นอกจากคุณพงศักดิ์กับคุณนพพรแล้ว อีกท่านหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้คือ คุณชวลิต บุญนุช ทำงานบริษัทไม้อัดไทย เขาเป็นคนละเอียด ช่างสังเกต ไปมาหลายวัดเช่นกันยังไม่เคยประทับใจพระรูปใดเท่าหลวงปู่ เขาตระหนักแก่ใจว่า เขาพบแล้ว

ที่เอ่ยมาทั้งหมดสามท่านล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์เอกรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่สเป็นกำลังและแขนขาอันสำคัญยิ่งของหลวงปู่ ทั้งสามจะมากราบนมัสการหลวงปู่พร้อมกันเสมอ

หลวงปู่จะแนะนำพวกเราชาวถ้ำศิษย์น้องให้รู้จักศิษย์พี่ คารวะ ทักทายกันตามระเบียบ

ขณะนี้ย่างเข้าฤดูฝน ฉะนั้นที่ถ้ำจึงมียุงชุม กัดเจ็บขึ้นตุ่มแดงทันที หลวงปู่คิดทำยากันยุงไว้ใช้ จึงลงมือในบ่ายวันหนึ่ง วันนั้นไม่มีคนภายนอกมาหา (ท่านเคยทำไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อตอนพระเณรมาธุดงค์) มีฉัน คุณปราณี หก-ลูกชายของพี่เฉลิมชัย หลวงพี่ทิฟฟี่ ส่วนผสมของยามีน้ำมันมะพร้าว ดอกไม้ที่บูชาพระจนเ**่ยวแล้วตากแห้งบดละเอียด ว่านหางจระเข้สับละเอียด ฯลฯ แต่งกลิ่นด้วยยูคาลิปตัส ฉัน คุณปราณี และหก ช่วยกันสับว่านหางจระเข้ หลวงพี่ทิฟฟี่ก่อไฟหน้าถ้ำ ใช้ปี๊บหุง หลวงปู่คอยใส่ส่วนผสม เคี่ยวจนได้ที่ เก็บไว้หน้ากุฏิหลวงปู่ ใครอยากใช้ก็ได้ เชิญไปหยิบเอา

บ่ายวันหนึ่งหลวงปู่ใช้น้ำมันชโลมตัวจนทั่ว ปากก็พูดว่า "กูหล่อแล้ว ไปละ"

หกอดขำท่าทางของหลวงปู่ไม่ได้ ท่านผลุบหายเข้าป่าไปสักครู่ โผล่หน้ามาที่ครัวอีก แล้วพูดว่า

"เมื่อกี้ ยุงกัดกูตัวหนึ่ง แต่มันกัดน้อยลงกว่าทุกที กูต้องเพิ่มตัวยาเข้าไปอีก"

ถามท่านว่าไปเอาสูตรมาจากไหน

ท่านตอบว่า "กูคิดเอง ทำส่งๆ ไปอย่างนั้นแหละ" ท่านพูดถ่อมตัวอีกแล้ว ใครมาที่ถ้ำต้องทายาของท่าน ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร ไม่มีอันตรายใดๆ ด้วย

พออยู่ครบ ๕ วัน เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายเหมือนอยู่ ๕ เดือน เพราะหลวงปู่มีกิจกรรมมากมายในแต่ละวัน ฉันขออนุญาตกลับบ้าน ความจริงก่อนหน้านั้น สามีพาลูกชาย (โป้ง) มาหา แต่ฉันไม่กลับ เล่นตัว

หลวงปู่พูดติดตลกว่า "มึงสองคนรู้จักกูไม่นาน แล้วมึงก็โกรธ กับผัว มาหากู เดี๋ยวผัวมึงจะเข้าใจผิดนะ"

แต่ท่านก็ไม่เคยเอ่ยปากไล่ เพราะที่ถ้ำจะมีผู้คนมาค้างไม่ขาดสาย โดยมีทหารตำรวจยืนพื้น นอกนั้นเป็นชาวบ้านชาวหัวหิน หนองพลับ ก่อนกลับท่านให้โอวาทด้วยความเมตตา ดุจพ่อให้โอวาทลูกคนหนึ่ง ใจความว่า

ขอให้ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีต่อสามี เป็นแม่ที่ดีของลูก หนักแน่น อดทน เยือกเย็นดุจน้ำที่มีพลัง แต่มันเข้าถึงทุกที่ และอวยพรให้โชคดี ฉันก้มลงกราบด้วยความซาบซึ้ง ปลื้มปีติที่ท่านเมตตาด้วยดีตลอดมา ลาที แต่ไม่ใช่ลาก่อน คงต้องมาอีก

