GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สกัดความรู้การทำงาน R2R

เคล็ดวิชา R2R จากหลายสำนักที่ท่านไม่ควรพลาด

การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนนักปฏิบัติ (CoP)R2Rณ โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น  วันที่ 1-2 กันยายน 2549
เรียบเรียงโดย โครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
งบประมาณนั้นสำคัญไฉน
นิธิภา นิติรัตน์พิพัฒน์  จากแผนกสูตินารีเวชกรรม โรงพยาบาลยโสธร (นำเสนอ)
รพ.ศิริราช: มีโครงการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย อาจารย์อัครินทร์ เป็นผู้จัดการโครงการ ซึ่งเป็นต้นแบบให้ที่อื่นๆทำโครงการขึ้น ระบบของการทำงานจะมีคณะทำงานติดตามผล มีกรรมการพิจารณาทุนให้ มีเกณฑ์การพิจารณาซึ่งแยกเป็นหมวดหมู่ กรรมการจะพิจารณาว่าสมควรจะให้ทุนเป็นจำนวนเงินเท่าไร อย่างไรก็ดีจากการทำงานที่ผ่านมา พบว่าผู้วิจัยมักไม่หวังผลว่าจะได้ค่าตอบแทนหรือค่าตอบแทนในการทำงานวิจัย (ค่าตอบแทนผู้วิจัย)
รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์: ที่ผ่านมามีการทำงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานภายนอก หากแต่สำหรับการทำงาน R2R โรงพยาบาลต้องออกเงินทุนเอง แต่ถ้าโครงการผ่านการพิจารณาจึงจะเขียนของบประมาณ
รพ.ยโสธร: โครงการจัดตั้งศูนย์ R2R ประชุมทีมเมื่อวันที่ 6-9 มิ.ย. 2549 ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ และขณะนี้ยังไม่มีผลงานวิจัยเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์: ทุกภาควิชาจะมีเงินสนับสนุนการดำเนินโครงการวิจัย และมีงบให้ค่อนข้างมาก แต่คนขอทุนมีน้อย สิ่งที่ขาด คือ ผู้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานส่งเรื่องขึ้นมา และทีม facilitator
อ.สง่า อินทจักร รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ (นำเสนอ) เงินเป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญหามากพอสมควร  ความแตกต่างกันระหว่างสถาบันการศึกษากับโรงพยาบาลเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ คือ สถาบันการศึกษามีงบประมาณการวิจัยชัดเจน ทั้งในรูปของมูลนิธิ และการหางบประมาณจากภายนอก แต่โรงพยาบาลจะใช้เงินบำรุงในการทำงานวิจัย ใช้วิธีขอความร่วมมือให้ช่วยกันทำงาน เงินที่ได้มาจะช่วยในการบริหารจัดการเช่น ค่ากระดาษ ค่าวิทยากร  สำหรับค่าตอบแทนPI (30% ของงบประมาณ) ที่แต่ละแห่งเริ่มมีให้นั้น อาจเป็นเผือกร้อนที่เข้ามาสู่ทีมวิจัย เพราะเมื่อ PI.ได้ค่าตอบแทน แล้วสมาชิกทีมจะทำอย่างไร ตัวอย่างของรพ.เชียงรายจึงไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนPI. แต่พยายามจัดสรรกันในกลุ่มงาน
พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ (นำเสนอ)มีข้อสังเกตหลายประการ ดังนี้
1. งานวิจัยของ R2R โดยมากมาจากงานประจำที่ทำอยู่ จึงไม่ได้ใช้เงินมากนัก ส่วนที่ต้องใช้งบประมาณจริงๆ คือ งบในการจัดประชุมต่างๆ เช่น จัดอบรมทักษะวิจัย จัดทำวารสาร แต่หากมีสื่อ electronic อื่นๆที่ใช้ในการเผยแพร่ความรู้ได้ จะช่วยลดงบประมาณในการจัดประชุมได้ 
2. resource เช่น กระดาษ ปากกา สำหรับใช้ทำงานวิจัย รวมอยู่ในงบสนับสนุนงานบริการอยู่แล้ว
3. งานวิจัยที่ทำก็เป็นงานประจำอยู่แล้ว ผู้ปฏิบัติงานไม่ได้คิดถึงค่าตอบแทนมากนัก ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยส่วนใหญ่ก็อยู่ในแผนงบประมานประจำปีอยู่แล้ว แต่มีข้อจำกัดคือ การเสนอแผนงานวิจัยบางครั้งต้องรอปีงบประมาณ จึงเสียเวลามาก ทางแก้ คือ ผู้บริหารกันงบประมาณกลางส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนงานวิจัย โดยไม่ต้องรอแผนปีงบประมาน
4. แม้ผู้ทำจะทำด้วยใจ แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานอกราชการ ผู้บริหารอาจสนับสนุนโดยการจ่ายค่าตอบแทนให้ตามสมควร เป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ผลิตงาน 

