บทนำ
ในสถานการณ์ต่างๆของสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คำว่าคุณธรรมถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมากในการอ้างและอธิบายถึงการกระทำหรือพฤติกรรมของคนและกลุ่มคน ที่กระทำหรือมีพฤติกรรมเชิงบวก และได้รับคำชื่นชมจากสื่อสังคม บุคคลที่สำคัญว่า เป็นคนดีมีคุณธรรม ยกย่องว่าเป็นคนดี มีการมอบรางวัลและเกียรติบัตรออกสื่อกันอย่างกว้างขวาง และในทางตรงกันข้าม ถ้าหากมีคนหรือกลุ่มคนมีการกระทำหรือพฤติกรรมเชิงลบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อความถูกต้อง ความดีงาม สร้างความเดือดร้อนหรือมีผลกระทบต่อความรู้สึก หรือการดำรงชีวิตที่เป็นสุขของผู้อื่นในชุมชน สังคม คนหรือบุคคลนั้นจะถูกตำหนิ วิจารณ์ว่าเป็นคนไม่ดีเป็นคนที่ไม่มีคุณธรรม ซึ่งคุณธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เกิดขึ้นจากภายในจิตใจแล้วแสดงออกด้วยการกระทำที่พึงประสงค์ต่อตนเองและต่อผู้อื่นโดยรวมในสังคม ในหลายปีที่ผ่านมาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบต่อภาพรวมโดยตรงของสังคม ทำให้สังคมเกิดปัญหา ขาดโอกาสในการพัฒนา ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ก็เนื่องมาจากผู้นำในการพัฒนาส่วนหนึ่งขาดซึ่งคุณธรรม มีการทุจริตคอรัปชั่นกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับท้องถิ่นจนไปถึงในระดับประเทศ ตามที่เป็นข่าวและเป็นคดีความที่มีการฟ้องร้องกันและต่อสู้คดีกันมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าคุณธรรมมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อตัวบุคลและการพัฒนาสังคมโดยรวมในทุกระดับ ชุมชน สังคมใดมีผู้นำในการพัฒนาและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงต่อการพัฒนา เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จะทำให้ชุมชน สังคมนั้นเป็นชุมชนและสังคมที่มีคุณภาพ มีการดำรงชีวิตที่เป็นสุข มีความรักสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นสังคมในอุดมคติอย่างแท้จริง
แนวคิดของคุณธรรม
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ยุตฺโต) ได้กล่าวว่าคุณธรรมเป็นภาพของจิตใจกล่าวคือคุณสมบัติที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม ให้เป็นจิตใจที่สูง ประณีตและประเสริฐ เช่น เมตตา คือ ความรักปรารถนาดี เป็นมิตร อยากให้ผู้อื่นมีความสุข กรุณา คือ ความสงสารอยากช่วยเหลือผู้อื่นมีความสุข มุทิตา คือ ความพลอยยินดีพร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนผู้ที่ประสบความสำเร็จให้มีความสุขหรือก้าวหน้าในการทำสิ่งที่ดีงาม อุเบกขา คือ การวางตัววางใจเป็นกลาง เพื่อรักษาธรรมเมื่อผู้อื่นควรจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาตามเหตุและผลจาคะ คือ ความมีน้ำใจเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัว
วศิน อินทสระ กล่าวตามหลักจริยศาสตร์ว่า คุณธรรม คืออุปนิสัยอันดีงามซึ่งสั่งสมอยู่ในดวงจิตอุปนิสัยอันนี้ได้มาจากความพยายามและความประพฤติติดต่อกันมาเป็นเวลานาน...คุณธรรมสัมพันธ์กับหน้าที่อย่างมากเพราะการทำหน้าที่จนเป็นนิสัยจะกลายเป็นอุปนิสัยอันดีงามที่สั่งสมในดวงจิตเป็นบารมีมีลักษณะอย่างเดียวกันนี้ถ้าเป็นฝ่ายชั่วเรียกว่า “อาสวะ” คือกิเลสที่หมักหมมในดวงจิตย้อมจิตให้เศร้าหมองเกรอะกรังด้วยความชั่วนานาประการกลายเป็นสันดานชั่วทำให้แก้ไขยากสอนยากกล่าวโดยสรุปคุณธรรมคือความล้ำเลิศแห่งอุปนิสัยซึ่งเป็นผลของการการะทำหน้าที่จนกลายเป็นนิสัยนั่นเอง
