พระพุทธเจ้าทรงมีคำศัพท์ที่มีความหมายถึงพระพุทธองค์หรือที่แปลว่าพระพุทธเจ้า
นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายเฉพาะของคำศัพท์นั้นไว้อีกด้วย คำศัพท์ที่ยกมานี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อื่นๆ
ในพระพุทธศาสนา ซึ่งกล่าวไว้ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา มี ๓๒ ศัพท์ ดังนี้
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑. พุทธะหรือ
พระพุทธเจ้าพระนามนี้เป็นนามหลักที่ได้เห็นได้ยินโดยทั่วไป เหตุที่ทรงได้นามนี้
ในหนังสืออรรถกถาขยายความว่า เพราะทรงตรัสรู้สัจธรรมและยังหมู่สัตว์ให้รู้ตาม
ทรงรู้ธรรมทุกอย่าง เห็นแจ้งธรรมทุกอย่าง ทรงรู้ยิ่ง ทรงสิ้นอาสวะกิเลส
ทำพระนิพพานให้แจ้งปราศจากอุปกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ทรงสิ้นกิเลสแน่นอน
ทรงเสด็จไปสู่หนทางสายเอก
ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเพียงพระองค์เดียวกำจัดอวิชชาได้อย่างสิ้นเชิง
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒. ทสพลหรือพระทศพล
พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า
ทสพล เพราะทรงมีกำลังกายเท่ากำลังของพญาช้างฉัททันต์ ๑๐ เชือก และทรงมีกำลังญาณ ๑๐
ประการ คือ
๑)พระปรีชาญาณหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ คือ
ทรงรู้ว่าอะไรเป็นไปได้ และอะไรเป็นไปไม่ได้ รู้เหตุและรู้ผล
๒)พระปรีชาญาณหยั่งรู้ผลของกรรมดีและกรรมชั่ว๓)พระปรีชาญาณหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่สุคติ
ทุคติ หรือพ้นจากคติ รู้ประโยชน์ในปัจจุบันประโยชน์ในอนาคต และประโยชน์อันสูงสุด
๔)พระปรีชาญาณหยั่งรู้สภาวะของธรรมชาติทั้งฝ่ายอุปาทินนกสังขาร
(สังขารที่กรรมยึดครอง) และฝ่ายอนุปาทินนกสังขาร
(สังขารที่กรรมไม่ยึดครอง)
๕)พระปรีชาญาณหยั่งรู้อัธยาศัย ความเชื่อถือ ความสนใจของสัตว์ทั้งหลาย
๖)พระปรีชาญาณหยั่งรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายว่า
มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา หย่อนหรือแก่กล้าเพียงไร ๗)พระปรีชาญาณหยั่งรู้ความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วของการออกจากฌาน
วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย
๘)พระปรีชาญาณหยั่งรู้ถึงภพอันเคยเป็นอยู่ในอดีต
๙)พระปรีชาญาณหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นไปตามกรรมของตน
๑๐)พระปรีชาญาณหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.ในบางที่เรียกว่า ทศพลญาณหรือตถาคตญาณ ๑๐ ประการบ้าง
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๓. สัตถาหรือ
สัตถุ หมายถึง พระศาสดาเป็นครูผู้สอนมนุษย์และเทวดาทั้งหลายเพราะทรงแนะนำสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายด้วยประโยชน์ในปัจจุบันประโยชน์ในอนาคต
และประโยชน์อันสูงสุด
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๔. สัพพัญญู
หรือ พระสัพพัญญูหมายถึง พระพุทธเจ้าผู้รู้ธรรมทั้งปวงในอรรถกถาแสดงสัพพัญญูไว้ ๕ ประการ คือ ๑)ทรงรู้จุติและอุบัติทุกอย่างของสัตว์ผู้เป็นไปตามลำดับกรรม
๒)ทรงรู้สภาวะธรรมชาติทุกอย่างได้ในขณะญาณเดียว๓)ทรงรู้สภาวะธรรมทุกอย่างตามความเป็นจริง๔)ทรงรู้สภาวะธรรมทุกอย่างด้วยพระปรีชาสามารถ
๕)ทรงรู้สภาวะธรรมทุกอย่างด้วยพระปัญญาที่ทรงตรัสรู้อริยสัจ
๔
ในสัพพัญญู ๕ อย่างนี้หมายถึงญาตสัพพัญญู คือ
ตรัสรู้อริยสัจ ๔
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๕.
