"5 หนุ่มปลายโพงพาง" คืนชีวิตให้สนามกีฬารกร้าง

สร้างโอกาสการเรียนรู้ สร้างเยาวชนคุณภาพ สร้างสังคมคุณภาพ
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
พวกผมชอบเตะบอล ถ้าไม่ได้เตะบอล วัยรุ่นอย่างพวกผมก็จะไปเล่นเกม ไปแว้น หรือไปติดหญิง แต่ถ้ามีฟุตบอลให้เล่น พวกผมก็ไม่ไปไหน เลือกที่จะเตะบอล เพราะชอบมากกว่า

สนามกีฬาในชุมชนรกร้างมานานนับสิบปี จนหญ้าท่วมสูง ทำอย่างไรให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ? ยังดีที่มี “มือน้อยๆ ของเยาวชน” ที่มองเห็นปัญหา อาสาลุกขึ้นมาแก้ไขพลิกฟื้นให้สนามกีฬากลับมาใช้งาน และสร้างความสุขให้แก่คนในชุมชนได้อีกครั้ง


5 หนุ่มวัยรุ่น - วัยซน กลุ่มเยาวชนปลายโพงพาง ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ประกอบด้วย อ้น – นริศ เลิศวุฒิวิไล, อ๊อฟ- นฤสรณ์ พยนต์ศิริ, พีท – พิริยะพงศ์ พงษ์พานิช, ณัฐ – ณัฐวัฒน์ วอนไวย และ ต้า – สุภัทร มณีศรีขำ เล่าว่า สนามกีฬาของชุมชนแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้าง ขาดคนดูแล มีหญ้าขึ้นสูง ทำให้คนในชุมชนมาใช้พื้นที่ตรงนี้ออกกำลังกายไม่ได้ มีบ้างบางคราวที่พวกตนลงแรงช่วยกันตัดหญ้าเป็นหย่อมเล็กๆ ที่มุมสนาม พอเตะบอลได้เป็นครั้งๆ



พวกผมชอบเตะบอล ถ้าไม่ได้เตะบอล วัยรุ่นอย่างพวกผมก็จะไปเล่นเกม ไปแว้น หรือไปติดหญิง แต่ถ้ามีฟุตบอลให้เล่น พวกผมก็ไม่ไปไหน เลือกที่จะเตะบอล เพราะชอบมากกว่า” อ้นซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสะท้อน และว่าพวกเขาคิดมาคลอดว่าอยากให้สนามฟุตบอลนี้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะไม่มีงบประมาณ


กระทั่งได้เห็นข่าวการเปิดรับสมัคร โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก ดำเนินการโดยศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม (องค์กรสาธารณประโยชน์) ในการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทั้งหมดจึงไม่รอช้า สมัครเข้าร่วมโครงการทันที


อ้นเล่าว่าทีแรกพวกเขาคิดจะนำงบประมาณที่ได้ 20,000 บาทไปติดตั้งไฟสปอร์ตไลท์ที่สนามก็พอแล้ว แต่พอได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปครั้งที่ 1 เติมแนวคิดและเครื่องมือการทำงานจากพี่เลี้ยงโครงการฯ ก็ทำให้คิดได้ว่าเงินแค่นี้ถึงจะติดไฟสปอร์ตไลท์ไปก็คงติดได้ไม่กี่ดวง ไม่นานเงินหมด หลังจากนั้นสนามกีฬาก็กลับมารกร้างเหมือนเดิม จึงต้องกลับมาคิดใหม่ว่า “ทำอย่างไร” ให้เรามีสนามกีฬาไว้ใช้อย่างยั่งยืนจากเงิน 20,000 บาทที่ได้จากโครงการ


เมื่อตั้งหลักวิธีคิดได้แล้วว่าต้องเริ่มทำสิ่งที่ทำได้ด้วยตัวเอง และหาทางต่อเติมทุนเพิ่มเติมเพื่อนำมาปรับปรุงสนามให้พร้อมใช้งานอีกครั้ง ทั้งหมดจึงลงมือทำทันที เลิกบ่นเลิกต่อว่าคนอื่นว่าไม่มีใครทำอะไร แต่เริ่มทำที่ตัวเอง ซื้อน้ำมันและยืมเครื่องตัดหญ้าจากเพื่อนบ้านมาช่วยกันตัดหญ้าวันละส่วน – สองส่วน ระหว่างทำบางครั้งก็อยากเลิกเพราะทั้งร้อนทั้งเหนื่อย บ้างก็ถูกหัวเราะถากถางจากคนในชุมชนว่าทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครย่อท้อหรือล้มเลิก เพราะรู้ว่าลึกๆ แล้ว สิ่งที่ทำทำไปเพื่ออะไร หลายครั้งก็อาศัยการพูดให้กำลังใจซึ่งกันและกันว่าเป็นการทำเพื่อชุมชนของเรา จนสนามฟุตบอลเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทีละนิดละน้อย ถึงยังตัดหญ้าไม่เสร็จทั้งหมด แต่ก็มีพื้นที่มากพอจะเล่น “ฟุตบอล” กีฬาที่พวกเขารักเป็นรางวัลตอบแทนทุกเย็น เกิดเป็นความสนุกสนาน เสียงหัวเราะ และมิตรภาพในหมู่เพื่อนฝูงที่ดึงดูดให้คนที่มีใจรักกีฬาฟุตบอลในชุมชนเข้ามาขอเล่นฟุตบอลด้วย เป็นโอกาสที่พวกเขาจะสร้างแนวร่วม ร่วมกันใช้และร่วมกันดูแลรักษาสนามกีฬาแห่งนี้


