หลังจากห่างหายจากชุมชนคนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Gotokhow ไปพักใหญ่ ดิฉันก็ยังคงดำเนินชีวิตไปบนเส้นทางสายวิชาการ ยังคงเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเช่นเดิม หากเพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างบางสถานะ มีทั้งการเป็นผู้ให้ และผู้รับในฐานะนักศึกษาป.เอก (ขออนุญาตใช้คำนิยมทั่วไปที่เรียกกันติดปากนะคะ ) สาขาการบริหารนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา โอกาสดังกล่าวได้นำพาชีวิตของดิฉันให้ก้าวสู่วิถีชุมชน การทำวิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการพัฒนาองค์กรชุมชนแบบยั่งยืน โดยมีวิธีการวิจัยแบบถอดบทเรียนจากองค์กรชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการชุมชน จึงนำพาให้ดิฉันได้รู้จักกับชุมชนเล็กๆ ที่มีการบริหารจัดการชุมชนโดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมทั้งกิจกรรมหลักเป็นการเข้าร่วมทางตรง และการมีส่วนร่วมทางอ้อม คือ แม้จะไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างรายได้เสริม แต่การเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการยอมรับกติกาชุมชนร่วมกัน ก็ทำให้ทุกคนได้ภูมิทัศน์ที่สวยงาม และสภาพแวดล้อมที่ดีของชุมชนกลับคืนมา ส่วนความภาคภูมิใจในชุมชนของตนเองนับเป็นรางวัลที่มีค่ายิ่งสำหรับทุกคนไปโดยปริยาย <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />
ดิฉันยอมรับว่า อดไม่ได้จริงๆ ที่จะนำเสนอความงดงามของชุมชนคลองน้อยแก่ท่านผู้อ่าน และทุกคนที่ต้องการมาเยือนเมืองคนดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะไม่เพียงแค่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทะเล ภูเขาที่มีชื่อเสียงแล้ว ดิฉันไม่อยากให้ท่านพลาดการท่องเที่ยวชุมชนคลองน้อย ที่มีสภาพแวดล้อมเป็นแม่น้ำลำคลอง ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเหมือนชื่อ จนได้รับการขนานนามว่า “ชุมชนคลองร้อยสาย” ชุมชนแห่งนี้มีการบริหารจัดการอย่างบูรณาการระหว่างวิถีชีวิต กับการสร้างรายได้แก่ชุมชน ที่นี่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสชุมชนคลองน้อย และพบปะกับชาวชุมชนที่นี่ไม่เคยทำให้ดิฉันผิดหวัง ทุกครั้งที่ดิฉันมีโอกาสใช้สถานที่แห่งนี้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง (ในที่นี้หมายถึง ญาติพี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัด อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อนๆป.เอก เพื่อนๆสนิทมิตรสหาย ตลอดจนกัลยาณมิตรที่ พึ่งรู้จัก) บ่อยครั้งที่ดิฉันเลือกชุมชนคลองน้อยเป็นห้องเรียนมีชีวิตให้กับนักศึกษาของดิฉัน ทุกรายวิชา ที่ดิฉันสอนมักมีเรื่องราวที่เกี่ยวโยงกับพื้นที่ดังกล่าวได้แทบทุกวิชา เช่น วิชาการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาชุมชน วิชาวิทยากรกระบวนการ วิชาสวัสดิการชุมชน เป็นต้น ดิฉันมักได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้อง ในชุมชนแห่งนี้ มีกิจกรรมที่หลากหลายรองรับการเข้าไปเรียนรู้ แม้กระทั่งผู้นำชุมชนที่มีบุคลิกภาพของผู้นำที่เป็นกันเอง ไม่ต้องมีพิธีการให้ยุ่งยากต่อการเข้าถึง (ข้อนี้สำคัญมากคะ เป็นการลดช่องว่าระหว่างชาวบ้านอย่างดิฉันลงได้อย่างดี ) จึงทำให้ดิฉันขอถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับชุมชนแห่งนี้ด้วยภาพ และเนื้อหาบางส่วนจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ที่ทำให้ดิฉันมีวันนี้ วันที่สำเร็จการศึกษาอย่างที่ตั้งใจไว้ (แม้จะใช้เวลานานไปหน่อยนะคะ ) และขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องชาวชุมชนคลองน้อยทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยคะ
ส่วนที่ 1 รู้จักข้อมูลชุมชนคลองน้อย จากส่วนหนึ่งในงานวิทยานิพนธ์
ชุมชนคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จากการที่ผู้วิจัยได้ลงไปศึกษาวิจัยในชุมชนคลองน้อย ถึงการพัฒนาองค์กรชุมชนแบบยั่งยืน โดยเลือกศึกษาปรากฏการณ์ที่นำมาสู่การเกิดกลุ่มองค์กรชุมชน พัฒนาการของการจัดตั้งกลุ่มองค์กรชุมชน ซึ่งพิจารณากลุ่มองค์กรที่มีการเสริมสร้างและพัฒนาจนเกิดความเข้มแข็ง และนำไปสู่ความยั่งยืน คือชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย ซึ่งเป็นองค์กรชุมชน ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่ยอมรับจากสังคมภายนอก และยังเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ผู้วิจัยได้ถอดบทเรียนเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการพัฒนาองค์กรชุมชนแบบยั่งยืน โดยศึกษาสภาพทั่วไปของชุมชน ปรากฏการณ์และสภาพปัญหาสำคัญที่นำมาสู่การแก้ปัญหา โดยองค์กรชุมชน องค์ประกอบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์กรชุมชนแบบยั่งยืน โดยพิจารณาถึงกระบวนการพัฒนาขององค์กรชุมชนใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นก่อนเกิดองค์กรชุมชน 2) ขั้นการสร้างองค์กรชุมชน และ 3) ขั้นการพัฒนาขององค์กรชุมชน ผู้วิจัยจึงศึกษาถึงสภาพทั่วไป และปรากฏการณ์ที่ผ่านมา โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ปรากฏการณ์ย้อนหลัง (Ex-post facto approach) และลงพื้นที่เก็บข้อมูลการสัมภาษณ์ ใช้ทั้งวิธีสัมภาษณ์เดี่ยว สัมภาษณ์กลุ่ม และสนทนากลุ่ม (Group Discussion) ขณะเดียวกันผู้วิจัยใช้วิธีการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน และการสอบถามกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ทั้งนักพัฒนาชุมชนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 โดยเป็นการนำเสนอผลการศึกษาที่สอดคล้องและครอบคลุมกับวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 การศึกษาตัวแบบองค์กรชุมชนที่ประสบความสำเร็จ(Best Practices) ในการพัฒนาองค์กรชุมชนแบบยั่งยืน พบผลการศึกษา ดังนี้
สภาพทั่วไปของชุมชนคลองน้อย
ลักษณะบริบทของตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ มีแหล่งน้ำธรรมชาติกระจายอยู่ทั่ว มีแม่น้ำและ ลำคลองล้อมรอบหลายสาย มีเนื้อที่ทั้งตำบล ประมาณ 18,125 ไร่ หรือ 29 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วย 9 หมู่บ้าน ส่วนชุมชนคลองน้อย เป็นชุมชนหนึ่งในหมู่ที่ 3ประกอบด้วยประชากรเพศชาย จำนวน 284 คน เพศหญิง จำนวน 293 คน รวม 577 คน จำนวนครัวเรือน 156 ครัวเรือน การคมนาคมของตำบลคลองน้อยมีทั้งการสัญจรทางน้ำและทางบก เป็นชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานทำกินในละแวกคลองเล็กคลองน้อย ตลอดจนคลองที่ขุดโดยแรงงานคน รวมกันทั้งสิ้นนับร้อยคลอง ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ชุมชนคลองร้อยสาย” ของแม่น้ำตาปีสายตำนานของสุราษฎร์ธานี ส่วนถนน มีถนนสายต่างๆ สำหรับประชาชนใช้สัญจรไปมาภายในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด มีถนนคอนกรีต เสริมเหล็ก มี 4 สาย และสายถนนคอนกรีตในหมู่บ้านแยกจากถนน หมู่ที่ 3 ระยะทาง 1,300 เมตรด้วยชุมชนคลองน้อย เป็นชุมชนที่ประชากรอาศัยอยู่ไม่หนาแน่น ส่งผลให้ไม่มีโรงเรียน หรือศูนย์พัฒนา เด็กเล็กก่อนวัยเรียน ไม่มีองค์กรทางศาสนา และสถานรักษาพยาบาล แต่ด้วยการคมนาคมที่สะดวกสบาย ทำให้ชาวชุมชนคลองน้อยไม่ได้รับปัญหาในการเข้าถึงสถานที่ดังกล่าวข้างต้น หากแต่มี อสม. ครบทุกหมู่บ้านตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข และในการดูแลความปลอดภัยก็ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความสงบประจำหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน และอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทุกหมู่บ้าน (อปพร.) คอยให้การดูแล ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลัก คือการทำสวนมะพร้าวซึ่งส่วนใหญ่จะมีการปลูกมะพร้าวกันแทบทุกครัวเรือน รายได้หลักจึงมาจากมะพร้าว ส่วนอาชีพรองของคนในตำบลคลองน้อย คือ การปลูกไม้ผล พืชไร่ พืชผัก พืชสำคัญที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกร ได้แก่ กระท้อน มังคุด ส้มโอ มะนาว ชมพู่ทูนเกล้า กล้วย พืชผักต่างๆ และสวนปาล์มอาชีพรับจ้าง ได้แก่ รับจ้างทั่วไป และทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมนอกเขตพื้น และยังปรากฏอาชีพค้าขาย ได้แก่ ขายผัก ผลไม้ ขายของชำ ขายอาหาร และสุดท้ายคือ รับราชการ
ในเขตพื้นที่ตำบลคลองน้อย ไม่มีทรัพยากรป่าไม้ น้ำตก ภูเขา และทะเล แต่จะมีพันธ์ไม้ที่เจริญได้ดีในเขตน้ำกร่อย เช่นต้นจาก ต้นลำพู และป่าโกงกาง ดังนั้นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของพื้นที่ตำบลคลองน้อย คือ ดิน ในเขตพื้นที่ตำบลคลองน้อย มีดินที่มีลักษณะคุณภาพสมบูรณ์ เหมาะแก่การปลูกพืชหลายชนิดด้วยกัน สามารถปลูกได้ทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชผักเกือบทุกชนิด ส่วนแหล่งน้ำลำคลอง ในเขตพื้นที่ของตำบล ทุกหมู่บ้านมีลำคลองและแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย มีน้ำสำหรับทำการเกษตรตลอดปี มีสภาวะการขึ้นลงของน้ำตามอิทธิพลของน้ำทะเล นับเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการเกษตร และใช้สอยประจำวัน แต่มีบางฤดูกาลที่เกิดน้ำท่วมในช่วงสั้นๆ ทำให้เกิดผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรบางชนิดเสียหายบ้าง มีแม่น้ำ 1 สาย ลำคลอง 19 สาย คูส่งน้ำเข้าสวนอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนทรัพยากรที่สำคัญและเป็นอาชีพเสริมให้กับชุมชน คือสัตว์น้ำ จากสภาพพื้นที่ล้อมรอบไปด้วยน้ำ และมีแม่น้ำลำคลองเชื่อมติดต่อกันตลอด ทำให้มีสัตว์น้ำนา ๆ ชนิด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของราษฎรในตำบลอีกด้วย
ประวัติศาสตร์ตำบลคลองน้อย แรกเริ่มเดิมมีชื่อว่า ตำบลป่าเหล้า โดยการตั้งชื่อตามเจ้าที่คือ พ่อตาเหล้า แม่ยายเศร้าสร้อย โดยเอาชื่อของตามาตั้งคือ พ่อตาเหล้า มาตั้งเป็นชื่อตำบลป่าเหล้า เพราะสภาพในตอนนั้นเป็นป่ามาก ตำบลป่าเหล้า มีกำนันคนแรกชื่อ ขุนรัตนมาล เป็นกำนันจนครบเกษียณอายุราชการ ต่อมามี พันเขียน เทพพิพิธ เป็นกำนันแทน สมัยนั้นมีการตั้งเป็นก๊กอั้งยี่ (เจ้าพ่อในปัจจุบัน) สามารถคุ้มครองหมู่บ้านได้ และมีลูกบ้านเป็นสมาชิก ถ้าหากใครเป็นสมาชิกจะมีที่ตักน้ำซึ่งเรียกว่า หมาตักน้ำ (ทำด้วยกาบหมาก) แขวนไว้ที่หน้าบ้านริมคลอง การปกครองสมัยนั้นบ้านเมืองยุ่งเหยิงมาก และกำนันได้ถูกทางราชการจับตัวไปทิ้งที่แม่น้ำโขง (ตามข่าวที่ทราบ) เมื่อสิ้นสมัยของ พันเขียน เทพพิพิธ บุตรชายพันเขียน เป็นกำนันแทน และได้เปลี่ยนชื่อตำบลป่าเหล้ามาเป็นตำบลคลองน้อย จนกระทั่งปัจจุบัน ด้วยพื้นที่ตำบลคลองน้อยมีคลองเป็นจำนวนมากทั้งที่ขุดโดยใช้แรงงานคน และคลองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จึงได้รับการขนานนามว่า “ชุมชนคลองร้อยสาย” แม้คลองที่ขุดขึ้นเพื่อใช้ในการสัญจร และใช้ในการเกษตรในปัจจุบัน จะลดลงตามความจำเป็น แต่ก็ยังหลงเหลือร่องรอยปรากฏให้เห็นตลอดแนวลำคลอง คนภายนอกชุมชนเรียกคนย่านนี้ว่า “คนในบาง” ซึ่งชาวชุมชนก็ยอมรับสรรพนามดังกล่าว
การตั้งถิ่นฐานก่อร่างสร้างตัวไม่น้อยกว่า 170 ปี โดยมีวัดบางแทงแรดเป็นหลักฐานว่า สร้างโดยพ่อท่านชู เมื่อปี พ.ศ.2378 ข้างศาลาท่าน้ำมีต้นไทรอายุเกินร้อยปีเป็นที่เก็บอัฎฐิบรรพบุรุษ เป็นที่กราบไหว้บูชาของชาวบ้านสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านตำบลคลองน้อย มีทั้งคนพื้นเพดั้งเดิม และคนที่อพยพถิ่นฐานมาจากที่อื่น เช่น เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า “คนนอก” ซึ่งก็อยู่ร่วมกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์ และบูรณาการวิถีวัฒนธรรมเข้ากันได้ดี ทำให้มีวิถีชีวิตที่มีชีวา มีภาษาพูดมีทั้งภาษากลาง และภาษาท้องถิ่นของภาคใต้ ประเพณีดั้งเดิม มีการทำบุญเดือนสิบ วันสงกรานต์ วันปีใหม่ วันตรุษไทย และการบวชนาค เป็นต้น
ปรากฏการณ์ และ สภาพปัญหา/ความต้องการสำคัญ ที่นำมาซึ่งการแก้ปัญหาโดยองค์กรชุมชน สามารถอธิบายให้เห็นถึงกระบวนการและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์กรชุมชนแบบยั่งยืน 3 ขั้นตอน ดังนี้
1.ขั้นก่อนเกิดองค์กรชุมชนคลองน้อย
ปรากฏการณ์ และสภาพปัญหา/ความต้องการสำคัญ ที่นำมาซึ่งการแก้ปัญหาก่อนที่จะมีการรวมตัวกันขององค์กรชุมชนบ้านคลองน้อย กล่าวคือ ผู้วิจัยพบว่าสถานการณ์ปัญหา ช่วงก่อนการรวมกลุ่มชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย ก่อนปีพ.ศ. 2538 ชุมชนคลองน้อยยังมีวิถีชีวิตแบบริมฝั่งคลอง การคมนาคมทางน้ำยังคงเป็นเส้นทางหลัก เรือเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะมีรถยนต์และถนนเข้ามาแต่เรือก็ยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แม้คลองจะเป็นสิ่งจำเป็นแต่ชาวบ้านขาดความร่วมมือในการรักษาระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมของแม่น้ำลำคลอง ทำให้ชุมชนคลองน้อยในสมัยนั้นพบกับปัญหาขยะในแม่น้ำลำคลอง และผักตบจำนวนมาก ผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “คนที่ทิ้งขยะลงในคลองส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนเฒ่าคนแก่ มีอะไรก็ใช้ให้โยนคลอง โกรธเมียจับพร้าจะฟันเมีย เมียหันมาเห็น ทำอะไรไม่ได้ก็โยนพร้าลงคลอง จะตีเมียกับหม้อข้าว เมียหันมาเห็นก็เอาหม้อข้าวโยนคลอง” เมื่อมีขยะในลำคลองจำนวนมากก็ส่งผลกระทบต่อการสัญจรทางน้ำที่ใช้เรือที่มีหางเสือ โดยต้องจอดเป็นระยะเพื่อตัดขยะที่พันใบพัดออกจึงแล่นได้เหมือนเดิม การแก้ปัญหามลภาวะในลำคลองดังกล่าวเริ่มขึ้นโดยมีองค์กรจากภายนอกเข้ามาให้การสนับสนุน คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยให้เยาวชนเป็นแกนนำในการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ และแก้ปัญหาขยะในลำคลอง ใช้ชื่อกลุ่มว่า “นักสืบสายน้ำ” โดยมีคำสัมภาษณ์ ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้นว่า “เขาเอาลูกไปทำการอนุรักษ์เรื่องแม่น้ำลำคลอง แล้วเราเป็นพ่อแม่จะยังไปทิ้งขยะในลำคลองได้อย่างไร” เป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดขององค์กร สกว.