แม่ไม่รู้

ณัฐรดา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เรื่องสั้นผันใจ

เรื่อง

แม่ไม่รู้

โดย สมตา

กลีบดอกเฟื่องฟ้าต้นที่อปลูกอยู่ติดรั้วหน้าบ้านไหวน้อยๆเพราะลมอ่อนๆที่โชยมาต้อง มะลิซ้อนที่ปลูกอยู่ใกล้ๆชิงช้าพอได้ลมก็ส่งกลิ่นโชยมาถึงจมูก เฟื่องฟ้าถึงจะไม่มีกลิ่นแต่สีสันก็สวยต้องตา สีขาวของมะลิ ถึงจะไม่ต้องตาแต่กลิ่นก็ต้องใจ นี่ถ้าเอาที่ต้องต้องตาต้องใจของทั้งสองอย่างมารวมกันได้ก็คงจะดี

เวลาอย่างนี้ ฉันชอบออกมานั่งชิงช้ารับลมที่สนามหน้าบ้าน เพราะนอกจากจะให้ผิวได้รับลม ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ได้พักสายตากับสีเขียวๆของต้นไม้ใบหญ้าแล้ว ยังเป็นวิธีหลบหลีกการกระทบกระทั่งกับลูกๆได้ดีวิธีหนึ่ง

เฮ้อ

ฉันถอนหายใจ

นี่ถ้าฉันดูแลตัวเองมาตั้งแต่ยังสาวๆ รู้จักออกกำลังกายบ้าง รู้จักอดใจเวลาเห็นขนมกรุบกรอบบ้าง รู้จักปล่อยวางไอ้เรื่องอะไรๆที่ถึงจะพยายามแก้ไขยังไงก็แก้ไขไม่ได้บ้าง ฉันอาจจะไม่ถูกโรคภัยรุมเร้าในวัยใกล้แปดสิบอย่างนี้ คงไม่ถูกความหวังดีของลูกๆทำร้ายเอาอย่างนี้

ถึงตอนนี้ก็เถอะ ถึงจะรู้ว่าควรปล่อยควรวางควรละ ฉันก็ยังทำไม่ค่อยจะได้ ก็ใครล่ะจะตัดขาดจากสิ่งที่เคยทำได้ทันทีที่รู้ว่าไม่ควรทำ หลังจากที่ทำอย่างนั้นจนชินมาตลอดชีวิต ให้หักด้ามพร้าด้วยเข่า

ฉันหยุดความคิดไว้แค่นั้นเมื่อสีดา ลูกสาวคนรอง ถือถ้วยชาเขียวมาส่งให้

“ขอบใจจ๊ะ”

ฉันตอบเบาๆ พอรับถ้วยชามาถือแทนแล้วก็ปล่อยสายตาให้ล่องลอยไปไกล สีดาเห็นอย่างนั้นก็เลยเดินกลับเข้าบ้าน เธอคงไม่อยากขัดเวลารำลึกถึงความหลังของฉัน

“แม่ชอบนั่งเงียบๆตรงนี้ ชิงช้าตัวนี้พ่อเค้าชอบ”

จำได้ว่าเคยบอกลูกไปอย่างนั้นตั้งแต่ตอนที่พ่อของลูกจากไปใหม่ๆ คงเพราะอย่างนี้ เวลาลูกๆเห็นฉันมานั่งรับลมที่นี่ทีไร ก็เลยไม่มีใครเข้ามารบกวน

หรือไม่ ลูกก็อาจจะยังขุ่นใจเพราะเรื่องเมื่อคืนอยู่

ฉันเดาใจลูก

ก้มหน้าลงมองชาในถ้วยแล้วก็นึกถึงขนมของโปรด พายกรอบเป็นขนมที่ฉันชอบมากที่สุด แต่ตั้งแต่ฉันไปตรวจร่างกายแล้วรู้ว่าเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นจากที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ก่อนแล้ว ฉันก็จำรสชาติของมันไม่ได้ไประยะหนึ่ง

“น้ำตาลมันเยอะนะแม่ อย่ากินเลย”