กลับถึงบ้านก็พูดคุยกับสามีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แรกๆ เขาทำเฉยเมย พูดอะไรงึมงำฟังไม่รู้เรื่อง ฉันเดินหนี ไม่เถียง เฉยอย่างเดียว มีหน้าที่ก็ทำไป เขาเห็นฉันเฉยเย็นชา สุดท้ายก็ยอมอ่อนข้อ ไม่หาเรื่องอีก จำไว้นะคุณภรรยาทั้งหลาย เราจงเฉยอย่างเดียว ปล่อยให้เขาบ้าไปคนเดียว บ้าไปได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็หมดแรง

วันที่ ๒ พฤษภาคม เป็นวันที่พระเณรจะลาสิกขาบท แต่ไม่หมดทุกรูป เป็นอย่างนี้ทุกปี ปีนี้อยู่ต่อประมาณ ๒๐ รูป ลูกชาย (เปี๊ยก) กับเณรต๋องเด็กข้างบ้านขออยู่ต่อ ค่อยลาสิกขาวันที่ ๑๐ ชาวคณะถ้ำไก่หล่นไปร่วมพิธีหลายคน บางคนไปรับลูกกลับ หลวงปู่ให้พระทิฟฟี่ไปงานครั้งนี้ด้วย ท่านต้องการให้หลวงพี่ทำความรู้จักคุ้นเคยกับพระที่วัด

หลวงปู่ตีหน้าตายเวลาพูดกับหลวงพี่ว่า "ผมจะแนะนำให้คุณรู้จักกับอาจารย์ของผม"

หลวงพี่ขมวดคิ้ว แปลกใจที่หลวงปู่มีอาจารย์ ลูกศิษย์ยังเก่งขนาดนี้ อาจารย์จะขนาดไหน "ใครครับอาจารย์หลวงปู่"

ท่านตอบหน้าตาเฉย "อาจารย์คเชนทร์ครับ"

เท่านั้นแหละฉันระเบิดเสียงหัวเราะก้องถ้ำจนหลวงปู่ซึ่งปั้นหน้าให้เฉยที่สุด ต้องหัวเราะตาม หลวงพี่ยิ่งขมวดคิ้วหนักเข้าไปอีก ไม่เข้าใจว่าเราขำอะไรกันหนักหนา

อาจารย์คเชนทร์ คือ "ไอ้คเชนทร์" ของใครๆ แห่งวัดอ้อน้อย เด็กวัดจอมเป๋อ ลูกชายยายพูแม่ครัววัด คนลพบุรี รูปร่างผอม เพรียวเรียวชลูดคล้ายยีราฟ ผิวดำ ฟันเหยินคับปาก พูดติดอ่าง เคยสร้างวีรกรรมต๊องๆ หลายอย่างเช่น เปิดตู้เย็นของวัดแล้วประตูตู้หลุดติดมือมา ฯลฯ

จ่าเวียงเป็นคนขับรถพาหลวงพี่ทิฟฟี่ไป พอถึงวัดฉันแนะนำให้หลวงพี่รู้จักกับอาจารย์คเชนทร์ของหลวงปู่ทันที หลวงพี่ทำหน้าชอบกล คงรู้แล้วว่าฉันขำอะไร ฉันแกล้งพูดยกยอคเชนทร์ บอกเขาว่าหลวงปู่ให้ดูแลหลวงพี่ด้วย เท่านั้นแหละ คเชนทร์ประกบหลวงพี่แจทีเดียว หาน้ำมาให้ดื่ม เวลาพูดก็นั่งพับเพียบพนมมือแต้ เสียงติดอ่างตะกุกตะกักในลำคอ วางมาดเป็นมัคคุเทศก์ได้ดีเกินคาด ฉันกลั้นหัวเราะจนเจ็บท้อง

รุ่งขึ้นมีพิธีพระเณรลาสิกขาบท เจ้าคณะจังหวัดติดธุระ จึงให้เจ้าคณะอำเภอฯ เป็นประธานแทน ทางวัดแจกยันต์สวัสดิกะกับเงิน ๒๐๐ บาท พระเณรที่เพิ่งสึกกับที่ยังอยู่ร้องไห้อาลัยอาวรณ์ กันยกใหญ่ ราวกับทำพิธีกงเต็ก เป็นอย่างนี้ทุกปี