ทวิปทุตตม
ะพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้า บรรดาสัตว์สองเท้า
ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด จึงทรงพระนามว่าทวิปทุตตมะ บรรดาเทวดา
พรหม และมนุษย์ผู้มีสองเท้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๖. มุนินทะพระพุทธเจ้าพระมุนินทร์
ผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระมุนีทั้งหลาย คำว่า มุนิ ได้แก่ พระมุนีทั้งหลาย คือ
๑)คฤหัสถ์ผู้รักษาศีล เจริญภาวนา
เป็นกัลยาณปุถุชน
๒)บรรพชิตผู้มีจาตุปาริสุทธิศีลสมบูรณ์
๓)เสกขบุคคล ๗ จำพวก
คือคฤหัสถ์หรือบรรพชิตผู้บรรลุธรรมขั้นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค
สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล
และอรหัตตมรรค๔)คฤหัสถ์หรือบรรพชิตผู้บรรลุธรรมขั้นอรหัตตผล๕)พระปัจเจกพุทธเจ้า
๖)พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใหญ่กว่ามุนิทั้ง ๕ ข้างต้น จึงทรงพระนามว่า
มุนิมุนิ หรือ มุนินทะ
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๗. ภควันตุพระพุทธเจ้าพระผู้มีพระภาคเป็นพระนามที่พุทธบริษัทเรียกโดยเคารพ อนึ่ง
พระนามพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำลายราคะ ทำลายโทสะทำลายโมหะ ทำลายมานะได้
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๘. นาถพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งคำว่านาโถหมายถึง
ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของชาวโลกพระพุทธเจ้าผู้ทรงหวังประโยชน์สุขแก่เวไนยสัตว์
ปฏิบัติเพื่อประโยชน์นั้นๆ ทรงปกครองสรรพสัตว์
หรือทรงบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่สัตว์โลกทั้งมวล
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๙. จักขุมันตุพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุคือพระสัพพัญญุตญาณจักษุ ๒ คือ ญาณจักษุ (ปัญญาจักษุ)และมังสจักษุ ในจักษุ ๒ อย่างนั้น ญาณจักษุมี ๕ คือ พุทธจักษุธัมมจักษุ สมันตจักษุ
ทิพพจักษุ และปัญญาจักษุ
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๐. อังคีรสพระอังคีรสพระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกายรุ่งเรืองอยู่เสมอ
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๑. มุนิ พระมุนี พระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยพระปัญญาญาณรู้ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๒. โลกนาถ พระโลกนาถพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกตั้งแต่เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์(ผนวช)
จนถึงมหาปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลชาวโลกเหมือนกัน
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๓. อนธิวรพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า (คำนี้ปรากฏอยู่ในบทอาราธนาธรรม)
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๔. มเหสิ
พระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้า
ผู้ทรงแสวงหาศีลขันธ์สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์
และวิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันยิ่งใหญ่ จึงได้พระนามว่ามเหสิ
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๕. วินายก พระพุทธเจ้าผู้แนะนำดีอย่างแจ่มแจ้งผู้ทรงแนะนำประโยชน์เกื้อกูลผู้นำสัตว์ไปสู่นิพพานพระพุทธเจ้าผู้ทรงฝึกสัตว์ทั้งหลายด้วยอุบายเครื่องฝึกเป็นอันมาก
จึงทรงพระนามว่าวินายก
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๖. สมันตจักขุพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพุทธญาณรอบทิศพุทธญาณ ๑๔
ได้แก่ปัญญาเห็นทุกขสัจพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้นพระนามว่าสมันตจักขุเพราะทรงมีปรกติเห็นธรรมทั้งปวง
และเพราะทรงประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๗. สุคต
พระสุคตพระพุทธเจ้าผู้มีญาณอันงดงามผู้เสด็จไปดีแล้วพระนามว่าพระสุคต
