วิจารณ์หนังเรื่ององค์บาก 2

เมื่อวานผมดูเรื่ององค์บาก 2 ผมได้พบว่าหนังเรื่องนี้มีอะไรให้น่าดูกว่าองค์บาก 1 เยอะมากๆ โครงเรื่องก็คือเทียน (จา พนม) ต้องการจะไปล้างแค้น บุคคลที่มาฆ่าพ่อแม่ของตนเอง แต่สุดท้ายพระเอกต้องเรียนรู้อะไรมากมาย ฉากของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ครั้งอโยธยามาปิดล้อมกรุงกัมพูชาตามหนังประวัติศาสตร์ที่เราทราบกันดี ดูแล้วทำให้นึกถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างศูนย์กลาง (อโยธยา) กับ เมืองเล็กๆ (กัมพูชา) หรือบางทีอาจเป็นกรุงเทพฯ กับภาคอีสานก็เป็นได้

เมื่อเทียนซึ่งพระเอกของ องค์บาก 2 เป็นลูกของออกญาสีหเดโช ขุนนางอโยธยาที่กรีฑาทัพเข้ายึดครองกัมพูชา ซึ่งต่อมาถูกสังหารโดยเพื่อนขุนนางอย่างออกญาราชเสนาที่ตัดสินใจก่อกบฏต่ออโยธยาและตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนประเทศราชเสียเอง ประเด็นการปะทะกันระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบที่หนังนำเสนอจึงไม่ใช่เรื่องการครอบครองระหว่างศูนย์กลางกับดินแดนชายขอบ แต่กลับเป็น เรื่องราวว่าด้วยการล้างแค้นแย่งชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำจากอโยธยาที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินกัมพูชา ซึ่งทำให้นึกถึงเรื่องที่ผมเคยเรียนว่าศูนย์กลางอำนาจรัฐนั้นก็เหมือนเทียน ที่สว่างอยู่ในพื้นที่ของตนเอง และเมื่อไกลออกไป เทียนก็เริ่มสว่างน้อยลงๆ จนเทียนต้องแสวงหาเทียนเล่มน้อยๆที่อยู่ตรงชายขอบ พูดง่ายก็คือ ศูนย์กลางต้องทำการอุปถัมภ์กับชายขอบนั่นเอง

หากพูดตามประวัติศาสตร์แล้ว ในศูนย์กลางก็มีเทียนหลายเล่มพร้อมที่จะมาครองอำนาจ บางครั้งก็มีการแย่งราชสมบัติ โดยนัยยะนี้ชายขอบก็เป็นเช่นเดียวกัน ความสว่างน้อยของเทียน ซึ่งเป็นพระเอก ก็ต้องมาแย่งอำนาจกับออกญาราชเสนาเพื่อความเป็นใหญ่ แต่ก่อนที่จะเป็นใหญ่ เทียนต้องเรียนรู้เรื่องการใช้อำนาจเสียก่อน อำนาจ ที่เทียนได้รับมีที่มาจาก 2 แหล่ง ก็คือ อำนาจแรกที่เขาเรียนก็คืออำนาจอ่อน กล่าวให้ง่ายก็คือ นาฏศิลป์ อีกอำนาจก็คืออำนาจแข็ง กล่าวให้ง่ายก็คือ การฆ่าฟันศัตรู

ครูบัว ที่สอนอำนาจอย่างแรกสอนเทียนว่า อำนาจไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่เคียงคู่อาวุธหรือการต่อสู้ด้วยพละกำลังเสมอไป เพราะอำนาจในรูปแบบดังกล่าวอาจไม่สามารถทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้จริง ซึ่งต่างกันมากกับเชอนัง ที่เป็นหัวหน้าชุมโจร ที่สอนเรื่องอำนาจแข็งให้กับเทียน เมื่อพูดถึงเรื่องอำนาจ อำนาจ 2 อย่างนี้ต้องมาคู่กัน บางครั้งต้องเข้มงวดก็ต้องใช้อำนาจแข็ง แต่บางครั้งต้องนิ่มนวล ก็ต้องใช้อำนาจอ่อน (ทำให้นึกถึงมโนทัศน์เรื่องกฎหมายกับอิทธิพลของอาจารย์นิธิ ขึ้นมาตะหงิดๆ นอกจากนี้ยังทำให้นึกถึง Negara หรือ theatrical state ของ Clifford Geertz) อย่างไรก็ตาม เทียนดูเหมือนจะเทใจให้อำนาจอย่างที่ 2 มากกว่าอย่างแรก

กลับมาที่ออกญาราชเสนา ซึ่งต่อมาก็ได้ตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ มีชื่อราชวงศ์ว่าครุฑาเทพ ตรงนี้ผมตีความได้ว่าครุฑ เป็นพาหนะของพระนารายณ์ การที่ตั้งครุฑเป็นชื่อราชวงศ์นั้น ก็เหมือนกับว่าไม่ต้องการอยู่ภายใต้ราชวงศ์อโยธยาอีกต่อไป เพราะตนเองก็เหมือนกับพระนารายณ์ที่ทรงครุฑเป็นพาหนะเช่นเดียวกัน การขึ้นดำรงตำแหน่ง หนังสื่อถึงการให้นางรำ ที่มีความอ้อนช้อย มาเป็นตัวสื่อเรื่อง (ผมดูหลับไปงีบหนึ่ง 555+) นั่นย่อมแสดงว่าออกญาราชเสนาก็มีทั้งอำนาจแบบอ่อนและแบบแข็งอยู่ในตัว ผิดกับเทียน ซึ่งจะได้อำนาจแบบแข็งมากกว่าแบบอ่อน

ในตอนใกล้จบ เทียนต้องมาต่อสู้กับเชอนัง ซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของตนเอง เพราะเชอนัง เป็นลูกน้องของออกญาราชเสนา และเป็นคนที่ฆ่าพ่อของเทียนเอง ในที่สุดเชอนังยอมตาย เพื่อให้เทียนได้ชำระความแค้น นี่เป็นจุดจบของชีวิตที่คลี่คลายจากความรักระหว่างพ่อกับลูก ต่างสายเลือด ซึ่งมีความลึกซึ้งยิ่งกว่าการใช้อาวุธ/อำนาจแบบแข็งชนิดใดๆ

ในตอนสุดท้าย หนังยังบอกเราอีกว่า เทียนรู้แล้วว่าการใช้อำนาจแบบแข็งๆจะส่งผลอย่างไรต่อเขา เสียงของครูบัวดังขึ้นว่าเทียนชะตาถึงฆาต ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างพระพุทธรูปเพื่อช่วยชีวิตเขา ก่อนที่จะมีภาพเทียนและพระพุทธรูปองค์บากปรากฏขึ้นมา ภาพดังกล่าวย้อนแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศของหนังภาคนี้ที่เต็มไปด้วยการบูชาเทพในราชสำนักและการนับถือผีในชุมโจร ซึ่งผมคิดว่าจะได้เจอในองค์บาก ภาค 3 นี้นะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อาจารย์วิเคราะห์และค้นหาสิ่งที่หนังสื่อกับผู้ชมได้ดีมากนะคะ