พวกผมก็จะบอกเขาว่าถ้าพี่อยากเล่นฟุตบอลด้วยกันก็ขอให้มาช่วยกันตัดหญ้า มาช่วยกันดูแลนะ เราจะได้มีสนามกีฬาไว้ใช้นานๆ เขาก็เห็นด้วยแล้วมาช่วยกันทำ พวกผมก็เจียดเอาเงินงบประมาณจากโครงการเล็กๆ น้อยๆ มาซื้อข้าวซื้อน้ำกินด้วยกันหลังตัดหญ้าและดูแลสนามเสร็จ” อ้นเล่ากลยุทธ์การดึงการมีส่วนร่วมของชุมชน


นอกเหนือจากการตัดหญ้าให้พอเล่นฟุตบอลได้แล้ว ทั้ง 5 หนุ่มยังคิดต่อยอดปรับปรุงสนามกีฬาของชุมชนให้น่าใช้มากขึ้นด้วยการชวนกันเก็บขยะ ล้างทำความสะอาดอัฒจันทร์ ล้างห้องน้ำ ทาสีรั้ว และเพื่อความปลอดภัยจึงตกลงกันที่จะเปลี่ยนแม่กุญแจใหม่ ป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งมั่วสุมยามวิกาล รวมทั้งตั้ง “ชมรมฟุตบอลอมรดี” สอนน้องๆ ในชุมชนเล่นฟุตบอล รวมทั้งวางกติกาการใช้และร่วมกันดูแลรักษาสนามกีฬาให้มีใช้ต่อเนื่อง เช่น ใครมาใช้งานแล้วต้องช่วยกันเก็บขยะ และกำหนดให้วันอาทิตย์เป็นวันที่สมาชิกทุกคนต้องสละเวลาส่วนตัวมาช่วยกันตัดหญ้า ทำความสะอาดสนาม


ด้วยวิธีคิด วิธีการทำงานเช่นนี้ ไม่นานนัก สนามกีฬาของชุมชนก็กลับมาใช้งานได้เต็มศักยภาพ เกิดเป็นภาพที่ทุกเย็นหลังเลิกเรียน – เลิกงาน ทั้งเด็กเล็ก เด็กนักเรียน ผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ก็จะมาใช้สนามกีฬาออกกำลังกายด้วยกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เด็กผู้ชายเตะฟุตบอล บ้างมาวิ่งออกกำลังกาย ส่วนเด็กผู้หญิงก็มาตีแบต บ้างก็ปั่นจักรยานบริหารน่อง และบางส่วนก็มานั่งพักผ่อนพูดคุยกันตามอัธยาศัย ระยะหลังยังมีหน่วยงานราชการในจังหวัดมาขอใช้สนามจัดแข่งขันกีฬาแล้วมอบงบประมาณให้บ้างเป็นค่าบำรุงรักษาสนาม ซึ่งทั้ง 5 ก็จะอาศัยจังหวะเช่นนี้ต่อเติมงบประมาณของกลุ่มด้วยการเปิดซุ้มขายข้าวไข่เจียว และน้ำดื่ม คัดแยกขยะที่ถูกทิ้งในสนามไปขาย เพื่อนำรายได้ไปซื้ออุปกรณ์กีฬาเข้ากองกลางหรือสมทบการทำงานในส่วนอื่นๆ ของกลุ่มให้ดำเนินการได้แข็งแรงยิ่งขึ้น


แกนนำกลุ่มคนเดิมสะท้อนและว่าตอนนี้สิ่งที่พวกเขาได้รับมันมากเกินกว่าการติดไฟสนาม หรือการพลิกฟื้นสนามกีฬาให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง


“ตอนนี้เห็นคนมาใช้ ช่วยกันรักษาความสะอาด สนามสะอาด ถึงไม่มีใครมาขอบคุณผมก็ดีใจครับ อาธเนศ (ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ หัวหน้าโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก) จะบอกพวกผมเสมอว่า ถ้าเราสร้างลานจอดเครื่องบินไว้แล้ว เดี๋ยวก็มีเครื่องบินมาลงจอดเอง สิ่งที่พวกผมทำเป็นตัวพิสูจน์คำพูดของอาธเนศว่าเป็นความจริง” อ้นสะท้อน


นอกจากรูปธรรมความสำเร็จในการฟื้นฟูสนามกีฬาแล้ว การทำโครงการนี้ทำให้อ้นและเพื่อนได้เปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม พร้อมๆ กับสำนึกพลเมืองที่ก่อตัวขึ้นภายในว่ารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำอะไรเพื่อชุมชน และทำได้จนสำเร็จ