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตโต) กล่าวว่าคุณธรรมคือคุณสมบัติที่ดีของจิตใจถ้าปลูกฝังเรื่องคุณธรรมได้จะเป็นพื้นฐานจรรยาบรรณ...จรรยาบรรณนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมในการที่จะพัฒนาต้องตีความออกไปว่าพฤติกรรมเหล่านี้มีพื้นฐานจากคุณธรรมข้อใดเช่นเบญจศีลเป็นจริยธรรมเบญจธรรมเป็นคุณธรรมคือ ความเมตตากรุณาถ้ามีความเมตตากรุณาจะมีฐานของศีลข้อที่ 1 เป็นต้น ส่วนจริยธรรมพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติศีลธรรม กฎศีลธรรม”
คุณธรรมตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อกล่าวถึงคุณธรรมก็จะหมายความถึง ความละอายแก่ใจ ความเมตตากรุณา ความหวังดี ความซื่อสัตย์สุจริต ความเห็นอกเห็นใจ ความจริงใจ ความยุติธรรม ความเที่ยงตรง ความเสียสละ ความสามัคคี ความอดทน ความอดกลั้น ความขยัน การให้อภัย ความเกรงใจและอื่นๆ การฝึกฝนและปฏิบัติตนให้มีคุณธรรม ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกฝังคุณธรรมสำหรับประชาชน 4 ประการ เพื่อความสงบร่มเย็นของคนในชาติตามพระบรมราชโอวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ดังนี้
1.การรักษาความสัตย์ ความจริงใจต่อตนเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
2.การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์
3.การอดทน อดกลั้นและอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่ว่าจะด้วยประการใด
4.การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริตและรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
อริสโตเติล ได้ให้แนวคิดของคุณธรรมหลักๆไว้ 4 ประการ คือ
1.ความรอบคอบ คือ รู้ว่าอะไรควรประพฤติปฏิบัติ อะไรไม่ควรประพฤติปฏิบัติ
2.ความกล้าหาญ คือ ความกล้าเผชิญต่อความเป็นจริง
3.การรู้จักประมาณ คือ รู้จักควบคุมความต้องการและการกระทำให้เหมาะสมกับสภาพและฐานะของตน
4.ความยุติธรรม คือ การให้แก่ทุกคนตามความเหมาะสม
จากความหมายของคุณธรรมที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า คุณธรรมเป็น“ความดีงามภายในจิตใจที่ส่งผลออกมาทางร่างกายทำให้บุคคลประพฤติดีและทำแต่สิ่งที่ดีๆ ผู้ที่มีคุณธรรมจึงเป็นผู้ไม่มากด้วยกิเลสและตัณหา มีสติสัมปชัญญะรู้จักผิดชอบชั่วดีและรู้จักยับยั้งชั่งใจ” ซึ่งจะได้รับการยกย่องจากผู้อื่นในสังคมว่าเป็นคนดี
ความหมายของการพัฒนา
พระราชวรมุนี(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายและอธิบายไว้ว่า ในทางพุทธศาสนา การพัฒนามาจากภาษาบาลีว่า วัฒนะ แปลว่า เจริญ แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาคน เรียกว่า ภาวนา กับการพัฒนาสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่คน เช่น วัตถุสิ่งของสิ่งแวดล้อมต่างๆ เรียกว่า พัฒนาหรือ วัฒนา เช่นการสร้างถนน บ่อน้ำ อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องของการเพิ่มพูนขยาย ทำให้มากหรือทำให้เติบโตขึ้นทางวัตถุและได้เสนอข้อคิดไว้ว่า คำว่าการพัฒนา หรือคำว่า เจริญนั้นไม่ได้แปลว่าทำให้มากขึ้น เพิ่มพูนขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีความหมายว่า ตัดหรือทิ้ง เช่น เจริญพระเกศา คือตัดผม มีความหมายว่า รก เช่น นุสิยา โลกวฑฺฒโน แปลว่า อย่างเป็นคนรกโลกอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาจึงเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความเจริญจริงๆ คือ ต้องไม่เกิดปัญหาติดตามมาหรือไม่เสื่อมลงกว่าเดิม ถ้าเกิดปัญหาหรือเสื่อมลง ไม่ใช่เป็นการพัฒนา แต่เป็นหายนะ ซึ่งตรงกันข้ามกับการพัฒนา
ฑิตยา สุวรรณชฏ ได้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม ซึ่งได้แก่ คน กลุ่มคน การจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคม ด้วยการจัดสรรทรัพยากรของสังคมอย่างยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ
