The Class: นักเรียนเลวจึงพิสูจน์ว่าครูดี

เมื่อวันศุกร์ ผมได้ดูหนังเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า The class ในภาษาฝรั่งเศสก็จะชื่อ Entre Le Murs หนังเรื่องนี้พากย์ด้วยภาษาฝรั่งเศส ผมจึงได้แต่อ่านคำแปลเอาข้างใต้ (ซึ่งก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง) ผู้กำกับก็คือ Laurent Cantet

เอาเราจะมาพูดถึงลักษณะหนังก่อน หนังเรื่องนี้ถ้าจะว่าตามแนวหนังแล้ว ก็ต้องเป็นดรามา (drama) แต่ก็ไม่ใช่อย่างหนังเรื่อง “ครูครับเราจะสู้เพื่อฝัน หรือ Dead Poet Society” แน่นอน หนังเรื่อง Dead Poet Society เราจะพบเด็กๆซาบซึ้งกับครูของตน แต่เรื่อง The class นั้นไม่ใช่ บทสนทนาที่ใช้ในหนังเป็นบทพูดธรรมดา โต้ตอบกันไปมาอย่างกับว่าเป็นสารคดี ผมอาจเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องแต่งผสมกับสารคดีก็น่าจะได้ (fiction in the form of non-fiction)

โครงเรื่องเป็นเรื่องของครูสอนวิชาภาษาฝรั่งเศส ที่ชื่อว่า ฟรองซัว มาแร็ง ฉากของเรื่องจะเป็นในห้องเรียน ห้องพักครู สนามกีฬา หรือบริเวณโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาจะเริ่มตั้งแต่ต้นปีการศึกษาจนถึงปลายปีการศึกษา สิ่งที่ทำให้ผมหยุดคิดก็คือ ความยอกย้อนของหมู่นักเรียน และความอดทนของครูทุกคน นักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนจะมาจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น เอเชีย ตะวันออกกลาง ฝรั่งเศส และแอฟริกา นักเรียนกลุ่มนี้จะมีอายุประมาณ 14-15 ปี ซึ่งจัดเป็นพวกวัยรุ่น ที่คิดจะมีแนวทางของตนเอง แต่พวกผู้ใหญ่จะรับได้หรือไม่ นั่นกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การที่เด็กๆเป็นพวกวัยรุ่น แน่นอนว่าการจะคุมเด็กๆทุกคนให้อยู่ในระเบียบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวัยรุ่นที่พวกครูและมาแร็งสอนนั้นจะมีทั้งเด็กเกเร, แสดงพลัง, ก้าวร้าว, ทะเลาะกันเอง, สุมหัวกัน แยกฝ่ายเขม่น ด่ากันเองไปจนถึงครูผู้สอน ในตอนต้นนั้น ครูทุกๆคนรวมทั้งมาแร็งด้วยเตรียมพร้อมกับเทอมใหม่ด้วยจิตใจอันแน่วแน่ มีการดูตารางสอนกัน มีการพูดกันว่าเด็กคนนี้ดี เด็กคนนี้ไม่ดี ฯลฯ แต่พอเวลาเข้าไปสอนแล้ว จากที่เคยคาดไว้ ก็อาจไม่เหมือนเลยก็ได้ (ผมว่าเหมือนหรือคล้ายกับครูไทย 555+)

ในหนังจะแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างครูกับครู ครูกับผู้ปกครอง ครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน เดี๋ยวมาจะมาอธิบายให้ฟัง

เริ่มที่ระหว่างครูกับผู้ปกครองก่อน ในเวลาประชุมผู้ปกครอง ครูหลายคนนิยมจะเขียนพฤติกรรมและเกรดของนักเรียนแต่ละคนอย่างตรงไปตรงมา ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก แต่ไม่ใช่สำหรับมาแร็ง เขาจะหาข้อดีของเด็กแต่ละคนมาพูด เพื่อให้กำลังใจมากกว่าตัดกำลังใจ หรือการพัฒนาบางอย่างในตัวเด็ก อย่างไรก็ตาม ครูคนอื่นคิดว่าการกระทำของเขาเป็นการทำสัญญาสงบศึกไว้ชั่วคราวเท่านั้น

