ว่าด้วยแนวคิดการเขียนโครงการเพื่อการพัฒนานิสิต (วิชาการพัฒนานิสิต -ภาวะผู้นำ)

การมอบหมายให้นิสิตได้กลับไปฝึกเขียนโครงการฯ คือหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ที่เพียรพยายามให้นิสิตให้นำความรู้ภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านการเขียน เสมือนการพัฒนานิสิตตามครรลองของการเรียนรู้แบบ “สุ-จิ-ปุ-ลิ”

วิชาพัฒนานิสิตและวิชาภาวะผู้นำ มีลักษณะสำคัญร่วมกันคือการส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตได้เรียนรู้เรื่องของ “จิตสาธารณะ” หรือ “จิตอาสา” ผ่านการลงมือทำ (Learning by doing) หรือการทำไปเรียนรู้ และการลงมือทำที่ว่านั้นก็เกี่ยวโยงกับแนวคิดของการบริการสังคมในแบบฉบับ เรียนรู้คู่บริการ(Service Learning) ซึ่งการเรียนรู้คู่บริการคือการเรียนรู้อย่างเป็น “ทีม” มิใช่การเรียนรู้ในแบบ “แยกส่วน” ที่หมายถึงปัจเจกบุคคล

การเรียนรู้คู่บริการ คือหลักคิดสำคัญที่สอดรับกับปรัชญามหาวิทยาลัย (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) และอัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน)

ด้วยแนวของการเรียนรู้คู่บริการที่ควบคู่ไปกับการเรียนรู้แบบเป็นทีม จึงหลีกไม่พ้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-Based Learning) ซึ่งใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ หรือการชุมชนเป็นห้องเรียน (Community-based learning) ดังนั้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงในรูปลักษณ์กิจกรรมจึงอยู่ในรูปของโครงการเพื่อการพัฒนานิสิตที่ชุมชนแตะต้องและสัมผัสได้อย่างง่ายงามและไม่ซับซ้อนซ่อนปม


โครงการเพื่อการพัฒนานิสิต คือกระบวนการที่หนุนเสริมให้นิสิตได้ทำงานกันอย่างเป็นทีมและเป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้สู่การเป็นอาสาสมัคร (จิตสาธารณะ) ผ่านระบบและกลไกการจัดกิจกรรมเรียนรู้ชุมชนในมิติ “การบริการสังคม” หรือ “เรียนรู้คู่บริการ” แต่ก่อนการลงชุมชนนั้น กระบวนการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน จึงจำต้องมีการบรรยายให้ความรู้แก่นิสิต หรือให้นิสิตได้ฝึกทักษะในการ “เขียนโครงการเพื่อการพัฒนานิสิต” อย่างเป็นระบบทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและกลุ่มทีม -





สร้างกรอบแนวคิด : หลักการเขียนโครงการเพื่อการพัฒนานิสิต


การเรียนรู้ในชั้นเรียนว่าด้วยหลักการเขียนโครงการเพื่อการพัฒนานิสิต ประกอบด้วย (๑) การบรรยายภาคทฤษฎี (๒) การมอบหมายงานเดี่ยวว่าด้วยการเขียนโครงการในฝัน (๓) การโสเหล่กลุ่มเพื่อจัดทำโครงการเพื่อการพัฒนานิสิ ซึ่งประเด็นหลังนั้นหมายถึงการ “ระดมความคิด” เพื่อเขียนโครงการฯ ไปสู่การบริการสังคม โดยสังคม หรือชุมชนที่ว่านั้นเป็นได้ทั้งที่เป็นชุมชนในรั้วมหาวิทยาลัยและชุมชนนอกรั้วมหาวิทยาลัย

