บันทึกความทรงจำเมื่อไปประกอบพิธีฮัจย์ (ตอนที่ 2 แปดวันในนครมาดีนะห์)

นครมาดีนะฮ นครแห่งสันติสุข

ข้าพเจ้ารู้สึกปลื้มปิติมากๆที่ได้มาเยือนนครมาดีนะฮ์ ซึ่งเเป็นนครที่สำคัญทาง ศาสนาอิสลามอันดับที่สองรองจากมักกะฮ์เป็นนครของนบีมุหัมมัด(ซ.ล) มะดีนะฮเดิมชื่อว่า "ยัซริบ" ต่อมาเปลี่ยนเป็น"มะดีนะฮ์" หลังจากท่านนบี อพยพมาและเป็นจุดเริ่มต้นของศักราชอิสลาม เป็นเมืองหลวงของอิสลามในสมัยนบีและคอลีฟะห์ นครมะดีนะฮ์มีสถานที่ที่มีความสำคัญคือ มัสยิดอัล นาบาวี สุสานท่านนบีอยู่ในมัสยิดนี้

เราเดินทางถึงนครมาดีนะฮ์ตอนเช้าตรู่ และเข้าพักที่ Mawaddah Al Noor Hotel ซึ่งอยู่ห่างจากมัสยิดอัล นาบาวี ประมาณ 700 เมตร เราละหมาดซุบฮีที่ โรงแรม แล้วทานอาหารเช้า อาบน้ำ นอนพักผ่อน จนถึงเวลาซุฮรี่ จึงเดินไปละหมาดที่มัสยิดอัล นาบาวี เป็นครั้งแรก

มัสยิด อัล นาบาวี่ เป็นมัสยิดที่สวยงามมากเสามีอยู่ 2,000 กว่าต้น แต่ละต้นตกแต่ง ประดับประดาไปด้วยทอง ดูแล้วตื่นตาตื่นใจ ภายในมัสยิดติดแอร์เย็นฉ่ำ มีหลังคาส่วนที่เรียกว่าโดม เป็นรูปลูกปิงปองครึ่งซีกครอบอยู่ เขียนลวดลายสวยงามมาก แต่ละโดมเลื่อนปิดเปิดด้วยระบบไฟฟ้า ภายในมัสยิดมีจุดบริการน้ำซัมซัมให้ดื่ม มีอัล-กรุอานให้อ่าน เจ้าหน้าที่ ที่คอยบริการความสะดวกพูดภาษามลายูได้ มักจะถามข้าพเจ้าว่าเป็นคนอินโดนีเซียใช่มั๊ย พอบอกว่าเป็นคนไทย เขาก็จะงง และถามข้าพเจ้าว่า คนไทยทำไมพูดภาษาอินโด ข้าพเจ้าเลยต้องบอกว่า ข้าพเจ้าพูดภาษามลายู เขาจึงยิ้มอย่างเข้าใจ

ภายในมัสยิดเมื่อเจอเพื่อนชาวอินโดนิเซีย มาเลเซีย มักจะชมอาหารไทยว่าอร่อยมาก โดยเฉพาะต้มยำ เพื่อนอินโดนิเซียถามข้าพเจ้าว่า มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งมั๊ย ถ้ามีขอหน่อยเพราะชอบมาก ข้าพเจ้าเลยบอกว่าพรุ่งนี้มาคอยข้าพเจ้าหน้าประตูมัสยิดก็แล้วกัน จะพามาให้ เขาดีใจมากบอกว่าจะให้ รืนดัง ให้ข้าพเจ้าได้ชิมด้วย

ผู้คนชาวมาดีนะฮ์ชายหญิงจะมีรูปร่าง หน้าตาและผิวพรรณดีมาก ผู้หญิงจะสวมชุดอาบาย่าสีดำ ผู้ชายจะสวมชุดโต๊ปสีขาว เด็กๆ ก็น่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้คนจะมีอัธยาศัยดี หลังละหมาดทุกครั้งมักจะมีคนมาแจก อินทผาลัม ข้าวหมกอาหรับ นมเปรี้ยวและกาแฟอาหรับ ให้คนที่มาละหมาด  สี่งข้าพเจ้ารู้สึกปลาบปลื้ม จนน้ำตาคลอทุกวันที่อยู่ในนครมาดีนะฮ์ก็คือการได้ไปละหมาดในมัสยิดนบีมูหัมหมัด(ซ.ล) ได้กล่าวซอลาวาตถึงท่าน ให้สลามแก่สาวกทั้งสองของท่าน อบู บักรฺ และอุมัร ร่อฎิยัลลออฮุอันฮุมา หลุมฝังศพของท่านก็อยู่ในบริเวณมัสยิดแห่งนี้ สิ่งที่ประทับใจอีกอย่าง ก็คือการมีโอกาสเข้าไปละหมาดสุนัต ในเราเฎาะห์ คือบริเวณที่อยู่ระหว่างบ้านของท่านนบีครั้งยังมีชีวิตอยู่ กับมิมบัร (แท่นสำหรับนั่งเทศนา)จะอยู่บริเวณด้านหน้าของ กุโบร์ มีพื้นที่ประมาณ 330 ตารางเมตร (ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า "พื้นระหว่างบ้านของฉันกับมิมบัรมันเป็นสวนหนึ่งแห่งสวนสวรรค์ บันทึกโดยบุคคอรี/มุสลิม) เป็นบริเวณที่ท่านนบีพำนักพักพิงในขณะท่านมีชีวิต โดยเป็นที่ชุมนุมในการละหมาดญามาอะห์, ตักเตือน วางแผนกิจการต่างๆ ร่วมกับซอฮาบะฮของท่าน

