บันทึกตกผลึกหลังการอบรม "โยงใยซ่อนเร้น"

นานเหลือเกินที่ไม่ได้นั่งโต๊ะพิมพ์แบ่งปันเรื่องราว คิดถึงพื้นที่แห่งนี้เสมอ ๆ ค่ะ ไม่ได้เข้ามาทั้งอ่านและพิมพ์ เพราะลูกปิดเทอมใหญ่ ก็เลยไม่ค่อยได้นั่งนิ่ง ๆ จิตว่างๆ บ่อยมากนัก อีกทั้งชีพจรลงเท้าเดินทางไปโน้นมานี่ ไม่ค่อยได้อยู่กทม. ลูกชายตอนนี้ใกล้ 8 ขวบเต็มที ปัจจุบันแม่ลูกอยู่ด้วยกันแบบสบาย ๆ เบา ๆ (ในส่วนของใจ) ไม่ค่อยจี๊ดๆ ปรี๊ด ๆ กับเขาเท่าไหร่ อาจเพราะเขาโตมากขึ้น ตัวเราใจเราก็พัฒนามากขึ้นด้วย

วันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา (25-26 เมษายน 58) ได้ฉวยโอกาสฮ่าๆๆ (โอกาสมาเลยรีบคว้าไว้) เข้าอบรมกับครูณา อังคณา มาศรังสรรค์ ในหัวข้อ "โยงใยซ่อนเร้น" ส่วนตัวด้วยอ่านชื่อก็อยากพุ่งตัวเข้าไปอบรมทันที ดูลึกลับน่าค้นหาน่าศึกษาเสียเหลือเกิน ในการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ มี workshop ให้ทำเยอะแยะมากมายเพื่อค้นหา "หลุมดำ"ในใจที่อยู่ในส่วนลึกที่จิตใต้สำนึกแอบซ่อนเอาไว้ หลุมดำที่ว่าส่วนมากเป็นหลุมที่ถูกขุดด้วยผู้เลี้ยงดูของเราเอง อาจเป็นพ่อแม่ หรือใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลเราในวัยเด็ก เราอาจถูกกระทำให้เจ็บปวดไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจก็แล้วแต่ หลุมดำนี้มีพลังและส่งผลต่อชีวิตเราอย่างมาก มันจะเป็นพลังลึกแต่อาจไม่ลับที่มักพาเราไปพบความเจ็บปวด ความทุกข์อย่างที่เราไม่อาจต้านทานได้(ถ้าไม่มีสติ) ส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาเติบโตจนทุกวันนี้คงมีหลุมดำกันบ้างไม่มากก็น้อย เพียงแต่เราจะตระหนักรู้หรือเห็นมันหรือไม่