หลักการเขียนโครงการเพื่อการพัฒนานิสิต คือการบูรณาการองค์ประกอบของการเขียนโครงการในแบบฉบับกิจกรรมนอกชั้นเรียน (ฝ่ายพัฒนานิสิต) กับหลักการเขียนโครงการทั่วไป ที่มีองค์ประกอบหลัก เช่น ชื่อโครงการ หลักการเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีการ/ลักษณะกิจกรรม วันเวลา/สถานที่ งบประมาณ การประเมินผล ผลที่คาดว่าจะได้รับ

เหตุผลสำคัญที่บูรณาการองค์ประกอบเช่นนั้น ไม่มีอะไรมากมายเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการสร้างองค์ความรู้การเขียนโครงการในแบบกว้างๆ รองรับการเรียนรู้และการเติบโตในวันข้างหน้าของนิสิต (ผู้เรียน) เพราะหากวันหนึ่งข้างหน้านิสิตไปสังกัดองค์กรใดก็สามารถประยุกต์องค์ความรู้ดังกล่าวไปสู่โครงสร้างการเขียนโครงการฯ ในต้นสังกัด (วัฒนธรรมองค์กร) นั้นๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น ยกตัวอย่างเช่น ---




  • กรณีชื่อโครงการ : เรามุ่งเน้นให้นิสิตตระหนักถึงหลักคิดของการตั้งชื่อโครงการที่สื่อความเข้าใจให้เบ็ดเสร็จที่สุดเท่าที่พึงกระทำได้ เช่น สั้น กระชับ เร้าใจ หรือการตั้งชื่อโครงการในแบบฉบับที่สะท้อนถึงวัตถุประสงค์ สถานที่ เป้าหมาย หรือกระทั่งลักษณะกิจกรรมอย่างเสร็จสรรพ เพราะชื่อโครงการคือ “กระจกบานแรก” หรือ “สัมผัสแรก” ที่ใครๆ จะพบเจอและสัมผัส และเกิดแรงกระตุ้นที่จะเข้าร่วม ซึ่งในบางกรณีอาจรวมถึงการตั้งชื่อผ่านวาทกรรม สำนวนที่กินใจ – กระตุกต่อมเรียนรู้
  • กรณีหลักการและเหตุผล : เราย้ำชัดกับนิสิตเสมอว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญและเขียนได้ยากยิ่ง แต่ก็ถือเป็นองค์ประกอบที่ท้าทายต่อการเขียนเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะหลักการและเหตุผลคือส่วนที่สะท้อนถึง "ที่มาที่ไป" ของโครงการ สะท้อนถึง “โจทย์” อันเป็นความต้องการ หรือแรงบันดาลใจของนิสิตและชุมชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงถึงภายรวมโดยสังเขปของกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่ใช้ในการขับเคลื่อน สะท้อนถึงบริบทชุมชน/สถานที่ สะท้อนถึงความคาดหวัง หรือกระทั่งสะท้อนองค์รวมของกิจกรรมที่จะจัดขึ้น – ดังนั้นหลักการและเหตุผลจึงเสมือน “บทคัดย่อ” อันเป็นภาพรวมโครงการอย่างเสร็จสรรพ เสมอเหมือนการบ่งชี้ถึง “ปัญหา-สาเหตุปัญหา-เป้าหมาย-แนวทางการแก้ไข”




  • กรณีวัตถุประสงค์ (Objectives) : เราย้ำหนักหนาเพราะนี่คือสิ่งที่ยืนยันว่าโครงการสำคัญอย่างไร เพราะวัตถุประสงค์คือยุทธศาสตร์ คือปลายทางฝั่งฝัน หรือหมุดหมายที่อยากให้เกิดขึ้นกับนิสิตและชุมชน ซึ่งเราย้ำชัดแจ้งว่าวัตถุประสงค์ที่ดีต้องอยู่บนความเป็นจริงที่สามารถก่อร่างสร้างฝันได้ เป็นวัตถุประสงค์บนความต้องการของนิสิตกับชุมชน เป็นวัตถุประสงค์ที่ “แตะต้องสัมผัสได้” ทั้งในเรื่องของการลงมือทำ การประเมินและใกล้เคียงกับความจริง มิใช่หลุดลอยอยู่ในเวิ้งฟ้า หรือดิ่งลึกอยู่ในมหาสมุทรที่ยากเกินกว่าการดิ่งดำลงไปไขว่คว้า