วันที่ ๔ พฤษภาคม คณะพระเณรที่เหลือรวมทั้งแม่ครัววัดอ้อน้อย เช่ารถบัสมาทัศนาจรเพชรบุรี แวะเที่ยวถ้ำเขาย้อย เขาบันไดอิฐ วังบ้านปืน หาดเจ้าสำราญ สุดท้ายแวะที่ถ้ำไก่หล่น กราบนมัสการหลวงปู่แล้วกลับวัด

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ลาสิกขาบทเกือบหมด เหลือเณร ๒-๓ รูป เข้าใจว่าคงจะอยู่กับวัดแล้วเรียนหนังสือแถวนั้น เพราะมีปัญหาครอบครัวยากจนซึ่งจะมีอย่างนี้ทุกปี หลวงปู่รับอุปการะไว้หลายคนแล้ว แม้ท่านจะไม่ได้อยู่ในวัด

ฉันเร่งให้สามีหาช่างมาเขียนภาพท้าวจตุโลกบาล คนแรกที่เราไปหาเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยครู เขาไม่มีเวลาเพราะขี้เกียจ แถม ติดเกมกีฬาบัตร ไปหาอาจารย์สอนศิลปะโรงเรียนประถม เขาก็แนะนำให้ไปหาช่างเขียนภาพลายไทย ที่อยู่วัดบันไดอิฐของหลวงพ่อแดง ซึ่งเราไม่รู้จัก และมีคนบอกว่าช่างพวกนี้จะติดคิวยาว เราจึงไปหาช่างที่หน้าวัดคงคารามชื่อประสม ใครๆ เรียกช่างสม เราเรียกลุงสม ลุงสมเป็นชายชราวัย ๗๐ ร่างเล็กผอม หน้าตาเหมือนภาพเขียนตัวพระ (อยู่กับภาพไทยๆ หน้าเลยไปทำนองนั้น) พอฉันส่งภาพให้ดู ลุงสะดุ้งราวกับถูกเข็มแทง รีบม้วนภาพคืน พูดหน้าตาตื่นสำเนียงคนเพชรว่า

"หนูไปเอาภาพนี้มาจากไหน"

"จากพระค่ะ"

"พระวัดไหน"

"ไม่มีวัดค่ะ"

"พระที่มีภาพอย่างนี้ต้องมีดีนะหนู นี่ไม่ใช่ภาพเขียนเล่นๆ เป็นภาพของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ เป็นราชาของเทวดาเลยเชียวแหละ จะเขียนส่งๆ ไม่ได้ หนูเที่ยวถือห้อยๆ อย่างนี้ไม่ถูกหรอกจ้ะ"

ฉันสะดุ้งรีบยกภาพถือเสมออก

ลุงร่ายต่อไปว่า "บ้านของลุงเป็นสองชั้น จะเอาภาพท่านมาเขียนชั้นล่างก็ไม่สมควร ภาพอย่างนี้ต้องเขียนในโบสถ์ ให้พระเขียนแหละดี ก่อนเขียนต้องทำพิธีบวงสรวง ลุงคงไม่ทำหรอก ดีไม่ดีเข้าตัว"

ฟังลุงสมบรรยายเสียยืดยาว จึงรู้ว่าภาพนี้เป็นภาพสำคัญ แสดงว่าที่แล้วมาทำผิดพลาดหมด มิน่าล่ะ ครอบครัวถึงไม่มีความ สุข เกิดปัญหาอลวนอลเวงไปหมด เอาท่านไปวางใต้หิ้งนางกวัก ซึ่งมีชั้นต่ำกว่า ขนาดเรามิได้มีเจตนาจะลบหลู่ท่านเลย ยังถูกสั่งสอน เบาะๆ ฉันต้องไปตกระกำลำบากอยู่ที่ถ้ำทำงานรับใช้หลวงปู่ตั้ง ๕ วัน เพื่อไถ่โทษ สามีกับลูกก็ต้องถูกทอดทิ้งให้ลำบากที่บ้าน เพราะไม่มีแม่บ้าน