ครูณาพาพวกเราย้อนกลับไปหาหลุมดำ เพื่อกลบหลุมดำนั้น บางคนอาจทำได้แค่เห็น บางคนอาจไม่เห็น บางคนเห็นและกลบหลุมนั้นได้ บางคนอาจทำได้แค่ถมให้ตื้นขึ้น มีคำถามหนึ่งทีใครสักคนเคยถามในตอนนั้นเราสนทนากันเรื่องนี้ก่อนที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมซึ่งนานมากแล้ว จู่ ๆ คำถามนี้ก็ดังก้องขึ้นมาในใจอีกครั้งขณะนั่งฟังบรรยายหลังทำกิจกรรมเสร็จ "จำเป็นไหมที่ต้องย้อนกลับไปเห็นปมหรือหลุมดำในอดีตของตัว" ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจเลยตอบออกไป "ก็ไม่รู้เหมือนกัน" ตอนนั้นในใจจำได้ว่าส่วนตัวแล้วก็รู้สึกว่า หากเราอยู่กับปัจจุบันและหมั่นขยันฝึกพัฒนายกระดับจิตใจให้ดีขึ้นก็คงไม่จำเป็น แต่ก็รู้สึกว่าการเห็นตัวเองเข้าใจตัวเองได้อย่างชัดเจนนั้นมันจำเป็นอย่างมาก แต่หากเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า "จำเป็นไหมต้องเข้ารับการอบรมเพื่อค้นหาปมหรือหลุมดำในใจของตัวเอง" คงตอบได้ชัดเจนว่า "ไม่จำเป็น ถ้าเรารู้วิธีและฝึกฝนเราจะเห็นได้ด้วยตัวเอง" ซึ่งอาจยากสำหรับบางคน ส่วนตัวของแม่ดาวนั้นได้รู้จักและเห็นตัวเองชัดขึ้นครั้งแรกไม่ใช่จากการเข้ารับการอบรมใด ๆ แต่เกิดจากการฝึกปฏิบัติธรรมแบบบ้าน ๆ (อยู่บ้านทำเอง) แรก ๆ ที่ทำแรงผลักดันมาจากความทุกข์ที่เบื่อหน่ายกับมัน ไม่อยากทุกข์ทน จึงไม่ทนที่จะอยู่กับความทุกข์ลุกขึ้นมาปฏิบัติธรรมแบบมึน ๆ มั่ว ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้และทำไปเรื่อย ๆ ไม่มีครูบาอาจารย์ มีเพียงหนังสือ คลิป DVD Mp.3 จนค่อย ๆ เห็นผล ทุกวันนี้เสพติดเล็ก ๆ เพราะทำแล้วเป็นสุข เลยสุขที่ได้ทำ ไม่ต้องรอให้ทุกข์จนทนไม่ไหวแล้วค่อยกลับมาทำ จริง ๆ หากใช้คำว่า "ปฏิบัติธรรม" หลายคงคงส่ายหัว ออกอาการเบื่อ ๆ แบบว่า "ไม่ใช่จริตฉัน" หากให้เปลี่ยนคำนี้ใหม่อยากใช้คำว่า "การเรียนรู้ที่จะอยู่ได้อย่างมีความสุข" หลายคนคงสนใจและอยากลงทะเบียนเรียนกันมากขึ้นฮ่าๆๆๆๆ ธรรมะ อยู่ในชีวิตของคนทุก ๆ คน เพียงแต่เราอาจไม่เคยตระหนักรู้ ก็คงเป็นเพียงการสมมุติคำๆ นี้ขึ้นมาก็เท่านั้น


ครูณาบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องเห็นทุก ๆ หลุมดำในชีวิตของเราก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเห็นและแก้กลบหลุมดำนั้นให้ได้ทันทีก็ได้ เพียงแต่ขอให้เรายอมรับอย่างใจเป็นสุขได้ เข้าใจว่าทุกข์ไม่นานมันก็จะผ่านไป ไม่ยึดติด ไม่จมอยู่ มีเป้าหมาย มีพลังในการใช้ชีวิต รักตัวเองเข้าใจตัวเองมีสติในการทำอะไร ๆ ในแต่ละวัน (ไม่ใช่คำพูดโดยตรงแต่เกิดจากการฟังแล้วตีความเอาเอง) ถึงจะบอกว่าการเข้าอบรมเหล่านี้ไม่จำเป็น แต่ก็เห็นประโยชน์มากมายที่จะได้จากการมาเข้ารับการอบรมนะคะ ส่วนตัวก็สนับสนุนหากใครมีเวลา มีกำลังทรัพย์ มีโอกาสก็อยากให้ลองเข้ารวมกิจกรรมพวกนี้ ส่วนตัวสิ่งที่ได้อย่างครั้งนี้ นอกจากจะได้เห็นใจตัวเองชัดขึ้นอีก ยังเป็นการทดสอบการปฏิบัติฝึกฝนด้วยตัวเองที่ผ่านมาว่าเราทำมาได้ดีแค่ไหนอย่างไร ครั้งนี้ที่เราร่วมกิจกรรมไม่มีน้ำตาไหลท่วม มีเพียงเอ่อนล้น ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากอดีต แต่เป็นความรู้สึกเหมือนซาบซึ้งดีใจที่เราเข้าใจตัวเองได้แล้วจริง ๆ (หรือเปล่านะฮ่าๆๆ) อ้อมีภาพ ๆ หนึ่งในการทำกิจกรรมที่ทำให้เสียงสั่นใจสั่นน้ำตาไหล ณ ตอนที่วาดภาพนั้นลงกระดาษวาดด้วยความทรงจำที่ชัดขึ้นมา แต่ตอนวาด ๆ ด้วยความนิ่งสงบมาก ใจไม่สั่น แต่พอตอนให้เล่าเรื่องราวนี้ เล่าไปจู่ ๆ สักพัก ภาพอดีตมันคล้ายกลายเป็นปัจจุบันเหมือนกันกำลังเกิดขึ้น ขณะนี้ ตอนนี้ ใจสั่น พูดไปเล่าไปน้ำตาก็ไหลออกมา น้ำตาไหลใจ สั่น เสียงสั่น เห็นตัวเอง แต่ก็หยุดห้ามตัวเองไม่ได้ ณ ตอนนั้นใจมันไหลไปอดีต แต่ก็เหมือนมีแม่ดาวคนอีกหนึ่ง คนที่เฝ้าดูแม่ดาวคนนี้เล่าเรื่องอยู เหมือนมีแม่ดาว 2 คน คนหนึ่งเล่าเรื่อง อีกคนเป็นคนเผ้าดู เล่าจบ น้ำตาก็หยุดไหล คือกลับมาสู่ปัจจุบันได้เลยไม่สะอึกสะอื้นอย่างก่อน ๆ ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้ รู้สึกว่าตอนนี้พลังชีวิตตัวเองดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ ยินดีแต่จะไม่เฮฮาจนหลงอารมณ์ บอกตัวเองว่า ดีก็รู้ ไม่ดีก็รู้ ไม่ยึด ไม่อยากแบบนั้น เหมือนมีคน 2 คนอยู่ในร่างเดียวฮ่าๆๆๆๆ คนหนึ่่งรู้สึก คนหนึ่งเฝ้าดูและคอยกำกับ การเข้าร่วมกิจกรรมพวกนี้เหมือนได้มาชาร์ตพลังในอีกรูปแบบหนึ่งสนุกดี ชอบค่ะ นอกจากได้ความรู้ ได้พลังชีวิตดี ๆ ยังได้มิตรภาพดี ๆ กลับมาอีกด้วย ได้เจอกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นมาแล้วคุ้มค่ามากจริง ๆ