ทีนี้มาพูดถึง ครูกับนักเรียน และครูกับครูดูบ้าง ฉากหนึ่งที่สุไลมาน ลูกศิษย์ของมาแร็งอาละวาดชกต่อยกับเพื่อน (ด้วยเรื่องเชื้อชาติ) และทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งคนหนึ่งเลือดไหล มาแร็งห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง ในที่สุดสุไลมาน จึงเดินออกจากห้องไป ตอนต่อมาสุไลมานจะต้องแถลงชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น กระนั้นครูหลายคนดูเหมือนจะมีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า ก็คือ เด็กที่ต้องแถลงชี้แจงนั้นสุดท้ายจะถูกไล่ออก ผมดูท่าทีของมาแร็งแล้ว เขาไม่ต้องการจะไล่สุไลมานออกเลย แต่ด้วยความที่เขาตั้งกฎประจำห้องไว้แล้ว จะคืนคำก็ไม่ได้

ระหว่างการแถลงชี้แจงนั้นมาแร็งที่เข้าอยู่ในคณะกรรมการด้วย ตอนพิจารณา เขาถูกกรรมการอย่างน้อย 2 คน ทักท้วงว่าเหตุใดจึงมาเป็นคณะกรรมการ ทั้งๆที่ตนเองเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสีย

อีกตอนหนึ่ง มีครูเข้ามาเพราะทนสภาพของห้อง 3/2 ไม่ได้ เพราะพวกนี้ไม่สนใจเรียน วันๆก็ดูเหมือนจะมีเซ็กส์ด้วยกัน ครุคนนี้จะเข้าไปหาครูใหญ่ และบอกครูใหญ่ว่าเขาไม่อยากจะสอนห้อง 3/2 อีกต่อไปแล้ว ต่อมาครูคนนี้พอได้ระบายออก ก็รู้สึกโล่งใจ

ทีนี้มาเล่าถึงมาแร็งกับลูกศิษย์ดูบ้าง มาแร็งพยายามที่จะควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนตนเองอย่างมีเหตุผลและปฏิเสธการลงโทษให้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้วมาแร็งต้องเผชิญกับปัญหาหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นระดับการศึกษาที่ไม่เท่ากันของเด็ก, ความขัดแย้งระหว่างนักเรียนกับนักเรียนรวมไปถึง ความขัดแย้งระหว่างตัวเองกับนักเรียน

เรามาพูดถึงการศึกษาโดยรวมเสียก่อน หลายๆครั้งเรามักจะมีความคิดเสมอว่า โรงเรียนเป็นสถานที่ที่มีอิทธิพลในการปลูกฝังและชักนำเด็กไปในทางที่ตอบสนองกับอุดมการณ์ของโรงเรียนและประเทศ ถ้าว่ากันตามทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม ถ้าจะกล่าวอย่างมาร์กซิสม์จะเป็นว่าโรงเรียนเป็นตัวสร้างอุดมการณ์หลักในเรื่องความมีระเบียบวินัย ความนอบน้อมถ่อมตน ฯลฯ แต่ในเรื่อง The class เราจะสังเกตเห็นถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามระหว่างอุดมการณ์ของเรากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยที่นักเรียนกล้าที่จะตอบโต้กับอาจารย์จนเลยเถิดไปถึงการกระทำที่เราอาจเรียกว่ายอกย้อนและวิพากษ์ วิจารณ์เนื้อหาการสอนอย่างตรงไปตรงมา และในท้ายที่สุดพยายามทำให้ครูอย่างมาแร็งได้รับการลงโทษด้วย

เช่น ในคลาสวิชาฝรั่งเศส มีนักเรียนสองคนได้ยกมือถามว่า ทำไมเราต้องเรียนการไวยากรณ์ฝรั่งเศสที่ซับซ้อนด้วย เพราะปัจจุบันไม่มีใครเค้าพูดกันแบบนั้นอีกแล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่จะต้องพูดให้ถูกไวยากรณ์ความคิดเห็นของห้องเรียนต่างไปทางเดียวกัน โดยมาแร็งไม่อาจหาคำตอบได้ สุดท้ายก็ให้คำตอบที่ว่า สาเหตุที่เธอต้องเรียนเพื่อสะสมประสบการณ์จนสุดท้ายจะแยกได้ว่าทำไมจึงต้องใช้ไวยากรณ์ที่ซับซ้อนอย่างนี้ด้วย ซึ่งทำให้นักเรียนหลายคนไม่ค่อยพอใจ