ลุงสมอธิบายอีกว่า นี่เป็นภาพศิลปะฮินดู คงหาช่างเขียนยาก เพราะการให้สีไม่เหมือนกับศิลปะไทย แกแนะนำให้ไปหาพระที่วัดมหาธาตุ เราก็ไปแต่พระรูปนั้นไม่อยู่ เราจึงกลับบ้าน เปี๊ยกลูกชาย ซึ่งเพิ่งสึกมารับอาสาเอาไปให้อาจารย์ที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์วาด นึกว่าเรื่องจะจบแค่นั้น ที่ไหนได้อาจารย์ท่านนั้นไม่ได้วาดเลย เพราะ ตั้งแต่รับรูปไป แกก็ล้มป่วยลง ติดตามด้วยพ่อและภรรยา ก็แกเอาภาพไปซุกที่พื้นมุมบ้าน ช่างสมัยใหม่ไม่คิดอะไร ฉันไม่บอกอะไรทั้งนั้นกลัวเขาตกใจ เขาโอนภาพไปให้อาจารย์โรงเรียนเดียวกัน ซึ่งวาดภาพเก่งเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้วาดอีกนั่นแหละ แกดื่มแต่สุราจนล้มป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาล อยู่ได้ไม่ถึงปีก็เสียชีวิต (สำหรับรายนี้ เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังอยู่แล้ว) ผลสุดท้ายเราจนปัญญา จึงเรียนหลวงปู่ว่าหาช่างไม่ได้ เล่าเรื่องให้ท่านฟังทั้งหมด ท่านเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จึงมีอรรถาธิบายว่า

"ท้าวจตุโลกบาลเป็นราชาแห่งเทวดาขั้นมหาราชทีเดียวเชียวแหละ ทำหน้าที่รักษาทิศทั้ง ๔ มีท้าวเวสสุวรรณประจำทิศเหนือ ท้าววิรูปักษ์ประจำทิศตะวันตก ท้าวธตรฐประจำทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหกประจำทิศใต้ เพียงแต่รูปก๊อปปี้ที่มึงเอาไปก็ยังใช้บูชาได้เลย ภูติผีปีศาจกลัวกันนัก" (แล้วก็ไม่บอก โธ่!)

หลวงปู่จัดการแต่งตั้งคณะกรรมการชมรมธรรมะอิสระถ้ำแก้ว มังกร (ถ้ำไก่หล่นนั่นเอง ท่านเคยชี้ให้พวกเราดูลักษณะภูเขาที่ถ้ำตั้งอยู่ว่าคล้ายมังกรคาบแก้ว เป็นลักษณะของชัยภูมิที่ดี) พี่ประยูรเป็นประธาน พี่จรรยาเป็นเลขาฯ พี่เดชเป็นรองประธานฝ่ายก่อสร้าง พี่เดิมเป็นรองประธานฝ่ายสวัสดิการ ผู้พันกิตติศักดิ์เป็นรองประธาน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณสมจิตกับคุณไก่เป็นรองประธานฝ่ายจัดหาทุน คุณวันเพ็ญ คุณปราณี เป็นเหรัญญิก ฯลฯ นอกนั้นเป็นกรรมการ หลวงปู่บอกว่าเมื่อเสร็จงานแล้ว สำหรับประธานจะให้ถือครองสร้อยหินรัตนะ ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธาน

สร้อยหินรัตนะมีดาวสุริยะตราประจำตัวหลวงปู่ห้อยอยู่ ผู้ที่ได้ครอบครองจะต้องมีภูมิธรรมสูงมาก เป็นสัญลักษณ์ติดตามหลวงปู่มาช้านาน ฟังแล้วตาโต น้ำลายยืด ใครๆ ก็อยากได้สัมผัส สุดท้ายไม่มีใครได้ครอบครองสักคน เพราะสอบไม่ผ่าน กรรมการ ท่านอื่นๆ จะได้พระเครื่องซึ่งหลวงปู่จะขุดจากในถ้ำมาแจกให้ อีกแหละไม่มีใครได้ สอบพฤติกรรมไม่ผ่าน แต่หลวงปู่ก็แจกพระเครื่องของท่านแทน ตอนนั้นต่างลงชื่อสมัครกันยกใหญ่ แต่พอทำงานจริงๆ มีไม่เกิน ๒๐ คน

วัดอ้อน้อยจะมีงานบวชชีพราหมณ์วันที่ ๑-๙ มิถุนายน ทอดผ้าป่าวันที่ ๔ มิถุนายน หลวงปู่แนะนำให้คณะกรรมการชมรมฯ ยืมเงินจากทางวัดสัก ๕๐,๐๐๐ บาทมาทำบันไดทางขึ้นใหม่ ซึ่งได้พูดถึงก่อนหน้านี้แล้ว (สร้าง ๑๙ มิ.ย. เสร็จ ๗ ก.ค.)