มีอีกกิจกรรมหนึ่งก่อนที่จะท่้ายสุดของการเข้าอบรม คือ การให้เขียนจดหมายถึงตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้า ว่าเห็นตัวเองเป็นอย่างไร อยู่กับใคร 5 คน (จริง ๆถ้าเห็นมากกว่า 5 คนก็ไม่มีปัญหาเนาะ) อยู่กันอย่างไร รู้สึกอย่างไร มีอะไรในอีก 5 ปี อันนี้ชอบมากเขียนไป ยิ้มไป ก่อนเขียนครูณาจะมีการพูดและเปิดเพลงคลอ ๆ สร้างบรรยากาศสร้างพลังในการคิดจินตนาการ อยากให้ตัวเองเป็นอย่างไร เห็นภาพให้ชัดและเขียนภาพทีเ่ห็นออกมา สิ่งที่สำหรับตัวเองหากเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้ภาพพวกนี้จะคิดได้เห็นได้แบบไม่ยากเลย เห็นได้จริง ๆ รู้สึกได้จริง ๆ แต่พอมาอยู่บ้านในสร้างความคิด เห็นภาพแบบนี้ไม่ปรากฎ ไม่รู้สึกฮ่าๆๆๆๆ คือต้องมีคนช่วยสร้างอารมณ์ให้ เขียนจนเสร็จ ครูณาบอกว่าให้นำกระดาษที่เขียนนั้นจับคู่ หรือเป็นกลุ่มก็ได้และผลัดกันอ่านให้กันฟัง พอได้ยินประโยคนี้ถึงกับกระอักกระอ่วนขำก็ขำ คือ จินตนาการแบบสุขสุด ๆ มาก ๆ ครูณายังบอกอีกว่า ให้อ่านอย่างมั่นคง เชือ่มั่น เสียงดังฟังชัด ความฝันนั้นจะได้ชัดขึ้น มีพลังที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ฝันได้ยิ่งขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ออกยาว ๆ (อายที่จะอ่านให้คนอื่นฟัง) และอ่านได้อย่างมี่ความสุขฮ่าๆๆๆ ได้ยินเสียงหัวเราะ รู้ว่านี่คือเสียงที่เขารับรู้ว่าเรามีความสุข เขาร่วมยินดีกับความสุขในฝันของเรา ก็ฝันของแม่ดาวฝันหวานจริง ๆ จบท้ายกิจกรรมด้วยการขอบคุณและการกอดกัน ครูณาบอกให้กอดให้ได้อย่างน้อย 10 คน ปกติไม่ชอบการกอดกับคนแปลกหน้า แต่ครั้งนี้พอได้กอดแล้วในใจก็ไม่ต้าน รู้สึกอบอุ่นเป็นมิตรไม่แปลกแยก มีพลังมากมายจากการได้กอดคนอื่น ๆ กับบางคนเดินเข้าไปขอกอด คือมีอยากกอดคนๆนี้เป็นพิเศษรุ้สึกว่าเขามีพลังดี ๆ ที่เราอยากกอดเขา กับบางคนเดินเข้าไปกอดเขาด้วยความรู้สึกว่าอยากมอบพลังดี ๆ จากตัวเราไปสู่เขา และอวยพรเปล่งเสียงข้างหูอยากให้รู้ว่าห่วงใย