ในการหาแนวร่วมด้านการอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ เมื่อการจัดการปัญหาสภาพแวดล้อมของแม่น้ำลำคลองในชุมชนคลองน้อยเกิดจากการรวมกลุ่มของเยาวชนในชุมชนซึ่งเป็นลูกหลานของคนในชุมชน ผู้ปกครองซึ่งเป็นคนในชุมชนก็ต้องหันมาให้ความร่วมมือโดยปริยาย นอกจากนั้นยังมีการใช้สื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้าน มีการเข้ามาตรวจวัดคุณภาพน้ำ และส่งเสริมกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองด้วยการเก็บขยะ และอนุรักษ์พันธ์ปลาอีกด้วย ซึ่งภายหลังการให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมดังกล่าวข้างต้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากการคมนาคมทางน้ำที่ได้รับความสะดวกสบาย การเดินเรือที่ใช้เครื่องยนต์และใบพัดไม่พบปัญหาดังเช่นที่ผ่านมา จากปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนหันมาให้ความตระหนักถึงการดูแลสภาพแวดล้อมเพราะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
ขั้นก่อนการเกิดกลุ่ม ยังพบองค์ประกอบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา จากปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้น คือ ผู้นำ/แกนนำกลุ่ม และสมาชิกกลุ่ม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ผู้นำ/แกนนำกลุ่ม เกิดจากการสนับสนุน/ส่งเสริม การจัดตั้งโดยหน่วยงาน จากภายนอก ได้รับอาสาสมัครแกนนำเยาวชนในชุมชน เข้ามารวมกลุ่ม เพื่อส่งเสริมให้เกิด การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะในขณะนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนคลองน้อย เป็นสภาพปัญหาที่ชาวบ้านในชุมชนได้รับผลกระทบจากมลภาวะในแม่น้ำลำคลอง และพฤติกรรมการทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลองของชาวบ้าน ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง ปัญหามลภาวะทางน้ำ นำไปสู่ปัญหาในการคมนาคมอีกด้วย ซึ่งลำคลองเป็นเส้นทางหลักในการสัญจรของคนชุมชน การทำงานของกลุ่มแกนนำในช่วงแรกเป็นแบบ “พูดให้ฟัง ทำให้เห็น” เริ่มจากการรณรงค์ให้ความรู้ การสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นด้วยการตรวจวัดสภาพน้ำ ซึ่งขณะนั้น พบว่า มีเพียงปัญหาขยะในแม่น้ำลำคลองแต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพน้ำในลำคลอง ยังสามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ เมื่อแกนนำเข้ามาดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ และแก้ปัญหาขยะในแม่น้ำลำคลอง การดำเนินกิจกรรมระยะหนึ่ง ชาวบ้าน พบว่า ได้รับประโยชน์จากการดำเนินกิจกรรมอย่างแท้จริง ขยะในแม่น้ำลำคลองลดปริมาณลง ทำให้การคมนาคมเป็นไป อย่างสะดวกสบายมากขึ้น หมดปัญหาขยะพันหางเสือของเรือที่ใช้สัญจร ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความตระหนัก และเห็นประโยชน์ของการดำเนินกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาข้างต้นจัดเป็นกระบวนการปลุกจิตสำนึกให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักในสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติให้เห็นถึงข้อดีของการรักษาสภาพแวดล้อมได้อย่างชัดเจน เมื่อเกิดความตระหนักอย่างแท้จริง ชาวบ้านจึงให้ความร่วมมือในกิจกรรมอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง
สมาชิกกลุ่มสมาชิกกลุ่มในขณะนั้น คือผู้ปกครอง ที่มีลูกหลานเป็นแกนนำเยาวชน “นักสืบสายน้ำ” และสมาชิกกลุ่มที่เป็นชาวบ้านที่ได้รับผลประโยชน์จากการแก้ปัญหามลภาวะทางน้ำ เพราะเกิดความตระหนักในความสำคัญของการแก้ปัญหาดังกล่าว เมื่อชาวบ้านได้รับความสะดวกสบายในการคมนาคมทางน้ำ ก็เกิดความสมัครใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มเป็นการเรียนรู้ในรายละเอียดของแกนนำ ทำให้เกิดกระบวนการปรับตัวตามแนวคิดของ การเรียนรู้โดยการสังเกต (Observation Learning) สามารถอธิบายได้ 4 ขั้นตอน ดังนี้
1)การเลียนแบบพฤติกรรมตัวแบบ กล่าวคือ การที่ชาวบ้านซึ่งมีอายุมากกว่าแกนนำกลุ่ม ได้สังเกตกิจกรรม และพฤติกรรมของแกนนำอย่างต่อเนื่อง จากการวางแผนกิจกรรมอย่างเป็นระบบ ด้วยการรณรงค์ และให้ความรู้ความเข้าใจ ควบคู่กับการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา พฤติกรรมของแกนจึงเปรียบเสมือนตัวอย่างที่แสดงให้ชาวบ้านเห็นถึงการจัดการขยะที่ถูกวิธี
2)ตัวแบบมีส่วนผลักดันให้เลิกพฤติกรรมบางอย่าง กล่าวคือ การที่ชาวบ้าน ซึ่งมีพฤติกรรมและทัศนคติการทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลองแบบเดิมๆ เกิดความตระหนัก และสำนึก ดังคำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “เขาเอาลูกไปทำการอนุรักษ์เรื่องแม่น้ำลำคลอง แล้วเราเป็นพ่อแม่จะยังไปทิ้งขยะในลำคลองได้อย่างไร”
3)ตัวแบบกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพฤติกรรมเดิมให้ดีขึ้น กล่าวคือ ภายหลังจากการปฏิบัติกิจกรรมของแกนนำ ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในแม่น้ำลำคลองกลับสู่สภาวะปกติ การคมนาคมทางน้ำเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ชาวบ้านหันมาให้ความร่วมมือกับกลุ่มมากขึ้น รวมทั้งเลิกพฤติกรรมการทิ้งขยะในแม่น้ำลำคลอง
4)การสร้างพฤติกรรมใหม่ กล่าวคือ ภายหลังจากการดำเนินกิจกรรมของแกนนำเยาวชน จนปัญหาได้รับการแก้ไข และได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน ส่งผลให้มีการเข้าร่วมกลุ่มในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ทั้งในแม่น้ำลำคลอง และบริเวณต่างๆ ภายในชุมชน จนพบว่ามีการปรับปรุงภูมิทัศน์ และให้ความร่วมมือในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในชุมชนอย่างดียิ่ง
2.ขั้นการสร้างองค์กรชุมชนคลองน้อย
ขั้นการสร้างองค์กรชุมชน พบว่า ภายหลังจากการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของแม่น้ำลำคลอง ประชาชนในชุมชนหันมาให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในชุมชนทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง และเมื่อชุมชนคลองน้อยมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เหมาะสม นำมาซึ่งการจัดตั้งกลุ่มชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้น โดยมุ่งเน้นให้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชน ได้บริหารจัดการตนเองอย่างเป็นระบบบนพื้นฐานของการใช้ประโยชน์ และร่วมกันดูแลให้สามารถ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป
