ทุกคนนั่งฟังกันตาแป๋ว ไม่มีใครทักท้วงหรือซักถาม หลายคนคิดว่าหลวงปู่คือ พระครูเทพโลกอุดรที่มีอายุหลายร้อยปี ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นจึงทำตาปริบๆ จนกว่าหลวงปู่จะสำแดงร่างให้ดูจึงจะยอมเชื่อ

พูดถึงพระตายแล้วไม่เน่า หลวงปู่หัวเราะเยาะว่า

"มันผอมมั้ง เลยแห้งไม่เน่า"

ตอนนั้นหลวงพ่อฉลวยวัดป่าวลัย (ทางไปป่าละอู) มรณภาพ ไปแล้ว ลูกศิษย์นำท่านนอนบนฟูก เอาใบชาโรย แล้วใช้มุ้งครอบ เปิดพัดลม เราเคยไปกราบก่อนพบหลวงปู่ รู้สึกว่าเริ่มมีกลิ่นนิดๆ

หลวงปู่ส่ายหน้า "ไอ้พวกลูกศิษย์ขายอาจารย์ อยากจะยกย่อง เชิดชูอาจารย์ตน แต่ทำไม่ถูกทาง เอาศพมาเป็นจุดขาย ทำทุเรศ"

พวกเราเซ้าซี้ถามเรื่องคนตายไม่เน่า

หลวงปู่รำคาญ ท่านจึงตอบว่า "กูไม่รู้ กูยังไม่เคยตาย รอให้กูตายก่อนแล้วค่อยบอกว่าทำไมถึงไม่เน่า... ถ้าวันใดกูบอกว่าไม่ไหวแล้วนั่นแหละ พวกมึงนับไปได้เลย ๓ วัน เตรียมทำศพกูได้"

ท่านสอนวิชาลม ๗ ฐานให้ตามสัญญาในเย็นวันหนึ่ง มีคนมาเรียนมากพอสมควร ก็พวกชาวถ้ำหน้าคุ้นๆ กันนั่นแหละ ท่านอธิบายว่าวิชานี้เป็นวิชาเก่าแก่ของคนยุคโบราณ เป็นวิชาว่าด้วยการหายใจ การบังคับลมหายใจให้ลึก และยาว นานและช้าๆ สัตว์ที่หายใจหอบถี่จะมีอายุสั้น เช่น กระต่าย นก ฯลฯ ส่วนสัตว์ ที่หายใจลึกยาวจะมีอายุยืน เช่น ช้าง เต่า ฯลฯ

โยคีอินเดียก็ใช้วิชานี้แหละ ทำให้สามารถฝังตัวเองในหลุมเป็นเวลานานนับปี แล้วไม่ตาย ฮินดูเรียกวิชานี้ว่า พันธาริณี หรือ กุณฑลินี (ไม่ทราบว่าสะกดถูกหรือเปล่า)

ในธิเบตเรียกว่า ลม ๗ ฐาน ผู้สำเร็จจะมีคุณวิเศษมากมาย เช่น มีพลังในตัว ใช้พลังรักษาโรคได้ ไม่มีเหงื่อ แบบหลวงปู่นั่นแหละ เวลาป่วยใช้วิธีซึมซับพลังจากธรรมชาติรอบตัวเข้าร่าง รู้วาระจิตของผู้อื่น ฯลฯ

หลวงปู่เคยถูกก้อนหินใหญ่ๆ กระแทกมืออย่างแรง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะท่านใช้วิชานี้ทำให้ฝ่ามืออ่อนตัว ไม่ขืนแรงของหินที่กระทบ ฟังไว้ประดับความรู้ก็พอ อย่าลอกเลียนแบบจะเป็นอันตราย เพราะนี่เป็นความสามารถเฉพาะตัว

สำหรับลูกหลานหลวงปู่จะสอนแค่ ๓ ฐานก็พอตัวแล้ว ท่านบอกเรียนจบ ๓ ฐานเท่านั้นไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว ฟังแล้วน้ำลายหกไปตามๆ กัน ถ้าจะเรียนครบ ๗ ฐานต้องถือเพศพรหมจรรย์ สรุปแล้วสำหรับพระธรรมเถระเท่านั้น

คนมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน ฯลฯ ไม่สมควรฝึก เป็นอันตราย

แกล้งถามหลวงปู่ว่า หลวงปู่ฝึกได้กี่ฐานแล้ว

ท่านค้อนทำตาถลึงตอบเสียงสะบัด "ไม่บอก เอาเป็นว่ากูสอน มึงได้ก็แล้วกัน"

ขั้นต้นท่านแนะนำให้พวกเราหัดหายใจลึกๆ เข้าลึกๆ ออก ลึกๆ ลึกถึงสะดือได้ยิ่งดี สมมติเคยหายใจได้นาทีละ ๒๓ ครั้ง ก็ให้ช้าๆ ลึกๆเหลือ ๒๐ ครั้ง นานๆ ไป เหลือ ๑๙, ๑๘, ๑๖ ครั้ง ทำไปเรื่อยๆ วันนี้หลวงปู่ให้การบ้านไปทำแค่นี้ อาทิตย์หน้าให้มารายงานผล พอถึงอาทิตย์หน้าหลวงปู่ทวงถาม ไม่มีใครกล้าให้สอบอารมณ์