การอบรม 2 วันนี้บอกเลยว่าเหนื่อยมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้แบกหาม ตากแดด นั่งในน้องแอร์แท้ ๆ แต่ใช้พลังงานเยอะสุดๆ กลับมาบ้านวันแรกสลบแต่ไม่ปวดหัว แบบเพลีย ๆ เหนื่อย ๆ ฝ่าฝนตกรถติดกลับบ้าน วันที่2 เกือบจะไม่ไป แต่อีกเสียงในใจก็บอกว่า โอกาสนี้เธอเลือกมาแล้วคว้ามาแล้ว มีอีกหลายคนมากมายที่เขาอยากมาแล้วเต็มเพราะรับจำนวนจำกัด จงไปใช้โอกาสที่คว้ามาเพื่อตัวเองและผู้อื่น อีกวันก็เข็นตัเองไปแบบเพลียๆ แต่พอจบกิจกรรมวันที่ 2 รู้สึกไม่เหนื่อยเพลียเท่าวันแรก มีพลังงานเหลือพอไปร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งงานกับครอบครัวได้ ทั้้งๆ ที่ตอนแรกบอกไว้ว่าอาจจะไม่ไป รู้สึกว่าไปไหวจึงไป อีกทั้งลูกรบเร้าอยากให้แม่ไปด้วย


เก็บตกข้อความ ข้อคิดดี ๆ จากการอบรม (ไม่ได้คัดลอก แต่เกิดจากการฟังและเก็บมาตีความตามความเข้าใจในบางส่วน)

- อยากให้ลูกเป็นอย่างไร จงเป็นสิ่งนั้นอย่างมีความสุขให้ลูกดู เช่น อยากให้ลูกกินอะไร จงกินสิ่งนั้นอย่างมีความสุขให้ลูกดู หรือ อยากให้ลูกถูบ้าน ล้างจาน ตัวเราจงถูบ้านล้างจาน อย่างมีความสุข ลองทบทวนตัวเองกันนะคะว่าเรากำลังทำสิ่งนั้นอย่างมีความสุขจริง ๆ ไหม เสแสร้าแกล้งทำเป็นสุขให้ลูกเห็น หรือเป็นสุขจากข้างในอย่างแท้จริง เพราะหากคุณแค่แสดงตบตาลูก ลูกเขาก็รับรู้ได้ว่ามันไม่จริง

- ระเบียบวินัยของลูกไม่ได้ปลูกฝังหรือสร้างได้ด้วยการพูด สั่ง ขู่ ทำโทษบังคับ แต่เกิดจากการทำให้เห็นเป็นให้ดู ใจที่สงบเย็น จะสร้างวินัยให้ลูกได้ดีกว่า ใจที่ร้อน ๆ บรรยากาศมาคุ

