ชีวิตคือการลงทุน

ชีวิตคือการลงทุน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้อ่านบทความใน face book แล้วรู้สึกชอบเลยนำมาเขียนในมุมมองของตัวเองให้ท่านที่สนใจได้อ่านกันค่ะ บทความใน face book พูดถึงชีวิตคือการลงทุน ชีวิตคือการลงทุนยังไง ลองมาอ่านกันดูนะคะ

ทำไมถึงต้องลงทุน?

เพราะฉันมีความคิดที่เชื่อว่าการลงทุนคือ “การยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ซึ่งก็คือการยอมเสียสละความสุขในวันนี้เพื่อให้ได้ความสุขมากขึ้นในอนาคต ความจริงการลงทุนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่เรื่อง เงินๆทองๆเท่านั้นนะคะ หากยังได้ผสมอยู่ในชีวิตของทุกคนมาตั้งแต่เล็กจนเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งบางท่านอาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นแท้จริงแล้วก็คือการลงทุนก็ได้ค่ะ

การมีบุตรคือการลงทุน ฉันเคยถามผู้ใหญ่หลายๆท่านว่า ทำไมถึงต้องเป็นการมีบุตร และคำตอบเกือบทั้งหมดก็คือว่า อยากให้บุตรเลี้ยงดูท่านตอบแทนในยามแก่เฒ่า ซึ่งทุกท่านคงมองเห็นภาพชัดเจนว่าการมีบุตรจะสร้างภาระต่อบุพการีมากเพียงใด และยาวนานเพียงใดกว่าการลงทุนเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคนจะออกดอกออกผล คือ การที่บุตรกลับมาเลี้ยงดูท่านได้อย่างที่ต้องการ จึงกล่าวได้ว่า การลงทุนมีบุตร คือการยอมสละความสุขของตัวเองในวันนี้ และทุ่มเทกำลังใจตลอดจนกำลังทรัพย์ในการเลี้ยงดูให้บุตรของท่านเติบใหญ่เพื่อให้สามารถเลี้ยงดูท่านได้ในอนาคตค่ะ

การศึกษาคือการลงทุน เป้าหมายในการเข้ารับการศึกษาของหลายๆท่านคงจะเหมือนกันใช่ไหมคะ คือต้องการนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิต ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ให้ได้รับการยอมรับทางสังคมมากขึ้น ให้มีที่ยืนในสังคมที่มีแต่การแข่งขัน และทุกท่านคงทราบดีนะคะว่า ชีวิตคนคนหนึ่งใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษานานกว่า 20 ปี ซึ่งถ้าท่านเลือกที่จะไม่เรียนจนถึง 20 ปี ท่านอาจจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกมากค่ะ เช่นช่วยครอบครัวหาเลี้ยงได้เร็วขึ้น หรือเริ่มต้นทำงานเร็วขึ้นและมีเงินเก็บเร็วขึ้น จึงกล่าวได้ว่าการศึกษา คือการยอมสละทางเลือกในวันนี้ และทุ่มเทเวลาและสมองไปในการแสวงหาความรู้ที่สูงขึ้นเพื่อให้ท่านมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตจริงไหมคะ

การทำงานหนักคือการลงทุน คนที่ยอมทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ ทุกคนย่อมต้องการความก้าวหน้าในอาชีพที่รวดเร็วกว่าคนอื่นๆด้วยเช่นกัน โดยต้องยอมแลกกับความสุขด้านต่างๆในวันนี้ เพื่อให้ความก้าวหน้าในอนาคตมาเร็วขึ้น

กลับมาที่เรื่องของการลงทุนของเรากันต่อนะคะ ลองคิดดูว่าถ้าท่านได้รับเงินเดือนมาแล้วใช้ไปจนหมดไม่เหลือเก็บออม (ความจริงการออมนับเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อ จนทำให้เงินด้อยค่าลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปแทนที่จะเพิ่มขึ้น จึงเป็นการอดเปรี้ยวแต่กินฝาด) ไม่เหลือไปลงทุนทรัพย์สินของท่านก็จะมีแต่สินค้าเก่าที่นับวันมีแต่จะด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือที่ตกรุ่นในเวลาไม่เกิน 1 ปีหรือรถยนต์ที่เก่าลงทุกวัน (การซื้อรถยนต์เพื่อความสบายไม่ได้ใช้เพื่อหาเงินจึงไม่ใช่การลงทุน เพราะโดยทั่วไปแล้วท่านไม่สามารถขายรถยนต์ที่ใช้แล้วในราคาเดียวกันกับรถใหม่ป้ายแดง ซึ่งส่วนต่างก็คือค่าใช้จ่ายก้อนโตของท่านนั่นเองค่ะ)

ดังนั้น การอดเปรี้ยวไว้กินหวานทางการเงิน คือการยอมสละความสุขจากการจับจ่ายซื้อหาสินค้าและเครื่องอำนวยความสะดวกในวันนี้ แล้วยอมนำเงินไปผ่านกระบวนการที่ทำให้มันเองเติบโตทวีคูณมากขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งมูลค่าของทรัพย์สินที่สูงขึ้นในอนาคต ซึ่งกระบวนการนั้นต้องประกอบด้วยความอดทนของจิตใจในการที่จะไม่กินเปรี้ยวก่อนที่จะหวานและการใช้ข้อมูลบวกกับทักษะในการนำเงินให้ไปอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา

อย่างไรก็ดี การลงทุนย่อมคู่กับความเสี่ยง (ความเสี่ยง คือ โอกาสที่ผลที่เกิดขึ้นจริงจะไม่เป็นไปตามที่หวังไว้แต่แรก) การลงทุนทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะให้ผลไม่เป็นอย่างใจท่าน บุตรของท่านอาจทอดทิ้งไม่เลี้ยงดู การศึกษาของท่านอาจกลายเป็นสาขาอาชีพที่มีรายได้น้อยไม่เป็นที่นิยม การทำงานหนักของท่านอาจโดนเด็กเส้นเติบโตข้ามหัว หรือแม้แต่การลงทุนทางการเงินของท่านอาจขาดทุน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงคิดว่าไม่ควรลงทุนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชีวิตจนมากเกินไปค่ะ คือต้องกระจายการลงทุนให้สมดุล ทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางการงาน ความสุขกับครอบครัว และความมั่งคั่งทางการเงิน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะฝากให้เป็นข้อคิดก็คือ ความเสี่ยงที่สุดของชีวิตคนคนหนึ่ง ไม่ใช่การลงทุนที่ผิดพลาดนะคะ หากแต่เป็นการที่ไม่กล้าลงทุนในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยต่างหากค่ะ

และไม่ว่าทางเลือกต่างๆในชีวิตจะมีความเสี่ยงอย่างไร หากท่านมุ่งหวังอยากได้สิ่งที่ดีกว่าในอนาคตซึ่งมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้ กุญแจไปสู่เป้าหมายเปล่านั้นคือ การลงทุน ชีวิตคือการลงทุนค่ะ

(อ้างอิงจาก : รวมบทความด้านการเงินการลงทุนสุดฮิตของ TIF )

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สัมมนาทางการเงิน



ความเห็น (0)