ฉันสมัครเป็นคนแรก ไม่รู้หรอกว่าการสอบอารมณ์เขาทำกันอย่างไร คลานเข้าไปนั่งพับเพียบต่อหน้าหลวงปู่ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟา ข้างเสื่อน้ำมันในถ้ำ คนอื่นเงียบกริบนั่งฟังนิ่ง

หลวงปู่แกล้งทำตาปรือถามเสียงงัวเงียหวานจ๋อยว่า

"มาทำไมจ๊ะ? "

ฉันงง ไม่รู้จะพูดอะไร หันหน้าไปทางกองเชียร์ทุกคนก็เงียบ

หลวงปู่เอ็ดว่า "ก็มึงจะมาให้กูสอบอารมณ์ มึงก็บอกมาว่า ทำแล้วมันเกิดอะไรขึ้น"

ฉันถึงบางอ้อ รีบรายงานว่า "คืนแรกนอนทำลมหายใจ สักพักหนึ่งรู้สึกว่าร่างกายภายในเป็นโพรงเหมือนถ้ำ ตัวแข็งทื่อ ตกใจ ตื่น หลังจากนั้นทำไม่ได้อีก จะรู้สึกเหนื่อยหายใจไม่สะดวก ปวดหัวค่ะ"

หลวงปู่อธิบายว่า "อาการเช่นนั้นเรียกว่า ตกภวังค์ ดูๆ ไปคล้ายจะดี เพราะมันสงบนิ่ง แต่ที่จริงแล้วเป็นอันตรายต่อนักปฏิบัติ คนจะติดตรงนั้น ไม่ได้ประโยชน์อะไร การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า เราต้องพยายามดึงอารมณ์ตรงนี้ให้พ้นจุดนี้ไปให้ได้ โดยตบหน้า หรือ ทุบหัวตัวเอง"

ประโยคหลังหลวงปู่พูดตลกเรียกเสียงฮาก้องถ้ำ "ส่วนที่ว่าหายใจลึกๆ แล้วเหนื่อย เพราะมึงไปฝืนมัน ต้องค่อยเป็นค่อยไป หายใจแผ่วๆ ละเอียด อย่าหักโหม อย่าเกร็ง ไปทำใหม่นะจ๊ะ เข้าใจทำซะด้วย นอนทำ มีวิธีหากินแบบเก่าๆ"

หลวงปู่ถามว่าใครจะให้สอบอารมณ์อีก "ไว" ตำรวจพลร่มหนุ่ม ซึ่งมีความใกล้ชิดกับหลวงปู่มากคนหนึ่งรายงานว่า

"ผมลองทำดูแล้วปรากฏว่า หนึ่งนาทีผมหายใจเข้าออกครั้งเดียวครับ"

หลวงปู่ทำตาเหลือก อ้าปากหวอ "หา! นาทีละครั้ง มันน้อย ไปนะลูก ต้องกลั้นให้นานกว่านี้ ๕ นาทีสักครั้งเป็นยังไง เอามันให้ตายห่าไปเลย ไอ้ชิบหาย กูไม่ได้สอนให้มึงดำน้ำนะเว้ย"

เสียงหัวเราะดังครืนลั่นถ้ำ

หลวงปู่เอ็ดว่า ของอย่างนี้ต้องค่อยทำค่อยไป ไม่ใช่กลั้นลมหายใจ แต่ให้หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ

จากนั้นก็มีคนเข้ามาให้หลวงปู่สอบอารมณ์อีก ๒-๓ คน ผลออกมาไม่น่าพอใจ สรุปแล้วไม่มีใครสอบผ่าน ให้ไปทำใหม่ ยังไม่สอนขั้นต่อไปจนกว่าจะหายใจกันเป็น

เห็นไหมว่าไม่ง่าย ดูซิหายใจตั้งแต่เกิดจนแก่ป่านนี้ ยังได้ชื่อว่าหายใจไม่เป็น แล้วศิษย์บางคนยังไปคุยเป็นคุ้งเป็นแคว ราวกับฝึกลม ๗ ฐานสำเร็จอย่างนั้นแหละ หลวงปู่จะพูดเยาะๆ เสมอ ถ้าได้ยินใครพูดถึงลม ๗ ฐานว่า

"กูเคยสอนลม ๗ ฐานพวกมึงเหรอ นี่พวกมึงเรียนถึงฐานที่ ๗ แล้วเรอะ เก่งขนาดนั้นเชียวเหรอ? "

ที่ท่านให้หายใจเข้าออกลึกๆ นั้นเป็นการเตรียมความพร้อมเท่านั้น เรียกว่าขั้นอนุบาลนั่นเอง ฐานที่หนึ่งยังไม่ได้เริ่มเลย

ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ไม่สอนขั้นต่อไปอีก ท่านบอกว่าเวลาเดินผ่าน ยังได้ยินหายใจกันถี่ๆ ฟืดฟาดอย่างกับควาย

"สอนไอ้พวกนี้เหนื่อย กูชักเบื่อๆ ช่างแม่มัน ไม่สอนไม่เสินแล้ว ไม่ได้เรื่องสักคน"

