อยู่กับปู่ โดย นารีรัตน์ นาคะเวช

ตอนที่ 5: ธรรมะ คือ การทำงาน


หลังจากพระเณรกลับวัดแล้ว ที่ถ้ำไก่หล่นก็เหลือหลวงปู่ ทหารนายหนึ่ง และคุณปราณี หลวงปู่บอกกับคุณปราณีว่า "อีณี (บางครั้งก็เรียก อีแว่น) วันนี้มึงก็ลงไปซะ กลับบ้านได้แล้ว จะอยู่ กับกูได้ยังไง มันไม่เหมาะหรอก ตอนนี้ไม่มีใครเลย ผู้หญิงอยู่กับพระได้ยังไง ไปเหอะ ถึงจะแก่ก็ไม่ได้ กูขี้เกียจเป็นนิกรสอง" (ตอนนั้นพระนิกรกำลังมีข่าวอื้อฉาวกับอรปวีณา หนังสือพิมพ์ลงข่าวครึกโครมทุกวัน)

หลวงปู่วิจารณ์เรื่องนี้ว่า เป็นพระต้องมีหน้าที่สืบทอดคำสอน ของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง ตรง ไม่บิดเบือน นี่อะไรกัน มีแต่มอมเมา สอนให้งมงาย เช่นระลึกชาติได้ และก็ช่างกระไรเลย ระลึกได้แต่ว่า ชาติก่อนเป็นลูกของคนนั้นคนนี้ เป็นสามีภรรยากับคนโน้น ฯลฯ ยุ่งไปหมด ที่แปลกน่าสงสัยคือ เลือกคนเป็นแม่ชาติก่อนได้เหมาะเหม็ง เศรษฐีนีทั้งนั้น คนก็โง่งมงายหลงเชื่อ เสียเงินเสียทองไปมากมาย เป็นนักบวชควรหลีกให้ไกลอยู่ ๒ สิ่ง คือ ผู้หญิง กับ เงิน

ย้อนกลับมาที่คุณปราณีอีกครั้ง เธอลังเลเป็นห่วงว่า ไม่มีใคร อยู่ปรนนิบัติหลวงปู่ แต่ที่หลวงปู่ต้องการให้เธอไป เพราะมีเหตุผล บางประการ (ฉันคิดเอาเองนะ) ประการแรก ท่านคงไม่อยากถูกครหาว่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้หญิง ซ้ำยังมีฐานะร่ำรวย เดี๋ยวลูกศิษย์คนอื่นๆ จะหาว่าท่านรักลูกศิษย์ที่มีเงิน ประการที่สอง คุณปราณีเคารพและเป็นห่วงหลวงปู่มาก จนบางครั้งเธอจะห่วงอาหารการกิน ของหลวงปู่จนเหมือนไม่เอื้ออาทรผู้อื่น ซึ่งข้อนี้ ไม่สบอารมณ์ของหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง (ท่านเคยบ่นให้ฟัง)

ครั้งนี้ สบโอกาสที่หลวงปู่จะอ้างให้เธอจากไป คุณปราณีคงน้อยใจ หลังจากนั้น เธอก็มาน้อยลง ระยะหลังๆ เธอไปปฏิบัติธรรมที่เกริงกระเวีย วัดป่าสุญญตาราม ของพระอาจารย์ยันตระ เพราะที่นั่นเงียบสงบ มีระเบียบ มีที่อยู่เป็น***ส่วน ไม่ต้องทำงานหนัก เธอมีสุขภาพไม่ค่อยดีนัก เมื่อเจ้าสำนักนี้มีปัญหาแบบเดียวกับพระนิกร ก็ไม่ทราบว่าคุณปราณีทำอย่างไร เพราะเราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ทำไมคุณปราณีถึงไม่อยู่บ้านอยู่ช่อง เรื่องมีอยู่ว่า เธอเป็นคนจันทบุรี(เมืองพลอยสวย เงาะ ทุเรียน ลือชื่อ) สามีเธอเสียชีวิตไปแล้ว แต่เธอมีฐานะดี ลูกเต้าก็โตหมดแล้ว มีงานมีการทำ หมดห่วง ประกอบกับอายุเข้าสู่วัยกลางคน จิตใจใฝ่ธรรมะ คุณไก่กับคุณวันเพ็ญเป็นผู้ชักนำให้มาหาหลวงปู่

ฉันอาสาให้ลูกชายคนโต (โป้ง) มาอยู่ปรนนิบัติรับใช้ ท่านรีบปฏิเสธทันทีว่า

"โอ๊ย! ไม่ต้อง ไม่ต้องมาดูแลกูหรอก กูดูแลตัวเองได้"

ฉันพูดใหม่ว่า มาเป็นเพื่อน ท่านโบ้ยไปทางถ้ำ "กูมีเพื่อนแล้ว ทหารนั่นไง"

ฉันพูดแก้เป็นครั้งที่สามว่า มาให้หลวงปู่ดูแลและอบรม สั่งสอนเขาเท่านั้นแหละท่านถึงยอม "เออ! มันต้องอย่างนั้นซีวะ ถึงจะถูก"

เฮ้อ! โล่งอกไปที กว่าจะคลำถูกจุด ท่านกลัวประเภทจะมาดูแล แล้วเจ้ากี้เจ้าการทำตัวเป็นแม่ยก หนักเข้าจะอื้อฉาวแบบนักบวชบางรูปที่ลงหนังสือพิมพ์กันเกรียวกราว ท่านฉลาดมาก จะ ทำการสิ่งใดต้องไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน คิดไกลๆ คิดยาวๆ แล้วจะไม่มีปัญหา

เช้าวันรุ่งขึ้น เราพาลูกชายคนโตกับคนเล็กไปอยู่กับหลวงปู่ หลังจากนั้นตัวเราสองตายายก็เทียวขึ้นเทียวลงไปถ้ำทุกวัน ที่ไม่ค้าง เพราะดูจะเป็นการเอิกเกริก เดี๋ยวคนอื่นจะเขม่นว่า ทำตัวใกล้ชิด จองหลวงปู่ทั้งครอบครัว อีกอย่างมีภาระต้องรับผิดชอบทางบ้านด้วย หลวงปู่กระเซ้าว่า "บ้านมันอยู่ติดกับตีนกะไดถ้ำ"

ลูกชายเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ถาม "พ่อกับแม่มึงเขาจ้างเท่าไรวะ ที่มาอยู่ที่นี่น่ะ"

โป้งยิ้มหวานแล้วตอบว่า "ไม่ได้จ้างครับ เต็มใจมาเอง"

ท่านหรี่ตามอง "จริงนะ กูไม่ค่อยอยากจะเชื่อ"

ระยะนี้หลวงปู่เริ่มนำบรรดาผู้คนที่มาหาให้ขุดดินขนหินแต่งถ้ำทั้งภายนอกภายใน โดยระมัดระวังมิให้ของเดิมได้รับความกระทบกระเทือน บางวันขุดดินทำอ่างเก็บน้ำบนหลังคาถ้ำ ท่านบอกว่าที่นี่แห้งแล้งมาก เพราะต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นทำลาย ไม่มีป่าคอยซับน้ำ หินในถ้ำเริ่มตาย (หินก็ตายได้นะคุณ) นานวันมีสิทธิ์ถล่มทลาย แหล่งน้ำที่ท่านทำนี้จะช่วยเรียกความชุ่มชื้นกลับคืนมาสู่ถ้ำอีกครั้ง นกกายังได้อาศัยดื่มกิน พืชจะได้เจริญงอกงาม ท่าน ยังทำอ่างเก็บน้ำที่ ๒ ข้างไหล่เขาใกล้บันได วิธีการของท่านคือ ขุดดินให้ลึกลงไปเป็นร่องแนวยาวไปตามไหล่เขา พูดน่ะง่าย เวลาขุดสุดแสนจะทารุณ เจอแต่หิน (ผู้ชายทำ) จากนั้นเอาหินมาตั้งซ้อนทำเป็นกำแพงกั้น (ผู้หญิงช่วย) ถ้าหินก้อนใหญ่ ไม่พ้นบรรดาชายฉกรรจ์ทั้งหลาย ส่วนใหญ่ก็ทหารและตำรวจพลร่ม เอาหนังสือพิมพ์ทากาวปูพื้น ก็เป็นงานของผู้หญิงอีกแหละ ขั้นสุดท้ายปูทับด้วยผ้าพลาสติก เป็นการทำอ่างราคาประหยัดสูงแต่ประโยชน์สุด ถามท่านว่าไปได้วิธีมาจากไหนท่านใช้มือเคาะศีรษะ "กูคิดเอาเอง"

วันไหนเป็นวันเสาร์อาทิตย์จะมีคนมาช่วยงานคึกคัก ตกเย็น พวกผู้หญิงทำอาหารให้รับประทานสนุกสนานมาก เป็นบรรยากาศที่ยังตราตรึงจนทุกวันนี้ ไปสำนักอื่นมีแต่นุ่งขาวห่มขาว นั่งสมาธิ สวดมนต์ มาสำนักนี้มีแนวปฏิบัติแตกต่างไปจากที่อื่นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือใช้การงานเป็นเครื่องมือนำไปสู่การปฏิบัติธรรม ใครที่ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพิ่งมาใหม่จะสวมชุดขาว นึกว่าคงเหมือนที่อื่น ครั้นพอได้สัมผัส ต่อมาสลัดคราบผู้ถือศีลมาเป็นจับกังใส่เสื้อผ้าสีมอ พร้อมจะลุยงานหนัก

หลวงปู่จะสอนวิธีทำงานชนิดต่างๆ ดูเหมือนท่านไม่ได้หวังผลว่างานจะต้องออกมาหรูเลิศ แต่ท่านใช้การงานเพื่อขจัดขัดเกลากิเลสของลูกศิษย์มากกว่า ส่วนผลของงานจะออกมาอย่างไร นั่นถือว่าเป็นผลพลอยได้ มิใช่ว่าท่านจะไม่สอนสมาธิและสวดมนต์ กิจกรรมเหล่านี้ก็มีตามปกติ มักจะเป็นเวลาเย็นๆ หลังเลิกงาน อาบน้ำ กินข้าวเสร็จแล้ว บางวันก็นั่งสนทนาในศาลาประชาร่วมใจจนมืดค่ำ แล้วแยกย้ายไปนอน

หัวข้อสนทนามีหลากหลาย เช่น เล่าเรื่องเก่าๆ ให้ลูกหลานฟัง บางคนปรึกษาปัญหาชีวิต ฯลฯ บรรยากาศไม่ตึงเครียด มีแต่เสียง หัวเราะ เราหัวเราะกันจนเจ็บขากรรไกร คิดดูเถอะ หลวงปู่กำลังสอนธรรมะแบบที่เราไม่รู้ตัว ท่านทำให้ธรรมะเป็นเรื่องบันเทิง น่าสนุก น่าสนใจ ทุกคนไม่รู้สึกว่า ถูกบังคับ ไม่เบื่อหน่าย แต่จะนั่งตรึงอยู่กับที่เหมือนต้องมนต์สะกด ถึงแม้ท่านจะไม่พูดคำหวานเอาใจใคร แต่ใครๆ ก็ชอบฟังคำไม่หวานเหล่านั้น มันเปิดเผย จริงจัง จริงใจ บริสุทธิ์ ใครชอบแนวไหนก็เลือกเอานะคะ ถ้า ซาดิสม์นิดๆ ที่นี่เหมาะมาก ทั้งทำงานหนักจนมือเท้าหยาบกร้าน ทั้งถูกด่า แต่มันสะใจยังไงก็ไม่รู้ นี่แหละรสชาติแห่งชีวิตที่ปรารถนา มานานแล้ว (โป้งบอก)

วันธรรมดาที่ถ้ำค่อนข้างเงียบเหงา เพราะส่วนใหญ่เป็นข้าราชการต้องไปทำงาน หลวงปู่จะใช้เวลาตรงนี้ทำพระ พอวันหยุดผู้คนแห่กันมากราบนมัสการท่าน ท่านก็จะเปลี่ยนเอาความ ชุลมุนวุ่นวายตรงนี้มาเป็นพลังในการทำงาน เรียกว่าท่านบริหารเวลาและบริหารคนได้ยอดเยี่ยม

