ว่ากันด้วยเรื่องรถยนต์

car_1

ว่ากันด้วยเรื่องรถยนต์กันซักหน่อย นิยมซื้อกันซะจริง ด้วยเหตุผลอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่ค่อยมีใครที่จะพิจารณาถึงข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยเหตุผลที่ยกขึ้นมาของแต่ละคนก็อิงความพอใจ ความอยากได้เป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าลึกๆแล้วรถยนต์สร้างความลำบากให้คุณขนาดไหน อย่ามองเพียงแค่ประโยชน์ใช้สอยทางตรงของมันเพียงอย่างเดียว ประเด็นที่ผมจะชี้แจงเพื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถส่วนบุคคลกับรถสาธารณะ คือ หนึ่ง โลกร้อน โอ้ย... ไร้สาระ แค่เราคนเดียวที่เลิกใช้รถ จะช่วยได้แค่ไหนกันเชียว คนอื่นเขาไม่คิดอย่างนี้ ก็ใช้กันทั่วไป ประเด็นนี้เรื่องของคุณ คุณไม่สนแต่ผมสน แต่ถ้าอนาคตอันใกล้เทคโนโลยีที่ทำให้รถปราศจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลได้ อันนี้สิโดนใจนักแล, สอง เรื่องความปลอดภัย อาจจะด้วยความไม่ไว้วางใจให้คนอื่นขับ โถ คุณจะไปสู้คนขับรถเป็นอาชีพได้อย่างไร เขาขับทุกวัน เกือบทั้งวัน ถ้าวัดที่ระดับความเร็วเท่ากัน ผมคนหนึ่งหล่ะที่เชื่อมืออาชีพมากกว่าตัวเอง หรืออ้างว่ารถจากค่ายฝั่งตะวันออกเปราะบางจึงลงทุนไปกับรถจากค่ายฝั่งตะวันตก ผมเสนอว่าลองทดสอบการปะทะกับยานพาหนะของสาธารณะไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทาง รถตู้ หรือลองรถไฟฟ้าดีหละ (ขอร้อง ผมรู้ว่าคุณนึกถึงมอเตอร์ไซด์รับจ้างผมขี้เกียจเถียง) อย่างน้อยหากเกิดอะไรขึ้นมา เราจะมีเพื่อนร่วมทุกข์ที่แม้ไม่รู้จักกัน แต่ก็อาจจะต้องพึ่งพากันยามอาบเลือดก็ครานี้กระมัง (เถียงอีกสิ ว่าขึ้นแท็กซี่คนเดียว), สาม อุปกรณ์ฉลาดเฉลียวที่เที่ยวพกพาไปทั่ว ที่การตลาดสร้างอุปทานหมู่ว่า Always connected ... มีไปเพื่ออะไรหากความสามารถในการพกพา (mobility) ไม่ได้เป็นประโยชน์ ขณะที่คุณขับรถ คุณจะใช้มันอย่างไร (โดยไม่กระทบกับความปลอดภัยของคุณ) แล้วขณะที่คุณไม่ได้ขับรถ อยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน ใยไม่ใช้บริการคอมพิวเตอร์ desktop หรืออย่างน้อยก็ laptop ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเยอะในราคาที่เท่ากัน ตรงกันข้าม ถ้าคุณใช้บริการรถสาธารณะที่ไม่ต้องขับรถเอง จึงจะมีโอกาสได้ทำธุรกรรมผ่านอุปกรณ์พกพาอย่างถูกสุขลักษณะบ้าง, ข้อที่สี่ ค่าใช้จ่าย ข้อนี้ถ้าจะคุยให้ยาว ก็เกรงว่าจะยาวมาก สรุปสั้นๆได้ว่า เราต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งค่าซื้อรถ ภาษี โดยเฉพาะน้ำมัน ในราคายุติธรรม เหมาะสมแล้วหรือไม่ (เอ หรือถ้าคิดตรงกันว่าใช้รถแล้วไม่ดีตามความคิดเห็นของผมนี้ เก็บเงินไปซื้อหุ้นน้ำมันดีกว่า เพราะยังไงก็ต้องมีคนไม่เห็นด้วย หรือเห็นด้วยแต่ก็จะใช้รถอยู่ดี แหม่ ช่างดูมี demand ที่ยั่งยืนดีจริง … ทั้งประหยัด สะดวกสบาย แถมเงินงอกเงย หุหุ) ข้อสุดท้าย ข้อที่ห้า ว่าด้วยความสะดวกสบาย สองสิ่งที่ผมเห็นด้วยว่าใช้รถในบ้างเมืองนี้แล้วสบายจริง ก็เพราะบ้านเราร้อนฉิบ กับบ้านเรานี้ ระบบขนส่งยังต้องปรับปรุง แต่ก็ไม่มากนะ ผมคิดว่าระบบมันไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนบ่นกันเกินจริง อ้าวก็การใช้รถมันไม่สะดวกจริงๆนี่ ลองคิดถึงตอนรถติดแล้วต้องอยู่กับมันตลอด เสียเวลามาก ที่จอดก็อีกเรื่อง ซ่อมบ้าง ไปทำธุรกรรมเพื่อมัน เช่น ภาษี อย่างนี้เป็นต้น ไหนยังเรื่องสุขภาพที่ 8 ชั่วโมง ส่วนใหญ่นั่งในออฟฟิศ ปวดเอวปวดหลัง แถมยังต้องมานั่งรถติดในท่าเดิมบนรถอีกกี่ชั่วโมง การเดินเท้า การโหนรถเมล์ ดูเหมือนจะลำบาก แต่อีกแง่หนึ่ง ก็ได้เหงื่อโดยไม่ต้องเสียเวลาเจาะจงไปออกกำลังกาย บางท่านถึงขนาดต้องจ่ายเงินให้ Sport club เพื่อให้ได้เหงื่อ ทั้งที่การได้มาซึ่งเหงื่อที่เกิดประโยชน์ แถมประหยัด สามารถทำได้เป็นชีวิตประจำวัน ผมคนหนึ่งที่เลือกใช้บริการทำงานบ้านแทนการไป Sport club (แต่ท่าทำงานบ้านของผมคงพิลึกหน่อย เพราะเน้นให้ได้กล้ามเนื้อ และได้ความรู้จากการฟังข่าวสารผ่านอุปกรณ์ฉลาดเฉลียวที่เที่ยวพกพาไปได้แม้ยามทำงานบ้าน แฮ่ม!)