คิดจะเรียนธรรมะกะหลวงปู่
พอลองดูยากเป็นบ้าหน้าเขียวอื๋อ
ของอย่างนี้ต้องบารมีเปี่ยมเยี่ยมฝึกปรือ
คำร่ำลือถือไม่เท่าเราทำจริง
คิดจะฝึกลมเจ็ดฐานกะท่านหรือ
เราต้องรื้อขยะเก่าที่เน่าทิ้ง
ล้างกายาให้สะอาดใสไม่ประวิง
จิตสงบนิ่งดิ่งสู่ประตูนิพพาน
ไม่ว่าลมกี่สิบฐานก็ผ่านหมด
กายหมดจดจิตศักดิ์สิทธิ์ติดขนาน
ปฏิบัติศาสนกิจพิชิตมาร
ลมเจ็ดฐานคงซานซบสยบเอย

เย็นวันหนึ่งขณะที่พวกเรานั่งล้อมวงหลวงปู่ที่ลานหน้าถ้ำ พี่จรรยากราบเรียนว่าเธอแต่งงานมา ๑๐ ปี ยังไม่มีลูก อยากได้ลูกสักคนไว้เป็นเพื่อนในยามแก่เฒ่า

หลวงปู่ทำหน้าเมื่อยๆ "ทำไมมึงอยากมีลูกวะ รู้มั้ย มันเป็นห่วงผูกคอ มีแต่เขาจะสลัดทิ้ง นี่มึงกลับไขว่คว้า อายุก็ปูนนี้แล้ว"

พี่จรรยายืนยันความคิดเดิม เพราะเธอมีสมบัติพอสมควร เกรงว่าตายไปจะไม่มีใครรับช่วง

หลวงปู่รับปากจะช่วยด้วยความเมตตาเมื่อเห็นเธอย้ำด้วยเจตนามั่นคงเช่นนั้น ท่านบอกว่าเข้าพรรษานี้ จะมีวิญญาณของผู้มีบุญมาเกิด ๒ ดวง ท่านให้พี่จรรยาเตรียมตัวเตรียมใจให้ดี แต่ไม่รับรองว่าจะสำเร็จ ต้องแล้วแต่บุญวาสนา

ตอนท่านประกาศว่ามีดวงวิญญาณผู้มีบุญ ๒ ดวงจะมาจุติ ท่านเงยหน้าขึ้นเบื้องบน ตอนนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้ ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เบิ้มซึ่งเป็นตำรวจพลร่มรุ่นใกล้เคียงกับไว นั่งอยู่ในบริเวณนั้น (เขาจะมาช่วยกิจการถ้ำสม่ำเสมอ พาลูกสาวตัวเล็กๆ ชื่อ น้องกิ๊ฟมาด้วย) ยกมือขึ้นท่วมหัวเตรียมน้อมรับ

หลวงปู่เอ็ดลั่นว่า "ไอ้เบิ้ม! ไม่ได้หมายถึงมึง ไอ้ห่า! มึงน่ะมีลูกตั้งโขยง ยังไม่พออีกเรอะ"

เสียงฮาแสดงความขบขันลั่นถ้ำไก่หล่น เบิ้มทำหน้าแห้งๆ อย่างไรก็ตามอีกหลายปีฉันมีโอกาสพูดคุยกับเขา เขาบอกว่าหลังจากนั้นไม่นานนัก ภรรยาเขาก็ตั้งครรภ์ คลอดลูกเป็นผู้ชาย ฟังๆ เขาพอใจ รู้สึกมั่นใจว่าลูกชายเขานี้แหละ ใช่เลย ก็ว่ากันไป

หลวงปู่มีวิธีสอนที่แยบยลเสมอ ท่านบอกว่าวิญญาณนี้จะมาจุติในท้องของแม่ที่มีคุณธรรม จิตใจดี ไม่กังวล ไม่เครียด ขอให้พี่จรรยายิ้มแย้มแจ่มใสมากๆ ตั้งแต่นั้นมา พี่จรรยาก็ยิ้มเก่งขึ้น จากเดิมเป็นคนยิ้มยาก เธอตั้งตารอ รอจนเป็นเวลาแรมปี

สุดท้ายเธอก็รู้ว่าหมดหวัง ต่อมาเธอเอาลูกของน้องชายหลวงปู่ชื่อ "ปื๊ด" มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งชื่อใหม่ว่า "เบิร์ด" ทุกคนอนุโมทนาสาธุด้วย เพราะเด็กอยู่วัดก็เป็นที่รองรับอารมณ์ของยายทองห่อบ้าง คนโน้นคนนี้บ้าง เพราะหลวงปู่ไม่เคยโอ๋ หรือให้อภิสิทธิ์ใดๆ แก่ญาติท่านอยู่แล้ว อยู่กับพี่จรรยาจึงได้อยู่ดีกินดี ใส่เสื้อผ้าสวยๆ นับว่าเป็นบุญของเขา

ตั้งแต่มีคณะกรรมการดำเนินงานเป็นกิจลักษณะ ก็เริ่มมีกลิ่นอายของการกระทบกระทั่งขึ้น เดิมทีต่างคนต่างทำ พอมาทำงานร่วมกันเริ่มไม่ลงรอย เพราะนิสัยของคนไทยแปลกอยู่อย่าง ไม่ชอบฟังความคิดเห็นของใครที่ต่างจากตัว เขม่นกันบ้าง ไม่ชอบที่ใครจะมาขัดแย้ง ใจไม่กว้างพอ ดูอย่างกีฬาเป็นต้น ถ้าเล่นคนเดียวชนะทุกที เช่นชกมวย แต่ถ้าเล่นเป็นทีม พังทุกครั้งไป เช่น ฟุตบอล หลวงปู่ปรารภว่า ท่านรู้สึกเบื่อ เบื่อหน้ามนุษย์เจ้าปัญหาทั้งหลาย