พูดถึงการทำพระ โป้งเล่าว่าเขาจะช่วยหลวงปู่ทำพระ หลวงปู่ สอนวิธีจับสากชนิดที่ไม่ให้มือพอง แล้วตำได้ละเอียด คือ ตอนยกสากขึ้น จงจับให้มั่น ตอนปล่อยให้ผ่อนมือเล็กน้อย แล้วตำแบบทแยงบิดข้อมือตวัดสากขึ้น วิธีนี้ไปประยุกต์ใช้กับการจับมีดจับจอบจับเสียม มือจะไม่พอง หลวงปู่เรียกวิชาใช้สากของท่านว่า "ฝ่ามือสากเบือ"

ท่านบอกโป้งว่า "มึงมาอยู่กับกูคราวนี้ อย่างน้อยๆก็ได้วิชา ฝ่ามือสากเบือแหละวะ"

ท่านเคยพูดกับฉันและสามีว่า "ลูกมึงเดินแต่ละทีกุฏิกูสั่นเลย ตีนหนักซะไม่มี กูจะบอกมันหลายทีแล้ว นึกอีกทีก็ขี้เกียจ ปล่อยให้ธรรมชาติสอนมันดีกว่า เมื่อวานมันไปช่วยกูขนหินที่เขื่อน ข้างบันได มันเดินดุ่มๆ กูนึกในใจว่าเดี๋ยวเถอะโดนดี จริงๆ ด้วย โดนหนามมะนาวผีทิ่มตีนมิดเลย กูให้มันทายาหม่อง ทีนี้ละมึงเอ๋ย มันค่อยๆ เดินย่องเชียว ดีกว่ากูสอนเป็นไหนๆ ธรรมชาติเนี่ยมันสอนคนได้ดีนัก รู้สึกว่าหูมันจะตึงๆ ติดจะเซ่อๆ ด้วยนะ"

ฉันเรียนท่านว่าด้วยเหตุนี้ จึงพามาอยู่กับหลวงปู่เพื่อให้ท่านสั่งสอน เอดลูกชายคนเล็กอยู่ได้ ๒-๓ วัน บ่นคิดถึงบ้าน จึงให้กลับก่อน ตลอดระยะเวลา ๑๒ วันที่โป้งอยู่รับใช้หลวงปู่นั้น เขามีความสุขมาก หลวงปู่มีเมตตารักใคร่เด็กๆ อยู่แล้ว ถึงปากจะดุด่า แต่ลึกๆ แล้วใจดีมาก มีอารมณ์ขัน ท่านยังสอนตำนานลูกผู้ชายให้ด้วย ไม่ได้ถามเขาว่ามีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ท่านบอกว่าสักวันหนึ่ง จะแต่งหนังสือเล่มนี้ ถ้ามีเวลา อดใจไว้อ่านก็แล้วกัน

พอครบ ๑๒ วัน โค้ชกีฬาบาสเกตบอลมาตามตัวโป้งกลับไปแข่งกีฬาจังหวัด เขาอาลัยอาวรณ์ถ้ำมาก อยู่กับปู่แสนจะมีความสุขทั้งๆ ที่ต้องทำงานหนัก ปีนขึ้นลงวันละหลายเที่ยว แต่เขาก็รักและพอใจจะอยู่กับหลวงปู่ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย นับจากวันนั้นมา ก็ไม่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดอีกเลย เพราะการเรียน การงานรัดตัว ก็ได้แต่ตราไว้ในดวงจิต

ก่อนโป้งจะกลับ หลวงปู่ให้คนที่บ้านโอ่งดินทองราชบุรี ตามตัวเจี๊ยบ เด็กรุ่นเดียวกับโป้งมารับใช้แทน เจี๊ยบเป็นเด็กที่หลวงปู่อุปการะส่งเสียเลี้ยงดูให้เรียนหนังสือมาตั้งแต่เล็กๆ จนโต แล้วตอนนี้ป้าก็มาเอากลับไปใช้งาน

หลวงปู่ตำหนิว่า "ตอนเล็กๆ ไม่มีปัญญาเลี้ยง ผลักภาระมาให้กู พอเลี้ยงให้มันจนโต หนอยมาเอากลับ อ้างว่าทางบ้านไม่มีคนช่วยงาน คนหนอคน"

ท่านกำชับคนโอ่งดินทอง "ยังไงๆ มึงไปเอาตัวมันมาให้ได้ บอก ป้ามันว่ากูเรียก ให้มันรู้ไปว่าเลี้ยงจนโตขนาดนี้จะใช้งานไม่ได้ บอกป้ามันว่าอย่าทำให้เด็กเป็นคนเนรคุณ"

ท่านต้องการให้ทางโน้นรู้สำนึกหน้าที่ สุดท้ายเจี๊ยบก็มาแทนโป้ง ปัจจุบันเรียนจบวิชาชีพแล้ว บวชอยู่กับหลวงปู่

ครั้งหนึ่งหลวงปู่นำทีมลูกศิษย์สร้างเขื่อนเล็กๆ ตรงไหล่เขาใกล้บันได ในวันนั้นเองที่ "พี่เดิม" ได้สำเร็จวิชาขั้นหนึ่งของหลวงปู่ คือ "วิชาม้วนตัว" เป็นศิษย์คนเดียวที่สำเร็จวิชานี้ในวันนั้น โดยไม่มีใครอยากสำเร็จตาม ยกให้พี่เดิมคนเดียว เราเข้าใจว่าหลวงปู่คง รู้ล่วงหน้าแล้วว่าพี่เดิมต้องฝึกหลักสูตรนี้

ก่อนหน้าหนึ่งวัน หลวงปู่ได้สั่งให้คุณไก่จัดเตรียมเวชภัณฑ์ เช่น ทิงเจอร์ ยาแดง พลาสเตอร์ ฯลฯ