สีดาเคยตอบเวลาที่ฉันถามว่าซื้อพายกรอบมาให้หรือเปล่า

เฮ้อ

เป็นอีกครั้งที่ฉันก็ปล่อยลมยาวๆออกจากจมูก

ลูกนะลูกช่างไม่รู้เลยว่าแม่ทุกข์

เพราะความที่ไม่เคยห้ามใจตัวเองเวลาเห็นอาหารหรือขนมที่ชอบเลย เพราะความที่ลิ้นเคยชินกับรสอร่อยมาตลอด อยู่ดีๆก็มาให้ตัดขาดจากรสที่เคยรู้ทั้งๆที่ยังจำรสของมันได้ ใครล่ะจะไม่คิดถึง ให้มากินแต่อาหารจืดๆ ใครล่ะจะกินลง

พอกินข้าวไม่ลง ตกค่ำก็หิว หนักๆเข้า ฉันก็เลยแอบให้ดาว เด็กสาวที่มาช่วยทำงานบ้านเดินไปซื้อขนมนมเนยเล็กๆน้อยมาแอบไว้ในห้องนอน ก็พอได้ขนมเหล่านั้นนั่นแหละช่วยผ่อนความหิวไปหน่อยในระหว่างวันบ้าง ในตอนก่อนนอนหลังจากที่สีดาขึ้นไปนอนในห้องของเธอแล้วบ้าง นอกจากจะหายหิวแล้วยังได้มีความสุขกับการลิ้มกับรสเคยๆอีกด้วย

ห้องนอนของฉันอยู่ที่ชั้นล่างของบ้าน ส่วนของสุดาลูกสาวคนโตที่แยกบ้านไปแล้วกับของสีดานั้นอยู่ชั้นบน สีดานั้นขี้ลืม บางทีหลังจากที่ขึ้นชั้นบนไปนอนแล้ว นึกได้ว่าลืมของ ก็มักลงมาหยิบ มาหาของที่ชั้นล่างอยู่เสมอ ฉันเลยต้องแอบๆซ่อนๆกินของชอบ

เวลาจะแอบกินขนมแต่ละที ตาก็ต้องคอยเหลือบไปดูที่ประตูห้องนอนเป็นระยะๆทุกที เผื่อว่าถ้าสีดาเข้ามาขัดจังหวะ จะได้ใช้หมอนใบโตที่เอามาวางไว้ข้างๆปิดถุงขนมได้ทัน

แต่บางทีฉันก็ลุกลี้ลุกลนเกินไปจนสีดาสงสัย

“แม่ทำอะไรคะ”

“ไม่มีอะไรลูก อ่านที่พี่เค้าเอามาให้น่ะ”

พอเธอถาม ฉันก็แกล้งทำเป็นหยิบหนังสือที่สุดามักเอามาฝากเวลาพาหลานๆมาเยี่ยมขึ้นมาทำท่าอ่าน

แต่บางที พอตอบลูกไปแล้ว ฉันก็นึกสังเวชอยู่ในใจ

ดูเอาเถอะ สุดาบอกว่าชีวิตคนปกติแค่รักษาศีลห้าได้ตลอดรอดฝั่งก็เยี่ยมแล้ว แต่นี่ ฉันต้องผิดศีล พูดโกหกกับลูกทุกครั้งที่ลูกผ่านประตูนั้นเข้ามาในเวลาอย่างนั้นแล้วถามอย่างนั้น

เมื่อคืน สีดาลืมของอีก เธอจึงลงมาหยิบของที่ลืมเหมือนเคย แต่คราวนี้ฝีเท้าเธอเบามาก เบาจนฉันไม่ทันได้ยิน พอเธอเปิดประตูเข้ามาก็เลยเห็นฉันกำลังนั่งกินขนมอยู่พอดี

“อ้าว แม่”

เสียงลูกร้องทัก ฉันตกใจที่เห็นลูกจนแทบสำลักขนม

“กินอะไรตอนนี้”

เธอถลามาดูถุงขนมในมือฉัน

“พายกรอบ”

แล้วก็ถือวิสาสะแกะเอาของในมือไปจากฉัน

“ขอหนูนะคะ แม่ไม่รู้เหรอว่าน้ำตาลมันเยอะขนาดไหน”

“ก็แม่หิวนี่”

ฉันบอกลูกเสียงอ่อยๆ

“เฮ้อ มิน่าล่ะ”

น้ำเสียงสีดาแสดงความรู้สึกระคนกันระหว่างความขัดใจและความห่วงใย

“น้ำตาลถึงไม่ลดสักที นี่แม่จะทำให้หนูเป็นห่วงไปถึงไหน”

“ก็วันทั้งวันแม่กินอะไรไม่ลงเลยนี่นา”