ท่านถามตัวเองเสมอว่าท่านทำไปเพื่ออะไร แล้วได้อะไร สุดท้ายก็ตอบได้ว่าเพื่อคนอื่น เพื่อโลก เพื่อจักวาล ได้ความอิ่มใจเป็นผลตอบแทน เท่านี้ก็น่าจะพอ ที่ท่านคิดสร้างกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นเครื่องมือในการฝึกหัดลูกหลาน นี่เป็นการสอนธรรมะนี่ฉีกแนวไปจากสำนักอื่นโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่นั่งหลับตาทำสมาธิ สาธยายมนต์เรื่อยไป สุดท้ายกิเลสท่วมตัว ท่วมหัว เหมือนเดิม การงานที่แหละดัดสันดานคนได้ดีนัก เป็นการฝึกกายให้ศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง ท่านไม่ได้หวังผลของงานเลยแม้แต่น้อย แต่เล็งหาวิธีอันเลิศต่างหาก แล้ววิธีอันเลิศนี่แหละ จะนำพาไปสู่ผลงานอันเลิศอย่างแน่นอน ท่านจะไม่ดีใจเลย ถ้างานออกมาสวยหรู แต่ลูกหลานกัดกัน

๒ วันต่อมา หลวงปู่เรียกพวกเรามาอบรมเข้มบนศาลา ดีอยู่พักเดียวก็ลงรอยเดิม เรื่องอย่างนี้ยาก ให้ชั่วชีวิตยังไม่เฉียด เพราะมันเป็นกิเลสขั้นละเอียด ทิฐิ มานะ ศักดิ์ศรี เป็นสิ่งค้ำคอ

มีหลวงตารูปหนึ่งมาจากอยุธยา บวชมา ๑ พรรษาได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่จากหนังสือเล่มหนึ่ง ขอมาอยู่กับหลวงปู่ ท่านก็เมตตาให้อยู่ด้วย

ตอนนี้คุณปราณีกลับมาอยู่ถ้ำอีกครั้งหนึ่ง เปี๊ยกลูกชายคนกลางมาอยู่รับใช้หลวงปู่เป็นครั้งคราว ที่ถ้ำมีเด็กจากหนองพลับไปบวชเณรแล้วลาสิกขาบทมาอยู่ด้วยชื่อ "ฉลาด" หลวงปู่เลี้ยงดูส่งเสีย ให้เรียน ต่อมาไปอยู่วัดจนโตเป็นหนุ่ม หลังจากบวชเณรทุกปีจะมีเด็กไม่กลับบ้านขออยู่วัดกับหลวงปู่ ซึ่งท่านส่งเสียเลี้ยงดูจนโตเป็นหนุ่มไปหลายรุ่นแล้ว แต่ละรุ่นนับสิบ

บ่ายวันหนึ่งมีสามเณรอายุราว ๑๗-๑๘ ปี รูปร่างผอมบาง หัวโต ตาโต คางแหลม หอบสัมภาระพะรุงพะรังขึ้นถ้ำมากราบหลวงปู่

หลวงปู่ตีหน้าขรึมถาม "มาหาใคร? "

"มาหาหลวงปู่ครับ" ทอดเสียงหวานนิ่มเชียว

"หาทำไม? "

"ผมได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่ รู้สึกสนใจใคร่จะฟังธรรมจากหลวงปู่ครับ"

"ใครบอกให้มาที่นี่? "

"เณรไปแวะที่วัดอ้อน้อย เขาบอกให้มาที่นี่ครับ" เสียงพูดของพ่อเณรน้อยติดจะหวานราวกับกระเทย หลวงปู่ซักถามประวัติได้ความว่า เณรเป็นคนภาคอีสาน เรียนเกี่ยวกับบัญชี แต่ไม่จบไปบวชเสียก่อน บวชอยู่ระยะหนึ่ง ขอลาสิกขาบทไปอยู่กับแม่ หลวงปู่ถามว่าสึกทำไม เณรตอบว่าเป็นห่วงแม่

หลวงปู่ปลงอนิจจังบอกเณรว่า เอาตัวเองให้รอดก่อนเถิด การจะทดแทนพระคุณแม่ในตอนนี้ก็คือ เรียนให้จบ อย่าทำให้แม่เป็นห่วง อย่างเช่นที่เณรเรียนไม่จบก็ทำให้แม่เป็นทุกข์พอแล้ว มันควรจะเป็นว่าแม่ต้องห่วงเณรมากกว่า ไม่ใช่เณรห่วงแม่

เณรเล่าต่อไปว่าบวชครั้งหลังอยู่มาหลายสำนัก เช่น อยู่กับหลวงพ่อชา พอท่านอาพาธ เณรไม่มีครูบาอาจารย์ วัดก็เริ่มไม่มีระเบียบ เณรปลีกตัวไปอยู่กับท่านพุทธทาสพักหนึ่ง ท่านอาพาธอีก เณรก็ออกมาเที่ยวเร่ร่อนหาครูบาอาจารย์ที่ถูกใจ เผอิญได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่จึงมุ่งมาที่นี่ หลวงปู่ทำหน้าทะแม่งๆ ชอบกล ท่านเหมือนจะรู้ว่า เณรรูปนี้ฟุ้งซ่านพอสมควร ตกลงหลวงปู่เมตตาอนุญาตให้อยู่ด้วย เณรฉันอาหารมังสวิรัติ ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร แม่ครัวจัดทำให้ได้

