การส่งเสริมค่านิยมของท้องถิ่น

การส่งเสริมค่านิยมของท้องถิ่น

4 มิถุนายน 2558

สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ [1]

เมื่อ 20 พฤษภาคม 2558 มีการอภิปรายวาระการพัฒนาเรื่อง ระบบค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ที่สมบูรณ์ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้เขียนเห็นว่า มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อาจยังไม่ได้รับการใส่ใจในการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมนัก

ความหมายของค่านิยม

ค่านิยม (Values) เป็นสิ่งที่สังคมถือว่ามีค่าพึงปรารถนาต้องการให้เป็นเป้าหมายของสังคมและปลูกฝังให้สมาชิกของสังคมยึดถือเป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตควรหลีกเลี่ยง เช่น ความยากจน สิ่งมีคุณค่า น่าปรารถนา หรือนำความสุขมาให้มีทั้งเป็นวัตถุและไม่เป็นวัตถุ และมักเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาได้เช่นเดียวกันกับความเชื่อและมีความแตกต่างกันไปตามสังคมและวัฒนธรรมค่านิยมส่วนใหญ่เนื่องมาจากความเชื่อ [2]

ด้วยวัฒนธรรมการครอบงำจาก "ทุนนิยมโลก" (Capitalism) ค่านิยมไทยใหม่จึงมีลักษณะสากลตามกระแสโลกมากขึ้น ได้แก่ นิยมยกย่องวัตถุ ความมั่นคง ความหรูหราฟุ่มเฟือย ความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ยึดมั่นในประเพณี ชื่นชมวัฒนธรรมตะวันตก และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือ อำนาจและเกียรติยศชื่อเสียง การดูแลรักษาสุขภาพด้วยโภชนาการ และการออกกำลังกาย

ในความหมายโดยสรุป ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่สังคมถือว่ามีค่าพึงปรารถนาต้องการให้เป็นเป้าหมายของสังคมและปลูกฝังให้สมาชิกของสังคมยึดถือเป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตควรหลีกเลี่ยง เช่น ความยากจน สิ่งมีคุณค่า น่าปรารถนา หรือนำความสุขมาให้มีทั้งเป็นวัตถุและไม่เป็นวัตถุ

ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า ในความหมายที่สื่อกันเข้าใจกันอย่างง่ายคือ "ค่านิยม" เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมพึงยึดถือ ปฏิบัติ (ไม่มีการบังคับ) เป็นเรื่องของจิตใจของคนที่ผ่านการบ่มเพาะนิสัยของคนมาอย่างค่อนข้างยาวนาน จนติดเป็นนิสัยได้ในที่สุด

ฉะนั้น หากมองว่าการสร้าง "ค่านิยม" ที่ดีเป็นหนทางที่สำคัญในการปฏิรูปประเทศ และการสร้างชาติ จึงหลีกไม่พ้นที่ต้องพิจารณาลงไปถึง "ท้องถิ่น" หรือ "องค์กรบริหารท้องถิ่น" ด้วย เพราะจุดเริ่มต้นของคนในทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ฯ ตั้งต้นมาจากท้องถิ่น เพราะ ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น มีหลายปัจจัยที่ต้องดำเนินการไปในหลาย ๆ มิติ

นอกจากมิติของบุคคล หรือ "ตัวคน" แล้ว ก็คือ "ทัศนคติและค่านิยม" หรือ "จิตใจ" (Mind) ของบุคคล ที่เป็นของคู่กัน คนจะเป็นคนดี ใช่อยู่ที่กำเนิด หรือ อาชีพ หรือ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือ ระดับการศึกษา ฯลฯ เพราะหาก "จิตใจ" ของคนไม่พัฒนา ก็ยากที่จะขับเคลื่อนการปฏิบัติต่าง ๆ ไปตามทิศทางหรือแนวทางที่ต้องการ หรือในแนวทางที่พึงประสงค์ได้