เพราะเสด็จไปดี เสด็จไปสู่ที่ดี
เสด็จไปโดยชอบทรงละกิเลสด้วยอรหัตตมัคคญาณแล้วไม่ทรงกลับมาสู่กิเลสนั้นอีก จึงทรงพระนามว่าสุคตะผู้ทรงมีญาณอันงดงาม
เสด็จไปจากสงสารแล้วไม่กลับมาอีกหรือผู้เสด็จไปเพื่อยังประโยชน์ตนและผู้อื่นให้สำเร็จด้วยดี
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๑๘. ภูริปัญญะพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญามากกว้างใหญ่ไม่สิ้นสุดดุจแผ่นดิน มีปัญญามาก
มีปัญญาแก่กล้า มีปัญญาสูง มีปัญญาดี มีปัญญาเร็ว มีปัญญากำจัดกิเลส
</p>
<p style="margin-left: 58px;">
๑๙. มารชิ พระพุทธเจ้าผู้ชนะมารทั้ง ๕ ได้แก่ เทวปุตตมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร
ขันธมาร และมัจจุมาร
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๐. นรสีห พระนรสีห์พระพุทธเจ้าผู้ปกครองมนุษย์และเทวดาผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ผู้หักล้างวาทะของเจ้าลัทธิอื่นได้
ผู้เป็นดุจสีหะหรือทรงเป็นผู้ปกครอง ผู้ประเสริฐกว่าคนทั้งหลายเพราะว่าพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เป็นพระชนกของพระองค์ราชสีห์ชนะหมู่สัตว์
ด้วยเขี้ยวทั้ง ๔ ของตนได้เช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคก็ทรงชนะชาวโลกด้วยธรรม ๔
ประการ คือ ศีล ปัญญา บุญ และอิทธิปาฏิหาริย์
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๑. นรวระพระพุทธเจ้า ผู้ทรงประเสริฐกว่านรชนหรือผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๒. ธัมฺมราชา พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา
เพราะทรงยินดีซึ่งธรรม ทรงเป็นพระราชาของโลกพร้อมทั้งเทวโลกโดยธรรม
ทรงยังปวงชนให้ยินดีด้วยธรรม ทรงเป็นพระราชาผู้รักษาความเป็นธรรมผู้เที่ยงธรรม
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๓. มหามุนิ
พระนามว่ามหามุนี พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ประเสริฐกว่ามุนีทั้งหลาย(พระนางโคตมีกราบบังคมทูลพระศาสดาอย่างนี้ว่า
ข้าแต่มหามุนี ขอพระองค์โปรดประทับอยู่ตลอดกัปเถิด)
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๔. เทวเทโว พระพุทธเจ้าทรงเป็นเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เลิศของเทวดาทั้งหลาย
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๕. โลกครุ
พระพุทธเจ้าผู้เป็นครูของชาวโลก หรือเพราะทรงเป็นที่เคารพนับถือของชาวโลก
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๖. ธัมมัสสามีพระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๗. ตถาคต
พระพุทธเจ้าผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น เสด็จไปแล้วอย่างนั้น ตรัสรู้ความจริง
ตรัสรู้สัจธรรมตามความเป็นจริง เพราะทรงเห็นสัจจะ ทรงตรัสอย่างนั้น
ทรงกระทำอย่างนั้น ทรงดำรงอยู่ในฐานะผู้ปกครองมีพระปัญญาญาณงดงาม
จึงทรงพระนามว่าตถาคต
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๘. สยัมฺภู
พระสยัมภูพระพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๒๙. สัมฺมาสัมฺพุทฺธะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบด้วยพระองค์เอง
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๓๐. วรปัญญะ
พระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาประเสริฐที่สุด
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๓๑. นายก พระพุทธเจ้าผู้นำสัตว์ออกจากห้วงสมุทรคือสงสาร ไปสู่ฝั่งแห่งนิพพาน
จึงทรงพระนามว่านายก
</p>
<p class="MsoNoSpacing" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 42.55pt; tab-stops: 45.0pt 2.0cm 3.0cm;">๓๒. ชินะ
พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าชินะ เพราะทรงเป็นผู้ชนะมารทั้ง ๕ คือ
เทวปุตตมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร ขันธมาร และมัจจุมาร
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>

เป็นความรู้ใหม่ของดิฉันเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