หลวงปู่พูดกับพวกเราว่า "คอยดูนะ กูจะเอามันให้เข้มไปเลย มองมันฟุ้งเอาการอยู่ หนอยกินมังสวิรัติเสียด้วย กินแล้วยังฟุ้งซ่าน อย่างนี้ป่วยการกิน ท่าทางสะอ๋องสะแอ๋งอย่างนี้ ต้องใช้ทำงานให้เข็ด ใครจะเป็นลูกศิษย์กูมันต้องทนได้ทุกสถานการณ์"

จริงอย่างที่หลวงปู่คาดไว้ไม่ผิด เณรอยู่ได้สองวันก็มาขอลาหลวงปู่ไปต่อ ขณะนั้นท่านนั่งอยู่ในศาลาพร้อมศิษย์หลายคน

หลวงปู่ทำตาเหลือกใส่ "หา! อะไร จะไปต่ออีกหรือ นี่ยังเร่ร่อนไม่พออีกหรือจ๊ะ"

เณรแก้ตัวว่า "ที่นี่ไม่สงบเงียบครับ เณรอยากจะหาที่เงียบๆ พิจารณาธรรมไปเรื่อย ๆ"

หลวงปู่เทศนากัณฑ์ใหญ่ใจความว่า "ไม่มีที่ไหนจะเหมาะกับตัวเราหรอก เพราะเราทำตัวไม่เหมาะกับทุกที่ เณรเข้าใจคำว่า สมาธิ แค่ไหน สมาธินั่งตัวแข็งทื่อหลับตาปี๋หรือ นั่นมันสมาธิหัวตอแล้วจ้ะ แล้วมันมีประโยชน์อะไรต่อโลกบ้าง ฉันคิดว่าสองสำนักที่เธอผ่านมาคงไม่สอนให้ทำอย่างนั้นหรอก สมาธิที่ถูกต้องหมายถึงความแข็งแกร่งของจิต พร้อมที่จะทำหน้าที่การงานที่สร้างสรรค์ ขนาดอยู่กับท่านชา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ทางภาคอีสาน และท่านพุทธทาส ปราชญ์แห่งภาคใต้ เธอยังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วเณรคิดดีแล้วหรือที่เที่ยวหอบสมบัติบ้าตะลอนๆ ไปวันๆ มันน่าทุเรศลูกนัยน์ตาแก่ผู้พบเห็น เป็นสมณะที่ไม่งาม จะบอกให้รู้ว่า ฉันไม่รับใครเป็นศิษย์ง่ายๆ หรอก ฉันหยิ่ง พูดเพราะๆ ก็ไม่เป็น ถามพวกนี้ดูซี แล้วนี่มารับเธอเป็นศิษย์น่ะ ดีเท่าไหร่แล้ว เธอจะมาฉีกหน้าฉันโดยการบอกลาดื้อๆ อย่างนี้น่ะเหรอ ไว้หน้ากันบ้างซีเว้ย" ท่านใช้ภาษาตีแรงๆ แทนไม้หน้าสามเพื่อกระตุ้นให้เณรได้คิด มิได้หมายความว่าท่านโกรธแต่อย่างใด แต่เณรก็คิดไม่ได้

"เฮอะ! ไม่ไหวๆ" ท่านส่ายหน้าแสดงความเอือมระอา "นี่ฉันสงสารหรอกนะจึงเตือน ฉันไม่ค่อยยุ่งกับใครหรอก รู้ไว้ด้วย ถ้าเตือนแล้วยังไม่ฟังก็จะเลิกเตือน"

เณรนั่งทำตาปริบๆ ฟังหลวงปู่เทศนา ตาโตราวกับไข่ห่านแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า เรากลับบ้านเสียก่อน จึงไม่รู้เรื่องต่อไป

มาอีกครั้งหลวงปู่บอกว่า "มันไปแล้ว" ท่านทำเสียงยานๆ ในลำคอ ฟังแล้วอดหัวเราะไม่ได้

เณรคงคุ้นเคยกับวัดที่เงียบมากๆ แล้วนั่งทำสมาธิกันเป็นแถว สังคมชาวถ้ำมีแต่งานหนักๆ ส่งเสียงเอะอะ เขาคงไม่เคยเห็น หารู้ไม่ว่าหลวงปู่กำลังให้ทุกคนล้างขยะออกจากกายให้สะอาด เพื่อเป็นภาชนะที่เหมาะสม พร้อมจะรองรับสิ่งดีๆ ที่เรียกว่า ธรรมะขั้นสูงๆ ต่อไป เรียกว่าทำกายให้ศักดิ์สิทธิ์ (การดำเนินชีวิตทุกย่างก้าว) จิตศักดิ์สิทธิ์จะตามมาเอง และนั่นเขาย่อมพบธรรมะอันศักดิ์ สิทธิ์แน่นอน