ฉันป่วยเป็นไข้ไทฟอยด์ ติดเชื้อจากตัวไรในถ้ำ อาการค่อนข้างย่ำแย่ เข้าออกโรงพยาบาลสองครั้ง ซึ่งเรื่องป่วยนี้ไม่มีใครรู้ เพราะต่างคนต่างอยู่กันไกลๆ ไม่ค่อยได้ติดต่อสื่อสารกัน นอกจาก จะไปพบหน้าที่ถ้ำเท่านั้น พอเราไปถึงถ้ำทุกคนทักทายว่าหายหน้าไปไหนตั้งนานสองนาน

หลวงปู่ซึ่งกำลังนั่งยองๆ ทำงานที่โขดหินหน้าถ้ำพยักพเยิดว่า "อีนี่มันเป็นไทฟอยด์ กูว่าจะช่วยรักษามันอยู่ นึกๆ อีกทีให้เป็นหน้าที่ของหมอเขาเถอะ เก็บพลังไว้ใช้ในเรื่องที่จำเป็นดีกว่า"

ไม่แปลกใจเลยที่ท่านรู้เรื่องอะไรๆ ของเรา มันง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ ถ้าหลวงปู่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับลูกหลาน ความที่เพิ่งสร่างไข้ พอมาปีนเขา นั่งให้ลมโชยบนศาลาประชาร่วมใจ พักเดียวก็อาเจียน ทุกคนให้ความช่วยเหลือเอื้ออาทรดี หลวงปู่บอกว่าไปนอนกลางถ้ำให้ตรงกับปล่องที่มีแสงอาทิตย์ลอดลงมารำไร จะดีขึ้น ตรงนั้นมีพลังไอสุริยัน (กลางวัน) จันทรา (กลางคืน) ฟังแล้วราวกับหนังจีนกำลังภายใน ฉันก็ไปนอน หลับยาว ตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่น ปกติหลวงปู่ไม่สนับสนุนให้ใครนอนกลางวัน ใครแอบนอนจะถูกด่า ค่อนขอด บางครั้งท่านแกล้งเอาฝาโอ่งสังกะสีโยนใส่ข้างๆ ดังโช้งเช้ง! ปลุกคนที่กำลังหลับให้ตกใจตื่นได้ดีนักแล

เราไปร่วมงานที่วัดอ้อน้อย (๑-๙ มิถุนายน บวชชีพราหมณ์) ฉันแอบไปนอนที่ศาลาจตุรมุข (โบสถ์ซึ่งกำลังก่อสร้าง) บริเวณกลาง โบสถ์ (ที่ฝังลูกนิมิตลูกเอก) จะมีพลังเจ็ดดาวเหนือ เพื่อรักษาอาการของไข้ไทฟอยด์ (ถึงจะออกจากโรงพยาบาล แต่ยังอ่อนเพลีย มาก) หลังจากได้รับพลังไอสุริยันจันทรามาจากถ้ำแล้ว ถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง ก็ดีนะ ได้นอนมากๆ หลังจากฟื้นไข้เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ประกอบกับบริเวณที่นอน ๒ แห่งนี้ มีอากาศปลอดโปร่ง ฉันไม่ค่อย จะเชื่ออะไรอยู่แล้ว เป็นคนที่ไม่มีสัมผัสที่หก จึงบอกอะไรมากกว่านี้ไม่ได้

งานบวชชีพราหมณ์ครั้งนี้ ทางวัดจัดอาหารมังสวิรัติเลี้ยงพวกชีพราหมณ์โดยเฉพาะ เพื่อความสบายใจของพวกเขา ส่วนคนทั่วไปยังรับประทานอาหารตามปกติ หลวงปู่ไม่ถือกฎอะไรตายตัวอยู่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องยืดหยุ่นได้ ตอนนี้ถึงวัดจะมีงาน หลวงปู่ก็ไม่เคยกลับเข้าวัด ท่านถือสัจจะ มีอะไรจะสั่งฝากคณะกรรมการให้มาประสานงานกันเอง

ฉันถือโอกาสช่วงงานบวชชีพราหมณ์ ทำซาละเปาเลี้ยงผู้คน ไม่ทราบเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน พอทำเสร็จก็หมดแรง ตกตอนเย็นบอกสามีให้พากลับบ้าน เพราะไม่ค่อยสบาย เกรงจะเป็นภาระแก่คนอื่น อายเขา เขาก็พากลับ แต่แทนที่จะเข้าบ้าน ดันวิ่งเลยไปถ้ำหน้าตาเฉย เพราะคืนวันที่ ๔ มิถุนายน เป็นวันวิสาขบูชา เราพร้อมใจกันไปเวียนเทียนที่ถ้ำกับหลวงปู่ ถึงถ้ำ มืดมากแล้ว ร่วม ๓ ทุ่ม หลวงปู่คอยอยู่เหมือนท่านจะรู้ว่าพวกเรามา เราเป็นคู่สุดท้าย ที่ไปถึงถ้ำ ไม่ทราบว่าเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาปีนถ้ำ แรงศรัทธากระมัง ทั้งๆ ที่เพิ่งพบหลวงปู่ไม่นาน แต่ก็เคารพศรัทธา และรู้สึกคุ้นเคยเหมือนรู้จักมานาน จะเห็นว่าแรงศรัทธามีพลังมาก สามารถ ผลักดันให้ทำการใดๆ ได้สำเร็จ แต่ระวังนะจะต้องประกอบด้วยปัญญา มิฉะนั้นจะพาเราหลงทาง โง่งมงาย หลวงปู่สอนว่าอย่างนั้น