ไม่รู้ระเบียบวิธีวิจัยทำอย่างไร
นิธิภา นิติรัตน์พิพัฒน์  จากแผนกสูตินารีเวชกรรม โรงพยาบาลยโสธร (นำเสนอ)
รพ.ยโสธร: มีการจัดอบรมโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ (อ.ชายขอบ) เอกสารที่ใช้ประกอบการสอนแทบจะไม่มี มี blog ของ อ. ภรณี และ อ. ชายขอบ เท่านั้น แต่ปรากฏว่า ผู้เข้าอบรมสามารถให้ definition ของงาน R2Rได้ สถาบันสุขภาพเด็กฯ: ครั้งแรกที่เริ่มทำ R2R จะเป็นการเชิญอาจารย์จากสถาบันอื่นมาให้ความรู้ สุดท้ายพบว่า โครงการ R2R ที่จัดตั้งขึ้นต้องทำเอง จึงต้องสร้างคนของเราโดย อ.วิจารณ์ และ อ.สมศักดิ์ เป็น trainer ให้ จนโครงการสามารถอยู่ได้ถึงทุกวันนี้
รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์: .สง่า และวิทยากรจากสถาบันอื่นมาร่วมงาน และยังมีพยาบาลที่จบปริญญาโทมาช่วย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์: อ.ธิดา (จากภาควิชาวิสัญญีวิทยา) และ อ.ปารมี เป็นที่ปรึกษา และเป็นวิทยากร
รพ.ศิริราช: เป็นแม่แบบของ R2R ให้ทั่วประเทศ จัดอบรมและ workshop การสร้างงานวิจัยแบบ learning by doing         
อ.สง่า อินทจักร รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ (นำเสนอ)
การทำงานวิจัยจากงานประจำ ต้องการที่ปรึกษา  ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นบุคลากรในโรงพยาบาล แต่อาจเป็นใครก็ตามที่ยินดีให้คำแนะนำ อาจติดต่อกันทางโทรศัพท์ e-mail ตัวอย่างของรพ.ศิริราช ซึ่งมีการเรียนการสอน อาจไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ส่วนของโรงพยาบาล เช่น รพ.เชียงราย  ใช้วิธีประสานอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งบางท่านก็เชิญเป็นการส่วนตัว การมาให้คำปรึกษาแต่ละครั้ง จะพยายามนัดให้พบกับหลายๆทีมเพื่อประหยัดเงินและเวลา  อีกส่วนหนึ่งคือการพยายามผลักดันให้เกิดงานวิจัยในการนำเสนองานคุณภาพ  ผู้ประสานงานวิจัยในโรงพยาบาลควรเชื่อมโยงกับเวทีคุณภาพของ รพ.เพื่อผลักดันงาน CQI ต่อยอดให้เป็นงานวิจัย หาวิธีกระตุ้นให้มีการทำงานวิจัยต่อเนื่อง การกระตุ้นให้กลุ่มที่ทำงานพัฒนาคุณภาพทำงานวิจัยต่อเนื่องจะง่ายกว่าเพราะกลุ่มมีความภูมิใจในงาน
พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ (นำเสนอ)
ต้องเน้นให้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยมีวิทยากรมาให้ความรู้เป็นระยะ สำหรับการจัดอบรมทักษะวิจัยนั้น ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน อาจไม่ได้รับประโยชน์มากนัก  อาจต้องทำงานควบคู่ไปกับคนที่มีประสบการณ์การวิจัยมาบ้างจนกระทั่งมีพื้นฐานความรู้พอสมควร จึงไปเข้ารับการอบรม จึงจะได้ประโยชน์มากกว่า  