ค่านิยมที่พึงประสงค์สำหรับคนไทยในยุคปฏิรูปประเทศไทย

(1) มีแนวคิดค่านิยมเกิดขึ้น คือ แนวคิดในการสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์สำหรับคนไทย ขึ้นตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในยามที่ประเทศชาติต้องการความรักชาติ สมานฉันท์ปรองดองสามัคคี และ การปฏิรูป ซึ่งสรุปสาระรวม ๆ ได้ว่า คนไทยต้องรักชาติ ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม 12 ประการ อันประกอบด้วย [3] (1) มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (2) ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม (3) กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ (4) ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม (5) รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม (6) มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน (7) เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง (8) มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ (9) มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (10) รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี (11) มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา (12) คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง

(2) ตามรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้กำหนดค่านิยมที่พึงประสงค์ไว้ 9 ประการ อันประกอบด้วย [4] (1) การตระหนักและส่งเสริมผลประโยชน์ของส่วนรวม (Public mind/interest) (2) การยืนหยัดในความถูกต้องเที่ยงธรรม (Integrity) (3) ความตั้งใจมุ่งมั่นใฝ่เรียนรู้ กล้าทำจริง (Commitment to and pursuit of learning and practicing) (4) การแบ่งปันและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (Caring and sharing) (5) การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต (Moderation, sufficiency and reasonableness) (6) ค่านิยมที่ให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human rights and human dignity) (7) ค่านิยมที่ให้ความสำคัญโดยคุณค่าต่อสังคมที่จรรโลงของความเป็นมนุษย์ (Humanistic values) (8) การเข้าถึงและเคารพค่านิยมสากลต่าง ๆ (Universal values) (9) การรักความเป็นไทย

จึงถือเป็นมิติหนึ่งหรือแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อน "การปฏิรูปประเทศ" เพื่อไปสู่เป้าหมายอันพึงประสงค์ที่ต้องการ อันเป็น "จุดแข็ง" ของต้นทุนทางสังคมเป็นอย่างดี เพราะ คนถือเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ คนมีคุณภาพก็จะสื่อถึงคุณภาพของประเทศด้วย

ข้อพิจารณาในบริบทของท้องถิ่น

ในกรณีของท้องถิ่น ในระดับของบุคคลนั้น มีกลุ่มบุคคลที่อยู่ในองค์กรบริหารท้องถิ่น และในชุมชนอย่างน้อย 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) นักการเมืองท้องถิ่น (2) ข้าราชการท้องถิ่น (3) ประชาชนและเอกชนโดยทั่วไป (4) ประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งค่านิยมของบุคคลทั้งหายนี่แหละที่จะหล่อหลอมแล้วสะท้อนออกมาใน "องค์กร" ในที่นี้ก็คือ "องค์การบริหารท้องถิ่น" หรือ อบท. นั่นเอง

ปัญหาปัจจุบันที่ อบท. ประสบตามสื่อและภาพพจน์ของสังคม ส่วนใหญ่จะเป็นภาพลบ อาทิ ในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น การซื้อเสียง อาจถึงความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยในการใช้จ่ายงบประมาณฉะนั้น การกำหนด หรือการสร้างค่านิยมอันพึงประสงค์เพื่อให้ "คนของชาติ" (Civilian) ได้พึงตระหนักและถือปฏิบัติทั่วประเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ค่านิยมท้องถิ่นที่ดีงาม (Good practice of Local Values) ส่วนใหญ่เป็นค่านิยมทางด้านวัฒนธรรมประเพณี ขึ้นอยู่กับบริบทของท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การส่งเสริมเครือข่ายเยาวชนอาสาพัฒนาค่านิยมและวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้น, การส่งเสริมศิลปินพื้นบ้านอีสาน, การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนกระเบื้อง ด้วยลวดลาย, การละเล่น ประเพณีท้องถิ่น เพื่อสร้างคุณค่าเอกลักษณ์ของชาติและอัตลักษณ์ท้องถิ่น หวังให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา, การแต่งชุดพื้นเมืองมาทำงาน, การรณรงค์ให้พูดภาษาท้องถิ่น, การรณรงค์ให้คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวเข้าวัดทำบุญ, การรณรงค์ให้ของไทย ของพื้นเมือง, การรณรงค์ให้ประหยัด อดออม ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงฯลฯ เป็นต้น

