สภาปันน้ำใจจากพี่สู่น้อง : กิจกรรมบนความต้องการของชุมชนและการปรับแต่งสถานการณ์หน้างาน

นิสิตและชุมชนทำการปรับแต่งหน้างานเพิ่มเติม ระดมแรงทำแปลงผักรองรับการเรียนรู้และอาหารกลางวันร่วมกัน เริ่มตั้งแต่ขุดแต่งหน้าดิน จัดหาเมล็ดพันธุ์ ติดต่อประสานปราชญ์ชาวบ้านและวิทยากรในชุมชนเข้ามาให้ความรู้และทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ในการ “ทำจริง” ร่วมกัน ซึ่งที่ปลูกๆ กันก็มีหลายชนิด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักชี ผักกาดขาว เห็ดฝาง



การเรียนรู้นอกห้องเรียน สำคัญเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้นอกชั้นเรียนผ่าน “กิจกรรมในหลักสูตร” หรือแม้แต่ “กิจกรรมนอกหลักสูตร” ก็ล้วนสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะนี่คือกระบวนการอันทรงพลังของการบ่มเพาะ “ความเป็นชีวิตและสังคม” ให้กับนิสิต (ผู้เรียน)

โครงการสภาปันน้ำใจจากพี่สู่น้อง ครั้งที่ 8 ที่จัดโดยสภานิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมเฝ้ามองและกำลังจะกล่าวถึงในครรลองการ “เรียนรู้คู่บริการ” ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม



โครงการสภาปันน้ำใจจากพี่สู่น้อง ครั้งที่ 8 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2559 ณ โรงเรียนบ้านมะยาง ตำบลเมืองน้อย อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ การจัดกิจกรรมบริการสังคมควบคู่กับการเรียนรู้ชุมชนและการสานสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับนิสิตและนิสิตกับชุมชน โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานการเรียนรู้ เช่น

  • การติวเตอร์ O-net และสาระการเรียนรู้ในระดับชั้น ป.6-ม.3
  • การปรับปรุงห้องสมุด
  • การปรับปรุงห้องพยาบาล
  • การจัดทำแปลงเกษตรปลูกพืชผักและโรงเลี้ยงสัตว์ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  • การสร้างสื่อการเรียนรู้ และการมอบอุปกรณ์กีฬา และของเล่น
  • กิจกรรมบันเทิงเริงปัญญา เช่น ฐานการเรียนรู้ กีฬา
  • ฯลฯ




จุดเริ่มต้น : จะไปทำค่ายที่ไหนกันดี ?

ประเด็นแรกที่อยากหยิบจับมากล่าวถึงคงหนีไม่พ้นเรื่อง “การเลือกชุมชน” หรือ “การพัฒนาโจทย์” บนฐานความต้องการของชุมชน อันหมายถึง โรงเรียนและชุมชน เพราะนี่คือการค้นหาพื้นที่ของการ “ไปค่าย” หรือ “ออกค่าย”

สภานิสิตมีกระบวนการของการคัดเลือกพื้นที่ในการ “ออกค่าย” ครั้งนี้ที่ไม่ซับซ้อนนัก กล่าวคือมอบหมาย หรือเชิญชวนให้สมาชิกสภานิสิต ตลอดจนอนุกรรมการแต่ละคนได้สรรหาพื้นที่ที่น่าสนใจมาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งชุมชนตนเอง หรือที่อื่นๆ –




เบื้องต้น-เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็นำมาเสนอกันในที่ประชุมว่าชุมชนที่ว่านั้นคือ “ที่ไหน – บริบทชุมชนเป็นอย่างไร-ชุมชนต้องการอะไร-สัมพันธ์กับศักยภาพนิสิต/องค์กรอย่างไร” ซึ่งครั้งนั้นมีการนำเสนอพื้นที่เข้าสู่การพิจารณาร่วมกันถึง 3 พื้นที่เลยทีเดียว

จากนั้นจึงคัดกรองเหลือ 2 พื้นที่ – และถัดจากนั้นได้มอบหมายภารกิจ “จัดทีม” ไปยังชุมชนนั้นๆ เพื่อพบปะหารือร่วมกับชุมชน

กระบวนการเช่นนี้เป็นเสมือนการสำรวจข้อมูลและสอบถามถึงความต้องการอันแท้จริงของชุมชนอีกรอบ หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือการ “ปรับความคาดหวัง” ร่วมกันดีๆ นั่นเอง