ต้องเขียนรายงานหรือไม่
นิธิภา นิติรัตน์พิพัฒน์  จากแผนกสูตินารีเวชกรรม โรงพยาบาลยโสธร (นำเสนอ)
รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์: อย่างน้อยที่สุด ทุกโครงการต้องเขียนรายงานลงวารสารอยู่แล้ว บางครั้งอาจเป็นแค่การจัดทำเอกสาร (document) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร อย่างไรก็ตาม สมควรเขียนรายงาน เพราะอย่างน้อยก็เก็บเป็นความรู้ขององค์กรได้ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างหมอสูติฯ กับหมอตำแย หากเราไม่เขียนบันทึกก็เหมือนหมอตำแยที่กำลังหมดไปจากประเทศไทย      
อ.สง่า อินทจักร รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ (นำเสนอ)
การเขียนรายงานผลการวิจัยเป็นสิ่งสำคัญ เขียนเพื่อเผยแพร่สิ่งที่ทำ อาจจัดทำจุลสารของR2R เพื่อเผยแพร่งานของ R2R networking ประเทศไทย อย่างน้อยเราจะมีจุลสารของเราที่เป็นเวทีสำหรับผลงาน R2R เป็นผลงานให้สำหรับผู้ปฏิบัติงาน เช่น รพ.แม่ฮ่องสอน มีจุลสารของโรงพยาบาล ฉะนั้นงานบางชิ้นก็ตีพิมพ์ในจุลสารของเขาเอง อย่างไรก็ตาม ต้องถามตัวเองว่าต้องการแค่ปริมาณหรือคุณภาพ หากต้องการงานที่มีคุณภาพ ก็จะมีงานออกมาจำนวนน้อย แต่หากต้องการให้มีงานวิจัยออกมามาก อาจเขียนในรูปของเอกสาร เพื่อนำเสนอ จะทำให้งานออกมาเร็วกว่าและมากกว่า เป็นที่มาของประเด็นว่าในกรณีของ R2R มุ่งหวังให้มีการเขียนรายงานในระดับใด ในอนาคตย่อมเกิดการแข่งขันสำหรับ R2Rของแต่ละสถาบัน เพราะฉะนั้นแต่ละสถาบันควรจะควบคุมคุณภาพของงานวิจัยชิ้นนั้นมากน้อยแค่ไหน ควรจะคำนึงถึงหรือไม่
พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ (นำเสนอ)
เป็นสิ่งที่คนทำงานวิจัยต้องทำ  และสิ่งที่ผู้สนับสนุนหรือผู้ประสานงานต้องสนับสนุนช่วยเหลือให้ผู้วิจัยเขียนได้ การเขียนรายงานผลการวิจัย คือการรายงานว่าได้ทำอะไรไปบ้างกับงานชิ้นนั้นๆ และผลงานเป็นอย่างไรเพื่อจะยืนยันว่าเป็นผลงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้วิธีเขียนรายงานการวิจัยที่สามารถทำได้แบบง่ายๆ สำหรับมือใหม่ คือ เมื่อผู้วิจัยไปนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมต่างๆ ให้บันทึกเสียงไว้ แล้วถอดเป็นตัวอักษรเพื่อเรียบเรียงให้ได้เนื้อความที่สมบูรณ์  ที่มาของแนวคิดนี้คือ สิ่งที่ผู้นำเสนอพูด ล้วนเป็นเนื้อหาสำคัญของสิ่งที่อยู่ในรายงานการวิจัยทั้งสิ้น  
ไม่มีเวลาทำงานวิจัยทำอย่างไรและทำอย่างไรให้มีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง
นิธิภา นิติรัตน์พิพัฒน์  จากแผนกสูตินารีเวชกรรม โรงพยาบาลยโสธร (นำเสนอ)
รพ.ยโสธร: ภาระงานของคนที่อยู่ใน ward มีมาก หากไม่มีใจรักไม่เสียสละจะสานต่องานวิจัย ก็ยากมากที่จะสำเร็จ รางวัลต่างๆที่จะได้มาเป็นผลพลอยได้เท่านั้น ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วผู้ป่วยดีขึ้น งานลดลง ผลดีก็จะสะท้อนกลับมาหาผู้ปฏิบัติงานเอง ขณะนี้กำลังหารูปแบบในการทำให้ต่อเนื่อง ปัจจุบันใช้วิธีนัดประชุมติดตามงานทุก 1 เดือนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์: ภาควิชาจัดการเองได้ แต่หน่วยปฏิบัติการยังไม่work
รพ.ศิริราช: ตัวอย่างจากภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธฯ Cluster Facilitator จะช่วยสนับสนุน และภาควิชาสนับสนุนเวลาให้ครึ่งวันหรือ1วัน สำหรับทำงานวิจัย หรือจัดประชุมเกี่ยวกับงานวิจัย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรูปแบบตายตัว ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือผู้บริหาร ที่จะมีส่วนในการให้การสนับสนุนด้านนโยบายลงสู่หน่วยงาน
รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์: ใช้วิธีจ้าง research nurse 3 คนและก็ทำงานนอกเวลา เป็นการสนับสนุนเงินพิเศษให้บุคลากรในหน่วยงาน ไม่ต้องไปรับงานที่อื่น
อ.สง่า อินทจักร รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ (นำเสนอ)