หลวงปู่ขึ้นไปขย่มหินก้อนใหญ่ๆ ให้เข้าที่ ทันใดนั้น หินก้อนนั้นก็หลุดร่วงพาเอาร่างของท่านถลาลงไปด้านล่างตามความลาดชันของไหล่เขา บริเวณที่ท่านตกลงไป เต็มไปด้วยหินคมๆ ก้อนเล็กก้อนใหญ่ แถมยังมีหนามเกี่ยวไก่เต็มไปหมด (มาอยู่ถ้ำ ทำให้รู้จักหนามหลายชนิด เช่น หนามมะนาวผี หนามเกี่ยวไก่ หนามช้างร้อง ฯลฯ) พวกเราตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ไม่ปรากฏรอยแผลตามเนื้อตัวหลวงปู่เลย (ตอนที่ท่านตกลงไปนั้น เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนดูไม่ทันว่าท่านลงท่าไหน) คล้ายๆ กับท่านจะแสดงท่าตอนตกเขาให้พวกเราดูอย่างนั้นแหละ เพราะปกติท่านไม่เคยทำอะไรซุ่มซ่ามจนพลาดท่าเสียทีเลย ท่านหันไปถามพี่เดิมคนเดียวหลังจากปีนขึ้นมาที่เดิม

"มึงเห็นเป็นยังไงบ้างตอนหลวงปู่บิน"

พี่เดิมยิ้มที่มุมปากตามแบบฉบับ "แหม...สุดจะบรรยายครับ หลวงปู่"

หลังจากนั้นสักครู่เดียว พี่เดิมก็ตกลงไปแบบหลวงปู่เปี๊ยบเลย พี่เดิมม้วนตัวหลายตลบ คงใช้วิชากระโดดร่ม เสียงหลวงปู่ตะโกน ตามหลังว่า "ไอ้เดิม ไอ้เดิม ไอ้เดิม"

โชคดีตรงนั้นไม่มีหินคมๆ และหนามแบบของหลวงปู่ พี่เดิม จึงไม่เป็นอะไรมาก แค่ถลอกและฟกช้ำเล็กน้อย นอกจากพี่เดิมแล้ว ยังมีคนอื่นอีก ๒-๓ คน ได้รับบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ไปตามๆ กัน ที่มือบ้าง ที่เท้าบ้าง โดนหินทิ่ม หนามตำไปตามเรื่อง ได้ใช้ยาคนละเล็กละน้อย เสร็จจากงานวันนั้น หลวงปู่บ่นว่า "กูไม่น่าให้ไอ้ไก่เตรียมยามาเลย บาดเจ็บกันระนาว" หลังจากนั้นทุกครั้งที่มีการก่อสร้าง หลวงปู่ไม่สั่งให้เตรียมยาและไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกเลย (อ่านรายละเอียดเรื่อง "หลวงปู่บิน" โดยพี่เดิม ได้ในเล่มนี้)

มีพระหนุ่มชาวเยอรมันมาจากวัดป่าวิทยาลัย ซึ่งอยู่เลยถ้ำไก่หล่นไปทางป่าละอู หลวงพี่เคยอยู่กับหลวงปู่ฉลวย ซึ่งมรณภาพ ไปแล้วในขณะนี้ ฉันกับสามีเคยไปงานสวดพระอภิธรรมศพของท่าน (ก่อนที่จะมาพบหลวงปู่พุทธะอิสระ) ลูกศิษย์ให้ท่านนอนบนเตียง ใช้ใบชาโรยจนหนาเตอะ เอามุ้งครอบ แล้วเปิดพัดลมให้หมุนรอบๆ พวกเขามั่นใจว่าท่านจะไม่เน่าเปื่อย แต่หลายคนได้กลิ่นเหม็นเต็มๆ เวลาเข้าไปกราบศพใกล้ๆ อาศัยว่ามีใบชาช่วยซับกลิ่น ประกอบกับท่านผอมด้วย หลวงปู่ให้ข้อคิดเห็นว่า ลูกศิษย์กำลังจะเอาร่างของครูบาอาจารย์มาหากิน ซึ่งเป็นสิ่งไม่สมควร มีคนถามว่าร่างหลวงปู่ ฉลวยไม่เน่าเหม็นหรือ

ท่านตอบว่า "กูไม่รู้ เขาผอมมั้งเลยเน่าช้า"

บ้างก็ถามว่าไอ้ที่มีสีขาวๆ เกาะตามหน้า คือ พระธาตุใช่ไหม

"พระธาตุบ้าอะไร เชื้อราก็ไม่ว่า พวกมึงอย่าโง่บ้านักเลยวะ มึงถามอีนี่ดูซิว่าเป็นยังไง มันไปกราบมาแล้ว"

ท่านพยักหน้ามาที่ฉัน ฉันตอบตรงๆ "ตอนเข้าไปกราบใกล้ๆ ได้กลิ่นตืดๆ หน่อยๆ"

"เห็นมั้ย ชัดแล้วยัง ทีนี้เลิกถามกูได้แล้วนะ"

เมื่อสิ้นหลวงปู่ฉลวย หลวงพี่ชาวเยอรมันมาหาสมภารอาทิตย์ เพราะคุ้นเคยกัน แต่ไม่พบ สมภารไปธุดงค์ หลวงปู่เมตตาให้การต้อนรับ ชักชวนให้อยู่ถ้ำ หลวงพี่ตกลงอยู่ต่อ นานไปเกิดศรัทธาหลวงปู่ ในที่สุดก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หลวงปู่เรียกหลวงพี่เยอรมันว่า "หลวงพี่ทิฟฟี่" ชื่อตามยาแก้หวัด ท่านชอบตั้งชื่อคนให้ตลกอย่างนี้เสมอ หลวงพี่ทิฟฟี่พูดและฟังภาษาไทยได้ดีพอสมควร สวดมนต์ได้ด้วย พอสมภารกลับมาหลวงปู่ให้หลวงพี่ไปกราบกรานครูบาอาจารย์คนเดิม สมภารไม่สนใจ งอนที่ลูกศิษย์ไปอยู่กับหลวงปู่ หลวงปู่พยายามเชื่อมสัมพันธไมตรีกับสมภารทุกวิถีทาง ขนาดส่งพี่จรรยาซึ่งเคยเป็นศิษย์คนโปรดไปเจรจายังไม่สำเร็จ สุดท้ายสมภารยืนยันจะย้ายกุฏิไปอยู่เขาหมื่นณรงค์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามฝั่งถนนกับทางเข้าถ้ำไก่หล่น ไม่มีใครยอมช่วยรื้อถอนเพราะหลวงปู่สอนว่าโบราณถือ "สร้างวัดน่ะดี แต่รื้อถอนอัปรีย์จะกินหัว" เลยพากันกลัวตัวอัปรีย์จนหัวหด