โจทย์ : กิจกรรมบนความต้องการของชุมชน

กรณีการจัดค่าย ณ โรงเรียนบ้านมะยางฯ เริ่มต้นจากทีมสภานิสิตลงพื้นที่สำรวจค่ายด้วยตนเอง มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้-โสเหล่กับคณะครู ผู้อำนวยการ และผู้แทนชุมชน ซึ่งเบื้องต้นทางชุมชนโดยเฉพาะโรงเรียนมีความต้องการหลักๆ เลยก็คือการจัดกิจกรรม “ติวเตอร์” เพราะเป็นกิจกรรมที่ยังไม่เคยจัดขึ้นเลยก็ว่าได้ รวมถึงสภาวะที่นักเรียนยังขาดโอกาสของการเติมเต็มองค์ความรู้และทักษะการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ดังนั้นการติวเตอร์ จึงเป็นสิ่งที่ทางโรงเรียนฯ หมายมาดปรารถนา !




ผมชื่นชมกระบวนการนี้มากเป็นพิเศษ เพราะมันคือการพัฒนาโจทย์บนความต้องการของชุมชน มิใช่เอากิจกรรมที่นิสิตคิดอยากจะจัดไปยัดเยียดให้กับชุมชน

ที่สำคัญคือ ขณะที่ลงพื้นที่และหารือกับชุมชนนั้น สภานิสิตไม่ได้เพิกเฉยต่อการเฝ้ามองไปยังประเด็น หน้างานอื่นๆ ที่อาจบูรณาการเพิ่มเติมเป็นกิจกรรมการเรียนรู้คู่บริการได้อีก เช่น ห้องสมุด ห้องพยาบาล สนามกีฬา แปลงเกษตรกรรม ฯลฯ

กระทั่งกลับมาสู่มหาวิทยาลัยฯ จึงประชุมกันอีกรอบ ทำการพิจารณาคัดเลือกและคัดกรองกิจกรรมบนความต้องการของชุมชนและบนแรงกายและแรงใจที่นิสิตพึงกระทำได้ เสมอเหมือนการ “สนธิโจทย์กิจกรรม” ของทั้งสองส่วน (นิสิตกับชุมชน) เข้าด้วยกัน พร้อมๆ กับการแจ้งกลับไปยังชุมชน เพื่อให้ชุมชนตัดสินใจว่า “รับได้ไหมกับกิจกรรมที่จะมีขึ้น” !





ห้องสมุด ห้องพยาบาล : ปรับแต่ง “หน้างาน”


เบื้องต้นกิจกรรมที่ว่าด้วยห้องสมุดและห้องพยาบาลนั้น หลักๆ คือการมอบหนังสือ จัดเรียงหนังสือเข้าชั้น รวมถึงการซ่อมแซมเตียงในห้องพยาบาลเป็นหลัก แต่พอไปเจอ “หน้างาน” คณะทำงานก็หารือโยกย้ายถ่ายเทกิจกรรมกันบน “สถานการณ์จริง” อีกรอบ


ถือเป็นจุดเด่นของการ “ออกค่าย” ที่ต้อง “ยืดหยุ่น” หรือเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์จริงเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้คู่บริการ และถือว่าค่ายอาสาครั้งนี้โชคดีเอามากๆ เพราะมีนิสิตที่ไม่ใช่สมาชิกสภานิสิตเข้าร่วมด้วย แถมยังเป็นนิสิตจากคณะสถาปัตย์ และนิสิตจากคณะพยาบาลฯ อีกต่างหาก ยังผลให้กิจกรรม หรือ “โจทย์หน้างาน” กลายเป็นความท้าทายใหม่ในทันที




ด้วยเหตุนี้กิจกรรม “หน้างาน” จึงถูกรังสรรค์ขึ้นในฉับพลัน มีการออกแบบกิจกรรมเพิ่มเติม บริหารเงิน บริหารงบกันใหม่ มีการจัดบอร์ดให้ความรู้ว่าด้วยเรื่องยา การล้างมือ การกำจัดเหาและเห็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือโรคต่างๆ รวมถึงการให้ความรู้ต่อแกนนำนักเรียนในกลุ่มที่มาช่วยงานห้องพยาบาล (ยุวเภสัช) เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องหยูกยา ทั้งเพื่อตนเองและการบริการคนอื่นๆ

รวมถึงกิจกรรมที่ตระเตรียมมาก่อนหน้านี้ เช่น ตกแต่งห้องพยาบาลใหม่ให้เป็นสัดส่วนและมีสุขลักษณะที่เหมาะต่อการใช้ประโยชน์ เปลี่ยนฟูก เปลี่ยนผ้าปูเตียง เปลี่ยนหมอน เปลี่ยนผ้าม่าน ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการจัดมุมการเรียนรู้ใหม่ในห้องสมุดอย่างเป็นสัดส่วน เพราะก่อนนี้ห้องดังกล่าวรองรับทั้งเก็บของ เก็บเครื่องดนตรี หรือแม้แต่ใช้เป็นห้องประชุม ซึ่งครั้งนี้ชาวค่ายได้เติมเต็มเข้าไปใหม่หลายกิจกรรม เช่น มอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ คัดแยกหนังสือสู่ชั้นและตู้หนังสือ ซ่อมชั้นหนังสือ วาดการ์ตูนประดับห้อง จัดบอร์ดให้ความรู้ จัดมุมอ่านหนังสือขึ้นมาใหม่ ฯลฯ