มีความหมายแตกต่างกันในแต่ละสถาบัน เช่น สถาบันทางด้านการเรียนการสอน งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำของเขาอยู่แล้ว เพราะต้องหาความรู้ใหม่มาสอน แต่ส่วนของโรงพยาบาลนั้น วัฒนธรรมดั้งเดิมคือการให้บริการ เพราะฉะนั้นการขอให้ทำงานวิจัยเพิ่มเติม จึงทำให้เกิดความสั่นคลอนกันทั้งวงการว่า จะเอาเวลาที่ไหนมาทำวิจัย หากเราทำความเข้าใจความหมายของ R2R ให้ดี จะพบว่า การทำงานวิจัยจากงานประจำนั้น ช่วงเวลาที่จะใช้ทำวิจัยก็อยู่ในงานประจำนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มเวลาในการเก็บข้อมูลมากขึ้น บันทึกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็น requirement ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพของงานบริการอยู่แล้ว เวลาที่ต้องมีเพิ่มขึ้นจริงๆ คือ เวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและเขียนรายงาน (ประมาณ 10-20% ของเวลาราชการที่จะต้องเพิ่มขึ้นเท่านั้น) ทางแก้ไขเรื่องเวลาที่ต้องใช้เก็บข้อมูลคือ แต่ละกลุ่มต้องมีการกระจายคนให้ช่วยกันเก็บข้อมูลใน ward  ต้องขอความร่วมมือจากแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากมองว่าเป็นงานของ ward ไม่ใช่งานของส่วนใดส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ประโยชน์ของงานวิจัยชิ้นนั้นๆจะมาช่วยลดระยะเวลาการจัดการในอนาคตได้อย่างไร และอีกประเด็นที่สำคัญคือผู้บริหารต้องให้แนวทางสนับสนุนการทำงาน ทำให้เกิดงานวิจัยเป็นงานประจำในโรงพยาบาล อาจจะมีการให้รางวัลหรืออาจเป็นส่วนหนึ่งในการได้รับความดีความชอบ
สำหรับการจัดการอย่างไรให้ยั่งยืนนั้น บางสถาบันจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบขึ้นมาเป็นหน่วยงานหลัก เช่น รพ.ศิริราช แต่บางส่วนเห็นว่าเพียงแค่มีคณะทำงานที่คอยช่วยเหลือก็เพียงพอ เช่น โรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้จัดตั้งเป็นหน่วยงานอย่างเป็นกิจจะลักษณะแต่มีโครงสร้างนี้อยู่แล้วในกลุ่มของภารกิจพัฒนาระบบบริการสุขภาพ  เป็นหน่วยเล็กๆ ที่คอยดูแลทำให้เกิดงานวิจัยในโรงพยาบาล โดยมีบทบาทหลักอยู่ 2 ประการ1. กระตุ้นให้เกิดงานวิจัยในโรงพยาบาล2. ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน เช่นจัดหาที่ปรึกษาให้ หรือเป็นตัวกลางระหว่างนักวิจัยกับสำนักงานทรัพย์สินทางการเงินที่จะต้องเบิกจ่าย การจัดการงานวิจัยที่สำคัญที่สุด คือ ผู้บริหารต้องสนับสนุนและเปิดโอกาส เช่น สนับสนุนให้เกิดนโยบายของโรงพยาบาล และพยายามหาช่องทางทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย โดยสรุป การมีหน่วยงานกลางเพื่อช่วยดูแลงานวิจัยเป็นงานประจำจะช่วยให้ทำงานกันง่ายขึ้น แต่การจัดตั้งหน่วยงานในลักษณะใดนั้นก็คงขึ้นอยู่กับบริบทของสถาบันนั้น                สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องยั่งยืน คือ
1. สร้าง network ของ R2R โดยมี รพ.ศิริราช เป็นหัวเรือใหญ่ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติเป็นแรงสนับสนุนและทุกโรงพยาบาลก็ประสานกันเป็นเครือข่าย R2R ประเทศไทย จะทำให้ R2R แข็งแกร่งมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถปรึกษาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้
2. กำหนดให้งานวิจัยอยู่ใน job description
3. มีผู้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ
4. ปรับเปลี่ยนแนวคิด ไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานกลัวการทำงานวิจัย
พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ (นำเสนอ)
การปรับเปลี่ยนให้กระบวนการอย่างให้การทำวิจัยสั้นลง ทำได้โดยการพยายามกระจายให้คนในทีมรับผิดชอบ ช่วยกันแบ่งเบาก็จะทำให้เวลาที่ใช้ในการทำงานสั้นลง มีผู้ประสานงาน พยายามจัดสรรเวลาของคนในทีม เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มกันได้ นอกจากนี้การที่มีหน่วยงานกลางช่วยอำนวยความสะดวกและเป็นที่ปรึกษา จะทำให้ผู้วิจัยใช้เวลาการดำเนินการทำงานน้อยลง อย่างไรก็ตามผู้ทำงานต้องมีใจอยากทำก่อน เวลาน้อยอย่างไรก็มักสามารถจัดสรรได้
นอกจากนี้บรรยากาศเชิงบวกที่สำคัญในการทำงานวิจัยมีดังนี้
1. ผู้บริหารทุกระดับไปร่วมประชุมกับทีมด้วยทุกครั้ง มีคำแนะนำชี้แนะช่องทางให้ ทำให้ทุกคนมีขวัญกำลังใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ช่วยจัดสรรเวลาให้คนมาทำงานร่วมกัน
2. ทุกคนในทีมมีเป้าหมายร่วมกันโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
3.  ตัวอย่างโครงการติดดาวของ ศิริราช มีการประกวดผลงาน ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกัน ได้รับความชื่นชมยินดี
4. นอกจากกำลังใจที่ได้จากผู้บริหารแล้ว กำลังใจจากคนในกลุ่มที่คอยช่วยเหลือกันแบบกัลยาณมิตรก็เป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดกำลังใจทำงาน 