การเข้าละหมาดในเราเฎาะห์สำหรับผู้หญิง จะแบ่งให้เข้าเป็นกลุ่มๆ พวกเราจาก ไทยแลนด์ถูกจัดให้เข้าร่วมกับกลุ่มมลายูพร้อมกับชาวอินโดนิเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ในบริเวณที่เป็น เราเฎาะฮ์ถูกปูด้วยพรมสีเขียวและมีเสาหินอ่อนสีขาวขอบทองเป็นการแยกออกอย่างชัดเจนกับบริเวณอื่นที่ไม่ใช่เราเฎาะฮ์ ซึ่งจะปูด้วยพรมสีแดงมีเสาเป็นปูนสีครีม ซึ่งบริเวณทางเข้านี้ มีผู้คนออกันอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อหาทางเข้าไปละหมาดที่เราเฎาะฮ์ให้ได้ แม้จะเพียงสักครั้งหนึ่งในชีวิต และเป็นความใฝ่ฝันของทุกคนที่หวังว่าจะได้มีโอกาส ได้เข้ามาละหมาดและขอพรในเขตสวนหนึ่งแห่งสวนสวรรค์

ทุกวันที่อยู่ในนครมาดีะฮ์ หลังหมาดอัสรี ระหว่างรอละหมาดมักริบ เราจะไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญใกล้มัสยิด อัล นาบาวี เช่น กุโบร์บาเกียะฮ์ กุบุร(สุสาน)  ที่มีมาตั่งแต่สมัยท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล) เป็นสุสานที่ฝังศพบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (วงศ์วานเครือญาติ)  ที่ใกล้ชิดและบรรดาซอฮาบะห์ (สหาย)ของท่านนบีมากกว่า 10,000 คนถูกฝังอยู่ ณ ที่นี่ มัสยิดอาลี มัสยิดอบูบักร์ มัสยิดบิลาล บางวันเราไปเดินในห้างสรรพสินค้า เพื่อหาซื้อของฝากแก่ญาติพี่น้อง ในนครมาดีนะฮ์จะมีแหล่งช๊อบปิ้งที่มีสิ่งของมากมายเช่นเสื้อผ้า พรมปูละหมาด ของที่ระลึกต่างๆ

ก่อนจะออกจากนครมาดีนะฮ์ 1 วัน ทางบริษัทได้พาพวกเราไปชมสถานที่สำคัญในนคร มาดีนะฮ์ เช่น มัสยิด อัลกุบาอ์ มัสยิดหลังแรกที่นบีสร้างเมื่ออพยพมาที่นครมาดีนะฮ์ ภูเขาอุฮุด สมรภูมิรบที่สำคัญ ซึ่งสูญเสีย ฮัมซะห์ คุณลุงของท่านนบี มัสยิดกิบละตัยน์ และไปชมและซื้ออินทผาลัมที่อร่อยของเมืองมาดีนะฮ์

วันที่ 27 สิงหาคม 2558 หลังละหมาดซุฮรี เป็นวันที่เราครบกำหนดที่จะต้องออกจากนคร มาดีนะห์ พวกเราเตรียมจัดกระเป๋าและสัมภาระให้เรียบร้อย และนำมาตั้งที่ชั้นล่างของโรงแรม ตั้งแต่ตอนเช้า ให้เขาขนไปตั้งบนรถก่อน เพราะต้องใช้เวลายกกระเป๋านานพอสมควร หลังละหมาซุฮ์รี่ พวกเรานัดรวมตัวหน้าประตูมัสยิด ประตูที่ 15 เดินไปที่หน้าประตูบาบูสลาม เราอยู่นอกรั้ว เพราะเป็นเขตผู้หญิงห้ามเข้า เราพร้อมใจกันกล่าวซอลาวาต แก่ท่านนบี ให้สลามแก่ท่านซอฮาบะห์ ข้าพเจ้าน้ำตาคลออีกครั้ง พวกเราต่างขอดุอาร์ต่ออัลลอฮ ขอให้เราได้กลับมาเยือนนครแห่งสันติสุข นครของท่านศาสดามูหัมหมัด (ซ.ล) อีกครั้ง

หน้าโรงแรมที่พัก

มัสยิดอัล นาบาวีที่สวยงาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากครูยะลา



ความเห็น (0)