พิธีเวียนเทียนเริ่มขึ้นภายในถ้ำ ท่ามกลางแสงเทียนที่ต่างแสงไฟ และท่ามกลางแสงจันทร์ที่ฉายนวลลอยอยู่เหนือปล่องเพดาน หลวงปู่เล่าประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชา สิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับองค์มหาบุรุษศาสดาเอกของโลก บันดาลให้พระองค์ท่านมีวันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานตรงกัน เสียงหลวงปู่ก้องหูท่ามกลาง ความเงียบสงัดในถ้ำกลางป่า ไพเราะทั้งน้ำเสียงและได้อรรถรส ตั้งแต่ต้นจนจบ สะกดผู้คนให้ตรึงอยู่กับที่ จากนั้นท่านนำสวดมนต์ ยาวเสียงกระหึ่มแล้วเวียนเทียน เสร็จพิธีผู้คนทยอยกลับ ส่วนหนึ่ง เราค้างที่ถ้ำจนถึงวันอาทิตย์ที่ ๖ จึงกลับบ้าน

ระหว่างอยู่ที่ถ้ำจะมีงานทำตลอดแล้วแต่หลวงปู่จะสั่ง ตกเย็นช่วยกันทำอาหารเย็นเลี้ยงกันเอง แล้วไปนั่งล้อมวงฟังหลวงปู่เล่าเรื่องสนุกๆ แทรกธรรมะให้ฟัง บางครั้งก็นั่งหน้าถ้ำ บางครั้งก็นั่งในศาลาประชาร่วมใจ เป็นบรรยากาศที่ติดตราตรึงในดวงจิตดวงใจไม่ทราบจะสรรหาคำใดมาอธิบาย

ตลอดเวลาที่อยู่ถ้ำในเดือนหนึ่งๆ หลวงปู่จะปลีกตัวเข้ากรุงเทพฯ ประมาณ ๑ ครั้ง ครั้งหนึ่งๆ ไม่เกิน ๑ สัปดาห์ ทุกครั้งจะให้รถคุณนพพรมารับ พอถามท่านว่าไปทำอะไร? ไปกี่วัน? ท่านจะไม่บอก ทราบจากคุณนพพรว่า ท่านไปทำวีซ่าเตรียมจะไปธิเบต ท่านมีความผูกพันกับธิเบตมากทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยไปธิเบต มาก่อนเลย ท่านสามารถพูดถึงชีวิต ความเป็นอยู่ ผู้คน ตลอดจน ประเทศธิเบตได้ละเอียดลึกซึ้งทุกอณูของธิเบตก็ว่าได้

ท่านพูดว่า "กูต้องไปธิเบต เพราะกูมีสัญญาผูกพันกับที่นั่น มีพระอายุ ๑๒๐ ปี คอยให้กูไปส่งวิญญาณ ตอนนี้เขานอนตายอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง"

ที่ธิเบตมีประเพณีเกี่ยวกับคนตายอยู่ว่า ถ้าคนตายเป็นบุคคล สำคัญ เช่น พระผู้ใหญ่ ซึ่งเรียกว่า "คุรุ" (เป็นอาจารย์ของดาไลลามะ) เขาจะผ่าศพเอาเครื่องในออก ยัดสมุนไพรแทน หุ้มศพด้วยทองคำ เก็บศพไว้ที่วังลิโป เรื่องนี้หลวงปู่เล่าให้พวกเราฟังที่หน้ากุฏิของท่าน ฉันทำตาโตพอพูดถึงทองคำหุ้มศพ จะมีทองคำมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ

"ทำไม" หลวงปู่ย้อนถาม

"ที่นั่นมีทองคำอุดมสมบูรณ์ อย่าดูถูกว่าเขาด้อยพัฒนานะโว๊ย"