-หากเราเข้าใจลูกว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่เขาจะมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไม่ถูกใจ เข้าใจตามธรรมชาติอย่างที่มันควรเป็น ก็แบบนี้ธรรมดาดีบ้าง ร้ายบ้าง เข้าใจให้อภัย และทำต่อไป คุณจะมีใจเบา ๆ เช่น อาจไม่ใช่ทุกครั้งที่เรารื้อของเล่นแล้วไม่เก็บ ก็มีหลายทีที่เขาเล่นเองเก็บเองใช่หรือไม่ ในครั้งใดที่เขาไม่เก็บลองเข้าไปถามเขาด้วยใจเบา ๆ วันนี้เล่นแล้วไม่อยากเก็บเองเพราะอะไร(หมายถึงผู้ที่เคยปลูกฝังระเบียบวินัยมาให้ลูกแล้วนะคะ) บางทีเขาอาจมีเหตุผลของเขาก็ได้ ลองตั้งใจฟังเสียงข้างในของลูกด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความรักและความเมตตากัน

- โลกภายนอกที่คุณเห็น มันสะท้อนโลกภายในที่่คุณเป็น จงระวังความคิดของคุณ เมื่อคุณมองลูกด้วยสายตาและความรู้สึกเช่นไร เขาะจะกลายเป็นคนนั้นอย่างที่คุณคิดจริง ๆ หากคิดดี ๆ ไม่ได้ จงหยุดความคิด หายใจเขาลึก ๆ ออกยาว ๆ อยู่กับลมหายใจ อยู่กับกาย ณปัจุบันขณะ มันช่วยได้นะคะจะบอกให้

-อดีตแก้ไขไม่ได้ แต่ปัจจุบันสามารถกำหนดอนาคตได้

-หลายคนมีปัญหาอยากหาคำตอบ เฝ้าเสาะหา สอบถามจากผู้รู้มากมาย แต่รู้ไหมผู้รู้ที่แท้จริงเราทุกคนมีอยู่ในตัวเอง เรามีคำตอบที่ดีสำหรับตัวเราเอง เพียงแต่เรายังไม่ได้ยินเสียงนั้น ไม่เห็นทางออกนั้น เพราะใจเรายังสับสนวุ่นวาย ลองอยู่กับตัวเองด้วยใจสงบโปร่งเบาแล้วเราอาจจะได้ยินเสียงคำตอบนั้นดังขึ้นมา เคยไหมเฝ้าถามใครต่อใครอยากได้คำตอบ เจอคนไหนตอบถูกใจตรงใจเราก็บอกกับตัวเองว่าคนนี้ตอบได้ใช่น่าเชื่อถือ พอเจอคนไหนตอบไม่ตรงใจก็รุ้สึกว่าขัดใจไม่ใช่คำตอบนี้ วันหลังไม่ถามคนๆ นี้ดีกว่าขัดใจ ไม่ถูกใจ จริง ๆ ทุกมักมีคำตอบในใจของตัวเองอยู่แล้ว สงบ เบาและลองฟังเสียงคำตอบในใจตัวเองกันนะคะ

- ใจเปลี่ยน กายเปลี่ยน นักการภาพบำบัดท่านหนึ่งที่เป็นผู้จัดการอบรมในครั้งนี้ได้เล่าเรื่องราวประสบการณ์เกี่ยวกับการรักษาอาการป่วยของคนไข้ และรวมถึงตัวเธอเอง วันหนึ่งเธอได้คนพบว่า หากใจเราดี กายเราก็จะดีได้อย่างไม่ยากนัก แต่ก่อนเคยรักษาอาการป่วยของคนไข้ ด้วยใจที่ฮึกเหิมอยากเอาชนะโรค เธอทำสำเร็จคงส่วนมากที่ชนะได้ แต่สิ่งที่ตามมาคืออาการทางกาายของตัวเธอเอง เธอมีอาการปวดหัว ปวดกรามฯลฯ ต้องทานยา ต้องรักษา จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์บางอย่างทำให้เธอได้พบแสงสว่างกับหนทางนี้ คือการหันกลับมาใส่ใจ ดูแลใจของตัวเอง เธอพบว่าเมื่อใจเธอดีขึ้น กายเธอก็ดีขึ้นได้อย่างน่าประหลาด และเธอยังคงส่งต่อความคิดดี ๆเหล่านี้สู่คนคนไข้ของเธอ รวมถึงพวกเราด้วย ขอบคุณนักกายภาพท่านนี้นะคะ