การสวดมนต์ทำสมาธิก็มิได้ห้าม แต่นั่นมักจะเป็นยามค่ำคืน หลังจากการงานเสร็จแล้ว การสาธยายมนต์ควรเป็นไปโดยสงบ แผ่วเบา ฟังคนเดียว ไม่ต้องแผดเสียงเผื่อแผ่ชาวบ้าน นั่งทำสมาธิ ก็เช่นกันเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ ไม่ใช่นั่งให้คนเห็นเพื่ออวด น่า เสียดายที่เณรมองไม่ออก และไม่มีใครจะบอกกันได้

ในที่สุดเณรก็จากไป เหมือนลิงได้แก้ว เหมือนไก่ได้พลอย ไม่รู้คุณค่า เขาพบครูบาอาจารย์ผู้ประเสริฐหลายท่านแล้ว สุดท้าย ไม่ได้อะไรเลย เขาค้นหาตัวเองไม่พบ คงจะต้องค้นหาต่อไปอีกนาน...นานเท่าไร ไม่มีใครบอกได้ ลาก่อน เณรน้อยเจ้าปัญหา (ไม่ใช่เจ้าปัญญาอย่างอิคคิวซัง)

คุณปราณีลงจากถ้ำไปแล้ว และไม่ได้มาอีกเลย ได้ข่าวว่าเธอสุขภาพไม่ค่อยดีนัก คุณไก่กับคุณวันเพ็ญพลอยหายหน้าไปด้วย เดี๋ยวนี้มีคนมาหาหลวงปู่มากขึ้น ใครๆ ก็อยากจะรับใช้หลวงปู่ทั้งนั้น หมดหน้าที่ที่พวกเขาจะเทียวขึ้นเทียวลง แบ่งบุญให้คนอื่นบ้าง อีก อย่างที่ถ้ำไม่สงบไม่สะอาดนักในสายตาของพวกเขา เพราะหลวงปู่ ไม่ กีดกั้นใครๆ อยู่แล้ว ผู้ใดปรารถนาจะขัดเกลาตัวเองก็เปิดโอกาสให้

หลวงปู่บอกว่า เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่อาจจะเปลี่ยนตัวเองได้

คนที่มาถ้ำมีหลายชนชั้น ฉะนั้นอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มองแล้วขัดหูขัดตา นี่แหละโลกใบน้อยของหลวงปู่ ซึ่งท้าทายให้ลองยิ่งนัก ใครอยู่อย่างไม่ขุ่นข้องหมองใจ ถือว่าสอบผ่าน ใคร อยากมาก็มา ใครไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา หลวงปู่ไม่ใส่ใจอยู่แล้ว

สิ่งหนึ่งที่รู้สึกแปลกใหม่ คือ หลวงปู่ได้เขียนบทโศลกขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แรกๆ ไม่สนใจนักเพราะไม่เข้าใจว่าคืออะไร แต่ต่อมาจึงได้รู้ว่า นั่นแหละ คือ ข้อธรรมที่ท่านรู้แจ้งแทงตลอด จนได้หลั่งไหลออกมาเป็นคำพูดไว้สั่งสอนผู้คน เป็นข้อความสั้นๆ สละสลวย ใช้ภาษาง่ายๆ แต่ให้ข้อคิด ท่านไม่นิยมใช้คำที่เรียกว่า ภาษาชาววัด เพราะผู้คนสมัยนี้ห่างศาสนาจนคล้ายจะต่อต้านด้วยซ้ำ ถ้าใช้ภาษาเดิมๆ เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฯลฯ คนจะยิ่งไม่เข้าใจ พาลเบื่อการศึกษาธรรมะ หลวงปู่หันมาใช้คำที่ค่อนข้างทันสมัย จนทุกคนซึมซับโดยไม่รู้ตัว เช่น

"รื้อขยะเก่าทิ้งไป ไม่เพิ่มขยะใหม่ ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส"

"ไม่โหดร้าย ไม่มือไว ไม่ใจเร็ว ไม่พูดปด ไม่หมดสติ"

ส่วนที่เป็นบทกวีไพเราะก็มีเช่น

"สรรพสิ่งเริ่มประปราย ดารารายเปลี่ยนวิถี

ทะเลลึกเนิ่นนานปี มาบัดนี้กลายเป็นสูง"

หรือชนิดที่อ่านแล้วต้องคิด...คิดแล้วยังไม่รู้เรื่องก็มี เช่น

"เมื่อไม่รู้จักตนเอง ทุกสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้น

เมื่อใดรู้จักตนเอง ทุกสรรพสิ่งย่อมไม่มี"

ฯลฯ

หลวงปู่ให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งเขียนบทวิจารณ์ เขาติดตามหลวงปู่ หลายปีแล้ว ตัวเล็ก สวมแว่น ชื่อ "เอด" (ชื่อเดียวกับลูกชายคนเล็กของเราเลย) มีน้องสาวติดตามไปด้วยเสมอ ชื่อ "แอน" สวมแว่นเช่นกัน หลวงปู่เรียกเด็กหนุ่มว่า "ไอ้แว่น" เขาเข้าใจบทโศลกของหลวงปู่ จึงเขียนคำวิจารณ์ได้ อย่างไรก็ตามจะมี "บทวิจารณ์นอกแบบ" ต่อท้ายเกือบทุกบท อันนั้นเป็นข้อคิดของหลวงปู่ซึ่งมอง ต่างมุมออกไป คุณนพพรอีกนั่นแหละ เป็นผู้รวบรวมจ้างโรงพิมพ์ จัดทำเป็นรูปเล่มออกค่าใช้จ่ายเสร็จสรรพ แต่ตอนหลังมีผู้ใจบุญร่วมสมทบด้วย หนังสือเล่มนี้คือ "ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของพุทธะ" โดย "เฒ่าไม้แห้ง" (นามปากกาของหลวงปู่) คำว่า เฒ่าไม้แห้ง น่าจะหมายถึงต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ซึ่งหลวงปู่ได้ให้บทวิจารณ์นอกแบบไว้ว่า