ช่วงที่มีการรวมกลุ่มชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย ภายหลัง ชุมชนได้รับการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของแม่น้ำลำคลอง และชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ขณะนั้นมีการจัดการชุมชนในหลายๆ ด้าน เช่น การตั้งกฎชุมชนในการอนุรักษ์สัตว์ป่าคุ้มครองที่มีอยู่มากในพื้นที่ การจัดกลุ่มเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ การจัดทำโครงการบ้านน่าอยู่โดยการจัดประชุมสัญจรเป็นแรงเสริม ถึงแม้จะไม่มีการมอบรางวัล ไม่มีคำตำหนิ แต่บ้านใด ที่จัดสภาพแวดล้อมภูมิทัศน์ได้อย่างสวยงามก็จะมีคำชมเชย และเป็นแบบอย่างให้กับผู้เข้าร่วมประชุมกลับไปพัฒนาบ้านของตนเอง เป็นต้น อย่างไรก็ตามพื้นที่ชุมชนคลองน้อย ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบจากการขยายเมืองเข้ามาใกล้พื้นที่มากขึ้น การเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นจนนำมาซึ่งความร่อยหรอและเสื่อมโทรม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าชายเลน มลภาวะทางอากาศ น้ำเสีย รวมทั้งการทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อทุกคนในชุมชนคลองน้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบล จะมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพก็ตาม ดังนั้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ชุมชนได้บริหารจัดการตนเองอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐาน ของการใช้ประโยชน์ และร่วมกันดูแลให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป และในขั้นตอนการสร้างกลุ่ม พบว่า มี กระบวนการเรียนรู้ในการสร้างพลังกลุ่มขององค์กรชุมชนคลองน้อย 3 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1การจัดตั้งกลุ่มชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อยเกิดจากความสนใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มุ่งเน้นให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิต ภูมิปัญญาของคนในบางให้คงอยู่ อย่างยั่งยืน เพื่อตั้งรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองที่กำลังรุกเข้ากระทบต่อชุมชนในอนาคตได้ โดยมีหน่วยงานจากภายนอกเข้าให้การสนับสนุน และให้ความรู้แก่คนในชุมชน โดยในช่วงแรกมีการเชิญชาวบ้าน เข้าร่วมประชุมและสร้างความตระหนัก ความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ และดำเนินการเลือกประธานกลุ่ม มีการแบ่งหน้าที่ออกเป็นฝ่ายต่างๆ ได้แก่ ฝ่ายบ้าน ฝ่ายเรือ ฝ่ายรถ ฝ่ายประชาสัมพันธ์จากนั้นดำเนินการแบ่งกลุ่มในการจัดการการท่องเที่ยวจากความสมัครใจเช่น เมื่อมีสมาชิกสมัครใจเข้าร่วมกลุ่มบ้านพักแบบโฮมสเตย์ ก็จะมีการพิจารณาร่วมกันถึงความเหมาะสมว่าบ้านของสมาชิกดังกล่าวสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ ส่วนผู้ที่ยังไม่พร้อมก็จะอบรมให้ความรู้และปรับปรุงต่อไป เมื่อมีความพร้อมมากขึ้น ก็ดำเนินการตรวจสภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน Homestay ตรวจดูความสะอาด สุขลักษณะของห้องน้ำ ห้องครัว และห้องพัก เป็นต้น
ในช่วงแรกของการจัดตั้งกลุ่ม มีสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 15 คน มีบ้านพักแบบโฮมสเตย์ จำนวน 9 หลัง โดยในช่วงแรกของการรวมกลุ่ม มีการนำโปรแกรมการท่องเที่ยวจากที่อื่นๆมาดูเป็นตัวอย่าง และร่วมกันวางแผนเส้นทางการท่องเที่ยวโดยนำอัตลักษณ์ของชุมชนที่สมาชิกทุกคนรับรู้ร่วมกันมาใช้ประกอบการจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยว ได้แก่ เส้นทางจาก (ต้นจาก) คือการลงเรือ เส้นทางมะพร้าว คือทางบก ในช่วงแรกมีการจัดเรือไปรับนักท่องเที่ยว ถึงสถานีรถไฟ ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
ขั้นตอนที่ 2 ว่าด้วยการเคลื่อนไหวของกลุ่มชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย เกิดจากการส่งเสริมให้กลุ่มเกิดการเคลื่อนไหวเป็นการเพิ่มพลังผลักดันให้กลุ่มเกิดพลังผลักดัน และรู้ถึงศักยภาพของตนเอง โดยภายหลังการจัดตั้งกลุ่มและมีการแบ่งหน้าที่กันแล้วนั้น “เริ่มแรก กลุ่มทำอะไรไม่เป็นเลย แต่มีพี่เลี้ยงจากเรดชาร์ม นำสมาชิกไปเที่ยว ศึกษาดูงาน และมีการประสานงานจากหน่วยงานราชการ และเอกชน เพื่อให้เข้ามาเที่ยวในชุมชน เป็นการนำร่องโดยมีการจัดงบประมาณลงมา เริ่มจากมีนักเรียนแลกเปลี่ยนเยาวชนไทย-สวีเดน โดยทางจังหวัดได้เลือกพื้นที่ อำเภอเมือง คือตำบลคลองน้อย ให้มาพักบ้านละ 2 คนโดยดูว่าบ้านหลังไหนจะรับได้บ้าง ตอนนั้นททท. และหน่วยงานการท่องเที่ยวยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง” (นายสุมาตร อินทรมณี ประธานชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย เมื่อ 8 พฤษภาคม 2557) มีผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ และความประทับใจที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นว่า “ตอนนั้นกลุ่มเยาวชนมาพัก เข้าใจว่าจะมาอยู่สักวันสองวัน แต่มาพักเป็น 70 วัน ตอนนี้บ้านผมยังมีเด็กที่มาพักโทรมาหาเลย บางบ้านมีการมาเยี่ยมด้วย อยู่นานๆ มีความผูกพัน” เมื่อผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ทำให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มีผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “เราสามารถรับแขกบ้านแขกเมืองได้ โดยเราไม่ได้ค่าตอบแทน เรายังทำได้ แล้วถ้าได้ค่าตอบแทนด้วยแล้วทำไมจะทำไม่ได้” กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้น ทำให้กลุ่มค้นพบศักยภาพที่จะนำมาสร้างพลังกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็งที่สำคัญ ดังคำกล่าวของผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งว่า “ถ้าพิจารณาแล้วว่าทำไมถึงทำได้โดยพื้นเพของคนคลองน้อยสามารถทำได้ เพราะคนมีจิตใจดี มีคนนอกมาเขาก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี” หลังจากนั้นชุมชนคลองน้อยก็ได้รับการติดต่อจากนักท่องเที่ยว และผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานเป็นระยะ อย่างไม่ขาดตอน
นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวไปกับกิจกรรมการท่องเที่ยวดังกล่าวกลุ่มยังมีการส่งเสริมการประชุมพบปะ เพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและความคิดซึ่งกันและกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มให้แน่นแฟ้นขึ้น และร่วมกันหาแนวทางปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม โดยจะจัดประชุมขึ้นในวันที่ 17 ของทุกเดือน โดยมีการเชิญบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น เกษตรตำบล พัฒนากร มาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเฉพาะการศึกษาปัญหาความยั่งยืน ของชุมชนอื่นๆ ในการจัดการด้านการท่องเที่ยว ทำให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักว่า การขาดการมีส่วนร่วม และการแบ่งผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมหรือการนำมาเป็นส่วนตัว จะนำมาซึ่งความล้มเหลว