และที่สำคัญคือ เราฝากให้นิสิตได้ตระหนักว่าวัตถุประสงค์อาจดูเป็นนามธรรมก็จริง ทว่ายึดโยงสู่องค์ประกอบอีก ๒ ส่วนในโครงการฯ คือ “เป้าหมาย” (Goal) ที่อาจหมายถึง “คน-กลุ่มคน” (เชิงปริมาณ) และพฤติกรรมความเปลี่ยนแปลงของคน หรือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (เชิงคุณภาพ) หรือกระทั่งการเชื่อมโยงไปยังผลที่ “ผลที่คาดว่าจะได้รับ”

  • กรณีวิธีการ/ลักษณะกิจกรรม ( Work Procedure) : เป็นอีกองค์ประกอบที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะองค์ประกอบนี้เป็นเสมือน “หน้าตา” หรือ “ตัวตน” หรือ “บุคลิกกิจกรรม” ซึ่งต้องระบุให้ชัดเจนว่า..จะทำอะไร จะบรรยายเรื่องอะไร จะจัดกิจกรรมสันทนาการอะไร จะจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อย่างไร จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนอย่างไร ฯลฯ ซึ่งหากระบุได้อย่างแจ่มชัดก็จะช่วยให้ “รับรู้และเข้าใจ” ได้โดยง่ายว่าโครงการเพื่อการพัฒนานิสิตจะทำอะไรบ้าง และส่วนนี้เองจะกลายเป็นส่วนที่ถูกนำไปขยายให้ชัดเจนในส่วนที่เป็น “กำหนดการ” ที่ต้องแนบท้ายโครงการฯ อีกครั้งหนึ่ง



นอกจากนี้เรายังเพียรพยายามสื่อสารให้นิสิตได้ตระหนักว่าองค์ประกอบในส่วนนี้สามารถนำเสนอโดยสังเขปด้วยหลักคิดตามขั้นตอนการขับเคลื่อน เช่น ต้นน้ำ (เตรียมการ) กลางน้ำ (ดำเนินการ) ปลายน้ำ (สรุปผล) หรือกระทั่งการจัดเรียงตามกระบวนการ PDCA (Deming’s cycle) ที่คิดค้นโดยศาสตราจารย์เดมมิ่ง อันเป็นกระบวนการของการบริการโครงการและประเมินโครงการให้เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness)




โครงการเพื่อการพัฒนานิสิต : เขียนความฝัน แบ่งปันความฝัน

ภายหลังการเรียนรู้ในชั้นเรียน นิสิต (ผู้เรียน) โดยเฉพาะในกลุ่มรายวิชาการพัฒนานิสิตจะได้รับ “ใบงาน” รายปัจเจกคนเพื่อให้แต่ละคนกลับไปฝึกเขียนโครงการเพื่อการพัฒนานิสิต โดยมุ่งให้นิสิตแต่ละคนได้ “ทบทวนความฝัน” ของตัวเองว่า “อยากทำอะไร” และให้นำสิ่งที่อยากทำมาสกัดสู่การเขียนโครงการฯ


การมอบหมายให้นิสิตได้กลับไปฝึกเขียนโครงการฯ คือหนึ่งในการกระบวนการเรียนรู้ที่เพียรพยายามให้นิสิตให้นำความรู้ภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านการเขียน เสมือนการพัฒนานิสิตตามครรลองของการเรียนรู้แบบ “สุ-จิ-ปุ-ลิ” และเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ถัดจากนั้นเมื่อหวนกลับสู่ชั้นเรียนก็จัดกระบวนการเรียนรู้เป็นระบบกลุ่ม กล่าวคือให้นิสิตในแต่ละกลุ่มนำโครงการในฝันของตนเองที่ได้เขียนมาบอกเล่า หรือสื่อสารให้เพื่อนในกลุ่มได้ร่วมรับรู้รับฟังและทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในกระบวนการที่ถูกออกแบบไว้บนฐานคิดของการ “แบ่งปันความรู้-ความฝัน” ต่อกันและกัน