การที่มาแร็งพยายามจะใช้วิธีการที่มีเหตุผลและสันติวิธีกับตัวเด็กก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาค้นพบวิธีการหนึ่งก็คือให้เด็กๆเขียนบันทึกประจำวัน โดยนำเนื้อหาของแอนแฟรงค์มาเป็นเนื้อหาในการสอน นักเรียนทุกคนต่างบอกว่าไม่สามารถจะเขียนบันทึกประจำวันได้ บางคนบอกว่าตนเองไม่ได้อายุ 70 จึงมีเรื่องให้เขียนมากมาย บางคนก็บอกว่าเรื่องตนเองไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น นักเรียนที่ชื่อสุไลมานบอกว่าตนไม่เขียนเรื่องของตัวเองเพราะไม่มีใครรู้เรื่องของตัวเองเท่ากับตัวเอง (ลืมเล่าไปว่า ตอนเริ่มต้นคาบนั้น มาแร็งบอกให้นักเรียนเขียนชื่อตนเองบนกระดาษ แล้วนำมาติดที่โต๊ะ สุไลมานไม่มีความรู้เรื่องภาษาเขียน เขาดูชื่อของเขาในโทรศัพท์มือถือ นี่อาจเป็นที่มาแร็งไม่ได้ตระหนักถึงความสามารถที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน) ฯลฯ สุดท้ายก็ข้อสรุปว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวจึงไม่ต้องการให้ใครทราบ เมื่อมาแร็งถามว่าทำไมเรื่องส่วนตัวจึงไม่อยากให้คนอื่นทราบ คำตอบของเด็กก็มีว่า พวกเขารู้สึกอายและมักจะคิดว่าทัศนคติหรือสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่นนั้นผิดเสมอจากการสั่งสอนของโรงเรียนหรือครู แต่มาแร็งพยายามที่จะใช้ทักษะที่นักเรียนแต่ละคนมีแตกต่างกัน และมองให้เห็นถึงข้อดีของแต่ละคน เพราะทุกคนเก่งในเรื่องที่ต่างกัน และเรื่องเหล่านั้นอาจไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในตำราเรียนก็ได้ เช่น การถ่ายรูป เป็นต้น ดังนั้นสั่งให้ทุกคนเขียนบันทึกประจำวัน ฉากนี้สุไลมานพยายามให้แคปชั่นภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพแม่ หรือภาพตนเอง มาแร็งก็นำงานเหล่านั้นมาขึ้นบอร์ดด้วย

จากการให้เขียนบันทึกประจำวัน แล้วเด็กๆอาย เพราะความคิดของตนไม่ตรงกับสิ่งที่โรงเรียนคิดหรือพวกครูต้องการ ผมขอมองว่านี่คือการไม่กล้าแสดงออกของเด็ก การกล้าแสดงออกของเด็ก การคิดอย่างมีเหตุผลและปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นอย่างมีสันติภาพนั้นจำเป็นต้องมีการคิดและมีจุดยืนเป็นของตนเอง แต่คิดถึงตนเองไม่ได้ เพราะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย การที่เด็กๆถูกบังคับให้อยู่ในกรอบของหลักสูตรนั้นก็คือกดความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ในตัวเด็ก รวมทั้งการคิดที่มีเหตุผล และวิธีการปฏิบัติโดยสันติภาพ ดังนั้นเด็กๆจึงเกเร ก้าวร้าว เอาแต่ใจตัว แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ฯลฯ ในตอนสุดท้ายจะมาดูว่าผลของการไม่กล้าแสดงออกของเด็กจะเกิดอะไรขึ้น

คงไม่ลืมที่จะกล่าวว่า เด็กนักเรียนวัย14-15ปีของมาแร็งนั้น ประกอบด้วยนักเรียนจากหลายชนชาติ แต่ก็มีหลายๆครั้งที่ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่ความแตกแยกทางความคิด เช่น การเถียงกันระหว่างมาแร็งกับนักเรียนซึ่งเป็นชาวผิวดำที่จับผิดมาแร็งในการเขียนประโยคตัวอย่างว่า ทำไมต้องใช้ชื่อที่เป็นพวกผิวขาวตลอด เช่น Bill ทำไมถึงไม่ใช่ชื่อในแถบเอเชียตะวันออกบ้าง เช่น โดซาก้า (ถ้าผมจำไม่ผิด) ในที่สุดมาแร็งต้องเปลี่ยนชื่อตาม แต่ในส่วนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่เปราะบางเกี่ยวกับเรื่องชนชาติของนักเรียนซึ่งไม่ใช่ประชากรในท้องถิ่น โดยเด็กเหล่านี้มีเพียงที่เดียวที่จะสามารถออกเสียงได้ นั่นก็คือ ห้องเรียนของพวกเขา อาจดูเหมือนการหยอกล้อ แต่ในคำพูดเหล่านั้น เต็มไปด้วยการเรียกร้องที่ยืนของตัวเองของเด็กหลายๆคน และเรื่องชนชาตินี้แหละที่นำมาสู่ฉากสุดท้าย

