การคำนวณอย่างง่าย และฟังก์ชั่นเบื้องต้น | ||||||||||||||||||||||||
การทำงานกับตัวเลขเมื่อพิมพ์ตัวเลขลงในช่อง Cell ของ Worksheet เราสามารถนำมาประมวลผล หาผลลัพธ์โดยการ นำตัวเลขมา บวก ลบ คูณ หาร กันได้ เครื่องหมายที่ใช้งาน มี ดังนี้
การคำนวณ ในExcelทำได้โดยการป้อนตัวเลขเข้าไปในช่อง cell แต่ละช่อง จากนั้นจึงกำหนดให้นำตัวเลขในแต่ละช่อง มา บวก ลบ คูณ หาร กัน ลองดูตัวอย่างและทำตามต่อไปนี้การบวกเลขคลิกที่ ช่อง A1 พิมพ์เลข 20 แล้วกด Enter เคอร์เซอร์ จะเลื่อนมาที่ ช่อง cell A2 (ถ้าไม่เลื่อนลงมาตรง ๆแสดงว่ามีการไปตั้งค่า ทิศทางการกด Enter ให้ท่านตั้งค่าใหม่ได้คลิกที่นี่คลิกที่ช่อง A2 และพิมพ์เลข 30 แล้วกด Enter เคอร์เซอร์ จะเลื่อนมาที่ช่อง A3 ให้พิมพ์ =A1+A2 เครื่องหมายเท่ากับ ข้างหน้า เป็นการบอกExcelว่า กำลังใช้สูตรไม่ใช่เป็นการพิมพ์ข้อความธรรมดา และจะสังเกตสีของ ข้อความ A1 และ A2 แตกต่างไปจากสีธรรมดา และเมื่อขณะพิมพ์ A1 จะมีกรอบเกิดขึ้นที่ช่อง A1 ด้วยและขณะพิมพ์ A2 ก็จะมีกรอบเกิดที่ช่อง A2 แสดงขอบเขตที่ถูกเลือก เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม Enter กรอบจะเลื่อนไปยังตำแหน่ง A4 และจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 50 ในช่อง A3 การลบคลิกที่ ช่อง C1 พิมพ์เลข 30 แล้วกด Enter เคอร์เซอร์ จะเลื่อนมาที่ ช่อง cell C2 คลิกที่ช่อง C2 และพิมพ์เลข 20 แล้วกด Enter เคอร์เซอร์ จะเลื่อนมาที่ช่อง C3 ให้พิมพ์ =C1-C2เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม Enter กรอบจะเลื่อนไปยังตำแหน่ง C4 และจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 10 ในช่อง C3 การคูณคลิกที่ ช่อง E1 พิมพ์เลข 3 แล้วกด Enter เคอร์เซอร์ จะเลื่อนมาที่ ช่อง cell E2 คลิกที่ช่อง E2 และพิมพ์เลข 2 แล้วกด Enter เคอร์เซอร์ จะเลื่อนมาที่ช่อง E3 ให้พิมพ์ =E1*E2เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม Enter กรอบจะเลื่อนไปยังตำแหน่ง E4 และจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 6 ในช่อง E3 การหารคลิกที่ ช่อง G1 พิมพ์เลข 30 แล้วกด Enter เคอร์เซอร์ จะเลื่อนมาที่ ช่อง cell G2 คลิกที่ช่อง G2 และพิมพ์เลข 5 แล้วกด Enter เคอร์เซอร์ จะเลื่อนมาที่ช่อง G3 ให้พิมพ์ =G1/G2เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม Enter กรอบจะเลื่อนไปยังตำแหน่ง G4 และจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 6 ในช่อง G3 การใช้ AutoSumเครื่องหมาย AutoSum บน เมนูบาร์ ใช้สำหรับการบวกตามแนว คอร์ลัมน์โดยอัตโนมัติ ซึ่งมีวิธีการใช้ ดังนี้ไปที่ ช่อง H1 พิมพ์ 5 แล้วกด Enter พิมพ์ 5 แล้วกด Enter พิมพ์ 5 แล้วกด Enter ขณะนี้ เคอร์เซอร์ จะมาอยู่ที่ช่อง H4 คลิกปุ่มบนเมนูบาร์ จะเห็นว่า ช่อง H1 ถึง H3 ให้กดปุ่ม Enter เพื่อตอบตกลง การคำนวณโดยอัตโนมัติเมื่อมีการกรอกตัวเลขลงในช่อง cell และมีการสั่งให้คำนวณ Exell จะคำนวณให้แต่ถ้าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าในช่อง cell ถ้าไม่ตั้งให้excelคำนวณโดยอัตโนมัติexcelก็จะไม่คำนวณให้การตั้งค่าให้คำนวณโดยอัตโนมัติ ทำได้ดังนี้ไปที่เมนู Tools > Options คลิกเลือก แถบ Calculation ถ้าลงกลมหน้าคำว่า Automatic ไม่ถูกเลือก แสดงว่าจะไม่มีการคำนวณอัตโนมัติให้คลิก โดยปกติ โปรแกรมจะตั้งค่าให้คำนวณโดยอัตโนมัติไว้แล้ว นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงการคลิกเลือก Cell ในการคำนวณการคำนวณนอกจากจะพิมพ์เข้าไปแล้ว เรายังสามารถใช้การคลิกที่ ช่อง cell เพื่อระบุตำแหน่งที่จะนำมาใช้ในการคำนวณ ได้อีกด้วย ลองทำตามตัวอย่างต่อไปนี้ไปที่ช่อง B1 พิมพ์ 2 แล้วกด Enter ไปที่ช่อง B2 พิมพ์ 3 แล้วกด Enter ไปที่ช่อง B3 พิมพ์ 4 แล้วกด Enter ไปที่ช่อง C1 พิมพ์ 11 แล้วกด Enter ไปที่ช่อง C2 พิมพ์ 12 แล้วกด Enter ไปที่ช่อง C3 พิมพ์ 16 แล้วกด Enter ขณะนี้ ท่านจะอยู่ที่ช่อง C4 พิมพ์เครื่องหมาย =จะเห็นที่ช่องสำหรับเขียนสูตร หรือ formula bar จะเกิดเครื่องหมายเท่ากับด้วยใช้เมาส์คลิกที่ช่อง B3 จะเกิดเส้นประล้อมรอบช่อง B3 พิมพ์เครื่องหมาย +ใช้เมาส์คลิก ช่อง C3 พิมพ์เครื่องหมาย -ใช้เมาส์คลิก ช่อง C1 ให้ท่านกด Enter โปรแกรมExcelจะคำนวนให้ถ้านำเมาส์มาคลิกทีช่อง C4 ฟังก์ชั่นเราอาจจะพูดได้ว่า ฟังก์ขั่นของExcelก็คือสูตรสำเร็จรูปที่โปรแกรมจัดทำไว้ให้แล้วเพียงแต่เราใส่ค่าที่ต้องการเข้าไปเท่านั้น หน้าที่ของฟังก์ชั่น ก็คือเอาข้อมูลที่เราใส่เข้าไป กระทำการ บวก ลบ คูณ หาร กัน เช่น ฟังก์ชั่น SUM ก็จะนำค่าที่เราระบุมารวมกัน ได้ผลรวมออกมาถ้าไม่มีฟังก์ชั่นเราจะต้องเสียเวลาในการพิมพ์สูตรจำนวนมาก เช่น ถ้าเราต้องการรวมตัวเลขใน B5 ถึง B8 เราต้องเขียนใน Formular bar ดังนี้=B5+B6+B7+B8 แต่ถ้าเราใช้ฟังก์ชั่น SUM ซึ่งเป็นการรวมตัวเลขใน cell เราจะเขียนสั้น และง่ายขึ้น ดังนี้=SUM(B5:B8) โปรแกรมExcelมีฟังก์ชั่นจำนวนมากทั้งฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์ การเงิน การคิดค่าทางสถิติ เป็นต้น ฟังก์ชั่นเหล่านี้ทำให้เราสามารถหาค่าต่าง ๆ ได้โดยไม่ยากเย็น เช่น หาผลรวม หาค่าเฉลี่ยนับจำนวนความถี่ หรือแม้แต่การหาผลรวมย่อย (Subtotal) ก็สามารถทำได้การใช้ฟังก์ชั่นจำเป็นต้องมีการอ้างอิงถึงข้อมูลที่จะนำมาใช้ในฟังก์ชั่นจึงควรเรียนรู้การอ้างอิงข้อมูลใน cell ต่าง ๆ เสียก่อนการอ้างอิงถึงข้อมูลใน cellการจะใช้ฟังก์ได้ถูกต้อง ก็ต้องมีการระบุตำแหน่งของ cell ว่าจะเอาตำแหน่งใดบ้างการอ้างอิง แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ Relative, Absolute และ Mixed Referencing การอ้างอิงแบบ Relative Referencing การอ้างอิง แบบ Relative สามารถทำได้ ดังนี้อ้างอิง แบบ cell เดียว เช่น A1 อ้างอิงแบบช่วง หรือ range reference เป็นการอ้างอิงตำแหน่งข้อมูลใน cell ที่ต้องการ ตั้งแต่ cell แรกที่ระบุ จนถึง cell สุดท้ายที่ระบุ รวมทั้ง cell อื่น ๆที่อยู่ในระหว่างนั้นด้วย รูปแบบในการเขียน ใช้เครื่องหมาย :คั่นกลางระหว่างชื่อตำแหน่งของ cell เช่น
การอ้างอิงแบบ Absolute สามารถนำไปใช้ได้ในหลายสถานการณ์ เช่นในการขายสินค้าทุกรายการ จะต้องคิดภาษี ร้อยละ 7 ในการคิดภาษี เราเอา 0.07 ไปคูณกับราคาทั้งหมดของสินค้าแต่้ละตัว ดังนั้น เพื่อให้สะดวก เราอาจจะ นำค่า 0.07 ไปไว้ใน cell ใด cell หนึ่ง แล้วเมื่อมีการ copy สูตร ก็ให้อ้างถึง cell ที่เป็นอัตราภาษี โดยไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่ง ทำการคัดลอก หรือ copy สูตรในช่อง E2 มาไว้ที่ช่อง E3 และ E4 โดยการลากที่มุมล่้างด้านขวาของช่อง E2จะเ้ห็นว่า สูตรของช่อง E2 เป็นการระบุถึง อัตราภาษี ในช่อง F1 ว่า $F$1 ซึ่งเป็นการอ้างอิงแบบ Absolute Referencing เมือมีการคัดลอก สูตรในข่อง E2 ไปยัง E3 และ E4 ข้อมูลอัต |
งานชิ้นที่3
การคำนวณค่าต่างๆของexcel
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
rattaya · 14 พ.ย. 2549
Somkheawwan · 14 พ.ย. 2549
นายนพดล นีละเสถียร · 14 พ.ย. 2549
Rin · 14 พ.ย. 2549
doungdee · 14 พ.ย. 2549
กฤษนันท์ ปูเป้ ทรัพย์สิน · 14 พ.ย. 2549