สนธยา พลศรี ได้ให้ความหมายของการพัฒนา โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม คือ มนุษย์ กลุ่มทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับความหมายในทางพุทธศาสนา คือการเปลี่ยนแปลงมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มีความสุข และมีลักษณะเช่นเดียวกับความหมายทางการวางแผน คือ ด้วยวิธีการจัดสรรทรัพยากรของสังคมอย่างยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งนักวางแผน เรียกว่า การบริหารและการจัดการนั่นเอง
คุณธรรมกับการพัฒนา
ในการพัฒนาของชุมชน สังคมไทยนั้น สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้คือผลกระทบจากการพัฒนานั้นๆ ซึ่งผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริงคือพี่น้องประชาชนในชุมชน อาจจะได้รับผลในการพัฒนาที่มีความเป็นไปตรงกับความต้องการอย่างแท้จริงหรืออาจจะได้รับผลจากการพัฒนาที่ไม่เป็นไปตรงกับความต้องการที่แท้จริงก็มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ เกิดจากหลายปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เกิดการแปลเปลี่ยนที่ทำให้การพัฒนาไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในชุมชน สังคม เช่น การพัฒนาที่ไม่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินการ ร่วมรับผลและประเมินผล หรือเป็นการพัฒนาที่ไม่โปร่งใส ประชาชนไม่สามารถที่จะร่วมตรวจสอบการดำเนินงานหรือการพัฒนานั้นได้และถ้าหากในชุมชน สังคม ผู้นำชุมชนหรือผู้นำในองค์กรที่เกี่ยวข้องต่อการพัฒนาขาดคุณธรรม ย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอย่างแน่นอน ในส่วนของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการพัฒนาคือประชาชนในชุมชน สังคม ก็เช่นเดียวกันจะละเลยโดยที่ไม่ใส่ใจในการเปลี่ยนแปลงต่างๆก็ไม่ได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาปรับตัว ปรับวิธีคิด เพื่อก้าวให้ทันและมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างเหมาะสมด้วย ที่สำคัญคือต้องเป็นองค์ประกอบหรือสมาชิกของชุมชน สังคม ที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างเสริมการมีคุณธรรมต่อตนเองและเพื่อนบ้าน ในชุมชน สังคม อย่างเข้มข้นด้วยเช่นกัน
ดร.อภิชาติ ดำดี ได้กล่าวใน กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาท้องถิ่น ว่ากระบวนทัศน์ในการพัฒนาต้องอยู่ภายใต้ร่มธงใหญ่คือ หลักธรรมาภิบาล(Good governance)หรือหลักในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี อันประกอบด้วย การมีส่วนร่วม(Participation) ความโปร่งใส(Transparency) การตรวจสอบได้(Accountability) และนิติธรรม(Rule of law) นอกจากนี้แล้วในหลักพระพุทธศาสนา ก็ยังมีหลักธรรมหลายเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่สังคมไทยควรที่จะน้อมนำมาใช้เป็นภูมิปัญญาในการประพฤติปฏิบัติเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ทั้งในส่วนที่เป็นผู้นำชุมชนและสมาชิกของคนในชุมชน
คุณธรรมสำหรับผู้นำชุมชน ประกอบด้วยราชสังคหะ คือ ทำนุบำรุงทวยราษฎร์ให้ประชาชาติดำรงอยู่ในเอกภาพและสามัคคีด้วยหลักธรรมที่ว่า“ราชสังคหะวัตถุ”(หลักการสงเคราะห์ประชาชนของพระราชา) 4 ประการ คือ สัสสเมธะ ฉลาดบำรุงธัญญาหาร คือ ปรีชาสามารถในนโยบายที่จะบำรุงพืชพันธ์ธัญญาหารส่งเสริมการเกษตรให้อุดมสมบูรณ์ ปุริสเมธะ ฉลาดบำรุงข้าราชการ คือ ปรีชาสามารถในนโยบายที่จะบำรุงราชการ ด้วยการส่งเสริมคนดีมีความสามารถและจัดสวัสดิการให้ดี เป็นต้น