ผู้เขียนฝากข้อควรพิจารณาในบางประเด็นไว้ให้คนไทยทุกคนช่วยกันคิดและตรึกตรองนำเป็นถือปฏิบัติตามในสิ่งที่เห็นว่าดี มีคุณค่าสร้างสรรค์ ดังนี้

1. ค่านิยม มิใช่กฎหมาย แต่เป็นแนวทางอันพึงประสงค์ที่ทุกคนควรถือปฏิบัติ อาจไม่มีผลบังคับ

2. การปลูกฝังค่านิยม เป็นเรื่องของคนในรุ่นหลัง ๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพราะเด็กและเยาวชน ต่อไปก็คืออนาคตของชาติแทนรุ่นเก่าที่สูงอายุและเกษียณอายุไปในที่สุด

3. หลักสูตรการศึกษา และสถาบันการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นในการปลูกฝังค่านิยมที่ควรที่พึงประสงค์

4. เนื่องจาก "ค่านิยม" ไม่มีบทลงโทษ ฉะนั้น ควรมีมาตรการในการควบคุมกำกับ เช่นในเรื่อง "จริยธรรม" (Ethics) และ "คุณธรรม" (Virtue & Merit) มีการลงโทษโดยสังคม โดยการประณาม ต่อต้าน และ มีการให้รางวัล ยกย่อง เชิดชู เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี และ เป็นขวัญกำลังใจของผู้ที่ได้ถือปฏิบัติตามค่านิยมที่พึงประสงค์ในเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะการต่อต้าน "การโกง" "การทุจริต" (Corruption)

5. ในค่านิยมที่ดีที่ควรถือเป็นแนวทางปฏิบัตินั้น ไม่มีสูตรตายตัว ต้องยึดถือในตัวบุคคลที่เป็นแบบอย่าง ที่เป็นบุคคลตัวอย่าง หรือเป็นบุคคลที่ควรยกย่องนับถือทั้งหลาย อาทิ นักปราชญ์ ราชบัณฑิต รัฐบุรุษ ของประเทศ เป็นต้น

6. ในแนวทางของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอดีตของกระทรวงมหาดไทยหลายท่าน และท่าน มล.ปนัดดา ดิสกุล [5] ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็น "ต้นแบบของการทำความดี" หรือแบบอย่างของบุคคลที่ควรจะยึดถือนำมาเป็นแนวทางการประพฤติปฏิบัติของตนได้ ในหลาย ๆ เรื่อง อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต การต่อต้านการโกง การยึดหลักความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อการรักบ้านเกิด รักเมืองไทย รักประเทศไทย รักชาติบ้านเมือง รักและเทิดทูนในหลวง ฯลฯ เป็นต้น

7. ปัญหาเรื่องนิสัย พฤติกรรม (Behavior) ของบุคคลนั้น เป็นสิ่งสำคัญ จากนิสัย พฤติกรรม ของบุคคลรวม ๆ กัน ก็คือ นิสัย พฤติกรรม ของสังคมหรือองค์กร นั่นเอง ปัญหาที่เกิดก็คือ หากเป็นนิสัย พฤติกรรม ของบุคคลที่ไม่ดีหรืออันไม่พึงประสงค์ เช่น ชอบโกหก พูดเท็จไม่สุภาพ ไม่เรียบร้อย ชอบเล็กของคนอื่น ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อคนอื่น ไม่รับผิดชอบต่อสังคม มาสาย ผิดนัด ไม่ตรงต่อเวลา ขี้เกียจ ฯลฯ เหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อสังคมและองค์กรที่บุคคลนั้นอยู่ย่อมเป็นเช่นนั้นด้วย