ในท้ายที่สุด การปฏิบัติที่มีเหตุผล การยกเอาแต่ข้อดีของเด็กมาพูด และสันติภาพที่มาแร็งพยายามยื้อไว้ก็อยู่ได้ไม่นานอีกต่อไป เมื่อมีการประชุมเกี่ยวกับสุไลมาน ซึ่งเป็นเด็กที่มีปัญหาและหนึ่งในนั้นเป็นเด็กนักเรียนชาวมาลี โดยในการประชุมนั้นมาแร็งพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กโดยการมองถึงความสามารถด้านอื่นของเด็ก แม้เด็กอาจมีข้อจำกัดทางการศึกษาก็ตาม ในคาบต่อมา มีการพูดถึงการเหยีดชนชาติชาวเมาลี และคำพูดที่มาแร็งพูดในที่ประชุมก็ถูกแพร่กระจายโดยนักเรียนที่เป็นตัวแทนของห้องซึ่งนั่งอยู่ในที่ประชุมด้วยกัน ทำให้สุไลมานไม่พอใจเป็นอย่างมาก และหยิบยกประเด็นขึ้นมากลางชั้นเรียน ในหนังแม้จะแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับตัวเองเข้าหานักเรียนด้วยเหตุผลและมีความเคารพซึ่งกันและกัน แต่มาแร็งก็คือภาพของมนุษย์คนหนึ่งที่ความอดทนมีขีดจำกัด การถูกล้ำเส้นโดยการไม่เคารพนี้ในครั้งนี้ ทั้งการตอบสนองของสุไลมาน และหัวห้ากับผู้ช่วยด้วย จึงทำลายความอดทนที่มาแร็งมีต่อนักเรียนหมดลงและใช้คำหยาบคายที่มีความหมายสองแง่สองง่ามกับนักเรียนตัวแทน โดยการใช้คำว่สก๊อยเรียกเด็กที่เป็นหัวหน้า ทำให้เรื่องราวในห้องบานปลายจนทำให้นักเรียนชาวมาลีอาละวาดและทำร้ายเพื่อนคนหนึ่งในห้องอย่างสุดวิสัย

มาแร็งพยายามถามหัวหน้าว่าเหตุใดจึงบอกคนอื่นๆว่าเขาเรียกคำว่าสก็อยกับเธอ และพยายามบอกเธอว่าสก็อยก็คือคนที่หัวเราะไปเรื่อยๆ หัวหน้าตอบว่า การที่ครูทำในห้อง เช่น การยกมือจึงพูดได้ การตั้งคำถามกับพวกเขานั้นเป็นการกดดัน และพวกเขาจึงอยากให้ครูถูกทำโทษบ้าง (เห็นอาการไม่กล้าแสดงออก การคิดที่ไม่มีเหตุผลหรือยังครับ)

สุดท้าย นักเรียนชาวมาลีคนนั้นจึงถูกเชิญออกจากโรงเรียน โดยมาแร็งไม่อาจช่วยไว้ได้อีก เพราะเขาต้องดูแลสภาพความเป็นครูของตนเองเช่นกัน (เพราะตนเองก็มีความผิดในระดับหนึ่ง เพราะไปเรียกคำว่าสก๊อยกับหัวหน้า) หนังไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่สิ่งที่เรารับรู้ได้คือ การเปิดหรือปิดรับอะไรบางอย่างอย่างสุดโต่งนั้นไม่อาจจะนำมาซึ่งผลดีเสมอไป กล่าวคือมาแร็งไม่รู้ว่าเด็กต่างไม่มีความเคารพ เพราะไม่มีจุดยืนเป็นของตนเอง และไม่มีความเคารพผู้อื่นอย่างที่เขียนไว้ในตอนต้น การใช้คำว่าความเคารพซึ่งสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย

ในช่วงสุดท้ายของหนัง จะแสดงให้เห็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยที่มาแร็งให้เด็กๆแต่ละคนมาทบทวนว่าได้เรียนรู้อะไรไปแล้วบ้าง แต่ท้ายสุดหลังเลิกคลาสกลับมีเด็กคนหนึ่งในห้องเดินมาบอกกับมาแร็งว่า หนูไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ตัวละครตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างเล็กๆในสังคมการศึกษาที่ไม่สามารถให้ได้อย่างทั่วถึง รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมการเรียน เพราะในหนังครูมักจะเลือกถามเด็กที่มีท่าทีสนใจและชอบแสดงความคิดเห็น แต่เด็กคนนี้ไม่เคยแสดงคิดเลยซักครั้งตลอด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นแฝงอยู่ในหนังเรื่องนี้บ่อยครั้ง เช่น การมีอยู่ของเหว่ยนักเรียนชาวจีน ซึ่งเป็นเด็กที่เก่งคณิตศาสตร์ โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ครูทุกคนสนใจและพูดถึงเรื่องแม่ของเหว่ยที่ถูกจับได้ว่าอพยพมาอยู่ในฝรั่งเศสอย่างผิดกฎหมาย จุดนี้แสดงให้เห็นว่าครูทุกคนในโรงเรียนสนใจอนาคตของเด็กคนนี้เพราะเด็กคนนี้พิเศษกว่าคนอื่น(ในด้านวิชาเลข) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเพราะในสังคมเรา ครูมักจะให้ความสำคัญกับเด็กที่มีความสามารถโดยมองข้ามเด็กที่มีความสามารถที่ไม่โดดเด่น ทำให้การพัฒนาเด็กนักเรียนนั้นไม่แปลกที่จะเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียมและไม่แปลกที่หลายๆครั้ง ระบบโรงเรียนได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าไม่ช่วยพัฒนาเด็กของเราได้อย่างเต็มที่

ตอนสุดท้ายมาแร็งได้เล่นฟุตบอลกับครูและนักเรียนหลายคน โดยมีนักเรียนหญิงเป็นกองเชียร์ ผมว่าดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะไม่ให้คำตอบกับผู้ใดว่าอะไรผิดหรืออะไรถูก แต่การเอาความสนุกมาไว้ตอนท้ายแล้วจบไปเฉยๆนั้น ก็ไม่รู้ว่ามาแร็งจะเรียนรู้อะไรเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ และเด็กในชั้นเรียนของมาแร็งจะมีความเคารพในตนเองและผู้อื่นหรือไม่ หรือเหตุการณ์อย่างนี้สมควรปล่อยไป รอวันปะทุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเหมือนเมื่อตอนเกิดกับสุไลมาน

อ้อผมลืมบอกไปว่า The Class ได้รางวัลหนังเจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ปาล์มทองคำ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2008 โดยสรุปแล้วเป็นหนังที่น่าดูสุดๆครับ

ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากบันทึกนี้ขอความสุขสวัสดีจงมีต่อ 1. อาจารย์โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุงทุกคน 2. อาจารย์ชอบ-อาจารย์กฤษณา สถิรวุฒิวรางกูร ที่รักและเคารพ 3. อาจารย์สารภี ทองอุทัย (สอนเลขเก่งที่สุด) 4. อาจารย์วาสนา สุกใส (ที่ผมแม่นความรู้วิชาภาษาไทยก็มาจากครูคนนี้) 5. อาจารย์รัตนาภรณ์ ชมงาม (เป็นคนที่ตั้งชื่อใหม่ให้ตอนปรับพื้นฐาน) 6. อาจารย์กัญญา พูสมจิตต์ อาจารย์ทุกท่านที่กล่าวมานี้เอาชนะเด็กหัวดื้อ เอาแต่ใจตนเองอย่างผมได้

</strong>

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

I hope we can have a lot of good teachers for most ordinary and good children first. We only need a few very good teachers for a few difficult children.

A strinking fact is highlighted when a child said --she's learned nothing from class!

ต้องไปหาภาพยนตร์เรื่องนี้มาชมบ้างแล้ว

ขอบคุณค่ะ