ในที่สุดหลวงปู่ต้องออกคำสั่งให้คนรื้อถอน ขนไปให้เสร็จเรื่องถึงยอมจบลง หลวงปู่คืนเงินให้สมภารไปจำนวนหนึ่ง เพราะสมภารเคยช่วยออกเงินสร้างศาลาห้องน้ำให้ หลวงปู่ให้ลูกศิษย์นำเครื่องอุปโภคบริโภคไปถวายสมภาร แต่ท่านไม่รับ หลวงปู่ไม่ว่าอะไร ก่อนหน้านี้ ท่านสมภารมีเรื่องกระเง้ากระงอดทุกวัน บ่นกระปอดกระแปดสารพัดราวกับผู้หญิง บางครั้งหลวงปู่อดไม่ได้ก็พูดจาตักเตือนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง ไพเราะกว่าพูดกับพวกเราเป็นไหนๆ แต่สมภารไม่ฟัง ท่านมีทิฐิมานะ ถ้าเอาอายุเป็นเกณฑ์ สมภารมีอายุมากกว่า คงทำใจยอมรับพระหน้าเด็กๆอย่างหลวงปู่ไม่ได้ ท่านไม่สนใจร่างในหรือภูมิปัญญาของหลวงปู่หรอกว่าจะอยู่ระดับไหน คนเราถ้าปิดหูปิดตาตัวเองแล้ว ก็ยากที่จะยอมรับฟังอะไรทั้งนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ดี

พอสมภารจากไปแล้วอย่างถาวร หลวงปู่ก็ลงมือสร้างบันไดใหม่ขึ้นทางนั้น เพราะการซ่อมบันไดเก่ายุ่งยากกว่า ตรงที่เคยเป็นกุฏิก็กลายเป็นลานปูนซีเมนต์ ตีลูกกรงเหล็กทาสีเขียวโอบล้อมเป็นรูปครึ่งวงกลม ตัวลานปูนชนกับเชิงถ้ำ มีการยกระดับขอบปูน ถัดจากขอบปูนเป็นบ่อ ซึ่งถมดินจนเต็มเสมอขอบ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

หลวงปู่ชอบนั่งที่ขอบปูน ตอนเช้ากับตอนเย็น พูดคุยกับพวกเราซึ่งนั่งบนลานปูนที่ต่ำลงมาตรงหน้าท่าน ด้านหลังหลวงปู่จะมีภูเขาตั้งตระหง่านเป็นฉากที่สวยงามมาก หันไปทางด้านหน้า เป็นทิวทัศน์ของป่าเขาลำเนาไพร เขื่อน และบ้านคน ซึ่งมองต่ำลงไปแลเห็นไกลลิบๆ ฉันเรียกตรงนี้ว่า "ลานหินโค้ง"

เพื่อความสะดวกในการเอ่ยถึงจึงต้องใส่ชื่อ เป็นจุดชมวิวของถ้ำไก่หล่น บางครั้งเช้ามืด ผู้คนยังไม่ตื่น หลวงปู่เคยบริหารร่างกายที่นี่ รำมวยจีน รำดาบอะไรทำนองนั้น ฉันไม่เคยเห็น ฟัง คนอื่นเล่า

บันไดนี้ลงมือสร้างเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๖ เสร็จวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม พี่เดชเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ใช้เงินทั้งหมด ๘๒,๑๗๘ บาท

อยู่มาวันหนึ่ง มีบรรดาทหารตำรวจพลร่มช่วยกันทำเขื่อนบนหลังคาถ้ำ ฉันเข้าครัวทำอาหาร สามีไปช่วยผู้ชายทำงาน เขาเล่าให้ฟังว่า หลายคนช่วยกันงัดหินก้อนมหึมา งัดเท่าไรก็ไม่ขยับ หลวงปู่บอกให้ทุกคนหลีกไป ท่านใช้ไม้เท้างัดทีเดียว หินขยับอย่างง่ายดาย ทุกคนช่วยอีกแรงก็สามารถเอาขึ้นได้ แต่ละคนงุนงง ระคนตื่นเต้นว่า หลวงปู่ทำได้อย่างไร ท่านไขข้อข้องใจว่าของอย่าง นี้มันต้องอาศัยจังหวะ

กลับจากถ้ำวันนั้น สามีเริ่มมีอาการปวดกล้ามเนื้อแขนข้างขวา จนต้องไปรักษาแต่ยังไม่หายขาดอยู่ดี ไปหาหมอนวดแผนโบราณ ก็ได้แต่ค่อยยังชั่ว เรียกว่าศรัทธาเกินกำลัง ทุกวันนี้กล้ามเนื้อแขนอักเสบเรื้อรัง ต่อมาเวลาชมรมฯมีงานโยธาอะไร พอเขาจะเข้าไปช่วย หลวงปู่จะปรามว่า "มึงไม่ต้อง ถอยไป ให้คนหนุ่มเขา ทำเถอะ มึงแก่แล้ว" ท่านจะเรียกใช้แต่งานเบาๆ เช่น เขียนโน่น จดนั่น บันทึกนี่ ฯลฯ

อีกวันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่นั่งสนทนากับลูกหลานที่ศาลาประชา ร่วมใจ ฝนเทลงมาอย่างหนักจนที่มุมหลังคาซึ่งช่างทำช่องโหว่ไว้สี่ด้านเพื่อให้ลมพัดผ่านหลังคาจะได้ไม่เปิด มีน้ำฝนไหลลงมาจ๊อกๆ ยกเว้นมุมที่หลวงปู่นั่ง พวกเราขยับมารวมตรงกลาง แล้วเฝ้าสังเกต ว่า เมื่อไหร่ช่องโหว่ตรงศีรษะหลวงปู่จะมีน้ำหยดลงมาสักที ฉัน อดรนทนไม่ได้ จึงชี้ให้สามีดูแล้วกระซิบกระซาบกันสองคน

หลวงปู่แกล้งถามว่า "มึงพูดอะไรกัน"

เขาถามว่า "ทำไมตรงที่หลวงปู่นั่งน้ำไม่หยดครับ"