ขั้นตอนที่ 3 ว่าด้วยการเจริญเติบโตของกลุ่มชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย ซึ่งหากว่ากันด้วยความหมายของการเจริญเติบโตของกลุ่ม อาจรวมถึงการมีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการที่บุคคลอื่นๆ เห็นความสำคัญและอยากเข้ามาร่วมด้วยหลังจากที่กลุ่มดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ในปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกจำนวน 32 คน เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มากนัก แต่บุคคลที่เข้าร่วมทุกคนมีบทบาทและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน แม้กลุ่มจะไม่มีการจัดทำผังโครงสร้างองค์กร แต่ได้มีการบันทึกไว้เป็นลายลักอักษร อยู่ในรูปแบบของหนังสือเวียนเพื่อแจ้งให้สมาชิกแต่ละคนทราบถึงหน้าที่และฝ่ายที่ตนสังกัด นอกจากนี้กลุ่มยังมีการทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มอื่นๆ ภายในชุมชนคลองน้อย และภายนอกชุมชนคลองน้อยเป็นรูปแบบของเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บางใบไม้ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านถ้ำผึ้ง เป็นต้น โดยมีการร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับเครือข่ายดังกล่าวเป็นระยะ เช่น การทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าชายเลนร่วมกับกลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ และได้รับรางวัลชุมชนต้นแบบด้านการท่องเที่ยว เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จดังกล่าว
3.ขั้นการพัฒนาขององค์กรชุมชนคลองน้อย
ขั้นการพัฒนาขององค์กรชุมชน พบว่า ภายหลังจากการจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อยได้สำเร็จมีการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มกิจกรรมโดยคำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดีทั้งนี้พบว่า การจัดกิจกรรม ของกลุ่มมีประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งในจังหวัด และระดับประเทศ ขั้นการพัฒนาองค์กรชุมชน พบว่า ชุมชนคลองน้อยได้รับการพัฒนาจากการดำเนินกิจกรรมขององค์กรชุมชนที่มีลักษณะความยั่งยืนในประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.ด้านเศรษฐกิจชุมชน พบว่า ชุมชนคลองน้อยมีทรัพยากรที่มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ นอกเหนือจากลักษณะทางภูมิปัญญาที่มีอยู่ก็คือ ทรัพยากรดิน ดินของพื้นที่คลองน้อยเหมาะสมต่อการทำการเกษตร เช่นสวนผลไม้ตามฤดูกาล ได้แก่ ฝรั่ง กล้วย ชมพู่ และกระท้อน เป็นต้น แต่ที่เป็นอาชีพหลักของเกษตรกรที่นี่คือ การทำสวนมะพร้าว มะพร้าวของชุมชนคลองน้อย ยังมีลักษณะทางพันธุกรรมที่โดดเด่น กล่าวคือ เนื้อมะพร้าวจะมีความมัน และมีเนื้อหนากว่ามะพร้าวในพื้นที่อื่นๆ แม้แต่การเลือกซื้อมะพร้าวไปประกอบอาหารบางชนิด ผู้ซื้อจะเจาะจงเอามะพร้าวจากพื้นที่คลองน้อย เช่น การทำเมี่ยงคำ ที่ต้องใช้มะพร้าวคั่วเป็นส่วนประกอบ ก็จะได้มะพร้าวคั่วที่มีสีเหลืองสวยงามน่ารับประทาน และไม่ไหม้ เนื่องจากความมันของเนื้อมะพร้าวที่มีอยู่สูง ดังนั้นผู้ที่เข้ามารับซื้อมะพร้าวที่มาจากพื้นที่คลองน้อยจะได้ราคาสูงกว่ามะพร้าวในท้องตลาดทั่วไป โดยมีผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ผู้รับซื้อที่มีความชำนาญ ในการคัดเลือก ถึงขนาดที่สามารถแยกได้ว่ามะพร้าวลูกไหนมาจากคลองน้อย ก็จะคัดเลือกเอาเฉพาะผลนั้น เขาเลือกเอาหมด”
เมื่อชาวชุมชนคลองน้อยมีอาชีพหลักที่มั่นคง การดำเนินกิจการด้านการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นอาชีพเสริมที่ทำกันมาด้วยความสมัครใจ สมาชิกกลุ่มท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เมื่อเรามีรายได้หลักอย่างอื่นอยู่แล้ว จะมีคนมาใช้บริการโฮมสเตย์หรือมาท่องเที่ยวหรือไม่ ก็ไม่ทำให้เราเดือดร้อน และไม่ต้องรีบเร่งให้คนเข้ามา เอาเฉพาะคนที่สนใจ การแบ่งงานก็แบ่งตามความพร้อมของสมาชิก ในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวสมาชิกบ้านไหนว่างก็จะรับนักท่องเที่ยวไปดูแลได้ เราจะไม่แย่งกัน” จากการศึกษาข้อมูลดังกล่าว พบว่า การที่กลุ่มสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่เร่งให้การท่องเที่ยวในชุมชนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกินไป ส่วนหนึ่งมาจากการที่สมาชิกทุกคนมีอาชีพหลักอยู่แล้ว การจัดการการท่องเที่ยวเป็นเพียงอาชีพเสริมที่ไม่ได้กระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมมากนัก แต่กลับทำให้สมาชิกมีรายได้เสริมจากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว
2.ด้านภูมิปัญญา และวัฒนธรรม พบว่า ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย จัดตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานความตั้งใจของชาวชุมชนที่จะสร้างความสามัคคี ในการทำงานพัฒนา และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อยกับชาวบ้านในชุมชน ให้เห็นคุณค่าของทรัพยากรท้องถิ่น ของดีชุมชนและภูมิใจในประเพณี วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตของตนเองอย่างภาคภูมิใจ ตลอดจนการสร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนคลองน้อย และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ให้คงอยู่ยืนยาวตราบนานเท่านาน ดังนั้นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นการนำเอาวิถีชีวิตของชุมชนมาเป็นจุดขาย และจากการทำกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ยังนำมาซึ่งการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในหลายๆ ด้าน การนำเอาวิถีชีวิตความเป็นอยู่มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการท่องเที่ยว จึงไม่ได้เป็นการจัดแสดงแต่ประการใด กิจกรรมต่างๆสามารถดำเนินไปได้แม้ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมก็ตาม เพราะกิจกรรมเหล่านนั้นเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และการประกอบอาชีพที่รับการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษอยู่แล้ว แต่เดิม กิจกรรมดังกล่าว ได้แก่