ตอนนี้ผมเลิกแว้นแล้ว ถ้ายังแว้นอยู่อาจตายไปแล้วก็ได้ พอมาเตะบอล พ่อแม่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง แถมได้รู้จักคนมากขึ้น รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ ตอนนี้อายุเท่านี้เรายังทำได้ขนาดนี้ ต่อไปเราเป็นผู้ใหญ่เราก็ต้องทำได้ดีมากขึ้นไปอีก” อ้นสะท้อน


ส่วน “พีท” แกนนำอีกคน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่า เมื่อก่อนติดเกม วันๆ ไม่ทำอะไร ตอนนี้เปลี่ยนมาเล่นฟุตบอลแทน ได้ออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง เกิดเป็นความรักความผูกพันกับสนามฟุตบอลแห่งนี้ อยากมาเห็นมาเล่นทุกวัน นอกจากนี้การทำโครงการยังทำให้พีทได้เรียนรู้เรื่องความสามัคคี เพราะหากไม่มีเพื่อนช่วยกันทำก็คงทำไม่สำเร็จ และยังได้เรียนรู้เรื่องการช่วยเหลือส่วนรวม จากเมื่อก่อนไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย พอมาทำแล้วก็อยากทำต่อไปมากขึ้นในอนาคต


ผมเห็นเด็กๆ มาเล่นฟุตบอล ผมก็ดีใจครับ ดีกว่าให้เขาไปทำอย่างอื่น” พีทสะท้อนปิดท้าย


เรื่องราวของอ้นและเพื่อนๆ จึงเป็นตัวอย่างของเยาวชนไทย ที่พร้อมจะลุกขึ้นมาเป็น “พลเมือง” ทำเรื่องราวดีๆ ให้แก่ชุมชน เพียงผู้ใหญ่เปิดพื้นที่ และให้โอกาสพวกเขาได้แสดงพลังและศักยภาพเท่านั้น


สำหรับ โครงการเยาวชนปลายโพงพางส่งเสริมกีฬาพัฒนาชุมชน ของอ้นและเพื่อนเป็นหนึ่งใน 20 โครงการเยาวชน ภายใต้โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ใน 4 จังหวัดภาคตะวันตก ประกอบด้วย จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ให้มีสำนึกของความเป็นพลเมือง (Active Citizen) ร่วมดูแลและสร้างสรรค์ท้องถิ่นของตนให้น่าอยู่ ซึ่งในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ทางโครงการฯ จะเปิดรับสมัครกลุ่มเยาวชนส่งข้อเสนอโครงการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมโครงการในปีที่ 2 น้องๆ เยาวชนที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.scbfoundation.com


"นับวันคนรุ่นเก่าก็อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่สร้างคนรุ่นใหม่แล้ว ชุมชน สังคม จะอยู่อย่างไร"


นี่คือ "แนวคิด" ของการทำโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก ที่ทีมงานคาดหวังว่าการทำโครงการนี้จะช่วย "สร้างสำนึกพลเมือง" ที่ให้เกิดขึ้นกับเยาวชนภาคตะวันตก รวมทั้งยังช่วย "สร้างสำนึกพลเมือง" ให้เกิดขึ้นกับพี่เลี้ยงในพื้นที่ด้วยเช่นกัน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเราเห็นว่าการทำงานกับเด็กและเยาวชนจะยั่งยืนได้ต้องมีคนในชุมชนเป็น "ฐานราก" ที่คอยหนุนเสริมการทำงานของเยาวชนตลอดเวลา


คุณชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ หัวหน้าโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน youthSCBF



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ขอแสดงความชื่นชม และความนับถือยิ่งมายังเยาวชนทั้ง 5 คนมา ณ ที่นี้

ที่ไม่ชี้นิ้ว ไม่ท้อ ไม่อาย แต่ลงมือทำในสิ่งที่ดี

มุ่งมั่นเดินหน้า ไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากคนที่ไม่ลงมือทำ

พวกคุณทำดี

ทำดียิ่งๆ ต่อไป และตลอดไปนะคะ

Kamontat champathong
IP: xxx.68.144.137
เขียนเมื่อ 

ก็ไม่เห็นจะมีใครไปหัวเราะถากถาง คิดไปเองป่าวคะ พอดีเพิ่งเห็นไม่งั้นคงแย้งไปตั้งแต่เริ่มลงข่าวนี้แล้ว มันทำให้คนภายนอกมองคนในชุมชนไม่ดีหรือเปล่าคะ ทั้งๆที่มันมีอาจอะไรอีกเยอะที่พวกคุณไม่รู้ เอาเป็นว่าทำดีก็ให้กำลังใจค่ะ

Kamontat champathong
IP: xxx.68.144.137
เขียนเมื่อ 

  • อ้อลืมบอก เมื่อซัก5-6ปีที่แล้ว พาสุนัขเข้าเดินเล่นที่สนามทุกวันยันมืด ไม่เห็นมีอะไรเลย ถ้าจะติดไฟสนามยินดีค่ะ ขอไฟถนนด้วยค่ะแล้วก็ห้ามให้มาหัดขับรถในสนามด้วยนะคะ ลู่วิ่งมันเสีย