มิหนำซ้ำยังนำเอาวัสดุเหลือใช้ในโรงเรียนมาจัดทำเป็นสื่อการเรียนรู้หรือสื่อประดับเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ภายในห้องสมุด เช่น นำแผงไข่ไก่มาระบายสีให้ดูโดดเด่น มีสีสันงดงาม จากนั้นก็นำไปประดับตกแต่งไว้ในห้องสมุด เสมือนสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้ดูน่าเรียนรู้มากขึ้นกว่าในอดีต




แปลงผัก : มากกว่า “หน้างาน” คือการเรียนรู้ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน

การจัดทำแปลงผักและปลูกผัก เป็นกิจกรรมหนุนเสริมกิจกรรมหลักที่ว่าด้วยการ “ติวเตอร์” เพราะสภานิสิตได้เล็งเห็นพื้นที่ว่างเปล่าตรงนั้นไว้เงียบๆ ตั้งแต่ตอนที่ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของชุมชน

ครั้นเมื่อถึงวันเวลาจริงของการจัดกิจกรรม นิสิตและชุมชนทำการปรับแต่งหน้างานเพิ่มเติม ระดมแรงทำแปลงผักรองรับการเรียนรู้และอาหารกลางวันร่วมกัน เริ่มตั้งแต่ขุดแต่งหน้าดิน จัดหาเมล็ดพันธุ์ ติดต่อประสานปราชญ์ชาวบ้านและวิทยากรในชุมชนเข้ามาให้ความรู้และทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ในการ “ทำจริง” ร่วมกัน ซึ่งที่ปลูกๆ กันก็มีหลายชนิด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักชี ผักกาดขาว เห็ดฝาง

ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้มาก ถึงขั้นขอเวลาเว้นวรรคการติวเตอร์ พื่อนำนักเรียนเข้าร่วมการเรียนรู้เรื่องนี้ร่วมกันทุกคน จากนั้นจึงแบ่งกลุ่มลุยงานภาคสนามที่ว่าด้วยแปลงผักและการปลูกผัก ส่วนกลุ่มที่ว่าด้วยการติวเตอร์ ก็หวนกลับสู่ห้องเรียนไปติวเตอร์ต่อไป




ว่าไปแล้ว กิจกรรมนี้ก็สำคัญ ผมไม่ได้มองว่าผลลัพธ์ของพืชผักจะเติบโตผลิบานตอบโจทย์ข้างต้นหรือไม่ เพราะยังไงเสียชุมชนยังต้องออกแบบการดูแลและใช้แปลงผักเป็นโจทย์การเรียนรู้ของนักเรียนและชุมชนต่อไปอยู่วันยังค่ำ

ตรงกันข้าม ผมสนใจประเด็นนี้เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมระหว่างนิสิตกับชุมชน – ชุมชนอันหมายถึงโรงเรียนและหมู่บ้าน หรือกระทั่งองค์กรที่ยึดโยงและให้ความอนุเคราะห์ทรัพยากรมาหนุนเสริมกิจกรรมนี้ รวมถึงการสะกิดให้ชุมชนได้ใช้พื้นที่อันว่างเปล่าตรงนั้นให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าทิ้งร้างไปกับกระแสธารของกาลเวลา –

ดีไม่ดียังสามารถยกระดับกิจกรรมนี้เข้าสู่สาระการเรียนรู้อย่างจริงจังได้ไม่อยาก เพราะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้ภายใต้หลักคิด “กิจกรรมเป็นฐานการเรียนรู้” และเรียนรู้อย่างเป็น “ทีม” หรือแม้กระทั่งการได้เรียนรู้ “รากเหง้า” ตัวเองบนสังคมแห่งความเป็นเกษตรกรรม ที่มิใช่สังคมเมืองที่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรมอันหลากรูป

แถมยังกระตุกกระตุ้นให้โรงเรียนและชุมชน ได้ทบทวนคลังความรู้ที่ว่าด้วยปราชญ์ชุมชนร่วมกัน ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงการจัดการจัดการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ด้วยการเรียนเชิญปราชญ์ชาวบ้านเข้ามาช่วยสอน หรือกระทั่งใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ของโรงเรียนไปในตัว—