ผู้แสดงความคิดเห็น
1.คุณพิชชุดา (จากรพ.ศิริราช): ปัญหาของพยาบาล เรื่องภาษา และการทบทวนวรรณกรรม
ปัญหาอุปสรรคของกลุ่มพยาบาล คือ ภาษาอังกฤษ และ การทบทวนวรรณกรรม (search literature) ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก  และเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกว่าจะหาวิธีการแก้ไขอย่างไร ความรู้สึกของพยาบาลในการทำวิจัย จะมองว่างานวิจัยไม่ใช่อาหารจานหลัก เราไม่กินก็อยู่ได้ เพราะงานหลักของเราคืองานดูแลคนไข้ เราไม่สามารถปรุงอาหารที่มีคุณค่าได้ถ้าเราไม่สามารถเลือกสรรหรือเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์เองได้ แค่จะเป็นคนปรุงเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะปรุงได้ดีหรือไม่ถ้าต้องให้ไปคัดสรรเลือกหาอีก ยิ่งทำให้ไม่อยากทำ จึงอยากฝากความรู้สึกว่าข้อจำกัดเหล่านี้ของพยาบาลเป็นปัจจัยสำคัญ
อ.วิจารณ์  ให้ความเห็นว่า ไม่มีคำตอบตายตัวว่าต้องทำอย่างไร แต่จะต้องทำไปเรียนรู้ไปแลกเปลี่ยนกันไปแล้วความสามารถต่างๆะเกิดขึ้นเอง แต่ละคนจะเร็วช้าตื้นลึกกว้างแคบไม่เท่ากันเพราะมีองค์ประกอบความสามารถ ความชอบไม่เท่ากัน เป็นเรื่องที่เป็นไปโดยธรรมชาติ
พญ.ลัดดา ให้ความเห็นว่า ในฐานะที่ทำวิจัยเป็นผู้สนับสนุนมาตลอด อยากบอกว่าไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องค้นหาตัวเองให้เจอก่อนว่างานของเรา วัฒนธรรมคนของเราเป็นอย่างไร เรามีศิริราชเป็นต้นแบบแต่ไม่ใช่คำตอบตายตัวที่สามารถลอกแบบได้ทั้งหมด
2.อ.สมศักดิ์: หน้าที่สำคัญของผู้สนับสนุนงานวิจัย R2R (Promoter)
Promoter มีหน้าที่หลักทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำ R2R/ KM เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำงาน เราทำงานโดยไม่มีการเรียนรู้ไม่ได้ ต้องมีคนสร้างสิ่งแวดล้อมที่ทำให้พวกเราเรียนรู้ได้ในระหว่างการทำงาน ซึ่งการสร้างสิ่งแวดล้อมต้องมีการจัดการทั้งเงื่อนไขเรื่องเวลา และภาระงาน แม้กระทั่งเครือข่าย R2R ที่จัดขึ้นนี้ก็เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมเช่นกันบทบาทของกลุ่ม Promoter ควรเป็นอย่างไร ในกรณีของรพ.ศิริราช แรกเริ่มที่จะตั้งโครงการ R2R อ.ปรีดาวิเคราะห์ว่า งานวิจัยในรพ.ศิริราชแบ่งเป็น 3-4 ประเภท และรพ.ศิริราชเองก็มีหน่วยสนับสนุนการวิจัยอยู่ก่อนแล้ว การตั้ง R2R ขึ้นก็เป็นวิธีมองอีกวิธีหนึ่ง เป็นหน่วยสนับสนุนเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร ไม่ได้สร้างผลงานวิจัยเท่านั้น
3.อ.วิจารณ์ : สิ่งกระตุ้นให้ทำ R2R
มุมมองของคนที่ทำ R2R มีหลายแบบ สิ่งที่กระตุ้นให้ทำ เช่น อยากให้งานนี้ดีขึ้น อยากให้คนไข้พอใจสบายขึ้นทรมานน้อยลง อยากเอาใจหัวหน้า อยากเรียนรู้ เรียกว่าเป็นจริตของฉันทะ คำถามหลายๆอย่างจะขึ้นอยู่กับระดับของฉันทะ หากความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง หมายถึงอยากเรียนรู้เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ คำตอบต่างๆก็จะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เขียนไม่เป็นแต่อยากบันทึก ถ้าเป็นคนที่อยากเรียนรู้ ก็จะหัดบันทึกไปเรื่อยๆ เมื่อฝึกฝนบ่อยๆก็จะคล่องขึ้น เท่ากับได้เรียนรู้ได้ก้าวข้ามไปอีกขั้น แรงบันดาลใจหรือแรงจูงใจต้องมีการยกระดับขึ้นด้วย บรรยากาศสิ่งแวดล้อมรอบข้างเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร มองอีกมุมหนึ่ง การทำ R2R ไม่ใช่เพื่อ paper แต่เพื่อการเรียนรู้ การยกระดับตัวเองขึ้นไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): kmr2r
หมายเลขบันทึก: 59989
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