"แล้วทำไมธิเบตถึงเป็นประเทศที่ถูกจีนกดขี่ได้ล่ะ"

"เขาเจริญทางด้านจิตวิญญาณ ไม่ใช่เจริญทางด้านวัตถุอย่างที่พวกเอ็งยกย่องกัน"

คุณนพพรบอกว่าสงสัยหลวงปู่จะเป็นคุรุของดาไลลามะองค์ใดองค์หนึ่ง ฉันบอกหลวงปู่ว่าให้ท่านเทียวไปเทียวมาระหว่างไทยกับ ธิเบตก็ได้นี่นา ไม่เห็นจะต้องตัดขาดจากไทยไปอยู่ธิเบตตลอดกาล

ท่านพูดว่า "คนที่นั่นเขาก็เหมือนพวกมึงนี่แหละ ไม่อยากให้กูไปไหน เขาร้องไห้อาลัยอาวรณ์เวลากูจากมา"

ฉันฟังแล้วอ้าปากหวอด้วยความงุนงง ใครฟังแล้วเข้าใจช่วยบอกที !??

เรื่องอย่างนี้อธิบายยาก พูดมากไปเหมือนเพ้อเจ้อ ฟังหูไว้หูก็ดี

หลวงปู่เขียนบทโศลกสอนลูกหลานว่า

"ลูกรัก...เชื่อผู้อื่นน่ะชั่ว ไม่ฟังผู้อื่นน่ะเลว ไม่เป็นตัวของตัวเองน่ะอัปรีย์"

บางวันตอนบ่าย พวกเราจะนั่งล้อมวงสนทนากับหลวงปู่ในศาลาติดบันไดขึ้นถ้ำ ท่านจะเล่าเรื่องเก่าๆ แปลกๆ ให้ฟัง เช่น เรื่อง ปลาราหู

"ในโลกนี้ไม่เคยมีอะไรทำให้กูขนลุกได้ มีไอ้ปลาราหูนี่แหละ กูเห็นกับตา มันบินร่อนเหนือน้ำ มึงเอ๋ย น่าดูจริงๆ"

มีคนกล่าวว่า "ปลาราหูมีขุมสมบัติอยู่ในรังของมันมิใช่หรือ"

หลวงปู่อธิบายว่า "ธรรมชาติปลาราหู เวลามันวางไข่ มันจะต้องเที่ยวคาบอะไรต่ออะไรไปสร้างรังไว้รองรับไข่ ฉะนั้นไม่แปลกอะไรที่รังของมันจะมีของมีค่า เช่น แก้วแหวนเงินทองสะสมอยู่ ก็มันเที่ยวคาบของใต้น้ำ บางทีเรือล่มมีสมบัติอยู่ในนั้น ปลาราหูก็คาบไป"

อีกเรื่องท่านไปธุดงค์กับพระเณร เห็นงูเหลือมยักษ์ใช้หัวพันต้นไม้ต้นหนึ่ง หางพันต้นไม้อีกด้านหนึ่ง ตวัดน้ำในหนองให้แห้งแล้วจับปลากัน มองไกลๆ เหมือนคนแกว่งเชือก .....ฯลฯ

ท่านเล่าเรื่องชีวิตในป่าได้อย่างสนุกสนาน ท่านรู้ชีวิตของสัตว์ และพืชในป่าอย่างลึกซึ้ง พวกเราก็ฟังกันหูห้อย

พูดถึงพระอาจารย์ยันตระ หลวงปู่ว่า "อ๋อ! ไอ้ยันเตน่ะเหรอ" พวกเราตกใจมากที่ได้ยินท่านเรียกอย่างนั้น

"โอ! หลวงปู่คะ ท่านเป็นพระอริยะเชียวนะ บ้างว่าเป็นถึงอรหันต์แล้ว"

"ถุย! พระเป็นระยะๆ หันๆ หมุนๆ น่ะซี สมัยที่บวชเป็นฤๅษี เขาไปหากูที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ขอสมัครเป็นลูกศิษย์แต่กูไม่รับ ตอนนั้นดูเขาประสาทๆ อยู่ คงเล่นกสิณมากไป ว่าไปแล้วเขาก็จัดว่าใช้ได้ อย่างน้อยก็ยังดีกว่านักบวชหลายๆ คนในยุคนี้ แต่จะมาเสียอีตรงที่มีบริวารตามหน้าตามหลังนี่แหละ ที่จะเป็นปัญหาต่อไป"