สัมมาปาสะ ผูกประสานปวงประชา คือ ผดุงประสานประชาชนไว้ด้วยนโยบายส่งเสริมอาชีพ เช่น จัดทุนให้คนยากจนยืมไปสร้างตนในพาณิชกรรมหรือดำเนินกิจการต่างๆไม่ให้ฐานะเหลื่อมล้ำห่างเหินจนแตกแยกกัน วาชไปยะ มีวาทะดูดดื่มใจ คือ รู้จักพูด รู้จักชี้แจงแนะนำ รู้จักทักทาย ไถ่ถาม ทุกข์สุข ราษฎร์ทุกชั้น แม้ปราศรัยก็ไพเราะน่าฟัง ทั้งประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐาน มีประโยชน์เป็นทางการแห่งการสร้างสรรค์ แก้ไขปัญหาเสริมความสามัคคี ทำให้เกิดความเข้าใจดี ความเชื่อถือและความนิยมนับถือ
คุณธรรมสำหรับสมาชิกของชุมชน คือ มีส่วนในการปกครอง โดยปฏิบัติตามหลักการร่วมรับผิดชอบที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียวที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม 7 ประการ คือ
1.หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พบปะปรึกษาหารือกิจการงาน(ที่พึงรับผิดชอบตามระดับของตน)โดยสม่ำเสมอ
2.พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจ ทั้งหลายที่พึงทำร่วมกัน
3.ไม่ถืออำเภอใจใครต่อความสะดวก บัญญัติวางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆอันมิได้ตกลงบัญญัติวางไว้และไม่เหยียบย่ำล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ
4.ท่านผู้ใดเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับถือท่านเหล่านั้น มองเห็นความสำคัญแห่งถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง
5.ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรี มิให้มีการข่มเหงรังแก
6.เคารพบูชาสักการะเจดีย์ ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจำชาติ อันเป็นเครื่องเตือนความทรงจำ ยินดีในการที่จะอยู่อย่างสงบ เร้าให้ทำดีและเป็นที่รวมใจของหมู่ชน ไม่ละเลยพิธี เคารพบูชาอันพึงทำต่ออนุสรณ์สถานเหล่านั้นตารมประเพณี
7.จัดการให้ความอารักขา บำรุง คุ้มครองอันชอบธรรมแก่บรรพชิต ผู้ทรงศีล ทรงธรรมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่โดยผาสุก ความตั้งใจที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติและปรารถนาดีต่อมนุษยชาติและการต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความยินดีให้มีความสุข
อปริหานิยธรรมอันเป็นหลักธรรมทางพุทธศาสนาสำหรับการมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นหรือการปกครองทุกระดับ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่มุ่งเน้นการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งยั่งยืนบนพื้นฐานหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
จากความหมายของคุณธรรมและการพัฒนาที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่าคุณธรรมและการพัฒนาคือ สภาพหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติฝึกฝนของมนุษย์ทางด้านจิตใจโดยการทำให้เปลี่ยนสภาพไปและแปรเปลี่ยนไปจากเดิมจนทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา เพราะในการพัฒนานั้นจะต้องเกิดขึ้นจากข้างในจิตใจของมนุษย์และส่งผลออกมาโดยการปฏิบัติ และสิ่งที่กระทำ เพราะสิ่งที่กระทำและการปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้น เรียกว่า การพัฒนา เพราะสามารถส่งผลและทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นได้หลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพชีวิตและการเป็นอยู่ในสังคมและประเทศชาติ
วิกฤติคุณธรรมที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา
คุณธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี ยิ่งในสังคมปัจจุบัน เป็นสังคมวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม กระแสโลกาภิวัตน์ได้นำความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆที่กระตุ้นต่อความต้องการของคนโดยไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้กิเลสและตัณหาเข้ามาครอบงำจนเกิดความอยาก ความต้องการที่เกินความพอดีไปในเกือบทุกเรื่อง ประกอบกับชุมชน สังคมไทยเป็นชุมชน สังคมที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือถ้าเปรียบกับโรคภัยไข้เจ็บของร่างกายคนก็สามารถเปรียบเทียบได้กับเป็นโรคที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือโรคฉวยโอกาสที่เมื่อร่างกายขาดภูมิต้านทานก็สามารถเป็นโรคอื่นได้ในหลายโรค ทำให้ร่างกายอ่อนแอทรุดโทรมลง จนถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้น ชุมชน สังคมจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้มีความเข้มแข็ง ในทุกด้าน มีภูมิต้านทานที่ดี ซึ่งหมายถึง คุณธรรม โดยที่สำคัญที่สุดคือ ทรัพยากรบุคคล ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของชุมชน สังคม ต้องเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม อันจะนำมาซึ่งความรัก ความสามัคคี เอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปัน เป็นสังคมสันติสุขที่แท้จริงแต่ถ้าชุมชน สังคม อยู่ในภาวะของความอ่อนแอ ขาดซึ่งคุณธรรมหรือวิกฤตคุณธรรม จะทำให้มีความเสี่ยงหรือเกิดปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ต่อความต้องการของคนในชุมชน สังคมขึ้นได้การพัฒนาเพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจะมีความยากลำบากมากขึ้นไปด้วยตัวอย่างของการกระทำหรือพฤติกรรมที่แสดงถึงการวิกฤตคุณธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา ได้แก่
การทุจริตประพฤติมิชอบหรือการคอรัปชั่น เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เป็นมหันตภัยเงียบหรือมะเร็งร้าย ที่ลุกลามไปอย่างรวดเร็วในทุกระดับของสังคม ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นที่มีองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)หรือเทศบาลตำบลบางแห่งจนไปสู่ระดับประเทศที่เป็นข่าวกันอย่างครึกโครมของรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่อดีตจนมาถึงยุคปีปัจจุบัน เช่น การทุจริตในการก่อสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทรเวย์ของกระทรวงคมนาคม การทุจริตการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ การจัดซื้อรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องติดคุกมาแล้ว การทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานครจนทำให้รัฐมนตรีหนีความผิดออกนอกประเทศและยังไม่กลับเข้ามาในประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้ การทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งและโครงการจัดสร้างโรงพักตำรวจทั่วประเทศ 396 แห่ง โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านที่เป็นข่าวและที่โด่งดังที่สุดคงจะข่าวคราวการทุจริตในการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวที่มีเม็ดเงินหลายแสนล้านบาท เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบการทุจริตประพฤติมิชอบของนักการเมืองและพรรคการเมือง จนนำไปสู่การได้รับใบเหลืองใบแดงของนักเลือกตั้งทั้งหลายในทุกระดับเช่นเดียวกัน ตามที่เป็นข่าวของปีนี้อาทิเช่นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารจังหวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคใต้ทุจริตในการซื้อเสียงเลือกตั้งจนได้รับใบแดงและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดตามที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวในสังคมไทย ที่เป็นภัยร้ายแรงอันเนื่องมาจากการขาดคุณธรรมทั้งสิ้น