เพราะรู้ว่าลูกรักและเป็นห่วงฉันเลยไม่อยากบอกให้ลูกเสียใจว่าอาหารที่ลูกเตรียมไว้ ที่รอเพียงให้ดาวนำไปผัดบ้างต้มบ้างตอนจะกินแต่ละมื้อน่ะ รสชาติมันแย่จนแม่กินไม่ลง ที่จริงฉันก็สงสารลูกอยู่หรอกนะ กลับจากที่ทำงานเหนื่อยๆ แทนที่จะได้พักกลับต้องมาเตรียมจัดเครื่องปรุงอาหารให้แม่ในวันถัดไป

สีดาไม่ว่าอะไร เธอเพียงแต่ถือถุงขนมเดินกลับไปยังห้องของเธอเงียบๆ เห็นท่าทางลูกแล้ว ฉันอดนึกถึงดาวว่าจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วยไม่ได้ แล้วก็พลอยคิดเดาเอาไปว่า พรุ่งนี้ พอสุดากับสามีพาหลานมาเยี่ยมฉันตามปกติ สีดาจะต้องเล่าฟ้องพี่ แล้วลูกสาวทั้งสองคนจะต้องช่วยกันต่อว่าฉันเป็นแน่

เมื่อคืนฉันเลยนอนหลับๆตื่นๆ พลิกไปพลิกมาจนถึงเช้า

เพราะอย่างนี้ พอเห็นรถสุดาเลี้ยวเข้าบ้านมา ฉันเลยรีบหลบมานั่งที่ชิงช้าตัวโปรด ปล่อยให้ลูกสาวสองคนคุยกันตามลำพังในบ้าน

เฮ้อ

ฉันถอนใจอีกที

สุดาก็อีกคน ตั้งแต่เธอหันไปอ่านหนังสือธรรมมะ พอกลับบ้านมาเยี่ยมฉันทีไรก็ติดหนังสือธรรมมาฝากทุกที แล้วก็เฝ้าแต่ถามว่าหนังสือที่เอามาให้คราวที่แล้วอ่านจบหรือยัง ฉันหรือจะกล้าตอบว่ายังอ่านไม่จบ

ที่จริง ฉันก็อ่านอยู่หรอกนะ อ่านมั่งไม่อ่านมั่ง วันไหนอยากอ่านก็อ่าน วันไหนอยากทำอย่างอื่นก็ทำอย่างอื่น อยากดูโทรทัศน์ก็ดู อยากรดน้ำต้นไม้ก็รด วันอาทิตย์อยากไปทำบุญที่วัด ฟังเทศน์ฟังธรรมตามแต่พระท่านจะกล่าวก็ไป ก็คนแก่น่ะจะหาความสุขจากที่ไหนได้บ้างนอกจากความสุขเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ จะให้ไปเที่ยวดูหนังฟังเพลงหรือเที่ยวไกลๆนอกบ้าน เที่ยวช๊อปปิ้งตามห้างอย่างพวกหนุ่มๆสาวๆก็คงไม่ไหว

แต่สุดากลับไม่คิดอย่างนั้น เธอมักอ้อมแอ้มบอกฉันทุกครั้งที่กลับมาบ้านแล้วมาเห็นฉันนั่งดูโทรทัศน์ ว่าฉันน่าจะอ่านหนังสือมากกว่าดูละคร อายุป่านนี้แล้ว น่าจะศึกษาธรรมเป็นการหาที่พึ่งให้ตัวเองในโลกหน้า ถ้าเอาแต่สนุกสนานเฮฮาในชาตินี้ กลัวว่าชาติหน้าจะเกิดไปเป็นอะไรที่ตกต่ำลงไป

ฮื่อ นึกแล้วก็อยากจะถอนใจซ้ำซะจริงๆ

คนเราน่ะนะทำไมจะไม่กลัวว่าตัวเองจะต้องไปเจอทุกข์ ใครๆก็อยากมีความสุขกันทั้งนั้น แต่จู่ๆก็จะให้คนแก่ที่เพิ่งรู้ว่าการทำบุญน่ะมีวิธีทำได้ตั้งหลายวิธี แค่พยายามทำความเข้าใจกับพระธรรมก็ได้บุญแล้ว แต่พอรู้ว่าอะไรควรทำปั๊บก็จะให้มานั่งจับเจ่าอยู่กับกองหนังสือทั้งวันได้ยังไง คนแก่คนอื่นน่ะอาจจะทำได้ แต่ไอ้ฉันมันไม่ไหว ลูกๆก็น่าจะยอมให้คนแก่ที่ขยับตัวนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้วมีเวลาสำหรับการผ่อนคลายบ้าง ทำอย่างอื่นบ้างนะ