การแบ่งปันดังกล่าว มิได้จบอยู่แค่การแบ่งปันเหมือนระบายความใคร่ทางความคิดเท่านั้น ทว่ายึดโยงไปยังกระบวนการอันสำคัญคือการให้แต่ละกลุ่มได้ "ระดมความคิด" สร้างโครงการเพื่อการพัฒนานิสิตเพื่อลงสู่ชุมชนตามหลักการ “บริการสังคม” ในแบบฉบับ “เรียนรู้คู่บริการ” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการเลือกโครงการในฝันของใครคนใดคนหนึ่ง หรือการบูรณาการหลายๆ แนวคิดจากโครงการในฝันของเพื่อนในกลุ่ม หรือกระทั่งคิดค้นขึ้นมาใหม่เพื่อกลับไปเขียนให้สมบูรณ์แล้วนำเสนอต่ออาจารย์ผู้สอน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงโดยใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน-



ด้วยเหตุนี้จึงอาจนับได้ว่ากระบวนการเรียนรู้เช่นนี้ได้ใช้เครื่องมือหลายอย่างซ่อนลึกไว้แบบเนียนๆ เช่น  สุนทรียะสนทนา (Dialogue)  การเล่าเรื่อง (Story Telling)  การระดมความคิด (brainstorm)

ทั้งนี้ทั้งนั้นกระบวนการกลุ่มเช่นนี้ อาจยังหมายถึงการที่ผู้สอนพยายามสร้างเวที หรือกระบวนการของการละลายพฤติกรรมนิสิตในแต่ละกลุ่มไปในตัว เพื่อให้ทำความรู้จักกัน เปิดใจเรียนรู้กัน ปรับความคาดหวังร่วมกัน สร้างความเป็นทีมร่วมกัน ซึ่งเป็นปฐมบทง่ายๆ ก่อนการลงชุมชนอย่างจริงจัง –

ครับ-จะว่าไปแล้วก็คือการสร้างภูมิต้านในกลุ่มทีมให้กับนิสิตนั่นเอง

เพราะเมื่อลงชุมชนจริงๆ แล้วนิสิตต้องเผชิญกับสภาวะของการเรียนรู้หลายอย่าง เช่น การประสานชุมชน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การบริหารทีม บริหารโครงการ การถอดรหัสความรู้ของชุมชน ฯลฯ.... ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องท้าทายสุดๆ และเป็นเรื่องของผลลัพธ์ที่รอการถูกค้นพบจากการลงมือทำจริงผ่านโครงการเพื่อการพัฒนานิสิตที่หมายถึงทำแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างอย่างสร้างสรรค์ต่อนิสิตและชุมชนไปพร้อมๆ กัน

ทั้งปวงนั้นต้องเรียนรู้อย่างเป็นทีม และข้ามพ้นร่วมกันอย่างเป็นทีม


หมายเหตุ : ภาพโดย กองกิจการนิสิตและนิสิตจิตอาสา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

มาทักท่ย พร้อมกับของผฝากจากพงไพร.....ดอกโสรยา กับผีเสื้อหรรษา จ้ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณมากๆ ครับครับ คุณมะเดื่อ

ธรรมชาติเป็นมโหรีที่ทรงพลังเสมอสำหรับชีวิตคนเราครับ

ลมทะเล คงขานรัลลมหนาวในอีกวาระ
รักษาสุขภาพและบ่มเพาะพลังชีวิตเช่นเคยมา นะครับ

สู้ๆ