การเกิดภาวะขัดแย้งทางสังคม ภาวะความขัดแย้งทางสังคมก็เช่นเดียวกันมีการสะสมปัญหามาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย จนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตที่เป็นปกติสุขของพี่น้องประชาชน อาจจะเกิดมาจากความเดือนร้อนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง พรรคการเมือง จนทำให้เกิดการแบ่งเป็นกลุ่มเป็นพวก ที่ผู้เขียนพอที่จะจำได้อยู่คือ ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ที่เกิดปัญหาคุณธรรมของผู้นำจนนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ทางการเมืองและการปกครองระหว่างรัฐบาลในขณะนั้นกับพี่น้องประชาชน นิสิต นักศึกษา จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงปราบปรามจนทำให้มีการบาดเจ็บ เสียชีวิต นิสิต นักศึกษาส่วนหนึ่งต้องหนีเข้าป่าและที่เป็นปัญหาที่ยังคุกรุ่นอยู่ในรอบทศวรรษนี้เช่น กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า กลุ่ม กปปส.และกลุ่ม นปช. ที่มีความคิดเห็นทางสังคมและอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน อันเนื่องมาจากปัญหาการบริหารงานของรัฐบาลที่ขาดหลักธรรมาภิบาล ขาดความโปร่งใส ทุจริต แทรกแซงในระบบองค์กรหน่วยงานและราชการส่วนต่างๆหรือการใช้อำนาจทางการเมืองไปในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อหลักคุณธรรมและนิติธรรมตามที่กล่าวอ้างของกลุ่มการเมือง จนมีการตั้งเวทีปราศรัยทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปทางการเมืองในทุกด้าน
บทสรุป
วิกฤตคุณธรรม ทำให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาชุมชนสังคมในทุกระดับ ปัญหาชุมชน สังคมส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความล้าหลังหรือด้อยการพัฒนานั้น เกิดมาจากพื้นฐานทางคุณธรรมของผู้นำหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงคือพี่น้องประชาชนที่เป็นสมาชิกหรือองค์ประกอบที่สำคัญของสังคม ซึ่งต่างก็มีภาระหน้าที่หรือบทบาทที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกส่วนต้องมีเหมือนๆกันและขาดไม่ได้ คือ คุณธรรม เมื่อใดที่ผู้นำที่มีภาระหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและประชาชนในพื้นที่ของการพัฒนามีหลักคุณธรรม พื้นที่หรือสังคมนั้นจะเป็นสังคมแห่งความสุข ไม่มีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงทางความคิด เป็นสังคมแห่งอุดมคติ ที่ไม่เกิดภาวะวิกฤตคุณธรรม วิกฤตการพัฒนาอย่างแน่นอน
อ้างอิง
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2540.
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). ความเป็นมาของพระไตรปิฎก.(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538.
พระราชวรมุนี(ประยุทธ์ ปยุตฺโต). ทางสายกลางของการศึกษาไทย.(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,2530.
ฑิตยา สุวรรณชฏ.สังคมวิทยา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช,2527.
วศินอินทสระ.พุทธจริยศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ทองกวาว,2541.
สนธยา พลศรี.ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน.(พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2547.
อภิชาติ ดำดี,กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาท้องถิ่น (2552).สืบค้นจาก www.oknation.net/blog/damdee/2009/06/05/entry-1. เข้าถึงข้อมูล 5/11/58.
http://www.gotoknow.org เข้าถึงข้อมูล5/11/2558
http://www.okanation.net เข้าถึงข้อมูล5 /11/2558
http://www.suclean.su.ac.th เข้าถึงข้อมูล6/11/2558
http://www.mcu.ac.th เข้าถึงข้อมูล6/11/2558
พระกิตติพงศ์ ฐิตสีโล
นายสุภาพ ทรัพย์แก้ว และคณะ
นิสิตหลักสูตร พธ.ม. การพัฒนาสังคม
มจร.วิทยาเขตนครศรีธรรมราช