การอ่านหนังสือไปคิดตามไปน่ะ ไม่ใช่มันจะไม่เหนื่อย เหนื่อยมากๆเข้า มันจะเอากำลังใจที่ไหนมาทำความเข้าใจกับพระธรรมตามที่ในหนังสือว่า แถมพระธรรมที่ว่าไว้ในหนังสือ บางคำบางสำนวนก็ยากจนฉันอ่านกี่ทีกี่ทีก็ไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจ ใครล่ะจะอยากอ่านต่อ เคยนึกอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมลูกไม่หาหนังสือที่มันอ่านง่ายกว่านี้มาให้ฉัน

ทำไมฉันจะ ไม่รู้ว่าคนเราควรทำอะไรก็ควรทำให้พอดีกับสติปัญญาตัวเอง ทำไมจะไม่รู้จักคำว่าเดินสายกลาง คำนี้น่ะฉันอ่านเจอในหนังสือที่สุดานั่นแหละเอามาให้ แต่ที่ฉันไม่รู้ก็คือ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ลูกๆดูแลฉันอย่างพอดี ไม่รู้ว่าทำยังไงลูกๆจึงจะไม่ห้ามโน่นห้ามนี่จนฉันอึดอัด ไม่รู้ว่าจะบอกลูกยังไงว่าความหวังดีของลูกทำให้ฉันอยู่ไม่สุข ไม่รู้จะบอกลูกๆยังไงว่าฉันเป็นอยู่อย่างนี้ เคยชินอย่างนี้มาตลอดชีวิต อยู่ดีๆจะให้เปลี่ยนได้ในข้ามคืนน่ะมันเป็นไปไม่ได้หรอก ลูกๆคงลืมสำนวนที่ว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวไปแล้วละมัง

ไม่รู้ว่าจะบอกลูกๆยังไงว่าที่ลูกอยากให้ฉันชีวิตยืนยาว อยากให้ฉันมีสุขในโลกหน้าน่ะ ฉันเข้าใจ แต่ฉันก็อยากจะอยู่เป็นสุขในขณะนี้ ในโลกนี้ควบคู่กันไปด้วย แล้วก็ไม่รู้ว่าทำยังไงฉันถึงจะไม่ต้องทำผิดศีล ไม่รู้ว่าที่เป้นอย่างนี้เพราะฉันเองที่เอาแต่ใจมากไป หย่อนยานกับตัวเองเกินไป พอตัวเองถูกขัดใจเลยพลอยไปโทษลูกๆหรือเปล่า

ไม่รู้จริงๆ

เฮ้อ

อดไม่ได้ที่ต้องถอนอีกลมหายใจ

เพราะไม่รู้ตัวเองจะหาทางออกได้ยังไง ไม่รู้ว่าใครจะหาทางออกให้ฉันได้

แล้วก็ไม่รู้

ว่าถ้าฉันกลับเข้าไปในบ้าน ลูกๆจะพูดอะไรกับฉัน จะทำให้ฉันอึดอัดใจมากไปกว่าเดิมอีก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศิลป์ - ธรรม



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ตามมาเชียร์การทำงาน

สบายดีไหมครับ

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วรู้สึกว่าถ้าอาจารย์เป็นลูกก็คงเป็นลูกที่เข้าใจแม่มากๆเลยนะคะ ใครเป็นลูกมาอ่านคงได้สะท้อนคิดไปด้วย ความรักความหวังดีของคนที่เป็นแม่ เป็นลูก ถ้าขาดความเข้าใจ ใส่ใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา บางทีก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจได้นะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมกันค่ะ

...................................................

เรียน อ.ขิตค่ะ

ขอบพระคุณอาจารย์มากนะคะ มาเยี่ยมกันเสมอๆ

..................................................

เรียน อ.โอ๋-อโณ

เก็บเรื่องราวในครอบครัวที่เห็นได้มาเขียนค่ะ

ชีวิตก็อย่างนี้นะคะ บางทีหวังดีก็กลายเป็นร้ายได้