"ความหมายของต้นไม้ยืนต้นตาย คือ ความเหือดแห้งสนิท ของอารมณ์แห่งกาม ความยอมรับและปฏิเสธ เปรียบประดุจน้ำหล่อเลี้ยงต้นไม้นั้น"

ประโยคแรกๆ พอเข้าใจ พอประโยคถัดไปเริ่มไม่รู้เรื่อง ที่ว่า เฒ่าไม้แห้ง หมายถึงต้นไม้ที่ยืนต้นตายนั้นเป็นความคิดของฉันเองนะ อาจไม่ถูกก็ได้

พูดถึงหนังสือเล่มนี้แล้วขำสหลายปีต่อมา ชอบมีคนมาถามหาเพื่อจะได้ครอบครองไว้อ่าน โธ่เอ๋ย! ขนาดฉันซึ่งจัดว่าเป็นหนอน หนังสือและติดตามหลวงปู่มาหลายปี พออ่านทีไรต้องวางทุกที ปวดหัว ไม่รู้เรื่องจริงๆ และมีหลายคนที่เป็นอย่างนี้ อ่านเข้าใจยากมากกก.... คิดว่า ตราบใดเรายังทำกายให้ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ เราไม่มีวันจะเข้าถึงบทโศลกของหลวงปู่ได้เลย เพราะนั่นเป็นข้อความที่กลั่นกรองจากจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของครูผู้ใจอารี และสุดแสนประเสริฐท่านหนึ่ง จำได้ว่ากว่าจะพิมพ์ขึ้นมาเป็นรูปเล่ม ทั้งคุณนพพร และศิษย์ท่านอื่นที่มีส่วนร่วมในการออกรูปเล่ม ต้องขอคำปรึกษาจากหลวงปู่ตลอดเวลาที่ในถ้ำ ทุกครั้งฉันจะนั่งเงี่ยหูฟังเขาพูดคุยกัน ท่านมีความรู้เรื่องศิลปะมากทีเดียว

นอกจากศิษย์รุ่นเยาว์สองคนนี้แล้ว หลวงปู่ยังมีลูกศิษย์ เด็กๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน เพราะท่านบวชเณรทุกปี ปีละนับร้อย เด็กเหล่านี้เมื่อจากไปแล้ว ยังระลึกถึงหลวงปู่เสมอ ท่านรักและเอ็นดูเด็กๆ มาก ถือว่าเด็กคือผู้บริสุทธิ์ สามารถดัดได้ หลวงปู่ไม่ยึดติดพวกเขา แต่มีความเอื้ออาทรให้ มาก็ต้อนรับ กลับก็ไม่ครวญหา ท่านสอนให้พวกเขาแข็งแกร่ง ยืนหยัดอยู่ในโลกได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ท่านปรารภจะเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ให้ชื่อว่า "ตำนานลูกผู้ชาย"

เด็กหนุ่มๆ ที่มาคลุกคลีกับหลวงปู่ตอนอยู่ถ้ำได้แก่ "กบ" เรียก เขาว่า "หนูตี๋" เพราะชื่อตี๋ด้วย พอเรียกเขาว่าหนูตี๋ เขาจะหัวเราะ เป็นตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร หัวหิน จบวิชาพยาบาล ชื่อจริงคือ นายสมชาย อุเทศ ศิษย์หลวงปู่ชื่อ "กบ" หลายคน จนต้องมีสมญาตามหลังว่า "กบดำ" "กบขาว" เป็นต้น สำหรับหนูตี๋ หรือ กบ จะมารับใช้หลวงปู่ยาวนานพอสมควร มาแต่ละครั้งก็บีบนวดพัดวี ปากก็คุยหนุงหนิงๆ หลวงปู่ก็พยักหน้าหงึกหงักไปตามเรื่อง

ท่านวิจารณ์ว่า "ไอ้นี่ คิ้วมันเป็นสามเหลี่ยมหนา ดูลักษณะคิ้วแสดงว่าเป็นคนขี้เล่น" กบชอบเล่นกับเด็กมาก หลวงปู่จะแกล้ง ขัดคอเสมอว่า "เฮ้ยๆ! มึงน่ะอายุเท่าไหร่แล้วหา! เล่นยังกะเด็ก ไอ้ติงต๊อง! "

อีกคนคือ "เอก" ร่างสูงตรงข้ามกับหนูตี๋ ผมหยักศก ตาเอกข้างหนึ่ง ใจเสาะร้องไห้เก่ง เคยซบหน้าตักหลวงปู่ร้องไห้ เพราะ สมภารอาทิตย์ไม่ฉันอาหารที่เขาอุตส่าห์ซื้อมาให้