ท้ายที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว ผมจะยังไม่ด่วนสรุปว่ากิจกรรมนอกห้องเรียนในมิติ “นอกหลักสูตร” ของ “สภานิสิต” เป็นเช่นใด ตอบโจทย์การเรียนรู้คู่บริการ หรือมิติอื่นๆ อย่างไร เพราะยังมีเรื่องที่จะเขียนถึงอีกสักสองสามประเด็น

แต่ที่แน่ๆ ในเรื่องเล่าครั้งนี้ ผมเพียงต้องการสื่อสารให้เห็นว่าสภานิสิตที่มีภารกิจหลักของการกลั่นกรองโครงการและกำกับติดตามการบริหารงานขององค์กรนิสิตอื่นๆ มิได้จ่อมจมอยู่กับภารกิจเช่นนั้นเสียทั้งหมด หากแต่ยังไม่ละเลยที่จะขยับตัวออกมาจัด “กิจกรรมนอกห้องเรียน” ในวิถี “ค่ายอาสา” กับเขาด้วยเหมือนกัน

ถึงแม้จะไม่ใช่ขุนพลค่ายอาสาโดยแท้ และถึงแม้ค่ายอาสาครั้งนี้จะใช้เวลาน้อยนิด แต่ก็พอจะมองเห็นกระบวนการของการพยายามที่จะเรียนรู้ศาสตร์ของการจัดกิจกรรมเรียนรู้คู่บริการแบบง่ายๆ ด้วยการกลั่นกรองพื้นที่อย่างเป็นระบบ จัดกิจกรรมบนฐานความต้องการของชุมชน การปรับเปลี่ยนหน้างานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งตรงนี้แหละสำคัญมากๆ เพราะหมายถึง การเรียนรู้จากการลงมือทำจริงอย่างเป็นทีม การเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้าและแก้ปัญหากับสถานการณ์เฉพาะกิจที่โถมถั่งเข้ามาอย่างไม่ให้รู้ตัว -



ค่อยเจอกันใหม่ ครับ

ภาพ/ข้อมูล



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

นิสิตทำกิจกรรมได้ครอบคลุมงานทั้งหมดของโรงเรียน

แถมแบ่งงานกันทำได้ดีมาก

มาชื่นชมการทำงานครับ

เขียนเมื่อ 

กิจกรรมดีที่น่าชื่นชมยิ่งจ้ะ

เขียนเมื่อ 

ปรับหน้างาน คือ ทักษะเอาชีวิตรอด

เอ๊ย !!! เผชิญปัญหา วิเคราะห์สาเหตุรอบด้าน หาทางออก เลือกที่เหมาะสมตามสถานการณ์

เชื่อว่านิสิตพลิกพลิ้วทางเดินชีวิต .... ไม่ตันง่าย ๆ แน่นอน

ชื่นชมค่ะ

เขียนเมื่อ 

ครับ ดร.ขจิต ฝอยทอง

ค่าย....
สอนชีวิตและทักษะชีวิตของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ผมมองว่าในค่ายนี้ มีภาพเหล่านี้อยู่บ้าง เลยนำมาเขียนไว้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

และมองว่า...
สภานิสิต ก็ใส่ใจกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมเหมือนกัน แม้จะไม่กี่วัน และไม่ลึกซึ้งมากนักในมิติของการเรียนรู้ชุมชน แต่ก็ทำให้รู้ว่า สภานิสิต พยายามเรียนรู้ที่จะทำค่ายบนความต้องการของชุมชน มองปัญหา แล้วออกแบบวิธีการแก้ปัญหาเท่าที่สภานิสิตพอจะทำได้


เขียนเมื่อ 

ใช่ครับ พี่ มะเดื่อ

งานค่าย เพียงไม่กี่วันกี่คืน แต่มักมีพลังในการสอนให้คนเราได้เรียนรู้อะไรๆ อย่างมากมายก่ายกอง หากไม่นับว่าเรียนรู้การให้ต่อชุมชนอย่างไร ก็ยังหมายถึงได้เรียนรู้ตัวเองและคนรอบข้างนั่นเอง...

เขียนเมื่อ 

ใช่ครับ พี่หมอ ธิ

ผมชอบตรงพลิกสถานการณ์นี่แหละครับ
นี่คือทักษะการคิด และทักษะในการลงมือทำ
มันจะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตในการเติบโตและก้าวเดินออกไปใช้ชีวิตจริงในสังคมแห่งการงานในอนาคต

ค่าย จึงยังมีสถานะของการเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตในการเติบโตเป็นบัณฑิตสู่การรับใช้สังคม...ครับ