1)วิถีชีวิตชาวคลอง ทำให้เรือเป็นสิ่งจำเป็น แม้แต่ในยุคสมัยที่รถยนต์และถนนเข้ามาแทนที่ เรือก็ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนขาดไม่ได้ จึงยังคงมีช่างต่อเรือ ที่สามารถรักษา ภูมิปัญญา และฝีมือที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษมาจนปัจจุบัน โดยมีช่างกบ เป็นช่างต่อเรือฝีมือเอกที่มีชื่อเสียงระดับจังหวัด และรับการสืบทอดอาชีพช่างต่อเรือมากว่า 3 ชั่วอายุคน ซึ่งการประกอบอาชีพดังกล่าวยังสามารถให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวที่ไม่เคยได้รู้จัก และสัมผัสอาชีพการต่อเรือมาก่อน เพราะทุกครั้งที่เยี่ยมชมอู่ต่อเรือแห่งนี้ ก็เปรียบเสมือนการเผยแพร่ความรู้และสืบสารตำนานการต่อเรือ ที่มีหลายขั้นตอน ซึ่งกว่าเรือแต่ละลำจะสำเร็จการ และออกทะเลได้ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน ตั้งแต่การวางกระดองหมึก ใส่ราว และกระแยกแยะประเภทของเรือแต่ละชนิด เช่นเรือขุดเป็นเรือโบราณที่ใช้ไม้ทั้งท่อนขุดเป็นเรือและมีวางแสดงไว้ ณ อู่ต่อเรือแห่งนี้ เป็นต้น และหากนักท่องเที่ยวที่สนใจมาชมพิธีบูชาแม่ย่านางเรือ ก็ยังสามารถติดต่อเข้ารับชมได้ในช่วงเวลาที่มีเจ้าของผู้ว่าจ้างต่อเรือมารับเรือและนำปราชญ์ผู้มีความรู้ในศาสตร์ดังกล่าวมาทำพิธีได้อีกด้วย ซึ่งการเข้าชมแต่ละครั้งของนักท่องเที่ยวจะสะท้อนให้เห็นถึงความภูมิใจในอาชีพของภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนได้เป็นอย่างดี
2)การฝึกลิง เนื่องจากชุมชนคลองน้อยมีการปลูกมะพร้าวเป็นอาชีพหลัก จึงมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวหลายอาชีพ ที่นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้ และมีเฉพาะบางพื้นที่ ซึ่งที่นี่มีผู้มีความรู้ ความชำนาญในการสอนลิงเก็บมะพร้าว และยึดเป็นอาชีพหลักที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ จนมีการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย มิใช่การจัดแสดงแต่ประการใด แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมมักจะได้รับความสนใจการสาธิตการสอนลิงในแต่ละครั้งเป็นอย่างดี การฝึกลิงช่วยขึ้นมะพร้าวจึงเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่ควรถ่ายทอด รักษา และพัฒนาต่อไป และยังแสดงให้เห็นถึงปฎิสัมพันธ์ที่น่าอัศจรรย์ระหว่าง ผู้ฝึก ผู้ใช้ และผู้ว่าจ้าง ที่มิใช่การทรมานสัตว์ และใช้แรงงานสัตว์โดยขาดความเมตตา กรุณา แต่เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งการฝึกลิงของที่นี่ มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การเข้าปั่น (2) การห้อยปั่น (3) การขึ้นราว และ (4) การขึ้นต้นจริง เมื่อครบทั้ง 4 ขั้นตอนจึงเท่ากับเรียนจบหลักสูตร
3)กลุ่มผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว เป็นการนำกะลามะพร้าวที่เป็นวัสดุเหลือใช้จากมะพร้าว มาประดิษฐ์เป็นงานศิลปะ และของใช้ได้อย่างหลากหลาย เช่น โคมไฟ กระบวยตักน้ำ ช้อนส้อม ทัพพี เป็นผลิตภัณฑ์ที่รองรับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว และเป็นของที่ระลึกได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นหากนักท่องเที่ยวสนใจผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น น้ำส้มสายชูหมักน้ำตาลจาก ทางกลุ่มยังมีเครือข่ายกับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บางใบไม้ อยู่ในพื้นที่ติดกัน ซึ่งสามารถนั่งเรือเชื่อมต่อกันได้อย่างสะดวก โดยผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “การท่องเที่ยวในบางเราจะเอื้อเฟื้อกัน ลงเรือจากบางใบไม้ ก็เข้ามาเที่ยว ในคลองน้อยได้ หรือเที่ยวบางใบไม้เลือกซื้อสินค้าเสร็จ แล้วไปนอนพักที่คลองน้อยก็ได้” นอกจากนั้นภายในชุมชนคลองน้อย ยังมีโรงปอกมะพร้าว ของคุณสุวิทย์ เหมวิเศษ ซึ่งเป็นแหล่งรับซื้อมะพร้าวของสวนในบาง และนำมาปอกส่งขายในหลายจังหวัด โดยวัสดุที่ได้ ส่วนเนื้อจะไว้ทำกะทิ เปลือกจะย่อยเป็นวัสดุปลูกต้นไม้ กะลามะพร้าวจะนำไปทำถ่านอัดแท่ง
4)การทำผลิตภัณฑ์จากต้นจาก ใบจาก ซึ่งต้นจากเป็นพืชท้องถิ่นที่นำมาใช้สอยได้เกือบทุกส่วน กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้จัดให้ชมการสาธิต และร่วมทำผลิตภัณฑ์จากต้นจาก โดยให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกันทำขนนมจาก ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบในท้องถิ่นอย่างมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ และยังพร้อมใจกันขนานนามใหม่ของขนมจากว่า “ขนมคิดถึง” เพื่อความเป็นสิริมงคล และยังบอกเคล็ดลับการปอกขนมชนิดนี้รับประทานตามแบบฉบับของผู้รู้ที่ใช้ชีวิตผูกพันกับต้นจากอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีการสาธิตทักษะการเย็บจากเป็นตับ เพื่อใช้มุงหลังคา ทุกขั้นตอนการสาธิต จะมีการบอกกล่าวถึงความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจาก เช่นที่มาของคำว่าร้อนตับแตก ตับที่กล่าวถึงก็คือตับจากนั่นเอง และยังสอดแทรกความรู้ให้แก่ผู้เยี่ยมชมได้เข้าใจว่า เหตุใดชาวบ้านที่นี่ต้องทำการอนุรักษ์ต้นจากที่อยู่ริมตลิ่งหน้าบ้าน เพราะภูมิปัญญาดังกล่าวของปู่ย่าตายาย ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่า “ต้นจากสามารถป้องกันการเซาะพัง ของดินริมคลอง ได้ดีกว่าเขื่อนซีเมนต์” จากจึงเป็นวิถีธรรมชาติมอบให้ชาวในบางเรื่อยมา
5)ภูมิปัญญาด้านการประมง ชุมชนคลองน้อยมีวิถีชีวิตที่ผูกพัน กับสายน้ำ เป็นที่มาของการสืบทอดภูมิปัญญาในการประมงหลากหลายรูปแบบ และการพัฒนา ขึ้นมาของชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้าน ที่ประกอบอาชีพประมงทั้งที่เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมเกิดความภาคภูมิใจและคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการอนุรักษ์พันธ์สัตว์น้ำหายาก เช่น ปลาเสือพ้นน้ำ เป็นสัตว์ป่าคุ้มคลองชนิดหนึ่ง เดิมเคยมีปรากฏในลำคลองแต่ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของแม่น้ำลำคลอง ปริมาณของปลาเสือลดลดจนหาได้ยาก ภายหลังจากการฟื้นฟูแหล่งน้ำดังกล่าว กลับพบว่ามีปลาเสือปรากฏให้เห็นอีกครั้ง ชาวบ้านจึงคิดวิธีในการอนุรักษ์สัตว์น้ำดังกล่าวไม่ให้สูญพันธ์ จากการสัมภาษณ์คุณลุงผัน จงอักษรผู้ค้นพบนวัตกรรมการอนุรักษ์ปลาเสือพ้นน้ำ เล่าว่า “ปลาเสือเป็นสัตว์กินเนื้อ พอเราเอาเนื้อไปโยนให้ แต่ปลาเสือไม่อยู่ก็สูญเปล่า ประกอบกับเนื้อหมูมีราคาสูง จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ปลาเสือยังอยู่ในบริเวณหน้าบ้าน จึงเอาสายเชือกมัดเนื้อไว้ และห้อยไว้ในบริเวณที่มีปลาเสือ เมื่อมันผ่านมามันก็จะกินเนื้อที่แขวนไว้ ถ้ามันไม่กิน เนื้อก็จะยังเหลืออยู่ และในที่สุดมันก็มาอยู่รวมกันหน้าบ้านลุงเยอะมาก” นับเป็นความคิดสร้างสรรค์ในการอนุรักษ์ และส่งผลต่อภาพรวมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของชุมชนคลองน้อย “จากการไปดูงานที่จังหวัดชัยนาถ ซึ่งมีการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวและมีปลาเสือพ้นน้ำเป็นจุดขายเหมือนกัน แต่ปลาเสือของที่นี่ยังมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าหลายๆที่ที่เคยไปดูมา” (นายสุจิน