ขอปรบมือขอบคุณคุณฝนและทีมงาน R2R ที่ศิริราชมากครับที่ทำงานอย่างทุ่มเทจนได้สกัดเป็นความรู้ชิ้นนี้

 หวังว่าคงทุกท่านที่รอคอยคงถูกใจนะครับ

ขอบคุณค่ะ "ฝน"...

ตอนนี้พี่กำลังตามอ่านเก็บเกี่ยวความรู้บันทึกที่เล็ดลอดสายตาไป...มาเจอบันทึกนี้ยอดเยี่ยมมาก...สำหรับการสะกัดความรู้...ขอชื่นชมนะคะ...

(^______^)

กะปุ๋ม

ขอบคุณค่ะพี่กะปุ๋ม สำหรับกำลังใจ มีกำลังใจสกัดความรู้อีกเป็นกองเลยค่ะพี่
  • สวัสดีค่ะ
  • แวะมาทักทาย
  • กำลังเรียนรู้เรื่อง R2R
  • ขอบคุณมากค่ะ...สำหรับผลงานชิ้นนี้
  • ...............................
  • การทำ R2R ไม่ใช่เพื่อ paper แต่เพื่อการเรียนรู้ การยกระดับตัวเองขึ้นไป
  • ชอบมากค่ะ
  • จะติดตามอ่านอีกนะคะ