สรุปสาระ ง่ายๆ หักเหลี่ยมโหด ที่ทำให้เหตุผลดีๆ อย่างมีเหตุผลโดยตัดอารมณ์ออกไป (ตามความคิดของผม) ว่าด้วยการใช้รถยังคงเป็นประโยชน์อยู่ ก็คือ

  • เงินเหลือใช้ แล้วไม่คิดไรมาก เป็นประสบการณ์ชีวิต เพราะวามสะดวกสบาย ตามวัตถุประสงค์ตรงไปตรงมาของคนหมู่มาก ... ก็เงินเหลือเป็นร้อยเป็นพันล้าน ขึ้นรถเมล์ทำไรฟระ (ออกแนวประชดนะเนี่ย)
  • ใช้ทำมาหากินครับพี่น้อง ROI ก็คิดแล้ว แถมบริษัทมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ support อีกแหนะ (อันนี้ออกแนวหมั่นไส้)
  • ก็รถรุ่นนั้นมันไม่สร้างภาระให้กับโลกใบนี้นี่ครับ ทั้งเรื่องพลังงาน ไม่ก่อให้เกิดขยะ

ท้ายสุดนี้ ขอจบดื้อๆ ครับ

อ้างอิง: http://www.thanakrit.net/car

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คิดขวางโลก



ความเห็น (0)