ขุนปักษี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ) นอกจากภูมิปัญญาในการอนุรักษ์พันธ์สัตว์น้ำดังกล่าว ชุมชนคลองน้อยยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นวิถีชีวิตของชุมชน และนำมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอีกหลากหลาย ได้แก่ การทำคันเบ็ดตกกุ้ง โดยคุณลุงสุนทร เทพจินดา เจ้าของภูมิปัญญาการทำคันเบ็ดตกกุ้งแม่น้ำ แบบไม่เหมือนใคร มีทั้งแบบดั้งเดิม แบบคันยาวกลมกลึง เคลือบแลคเกอร์โชว์ลายไม้ มีทั้งแบบเบา แบบหนักกระชับมือ ราคาไม่แพงตามเนื้อไม้และความยาว ด้วยชีวิตที่เชื่อมโยงกับสายน้ำ การเรียนรู้การขึ้นลงของน้ำตามจันทรคติ “น้ำใหญ่ น้ำเล็ก” ทำให้มวลชีวิตสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อการบริโภค และช่วยฝึกหัด สะสม ถ่ายทอดทักษะ “พรานน้ำจืด” เช่น เรือผีหลอก การจับตะพาบน้ำ วางเบ็ดราว ได้อย่างชำนาญ การนั่งเรือชมการตกกุ้งแม่น้ำในตอนการคืน นับเป็นอีกจุดขายหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ในราคาที่ไม่แพงมาทำกับข้าวรับประทานกันในมื้อเช้าด้วยความประทับใจ
จากการนำภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นวิถีชีวิตของชาวชุมชนคลองน้อยมาปรับให้สอดคล้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในชุมชนอย่างบูรณาการก็สามารถทำให้เกิดความลงตัวโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้รู้สึกแตกต่าง กับชีวิตประจำวันมากนัก รวมทั้งการพัฒนาขึ้นขององค์กรชุมชน “ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย” ยังนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในภูมิปัญญา และวัฒนธรรม จนเป็นแรงบันดาลใจให้สมาชิกกลุ่ม และชาวบ้านคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อใช้ในการอนุรักษ์สัตว์ป่า และสภาพแวดล้อมหรือภูมิทัศน์ที่สวยงาม เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว และสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับชุมชนต่อไป
3.ด้านการบริหารจัดการชุมชน พบว่า ภายหลังจากการทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองทำให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ของการรักษาสภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็นอย่างดี และพร้อมให้ความร่วมมือในอีกหลายๆ ด้าน เพื่อให้ชุมชนเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ในช่วงปีพ.ศ. 2549 ได้มีการเข้ามาขององค์กรภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว มาร่วมกับชุมชนในการจัดทำโครงการท่องเที่ยวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ ชุมชนคลองน้อยในขณะนั้นเป็นเหมือนๆกับชุมชนหลายๆแห่ง ที่ไม่เคยทำกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวมาก่อน หากเพียงแต่ชุมชนมีวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ที่ผูกร้อยชุมชนเข้าด้วยกัน นั่นคือ “แม่น้ำลำคลอง” จากการสัมภาษณ์นายกองค์กรบริหารส่วนตำบลคลองน้อยให้การยืนยันว่า “จุดแข็ง คือคลอง บ้านส่วนใหญ่ติดคลอง บ้านทุกหลังใช้เรือ จึงเอาคลองมาเป็นจุดขาย ให้นักท่องเที่ยวใช้คลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น อาบน้ำ หาหอย ซึ้งเป็นวิถีชีวิตที่นักท่องเที่ยวไม่เคยสัมผัส จนสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว” มี การบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1)การบริหารจัดการในรูปคณะกรรมการ ในช่วงแรกที่มีการจัดตั้งกลุ่มได้มีการเลือกประธานกลุ่ม มีการแบ่งหน้าที่ออกเป็นฝ่ายต่างๆ เพื่อการดูแลอย่างทั่วถึง ได้แก่ ฝ่ายบ้าน ฝ่ายเรือ ฝ่ายรถ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โดยมีหน่วงงาน เรดชาร์ม เป็นพี่เลี้ยงให้การช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มต้น ในช่วงแรกมีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม 15 คน มีที่พักแบบโฮมสเตย์จำนวน 9 หลังแต่จำนวนของที่พักมีขึ้นและลงในแต่ละปี มีการประชุมเพื่อร่วมกันทำความตกลงเรื่องค่าที่พัก ร่วมกันทำเส้นทางการท่องเที่ยว ได้แก่ เส้นทางจาก (ลงเรือ) เส้นทางมะพร้าว (ทางบก) เมื่อก่อนมีการจัดเรือไปรับนักท่องเที่ยวยังสถานีรถไฟ และยังมีช่องทางการเดินทางให้นักท่องเที่ยวได้เลือก
2)การเลือกคนให้เหมาะกับงาน และสร้างทีมทำงานที่ลงตัว การแบ่งฝ่ายดูแลรับผิดชอบด้านต่างๆ เริ่มจากการจัดเวทีของดีในตำบล ใครมีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกับฝ่ายใดก็สามารถเข้าร่วมได้ตามความสมัครใจ แต่ภายหลังจากการต้อนรับเยาวชนแลกเปลี่ยนฯ ก็มีการประเมินความพร้อมของแต่ละฝ่ายเพื่อปรับปรุงให้เกิดความเหมาะสม
3)การบริหารที่โปร่งใส แบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรม จากการศึกษาข้อมูลพบว่า กลุ่มท่องเที่ยวมีการกำหนดให้มีการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยว อย่างเป็นธรรม และเป็นไปตามความสมัครใจ ความพร้อมของสมาชิกกลุ่ม เพราะการท่องเที่ยวเป็นเพียงอาชีพเสริมหากในแต่ละช่วงที่มีการเข้ามาใช้บริการของนักท่องเที่ยวตรงกับช่วงฤดูกาลประกอบอาชีพหลักของสมาชิกคนใด ก็อาจสลับแบบเอื้ออาทรต่อกันในการรับช่วงของการต้อนรับในครั้งนั้น ทั้งนี้จะมีการดูแลประธานชมรมฯ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและมอบหมายงานเบื้องต้นแก่สมาชิกที่มีความพร้อมในการให้บริการดังกล่าวส่วนการบริหารจัดการรายได้ที่ได้รับจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 รายได้ที่คิดจากการเข้าชมกิจกรรมของชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนที่ 2 รายได้จากการนำเที่ยวภายในชุมชน แรกเริ่มมีข้อตกลงร่วมกันในการนำเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ จากกิจกรรมการท่องเที่ยวแต่ละครั้งเข้ากลุ่ม เพื่อใช้ในการบริหารจัดการกลุ่ม แต่ภายหลังได้ยกเลิกการจัดเก็บรายได้ดังกล่าว “แม้กลุ่มจะไม่มีรายได้ แต่ถ้าสมาชิกยังมีรายได้อยู่ กลุ่มก็อยู่ได้ เพราะกลุ่มยังได้รับงบสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากการท่องเที่ยวและกีฬา ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน ในโครงการ “สวน นา ป่า คลอง” และหน่วยงานภายในที่สนับสนุนงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อยรวมอยู่ด้วย แม้งบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภค แต่ก็นับได้ว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อยกำลังดำเนินการจัดทำห้องเรียนอาเซียน เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มาอยู่อาศัยในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านภาษา และการสื่อสารแก่คนในชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย
4)การสร้างโอกาสให้สมาชิกได้เข้ามาเรียนรู้งาน และมีกระบวนการสร้างคนรุ่นใหม่ของชุมชนคลองน้อย มีลักษณะที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น ระเบียบว่าด้วยการดำรงตำแหน่งประธานชมรม ที่มีข้อตกลงร่วมกันที่จะส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ และเป็นประธานชมรมวาระละ 2 ปี เพื่อป้องกันการผูกขาด แต่ใครจะเป็นประธานก็ตามสมาชิกจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันเช่นเดิม ในการบริหารจัดการกลุ่มการท่องเที่ยวเปิดโอกาส ให้สมาชิกเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ ส่วนคณะกรรมการ และสมาชิกของชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย มีโอกาสได้เดินทางศึกษาดูงานในชุมชนต่างๆ แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าชมกิจกรรม และการดำเนินการพัฒนาด้านต่างๆ อยู่เสมอ เป็นเสมอแหล่งเรียนรู้ที่ให้ผู้เข้าชม และผู้ดำเนินกิจกรรม ได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ และงานวิจัยต่างๆ ที่ใช้พื้นชุมชนคลองน้อยแห่งนี้ที่เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ที่หลากหลาย
5)การมุ่งมั่นทุ่มเทการทำงานและการเรียนรู้ไม่หยุดยั้ง ของผู้นำของกลุ่มที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม มีความรับผิดชอบสูง มีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ที่ผู้วิจัยพบได้จากการสังเกต และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลคนอื่นๆ กล่าวคือ ประธานชมรมคนปัจจุบัน จะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูและและแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติของสมาชิกโดยไม่ได้รับเงินเดือนใดๆ พร้อมทั้งไม่มีกิจการใดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและยุติธรรมว่าไม่มีการแบ่งผลประโยชน์เป็นการส่วนตัว นอกจากนั้นประธานชมรม ยังได้รับรางวัลด้านการพัฒนาหลายรางวัล
4.ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พบว่า ชุมชนคลองน้อย เป็นชุมชนที่มีการขนานนามว่า “ชุมชนคลองร้อยสาย” เพราะชุมชนแห่งนี้มีลำคลองเป็นจำนวนมากกว่าร้อยลำคลองทั้งคลองธรรมชาติและคลองที่ขุดขึ้นเพื่อสัญจรและการเกษตร แม้วิถีชีวิตของชาวชุมชนจะผูกพันกับสายน้ำ แต่ครั้งหนึ่งที่นี่เคยประสบกับปัญหามลภาวะทางน้ำ ที่มีการทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง จนก่อให้เกิดปัญหาการสัญจรทางน้ำ รวมถึงการอุปโภคที่ไม่ได้รับความสะดวกอย่างที่เคยผ่านมา จนกระทั่งมีการตั้งกลุ่ม “นักสืบสายน้ำ” ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในพื้นที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ และฟื้นฟูสายน้ำแห่งนี้ให้กลับมามีคุณภาพที่ดีอีกครั้ง จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้ชาวชุมชนคลองน้อยหันมาให้ความตระหนักกับการดูแลเอาใจใส่สภาพแวดล้อมโดยรวม ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดความยั่งยืนและสืบต่อไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน
การตั้งกฎชุมชนในการอนุรักษ์เป็นข้อยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด กิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของชุมชนคลองน้อยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยการออกเป็นพระราชบัญญัติตำบล และขึ้นป้ายเขตอนุรักษ์สัตว์ เช่น ตัวเงินตัวทอง นกวัก ปลาเสือพ้นน้ำ เป็นต้น และผลพวงจากการอนุรักษ์ดังกล่าวทำให้พบเห็นสัตว์ดังกล่าวในพื้นที่ชุมชนเป็นจำนวนมาก แม้แต่ในปัจจุบันก็เริ่มมีนกจากต่างพื้นที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น แม้แต่นกที่อาศัยอยู่ในป่าลึกอย่างเช่นนกเงือก ก็มีปรากฏให้เห็นในพื้นที่ชุมชนคลองน้อยด้วย และปัจจัย ที่เอื้อต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า และสัตว์ในท้องถิ่นให้คงเหลืออยู่ได้นั้น นอกเหนือจากจิตสำนึกของคนในพื้นที่แล้ว ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่หาได้ง่ายก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลต่อค่านิยม เพราะคนในชุมชนไม่มีใครนิยมบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านั้น มีเพียงแต่คนนอกพื้นที่ที่เข้ามาเป็นการชั่วคราวทางชุมชนจึงจัดกลุ่มเฝ้าระวังและให้ความรู้ความเข้าใจแก่คนภายนอกถึงกฏ ข้อบัญญัติ ของชุมชน
นอกจากนี้การดูแลสภาพแวดล้อม และภูมิทัศน์ของบ้านเรือนผู้คนที่อยู่ริมน้ำซึ่งเป็นเส้นทางผ่านไปชมกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะมีต้นจากขึ้นอยู่ริมตลิ่ง มัคคุเทศก์ท้องถิ่นกล่าวว่า “ต้นจากที่อยู่หน้าบ้านใคร บ้านนั้นจะเป็นเจ้าของ มีหน้าที่ในการตัดแต่งให้เกิดความสวยงาม ให้แลดูเป็นระเบียบและไม่รก แม้แต่การใช้ประโยชน์ก็ต้องขออนุญาตใจของด้วยเพราะการตัดทางจากก็มีวิธีการ ของมันว่าจะต้องตัดส่วนไหน เว้นส่วนไหน เพราะหากไม่มีเจ้าของดูแล ต่างคนต่างมาตัดมาใช้ประโยชน์โดยไม่รักษา ก็อาจทำให้ต้นจากตายได้เหมือนกัน” และผลจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ส่งผลให้ชุมชนคลองน้อยแห่งนี้เป็นสถานที่ ชมหิ่งห้อยยามราตรีที่สวยที่สุดอีกที่หนึ่งในประเทศไทย โดยผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “หิ่งห้อยที่นี้ตัวใหญ่ และมีตลอดทั้งปี อยู่ทั้งบนต้นลำพู และต้นมะพร้าว ไม่ต้องใช้ไฟปลอมกระพริบเพื่อหลอกตานักท่องเที่ยว หลายคนที่มาที่นี้เกิดความประทับใจ และเราก็ดีใจ ที่เขาได้เห็นว่าเราของจริง”
การพัฒนาของชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะหากไม่มีสภาพแวดล้อมที่สะอาด และสวยงามแล้ว กลุ่มก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ กลุ่มมีการคืนประโยชน์ให้กับชุมชนโดยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ได้จากนักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้ามาใช้บริการ จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ มอบให้กับกิจกรรมส่งเสริม อนุรักษ์ ของชุมชน ตลอดจนส่งเสริมนวัตกรรมด้านการอนุรักษ์ขององค์กรชุมชนอย่างชัดเจน
5.ด้านการสร้างเครือข่าย พบว่า องค์กรชุมชนคลองน้อยมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งในจังหวัด และระดับประเทศ กลุ่มมีการทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มอื่นๆ ภายในชุมชนคลองน้อย และภายนอกชุมชนคลองน้อย เป็นรูปแบบของเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บางใบไม้ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านถ้ำผึ้ง เป็นต้น โดยมีการร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับเครือข่ายดังกล่าวเป็นระยะ เช่น การทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าชายเลนร่วมกับกลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ และได้รับรางวัลชุมชนต้นแบบ
<?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" />