8. การพัฒนาคนนั้น ทำได้ยากด้วยเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลแต่ละคน ที่ไม่มีสิ่งใดมาควบคุม หรือมายึดเหนี่ยวจิตใจได้ มีข้อแนะนำว่า การสร้างค่านิยมที่ดีที่พึงประสงค์นั้น ควรเริ่มที่ตัวเราก่อน แล้วต่อไปคนใกล้ชิดบุตรภริยา ครอบครัว ต่อคนเพื่อนร่วมงาน ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ต่อผู้บังคับบัญชา ต่อสังคมในที่สุด

9. มีผู้สรุปค่านิยมที่พึงประสงค์ของคนไทยอย่างน่าสนใจว่า ต้องเป็น "คนดี คนเก่ง และมีความสุข" ความหมาย "คนดี" คือ คนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งรวมๆกันแล้วจะเป็น "ค่านิยมที่พึงประสงค์และลักษณะคนไทยที่ดี" ได้ [6]

10. ตามบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับ "การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น" ซึ่งหมายรวมถึง "การบำรุงรักษา การสร้างค่านิยม" แก่ประชาชนในท้องถิ่นด้วยนั้น ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ต้องทำในเทศบาล เป็นหน้าที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขต ดังที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (8) [7] พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 (8) [8] พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 45 (7 ทวิ) [9] และ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 16 (11) [10]

ฉะนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า จะทำอย่างไรที่จะรณรงค์ส่งเสริมปลูกฝังสิ่งที่ดีงามให้แก่คนในท้องถิ่นได้ยึดถือและปฏิบัติตามเป็นนิสัย โดยไม่ต้องสร้างกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขการบังคับ เป็นการปลูกฝังไปตามอัตโนมัติ จึงสมควรสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่คนท้องถิ่นต้องรู้จักรัก สามัคคี ปรองดอง และสมานฉันท์ รวมทั้งการรู้สึกรักและหวงแหนท้องถิ่นของตนเอง มีความเชื่อมั่นในตนเอง และต้องร่วมใจรวมพลังกันอย่างพร้อมเพรียงในการต่อต้านสิ่งชั่วร้ายไม่ดีไม่งามที่จะเข้ามาทำร้ายทำลายสังคมไทย และปกป้องสถาบันหลักคือ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างถึงที่สุด


[1] สรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2558 > ปีที่ 65 ฉบับที่ 22683 หน้า 10 <การเมืองท้องถิ่น> #บทความพิเศษ : #การส่งเสริมค่านิยมของคนท้องถิ่น

[2] ดูเพิ่มเติมใน "ค่านิยม", http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phayao/srinual_p/social/sec02p%2003.html&http://www.reo10.moe.go.th/attachments/article/95/ค่านิยม.doc

[3] ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ตามนโยบายของ คสช., http://www.mnre.go.th/ewt_news.php?nid=3230 &www.naewna.com/politic/columnist/13422 , 14 กรกฎาคม 2557

[4] การอภิปรายวาระการพัฒนาเรื่อง ระบบค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ที่สมบูรณ์ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558

[5] "ปนัดดา"แนะ นักเรียนนายอำเภอ ดู ขรก.ผู้ใหญ่ในอดีตของมท.ต้นแบบทำความดี, 25 พฤษภาคม 2558, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1432533481

[6] เกรียงไกร เรือนน้อย, ค่านิยมที่พึงประสงค์และลักษณะคนไทยที่ดี, 15 กุมภาพันธ์ 2553, https://www.gotoknow.org/posts/336897

[7] พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496

มาตรา 50 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาลดังต่อไปนี้

(8) บำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

* มาตรา 50 (8) เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542

[8] พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537

มาตรา 67 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตำบล มีหน้าที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ดังต่อไปนี้

(8) บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

[9] พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540

มาตรา 45 องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังต่อไปนี้

(7 ทวิ) บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

* มาตรา 45 (7 ทวิ) เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542

[10] พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

มาตรา 16 ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองดังนี้

(11) การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)