ไป(ให้)ถึงราชพฤกษ์

ลัลลาบาย
และในเสี้ยววินาทีต่อมาฉันก็ตั้งปณิธานว่า ยังไงๆก็จะต้องไปให้ได้ (แม้จะต้องแลกกับอะไรก็ตาม)

มหกรรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 หรือ Royal Flora Expo หรืออีกหลายๆชื่อแล้วแต่ใครจะเรียก  

Chapter I Love at first sign

เห็นป้ายโฆษณางานนี้ครั้งแรก เมื่อปลายปี 2548 เป็น ป้ายโฆษณา ขนาดใหญ่ มองเห็นได้จากทางด่วนที่ไหนสักที่นี่แหละ แว้บแรกที่เห็น คิดว่าเค้าพิมพ์วันที่ผิด เพราะตอนนั้นมันพึ่งปลายปี 2548 จะเป็นไปได้ยังไงที่มันจะโฆษณาข้ามปีขนาดนี้ แต่เมื่อได้ใช้สติปัญญาตรึกตรองเพียงน้อยนิด ก็ตระหนักได้ว่าเออ มันคงไม่ได้พิมพ์ผิดจริงๆ และในเสี้ยววินาทีต่อมาฉันก็ตั้งปณิธานว่า ยังไงๆก็จะต้องไปให้ได้ (แม้จะต้องแลกกับอะไรก็ตาม)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พิงคนคร

คำสำคัญ (Tags)#เชียงใหม่#ราชพฤษ์

หมายเลขบันทึก: 59970, เขียน: 15 Nov 2006 @ 15:43 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 16:22 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก


ความเห็น (3)

Chapter II หาแนวร่วม

 หลังจากที่ตัดสินใจแล้วว่ายังไงๆก็จะไปให้ได้ แผนการต่างๆจึงค่อยๆทยอยผุดขึ้นมาในหัว อ้า หลายคนอาจนึกอยู่ในใจว่าอะไรกันนักกันหนากะอีแค่จะไปเที่ยวทำไมต้องวางแผนมากมายมันคงไม่ต้องวางแผนอะไรมากมายถ้าบังเอิญงานราชพฤกษ์ ไม่ได้ไปจัดอยู่ที่เชียงใหม่แล้วถ้าบังเอิญเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ๆกรุงเทพฯแต่ก็นั่นแหละ ถ้ามันบังเอิญอย่างนั้นฉันก็คงไม่อยากไปมากมายอย่างนี้ แผนการแรกที่ต้องคิดคือจะไปช่วงไหนดี ก็งานจัดตั้ง 3 เดือน 1 พ.ย. 2549 ถึง 31 ม.ค. 2550หลังจากคิดอยู่นานก็มาลงตัวที่ ช่วงลอยกระทง ที่ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. 2549เหตุผลที่เลือกช่วงนี้เพราะ
  1. ไม่ใช่วันหยุด Long Weekend คนคงไม่เยอะ รถคงไม่แน่น
  2. อยากไปลอยกระทงที่เชียงใหม่ สักครั้งในชีวิต
 หลังจากมี plan วันเดินทางคร่าวๆ จากนั้นก็เริ่มแผนการที่ 2 คือหาผู้ร่วมอุดมการณ์อันนี้เริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน เริ่มจากการเกริ่นถึงงานราชพฤกษ์ ให้ฟังก่อนจากนั้นก็เอาเชียงใหม่มาล่อ หลังจากที่เป้าหมายเริ่มคล้อยตามก็เล่า plan คร่าวๆให้ฟังโป๊ะ เช๊ะ บรรลุเป้าหมาย มีผู้ร่วมอุดมการณ์แล้ววววว แค่ 2 ยังไม่พอ งานนี้ขอ 4นำ plan ไปเสนออีก 2 เพื่อนรักนักเดินทาง ได้ผล ชีS ตกลงใจร่วมทริปกับเราอีกครั้ง

Chapter III เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

 อีกเรื่องที่จำเป็นต้องคิดต่อมาคือ..ไปไงดี รถไฟ รถเมล์ ลิเก เครื่องบิน หาข้อมูลกันวุ่นวายและแล้วก็มาสรุปที่ รถทัวร์ ยี่ห้อหนึ่ง* เราเลือกเป็นรถ VIP 32 ที่นั่ง ไฮโซสุดๆออกเดินทางจากหมอชิตเวลา 20.00 น. คาดว่าจะถึงเชียงใหม่เวลา 06.00 น. โดยประมาณ เรื่องรถจบไป ต่อไปก็เป็นเรื่องโปรแกรมทัวร์ trip นี้เรามีเวลาค่อนข้างจำกัด แต่ก็มากเกินพอที่จะไปเสาะหาความประทับใจอื่นอีกนอกจากที่งานพืชสวนโลก 

เราจึงจัดโปรแกรมดังนี้

 

วันศุกร์   03/11/2006        20.00 น.           ขึ้นรถ

 

วันเสาร์   04/11/2006       06.00 น.           ถึงเชียงใหม่

 

                                    10.00 น.            เที่ยวงานพืชสวนโลก

 

                                    20.00 น.            ดื่มด่ำ กับเวียงเชียงใหม่

 