หลวงปู่วิจารณ์ว่า "ไอ้นี่มันฉลาดแบบโง่ๆ" ถามว่าเป็นยังไงไอ้ที่ว่าฉลาดโง่ๆ

ท่านอธิบายว่า "ก็ฉลาดรู้มาก แล้วคิดมาก แล้วก็มีอารมณ์อ่อนไหวไปกับความคิดนั้นๆ ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือจิตใจ"

จันทร์ที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ หลวงปู่จะไปกรุงเทพฯ

ฉันถามท่านว่าจะไปทำไม

ท่านตอบ "เรื่องของกู"

ถามใหม่ "กลับเมื่อไร"

ท่านตอบ "เรื่องของกู"

"ไม่ถามก็ได้" ท่านสวนทันควัน "เรื่องของมึง"

มองผิวเผินเหมือนการพูดเล่น คิดให้ลึกๆ ท่านกำลังสอนธรรมะเราว่า อย่ามัวใส่ใจสิ่งนอกตัว ให้สนใจเรื่องในกายของเราก็พอ

วันนั้น มีเด็กสาวสามคนมาจากกรุงเทพฯ นำพิมพ์เขียวเป็นแผนผังการจัดสวนหย่อมที่วัดอ้อน้อยมาให้หลวงปู่ดู ถ้าไม่ดีตรงไหนหลวงปู่จะได้แก้ไข ก็บอกแล้วว่าหลวงปู่ทำเป็นทุกเรื่อง ยกเว้น เรื่องเดียว คือ ทำลูก (ท่านพูดติดตลก) ท่านบอกสามีของฉันว่าขากลับให้ไปทางหัวหิน แวะบอกบุญชูให้มาหาหลวงปู่เดี๋ยวนี้ จะให้พูดคุยกับเด็กสาวสามคนเรื่องต้นไม้ที่จะนำไปปลูกในวัด เพราะบุญชูมีต้นไม้สวยๆ หลายต้น หลวงปู่ต้องการอุดหนุนเขานั่นเอง เราแวะบอกบุญชู แต่เขาไม่มีรถจะขึ้นถ้ำ เราจึงรับอาสาพาเขามาถ้ำอีก บุญชูบอกหลวงปู่ว่าไม่คิดเงิน ยินดียกให้วัดฟรีๆ แต่หลวงปู่ ไม่ยอม เพราะรู้ว่าเขามีภาระมาก จึงควรจะมีรายได้ในส่วนนี้บ้าง ตกบ่ายเด็กสาวสามคนรีบกลับกรุงเทพฯ (ไปขึ้นรถที่หัวหิน มีความพยายามจริงๆ ลูกศิษย์หลวงปู่เป็นอย่างนี้ทุกคน ต่อให้หลบลี้หนีหน้าไปอยู่สุดหล้าฟ้าเขียวก็จะตามให้พบ) ตอนเย็นหลวงปู่ให้คนขับรถชื่อใหญ่พาไปบ้านบุญชู เราตามไปด้วย

หลวงปู่จะดูต้นไม้บ้านบุญชู ไปถึงก็พลบค่ำแล้ว ต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นเฟื่องฟ้า ผกากรอง หลากสี ดัด ตัด แต่งอย่างสวยงาม แต่หลวงปู่ไม่วายติตรงโน้นตรงนี้ ท่านลงมือตัดแต่งเองอย่างคล่องแคล่ว สุดท้ายดูสวยงาม ฉันถามว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไร

ท่านตอบว่า "ไม่มีหลักอะไรหรอก มึงก็ดูซิ ว่าควรจะเลี้ยงกิ่งไหน ตัดกิ่งไหน นี่อะไรกัน เสียดายไปหมด ไม่กล้าตัดทิ้ง เลี้ยงทุกกิ่ง เลยกลายเป็นลาวไป"

นอกจากนั้นท่านยังอธิบายว่า การเลี้ยงกิ่งจะก่อให้เกิดรูปทรงแตกต่างกันไป มีชื่อกำกับให้เสร็จ ฉันจำไม่ได้ รู้อย่างเดียวว่าหลวงปู่มีความแตกฉานเรื่องต้นไม้มาก รู้อะไรรู้จริง มืดมากแล้วท่านกลับถ้ำ เรากลับบ้าน

รุ่งขึ้นท่านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ สองสามวันต่อมาพูดโทรศัพท์ กับคุณวันเพ็ญ จึงได้ทราบว่าท่านไปธิเบตแล้ว เราใจหายวาบ เพราะท่านเคยบอกว่าไปธิเบตแล้วจะไม่กลับเมืองไทยอีก ทุกคนหน้าแห้งไปหมด นึกถึงสภาพของถ้ำเวลาไม่มีหลวงปู่ มันสุดแสนจะเงียบเหงาวังเวง ฟังแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดเสียงร้องเซ็งแซ่ ระคนกับเสียงนกกู่ร้องก้องไพรพฤกษ์

ต่อไปนี้เราคงไม่ได้เห็นหน้าหลวงปู่อีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างคงเหลือไว้แต่ความทรงจำ สามีถึงกับเอารูปของท่านมาตั้งเฉพาะที่ บูชาด้วยดอกมะลิที่ท่านชอบ (เห็นใครๆ ชอบนำพวงมาลัยมะลิถวายท่าน ท่านจะนำไปบูชาพระในถ้ำ เวลาทำวัตถุมงคลหรือยารักษาโรค ท่านจะนำมะลิตากแห้งผสมด้วยเสมอ)