ท่านทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ "มึงมันโง่ ก็ตรงนี้เขาทำดี ไม่มีรูรั่ว น้ำ ก็ไม่หยดซี" ท่านแก้ตัวไปอย่างนั้น มันมีรูทุกมุมแหละ

สักครู่พอฝนซา ท่านก็ขยับตัวพร้อมกับพูดว่า "กูจะไปเยี่ยวสักหน่อย"ท่านใช้ภาษาไทยแท้ๆ ตรงๆ อย่างนี้เสมอ

พอท่านลุกเดินพ้นศาลาเท่านั้นแหละ ตรงที่ท่านนั่ง ก็มีน้ำไหลพรูลงมาทันที คนที่นั่งใกล้ที่สุดคว้าเบาะรองนั่งสีแดงหลบแทบไม่ทัน พวกเราวิพากษ์วิจารณ์กันจนปากบิด ตื่นเต้น! หลวงปู่เล่น ฤทธิ์ให้ดูอีกแล้ว

วันหนึ่ง ขณะที่เราสองคนนั่งดูหลวงปู่ปั้นลูกอมในถ้ำ ฉันพาซื่อรับอาสาจะช่วยท่านปั้น เพราะเห็นว่าง่ายๆ เหมือนปั้นบัวลอย ท่านหัวเราะหึๆ "มึงน่ะรึ จะช่วยปั้นลูกอม"

สามีสะกิดแขน ฉันฉุกคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่ทำขนมนะ ท่านกำลัง ทำวัตถุมงคล สังเกตท่านจะนิ่งสงบขณะที่ใช้นิ้วมือคลึงลูกอมบนฝ่ามืออีกข้างหนึ่งช้าๆ ก่อนจะเรียงใส่ถาดให้เต็มแล้วนำไปผึ่งแดด แล้วฉันเป็นใครบังอาจคิดช่วยท่านทำของสูงอย่างนี้ ลืมไปขอโทษที

ตอนหนึ่งท่านเปรยว่า ที่วิทยาลัยครูมีช่างเขียนภาพระบายสีบ้างไหม สามีตอบว่า มีหลายคน แล้วย้อนถามว่าทำไมหรือ ท่าน นิ่งไม่ตอบทันที มือยังคงปั้นลูกอมอย่างบรรจง แล้วค่อยๆ วางบนถาด สายตาจับจ้องที่มือ นี่เป็นการใส่พลังขณะปั้นกระมัง

สักครู่ท่านตอบว่า "กูมีภาพพิมพ์ของท้าวจตุโลกบาล กำลังหาช่างเขียนลงบนผ้าแล้วระบายสี ใส่กรอบเสร็จจะเอาไปแขวนที่โบสถ์วัดอ้อน้อยไว้ให้คนดู เพราะภาพเหล่านี้ นับวันก็จะหาดูได้ยากขึ้นทุกที"

สามีรีบรับอาสา แต่พอได้ภาพมาแล้วก็ไถล เอาภาพไปซุกใต้หิ้งนางกวัก วันแล้วก็วันเล่า แทนที่จะรีบติดต่อช่าง จากวันนั้นเราก็มีเรื่องระหองระแหงไม่หยุดหย่อน ความจริงเราสองคนมักมีความเห็นไม่ค่อยลงรอยกันอยู่แล้ว แต่คราวนี้รู้สึกหนักข้อ เรื่องไม่เป็นเรื่องก็กลายเป็นเรื่อง พอดีพี่บุญล้อมมาชวนฉันไปค้างถ้ำ ฉันรับปากทันที เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ขึ้นรถอาจารย์ไป เป็นครั้งแรกที่ไปถ้ำกับคนอื่น และไม่มีสามีไปด้วย ถึงถ้ำหลวงปู่กำลังฉัน เพล เราสองคนตรงเข้าไปกราบ

ท่านทักทันทีว่า "อีนี่ทะเลาะกับผัวมา" ฉันสะดุ้งในใจ หลวงปู่ เล่นอภินิหารอีกแล้ว คนอื่นไม่รู้หรอก แม้แต่พี่บุญล้อม เพราะฉันไม่เล่าให้ฟัง ต่างนึกว่าท่านพูดเล่น อาจารย์เอ่ยปากขออนุญาตค้างที่ถ้ำ ท่านพยักหน้า

คืนนั้นฉันนอนห้องใต้ถุนศาลากับป้าภา ซึ่งมาจากกำแพงแสน ป้าเคยมากับคุณยายทองห่อ ครั้งที่เณรมาธุดงค์ พี่บุญล้อมใจกล้า มากนอนกางกลดในถ้ำ ตกดึกป้าภาไม่สบาย ตัวร้อนจัด ต้องไปเอาน้ำร้อนที่ครัวมาให้ อุตส่าห์เดินย่องเพื่อไม่ให้รบกวนหลวงปู่ ท่านก็ยังได้ยิน ถามว่าทำอะไร ตอบว่ามาเอาน้ำร้อนให้ป้า ตอนหมุน ตัวกลับ หัวดันไปชนกับแง่ไม้ใต้ถุนกุฏิ ร้องอูย! มือคลำป้อย หลวงปู่เอ็ดมีถึงสี่ตา (สวมแว่น) ยังเดินชนโน่นชนนี่ ซุ่มซ่าม!

ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เรียกฉันว่า "อีบอด" ใครมาอยู่ถ้ำมีสมญานามตามบุคลิก ฉันซึ่งเป็นคนซุ่มซ่าม เดินชนโน่นชนนี่ประจำ บางครั้งเดินผ่านหน้าศาลา ซึ่งมีคนนั่งสนทนากับหลวงปู่ ยังลื่นถลา ไปตามพื้นที่ขรุขระไม่เสมอกัน ก้นกระแทกจ้ำเบ้า เป็นที่ขบขันของผู้คน ส่วนสามี ท่านเรียกว่า "ไอ้หมู" "ไอ้อ้วน" ท่านไม่เคยสนใจ ถามไถ่ชื่อใครทั้งนั้น