วันอาทิตย์ 05/11/2006     09.00 น.            กราบนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

 

                                                            เยี่ยมชมพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศ

 

                                                            ศึกษาวิถีชีวิตชาวเขาที่ดอยปุย

 

                                    17.00 น.            ดูชีวิตสัตว์กลางคืนที่ ไนท์ซาฟารี

 

                                    20.00 น.            ซื้อของเก๋ๆที่ ไนท์บาร์ซา

 

                                    21.00 น.            เที่ยวงานลอยกระทงแถวสะพานนวรัฐ

 

วันจันทร์ 06/11/2006        10.30 น.            ขี่มอร์ไซด์ รอบเวียงเจียงใหม่

 

                                    14.30 น.            ซื้อของฝากที่กาดหลวง (ตลาดวโรรส)

                                     19.00 น.            ขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ

Chapter IV แล้วมันก็ผ่านไป  

นับจากวันที่ฉันกลับจากเชียงใหม่ มันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว คำถามหนึ่งที่ฉันมักจะเจอเสมอ ตั้งแต่วันแรกที่ฉันกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็คือ เป็นไงบ้าง สวยมั้ย และหัวข้อสนทนาต่างๆ มากมายที่เกี่ยวเนื่องกับงานราชพฤกฯ โปรแกรมการเที่ยวเชียงใหม่ของฉันเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ฉันไปเที่ยวงานราชพฤกถึง 2 วัน ไม่ได้ป็นเพราะหลงมนต์เสน่ห์แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะฉันต้องพาแม่ไปเที่ยวอีกรอบหลังจากที่ฉันไปดูกับเพื่อนมาแล้ว ไปเห็นมากับตาแล้ว ที่เค้าลือกันว่าสวนสวยดอกไม้งามเพียงไหนนั้น ไม่มีคำใดเกินจริงเลย แต่มันขึ้นอยู่กับเราต่างหากล่ะ ว่าจะเลือกมอง เลือกเสพเอาจากมุมไหน นอกจากสวนสวย ดอกไม้งามแล้ว สิ่งที่ฉันเห็นมากกว่านั้นคือ ความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ ต้องยอมรับว่าบริเวณงานร้อนมากเพราะมีต้นไม้ใหญ่น้อย ทั้งยังมีแดดหน้าหนาว ที่ได้ชื่อว่าเป็นแดดที่ร้อนที่สุด อีกทั้งบริเวณงานที่กว้างใหญ่หลายตารางกิดโลแม้ว จำนวนผู้เข้าชมงานก็เยอะ บรรดาเจ้าหน้าที่จึงต้องทำงานกันหน้าดำหน้าแดง (ที่บอกว่าหน้าดำหน้าแดงนั้น ไม่ได้เว่อร์เลยจริงๆนะ)แต่ทุกคนก็มีสปิริต ยิ้มแย้มและบริการด้วยหัวใจ ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ยืนต้อนรับหน้างาน และเจ้าหน้าที่บนรถราง ต่างบริการผู้เข้าชมงานอย่างสุดตัว บ่ยั่นกับไอแดดและความเหนื่อยล้า..ฉันขอปรบมือให้.. แปะ แปะ แปะ แปะ.. ถ้าใครยังไม่ได้ไป อาจจะยังนึกไม่ออก ว่ามันจะอะไรกันนักกันหนากะอีแค่แดดร้อน อะฮ้า ไม่รู้ซะแล้ว ว่าแดดหน้าหนาวเนี่ยทำให้ระยะทางแค่ 1กิโลเมตร ดูยาวไกลป็น 1 กิโลแม้ว ทำให้พรรณไม้สวยๆกลายเป็นแค่ต้นพืช ทำให้เราเริ่มมองไม่เห็นความแตกต่างของดอกไม้แต่ละดอก คิดดูสิมันจะทำให้เราท้อใจแค่ไหน แถมคนก็เยอะ ถ่ายรูปตรงไหนมีคนเป็นตัวแถมทุกครั้งไป

 

เฮ้อ..แต่ก็นั่นแหละสักครั้งในชีวิต อย่ามัวแต่ฟังคนโน้นเล่าที คนนี้เล่าทาง ไปสัมผัสมันด้วยตัวเองเลย แล้วจะรู้ว่าที่คนอื่นเค้าพูดๆกันน่ะ มันจริงสักแค่ไหน

 

ฉันไปถึงจุดหมายของฉันแล้ว นั่นก็คือ งานราชพฤกษ์ แต่จุดหมายย่อมมิใช่จุดจบ สำหรับฉันมันคือการเริ่มต้นของจุดหมายใหม่ แล้วเรามาดูกันต่อนะคะว่าจุดหมายใหม่ของฉันจะเป็นอะไรต่อไป

 

ป.ล. การเล่าเรื่องในครั้งนี้ไม่มีภาพประกอบ เพราะเชื่อว่าทุกคนคงเคยเห็นภาพงานฯ จากหลายๆสื่อกันอยู่แล้ว * รถทัวร์ที่เราใช้เดินทางขามาคือ นครชัยแอร์ งานนี้ขอบอกต่อว่า "ของเค้าดีจริงๆ"