ทุกคนฟังแล้วมึน คำนวณอายุของพระอาจารย์ยันตระตอนเป็นผ้าขาว หลวงปู่ร่างนี้อายุประมาณ ๑๒ ปีเท่านั้น

เรื่องนี้ในเวลาต่อมา หลวงปู่เล่าให้พวกเราฟังอีกว่า สมัยท่านธุดงค์ปักกลดแถวเขาคิชกูฏ จันทบุรี ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๖ หรือ พ.ศ.๒๕๒๘ ไม่แน่ใจ พบแม่ชีจะกระโดดน้ำตาย ท่านทักท้วงเทศนาจนหล่อนกลับใจ สาเหตุที่แม่ชีจะฆ่าตัวตายเพราะมีท้องกับพระอาจารย์ยันตระ แล้วถูกทิ้ง โอ! พวกเราถึงแม้จะเคารพนับถือหลวงปู่สักเพียงใดก็ยังทนฟังไม่ค่อยจะได้ หลวงปู่จึงตัดบทด้วยประโยคที่ว่า

"เอาเถอะๆ กูไม่อยากจะพูด เดี๋ยวพวกมึงจะหาว่ากูอิจฉาที่มันหล่อกว่า คอยดูไปก็แล้วกัน อีก ๓ ปีขึ้นหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งเป็นข่าวใหญ่แน่นอน...กับผู้หญิงหลายคน"

ฟังแล้วไม่ปักใจเชื่อเลยว่าจะเป็นจริงได้ จวบจน ๓ ปีให้หลัง เรื่องทั้งหมดที่หลวงปู่ทำนายไว้ก็กลายเป็นจริง จำได้ว่าตอนนั้นฉันกับสามีไปธุระที่คุรุสภา ตอนเดินไปหาอาหารรับประทานมื้อเช้าบริเวณร้านค้า เห็นหนังสือพิมพ์พาดข่าวตัวโตๆ มีรูปพระอาจารย์ยันตระ กับจันทิมา เราแทบช็อค! มีศิษย์เก่าของท่านหลายคนที่มาหาหลวงปู่ ต่างซักถาม เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง สุดท้ายบางคนก็เชื่อว่าเรื่องจริง แต่มีอาการเสียใจไม่ไปวัดอยู่นาน บางคนก็ไม่เชื่อจนทุกวันนี้ หาว่าพระอาจารย์ถูกองค์การศาสนาอื่นทำลาย ว่าเข้านั่น ฉันต่อว่าหลวงปู่ว่าทำไมไม่บอกพวกเราให้หูตาสว่างตั้งแต่ตอนนั้น (๓ ปีที่แล้ว) ท่านนั่งพักผ่อนอยู่ที่ศาลา สะบัดหน้าพรืดด้วยความขัดใจ ยกมือท้าวคางแล้วพูดเสียงดังว่า

"เชอะ! กูจะพูดอะไรได้ล่ะ พวกมึงเชื่อกูนักนี่ หาว่ากูอิจฉา ความหล่อของมัน แค่กูเล่าเรื่องอีผู้หญิงคนนั้นท้องกับมัน พวกมึงก็ทำท่าจะตายกันแล้ว ทีนี้เป็นยังไง ยัง ยังมีอีก รายต่อไปจะได้ขึ้นหน้าหนึ่งอีก ปีหน้านี่แหละ"

"ใคร? ใครคะ? "
"อยู่แถวๆ นครปฐมใกล้ๆ วัดกูนี่แหละ"
"แถวสามพรานใช่ไหม"
"คล้ายๆ อย่างนั้นแหละ"
"วัดภาวนาพุทโธใช่ไหม? "
"มึงพูดเองนะ"

ถึงเรื่องพระอาจารย์ยันตระจะเป็นจริงดังคำหลวงปู่ก็ตาม เรายังไม่เชื่ออยู่ดีว่า วัดภาวนาพุทโธจะมีเรื่องอื้อฉาวรายต่อไป สุดท้ายก็เป็นจริง พวกเราก็จะพากันตกใจว่า ไม่น่าเลย

หลวงปู่บอกว่า "ยัง ยังมีอีก ต่อไปนี้จะมีข่าวเกี่ยวกับเสือเหลืองไม่ว่างเว้น ที่จริงภิกษุทำชั่วมีมาช้านาน แม้สมัยพุทธกาล แต่ที่ไม่มีใครพูดถึงเพราะสมัยนั้นการสื่อสารมวลชนไม่ได้ทันสมัยอย่างนี้ เดี๋ยวนี้พอมีเรื่อง ยังไม่ทันเช้า มันนอนฟังวิทยุรู้ข่าวแล้ว"