วันรุ่งขึ้น พี่บุญล้อมลากลับ ฉันค้างต่อ ป้าภากลับนครปฐม ต้องนอนคนเดียว รู้สึกกลัว อิ๋ว (วิจิตรา ไชยสิงห์) แฟนพี่เดชก็แสนดี รับอาสานอนเป็นเพื่อน คืนนั้นดึกแล้วมีเสียงปืนดังมาจากข้างล่าง หลวงปู่รีบลุกจากกุฏิมาปลุกจ่าเวียง ซึ่งนอนอยู่บนศาลา ให้จ่าลงไปดูคนที่มายิงสัตว์ ฉันกับอิ๋วตื่นขึ้นมาคุยกันหนุงหนิงตามประสาผู้หญิง หลวงปู่ใช้ไม้เท้าตีประตูห้องน้ำซึ่งเป็นสังกะสีเสียงดังปัง เราสะดุ้ง ตกใจนึกว่าฟ้าถล่ม เพราะห้องนอนอยู่ติดกับห้องน้ำ เสียงจึงดังชัด

ท่านเทศนา "อีนี่! ช่างพูดจริงๆ มิน่าผัวมันถึงเอามาปล่อยถ้ำ" ใครบอกปล่อยถ้ำ ฉันหนีมาเองต่างหาก (อิ๋วบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ หลวงปู่ เป็นอีกมุมมองหนึ่ง อ่านได้ในเล่มนี้)

คืนต่อมาต้องนอนคนเดียว หลวงปู่ไม่ว่าอะไร เพราะมีทหารเอย ตำรวจพลร่มเอย นอนค้างหลายคน บ้างก็ค้างบนศาลา บ้างก็นอนในถ้ำ แต่ท่านจะพูดกระเซ้าเย้าแหย่เป็นเชิงเตือนสติตลอดเวลาเกี่ยวกับเรื่องระหองระแหงกับสามีว่า จะทำอะไรให้นึกเสมอว่าไม่ใช่มีกันแค่สองคน แต่นี่ลูกก็มี คิดถึงหัวอกลูกบ้าง อย่าสร้างปัญหาให้ลูกซึ่งไม่รู้อะไรด้วยเลย ก่อนจะรักกันชอบกัน แต่งงานกันทำไมไม่ดูให้ดี มาถึงป่านนี้จะโทษใครล่ะ เราเป็นคนเลือกทางเดินเองไม่ใช่หรือ ฯลฯ

ตลอดเวลาที่อยู่ถ้ำ ๕ วัน ต้องทำงานสารพัด งานครัวเอย งานต้อน
รับแขก งานขนดินขนหิน ถึงเหนื่อยแต่ก็สุขใจ ฉันไม่ใช่คน
ขยันนัก สุขภาพไม่ค่อยจะดี ทำงานหนักไม่ไหว เหนื่อยมาก
ก็เป็นลม จึงคอยหลบและอู้งานตลอดเวลา อาศัยทำตลกหากินไปวันๆ
หลวงปู่รู้ทันเรียกมาให้ทำโน่นทำนี่เสมอ บางครั้งก็ดุด่าแรงๆ ถ้าขี้เกียจ
มาก ดูๆ ไปเหมือนพระฤๅษีกับเจ้าลิงน้อยจอมทะเล้น

แรกๆ ฉันก็ไม่ค่อยถูกคอกับคุณปราณีนัก เพราะเธอเป็นผู้ดี
มีเงิน เธอจู้จี้พิถีพิถันมาก คงเกรงว่าคนหน้าตาท่าทางบ๊องๆ อย่าง
เราจะทำอะไรเสียหาย ฉันก็พยศแกล้งดื้อไปอย่างนั้นเอง นิสัยรักอิสระอยู่
แล้วเรา จี๋จ๋ากับใครไม่เป็น หลวงปู่เตือนสติฉันเสมอว่า อย่าทำให้
เสียสมดุลในชีวิต ติดข้องในอารมณ์ใดๆ เลย ฉันก็ดื้ออีก

ท่านบอกว่า "ระหว่างมิตรกับศัตรู ก็คือครูของเราทั้งนั้น"
ฉันรู้และซาบซึ้งว่าท่านกำลังสอนเรา แต่ภายนอกทำเป็นคอแข็งไปอย่างนั้น
เพื่อความสะใจ พออยู่ได้สัก ๒ วัน คุณปราณีก็เริ่มเข้าใจ
ในตัวฉันว่าไม่มีอะไรหรอก ท่าทางภายนอกดูแข็งๆ จริงๆ ฉันเป็น
คนใจอ่อน ติดตลก ทำครัวเป็นเหมือนเธอ และรักษา
ความสะอาด ความเป็นระเบียบไม่น้อยไปกว่าเธอ เราไม่ใช่เด็กแล้ว
หนำซ้ำยังเป็น ครูบาอาจารย์สอนศิษย์มาก็หลายรุ่น คงไม่เฟอะฟะหรอกนะ
ต่อมา เราเข้าใจกัน ถูกคอกัน เรื่องก็จบ

หลวงปู่ด่าว่า "อีนี่! ตอนแรกก็ทำท่ายังกะจะกัดกันให้ตาย
ตอนนี้คุยกันกระหนุงกระหนิง" กับคุณวันเพ็ญก็เหมือนกัน เธอเป็นคน
สวยเรียบร้อย ฉันเป็นคนโฉ่งฉ่าง เธอก็คอยระวังว่าฉันจะทำอะไร
เสียหาย อย่างเช่นฉันล้างจานมีเสียงดังกระทบกัน เธอจะปรามว่า
อย่าให้ดัง ฉันก็แกล้งทำให้ดังกว่าเก่า เธอพูดอ่อยๆ ว่า "ที่ฉันเตือนเธอนี่
ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันไม่อยากให้ถูกหลวงปู่เอ็ดรู้มั้ย ใครล้างจานดังๆ
จะถูกหลวงปู่ด่า" ฉันฟังแล้วก็เลยใจอ่อน ลดพยศ ลงไปนิดหนึ่ง