- ดีที่สุด หรือ ดีพอ คุณเลือกอย่างไร หากเลือกดีที่สุด ลองถามตัวเองว่า เครียดไหม เหนื่อยไหม รู้สึกอย่างไรที่ต้องทำให้ "ดีที่สุด" เช่นฉันอยากเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด อยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด อยากให้เขามีความสุขมากที่สุด ลองเปลี่ยนคำใหม่ในใจกันไหม "ดีพอ" เอาใส่เข้าไปแทนคำว่า ดีที่สุด "ฉันดีพอที่จะเป็นแม่ของลูก" ฯลฯ ลองพิจารณากันดู

- แต่ละวันลองฟังเสียงในใจตัวเองกัน เราพูดอะไร บอกอะไรกับตัวเองบ้าง คำพูดนั้นเป็นการพูดในสิ่งที่ดีมีพลัง เป็นประโยชน์ต่อตัวเราไหม หรือเป็นเพียงเสียงพร่ำบ่น ซ้ำเติมตัวเองทุกวัน ลองจดประโยคที่ได้ยินเสียงตัวเองในใจ มาใส่กระดาษใส่สมุด ลองบันทึกกัน แล้วลองมาย้อนอ่านดูในแต่ละวันก่อนนอน ว่าวันนี้เราพูดกับตัวเองว่าอย่างไร ดีไหม หรืออย่างไร คุณคิดว่าคุณควรพูดในสิ่งที่คุณอยากให้เกิดสิ่งดีให้ตัวคุณเอง หรือคุณควรพูดเพื่อต่อว่า ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเองดี อย่างไหนที่น่าจะทำให้พลังชีวิตคุณดีกว่ากัน เลือกได้ไม่ยากใช่ไหมค่ะ เลือกได้แล้วจะยากตอนที่จะทำ แต่เชื่อซิไม่ยากเกิดความสามารถมนุษย์อย่างเราหรอกค่ะ สู้ๆ


ท้ายสุดไม่ว่าเราจะเข้าอบรมเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ใด ๆ ที่ทำให้เราเห็นประโยชน์หรือสิ่งดี ๆ ที่น่าจะทำเพื่อตัวเอง มันคงไม่เกิดประโยชน์เสียเวลาเปล่า ๆ หากเราเข้าไปเพื่อรับรู้แค่ว่า "เฮ้ย...มันดีนะ" แต่ไม่ลงมือทำ เมื่อคิดดีได้ จงทำดีให้ได้นะคะ อยากให้ทุกคนตระหนักและบอกตัวเองบ่อย ๆ ว่า "รักนะตัวเอง" ขอให้รักเมตตาและทำความเข้าใจเป็นมิตรที่ดีกับตัวเองกันให้ได้นะคะ


คิดถึงกันมากมาย.....จากแม่ดาว









บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวก



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ยินดีกับโอกาสดีๆนี้

เติมพลังให้ตัวเอง

ผลดีก็เกิดทั้งกับตัวเอง ลูกและพ่อ

ชวนให้หาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ สร้างชีวิตใหม่ ดูหน้าปกได้ที่นี่

http://202.28.69.49/opac13s/Catalog/BibItem.aspx?BibID=b00125467

อาจยากไปสำหรับคนไม่มีพื้นฐาน

แต่จันทร์ยิ้มคิดว่าระดับแม่ดาวอ่านได้แน่นอน

สุขกาย สุขใจ จ้า

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนะคะ เข้าไปดูปก หนังสือเล่มนี้ สงสัยต้องไปหาซื้อจากศูนย์หนังสือจุฬาแน่ ๆ เลยค่ะ เคยได้หนังสือของศ.พญ.อุมาพร ตรังสมบัติ จากศูนย์หนังสือจุฬา เคยมีใครสักคนแนะนำเลยไปตามหาจนได้มาอ่าน สำหรับเล่มนี้จะต้องไปส่องค่ะฮ่าๆๆ คุณหมอแนะนำทั้งทีมีหรือแม่ดาวจะไม่สนใจ ไว้ถ้าได้อ่านแล้วรู้เรื่องไม่รู้เรื่องอย่างไรจะมาบอกเล่ากันนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่า