนบุรี..คงยาก..อยุธยาช่วงนั้นเป็นเมืองร้าง..

5.บันทึกในพงศาวดารพะม่าเรื่องการจัดพิธีฉลองพระเจดีย์ตรงกับวันที่17มีนาคมพ.ศ.2317..เรานำมาเป็นวันรำลึกนายขนมต้ม

6.แล้วนายขนมต้มเป็นใครกันแน่???!!..ครับ..

..นายขนมต้มมีจริงเพราะปรากฏในบันทึก(พงศาวดารฝ่ายพะม่า)แต่เราไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใคร?..

..ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นนายทหารไทยที่มีฝีมือคนนึงซึ่งถูกจับเป็นเชลยในช่วงก่อนเสียกรุงและต้องมีฐานะเป็นหัวหน้าเชลยศึกและน่าจะมีศีรษะโล้นหรือโกนหัวจนพะม่าเรียกล้อกันว่า ขนมต้ม..ครั้นได้อิสระภาพกลับบ้านคงหลบซ่อนตัวเพื่อหนีพระอาชญา..ครับ..มีบางท่านสันนิษฐานว่าเป็นชาวสิงห์บุรี..(ผมเคยคิดว่าท่านอาจเป็นขุนสรรค์ซึ่งถูกจับไปขณะเดินทางจากบ้านระจันกลับพระนครครับ..หรืออาจเป็นขุนรองปลัดชู อาจไม่ได้เสียชีวิตจากศึกที่ประจวบคีรีขันธ์..ครับ..เพราะความกล้าหาญและฝีมือน่าจะระดับนี้ครับ)


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มวยไทย มรดกไทย มรดกโลก



ความเห็น (0)