พอฉันแสดงฝีมือแกงเขียวหวานไก่ให้เธอเลี้ยงพระที่ถ้ำ เธอพอใจมาก ตั้งแต่นั้นมาเราก็เข้าใจกัน เพราะเรามีอัตตาสูง มีทิฐิมานะ เราจึงเกิดการแข่งดี สุดท้ายก็หมดดี สังคมไหนๆ ก็มีคนประเภทนี้ ถ้าเราลดตัวอัตตากับทิฐิลงได้ สังคมนั้นจะไม่มีปัญหา หลวงปู่จึงเน้นหนักหนาว่า ก่อนจะขึ้นถ้ำ ขอให้ถอดยศ ตำแหน่ง หัวโขน ไว้ที่ตีนบันได แล้วปีนตัวเปล่าๆ ขึ้นมา มาทำดีแต่ไม่ใช่อวดดี ทุกคนก็รู้แต่ไม่วายน็อตหลุดกันอยู่เสมอ

คุณสมจิตเจ้าของโรงแรมหัวหินพาเลซ เป็นเพื่อนกับครอบครัวคุณไก่ เอาอาหารอย่างดีประณีตมาถวายหลวงปู่เสมอ เธอมักจะสั่งฉันให้ช่วยอุ่นกับข้าวแล้วเก็บให้ดี เพราะพอจะรู้ว่าไว้ใจได้ เธอเรียกฉันเสียไพเราะเพราะพริ้งว่า "คุณบอด" ต่อมาเธอมาถ้ำน้อยลงเพราะมีปัญหาเจ็บเข่า อายุก็ ๕๐ กว่าแล้ว ต้องปีนบันได ๒๐๐ กว่าขั้น บางคนไม่ชอบเธอหาว่าท่าทางเจ้านาย เป็นธรรมดาของคนมั่งมีทรัพย์สินและบริวารเป็นสิบ ท่าทางย่อมองอาจฉะฉาน ถ้าเราไปอยู่ตรงนั้นคงเหมือนกัน สิ่งแวดล้อมหล่อหลอมบุคลิก-ภาพของคน ที่จริงเธอก็น่ารักดี ผิดด้วยหรือที่เธอเกิดมารวย แล้วเรามาเขม่นเขาก็ไม่ถูก จะกลายเป็นอิจฉาไปหรือเปล่า เมื่อมาอยู่ในสังคมชาวถ้ำ ทุกคนมีศักดิ์และสิทธิ์เสมอกัน ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายเท่ากัน แล้วจะมาโกรธขึ้งอะไร กัน เราก็คบกันไปตามมารยาท มีอะไรจะสงเคราะห์กันได้ก็สงเคราะห์กันไป อย่าไปหวังพึ่งพาอะไรเขาก็แล้วกัน จงพึ่งตัวเองให้ได้ นั่นเราจะสามารถเชิดหน้าหยิ่งทรนงเฉกเช่นหลวงปู่

มีพระหนุ่มซึ่งเป็นหลานของพี่สมชายมาอยู่ด้วย ชื่อ "หลวงพี่ สมเกียรติ" เป็นอันว่าตอนนี้ที่ถ้ำมีหลวงพี่สมเกียรติ กับหลวงพี่ทิฟฟี่ พี่สมชายเป็นตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร หัวหิน ฉายานักเทศน์นอก ธรรมาสน์ เทศน์เก่งจริงๆ พูดตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง! หลวงปู่เบะปาก "ไอ้พวกดีแต่พูด"

คุณพงศักดิ์ศิษย์รุ่นแรกๆ ประธานชมรมธรรมะอิสระกรุงเทพฯ มากราบนมัสการหลวงปู่พร้อมด้วยภรรยาคือ คุณรำไพ มาทำบุญ เนื่องในโอกาสครบรอบแต่งงาน (คงไม่น้อยกว่า ๒๕ ปี) คุณพงศักดิ์ อายุราวๆ ๖๐ ปีขึ้นไป หน้าตาดีเป็นชาวจีน ส่วนคุณรำไพหน้าตา สะสวยแบบนางเอกหนังจีน สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก เขามาแจ้งให้หลวงปู่ทราบอีกว่า ขณะนี้สำนักสงฆ์ธรรมอิสระได้รับอนุญาต จากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นวัดแล้ว ใช้ชื่อว่า "วัดอ้อน้อย"

วันนั้นคุณนพพร ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาฯ ของชมรมก็มาด้วย พร้อมกับคุณนงลักษณ์ซึ่งเป็นเลขาฯของคุณนพพรอีกที คุณนพพร มีอายุราว ๕๐ ปีขึ้นไป ร่างสูงใหญ่ สวมแว่นสายตา เสียงทุ้มลึก มีกิจการเกี่ยวกับอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต (ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ) เขาเคยไปทำบุญที่วัดอ้อน้อยครั้งแรกตามคำชักชวนของเพื่อนเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว เขามีสายตาแหลมคมประกอบกับไปมาหลายวัดแล้ว เรียกว่าท่องเที่ยวช่ำชองในยุทธจักรดงขมิ้นมามากต่อมาก จึงรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร รู้สึกสะดุดใจในปฏิปทาของหลวงปู่ เขาบอกกับตัวเองว่าหลวงปู่มิใช่พระธรรมดาอย่างที่เคยพบเห็น หลวงปู่ยังอยู่เหนือกว่าคนไม่ธรรมดาเสียอีก มันยากที่จะอธิบายถ่ายทอดภาพลักษณ์ของหลวงปู่ออกมาเป็นตัวอักษร

ชาติหนึ่งของท่านน่าจะเทียบได้กับพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าที่ยังไม่สำเร็จกิจในศาสนา แต่ขอมาโปรดสัตว์ผู้มืดบอดสักระยะหนึ่งก่อน

ท่านเป็นพระที่เชื่อมต่อระหว่างยุคสมัยของพุทธกาลกับสมัยโลกาภิวัตน์สหลวงปู่เป็นได้ทุกอย่างที่อยากจะเป็น ด้วยเหตุเช่นนี้ เขาจึงตัดสินใจยอมมอบกายถวายชีวิตให้กับหลวงปู่ นอกจากจะถวายเงินให้วัดเดือนละ ๕,๐๐๐ บาททุกเดือนดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ยังมอบโทรศัพท์พร้อมทั้งจ่ายค่าโทรศัพท์ให้วัดทุกเดือน และให้รถแวนพร้อมคนขับมารับใช้หลวงปู่ทุกครั้งที่หลวงปู่จะมีกิจธุระไปไหน ระยะหลังๆ เอารถมาทิ้งไว้ให้จ่าเวียงคอยขับรถรับใช้หลวงปู่