25นบีมุฮัมมัด Muhammud. The last Prophet.

นับเป็นศักราชแรกของการอพยพใหญ่และจริงจัง ของศาสนาอิสลาม ถือเป็น ฮิจเราะห์ศักราชที่ 1 ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.622 หรือ พ.ศ.1165

بِـسْـــمِ اللَّهِ الرَّحْمَانِ الرَّحِـيْــمِ

25ประวัติท่านนบีมุฮัมมัด

Nabi Muhammud.

نَبِيِ مُحَمَّدُ

นบีมุฮัมมัด เกิดที่นครมักกะห์ตรงกับวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดกายของมุฮัมมัด (ซ.ล.[1]) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก

ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อับรอฮะห์ อุปราชแห่งอาณาจักรอักซุม กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะห์ เพื่อทำลายกะอะบะฮ์อันเป็นศูนย์รวมชุมทิศของเหล่ามุสลิมีนทั้งหลาย แต่อัลลอฮฺได้ทรงพิทักษ์มักกะห์ด้วยการส่งกองทัพนก ที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุเหมือนใบไม้ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอฮะห์จึงต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด

ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้พระราชวัง อะนูชิรวานของจักรพรรดิเปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวก โซโรอัสเตอร์ zoroaster ภาษาอาหรับว่า المجوسية อัลมะญูซียะต์ ที่ลุกอยู่เป็นพันปีนั้นต้องดับลงไป

บิดาของมุฮัมมัดคืออับดุลลอฮ์ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ ชาวเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำซัมซัม ริมกะอะบะฮ์ อับดุลลอฮ์ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด (ซ.ล.) ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะห์ สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะห์ผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมมัด เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อน

เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านต้องไปอาศัยกับแม่นมรับจ้างชื่อฮะลีมะฮ์ ชาวเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะห์ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานครมักกะห์ ทั้งนี้เพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง

มุฮัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่สิ้นชีวิต มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแลของ อะบูฏอลิบผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกิยรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน

การเสียชีวิตของท่านหญิงอามีนะห์ผู้เป็นมารดาท่านนบี

ท่านหญิงอามีนะห์ได้นำท่านนบีมูฮัมหมัดมาเลี้ยง จนอายุของท่าน 6 ขวบ เพื่อที่จะเยี่ยมกุโบรของสามีของนาง (ท่านอับดุลเลาะห์) ซึ่งเป็นพ่อของท่านนบี และเพื่อที่จะให้นบีรู้จัก บรรดาน้าๆของท่านนบี และท่านก็ยังคงอยู่กับแม่ของท่าน 1 เดือนเต็ม ระหว่างการเดินทางกลับ ท่านหญิงอามีนะห์ป่วยระหว่างการเดินทาง และตาย ณ ที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า อับวาอฺ และท่านรอซูล ร้องไห้เสียใจอย่างรุนแรง และอุมมุอัยมัน คนรับใช้ของท่านรอซูล ได้พาท่านนบีกลับไปหาปู่ของท่านที่มักกะห์

ท่านเราะซูล ขณะที่อยู่กับปู่และลุง

หลังจากที่ท่านหญิงอามีนะห์ มารดาของท่านเราะซูล เสียชีวิต ท่านนบีมุฮัมมัดใช้ชีวิตอยู่กับปู่ของท่าน ท่านจะอยู่พร้อมกับปู่ของท่านทุก ๆ ที่ ที่ปู่ของท่านจะนั่ง ก็จะมีท่านนบีอยู่ด้วย และท่านนบีก็จะนั่งพร้อมกับผู้อาวุโสของชาวมักกะห์ และด้วยความต้องการของอัลเลาะฮฺ ที่จะให้อับดุลมุฏฏอลิบ (ปู่) เสียชีวิต และอายุของท่านนบี 8 ขวบ และท่านนบีก็ใช้ชีวิตหลังจากดังกล่าวอยู่กับลุงของท่าน อบีตอลิบ ซึ่งลุงของท่านรักท่านนบีมาก ในวันหนึ่ง อบูตอลิบได้พาท่านนบีไปในการเดินทางไปประเทศชาม และอบูตอลิบก็ได้รู้สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกใจ

นักบวชบุฮัยรอ

ระหว่างการเดินทาง กองคาราวานได้ผ่านเมืองหนึ่ง และในระหว่างการเดินทางของพวก ก็ได้ผ่านกระท่อมหลังหลังหนึ่ง ที่มีนักบุญอาศัยอยู่ ชื่อว่า บุฮัยรอ และเมื่อบุฮัยรอได้เห็นกองคาราวาน และเขาก็มองเห็นใบหน้าของท่านเราะซูล และอายุของท่าน 12 ปี

บุฮัยรอก็พูดกับลุงของท่านเราะซูลว่า เด็กคนนี้คือใคร

อบูตอลิบกล่าวว่า แท้จริงเขาคือลูกชายของฉัน

บุฮัยรอกล่าวว่า เขาไม่ใช่ลูกของท่าน

อบูตอลิบกล่าวว่า เขาคือลูกของน้องชายของฉัน แต่ว่าพ่อของเขาเสียชีวิตไปแล้ว

บุฮัยรอกล่าวว่า จงพาลูกของน้องชายของท่านกลับไป และจงระวังจากพวกชาวยิว แท้จริงหลานของท่านจะเป็นนบีในเวลานี้

ดังนั้นอบูตอลิบก็รีบกลับไปยังมักกะห์

ท่านนบีมุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะห์ไม่กี่คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น

ในวัยหนุ่ม มุฮัมมัดได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ มีใจเมตตาการุณและจริงใจ จนผู้คนในสมัยนั้นให้สมญานามท่านว่า "อัลอะมีน" หรือผู้ซื่อสัตย์ แม้ผู้คนในสมัยนั้นเคารพบูชาเจว็ดและเทวรูปต่าง ๆ แต่มุฮัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลย เพราะครอบครัวของมุฮัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (ก็คือศาสนาอิสลามนั่นเอง หลักการคือไม่สักการบูชาอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ) อันเป็นบรรพบุรุษของท่าน

เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของเคาะดีญะฮ์ บินติคุวัยลิด เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังเมืองชาม (ประเทศซีเรียปัจจุบัน) ในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก

เมื่ออายุ 25 ปี ท่าน แต่งงานกับนางเคาะดีญะฮ์ บินติ คุวัยลิด ซึ่งแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมุฮัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งน้อยนักจะมีผู้ทำเช่นนั้น (ภายหลังการปลดปลอยทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม) ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปี มีบุตรีด้วยกัน 4 คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ท่านหญิงเคาะดีญะฮ์เสียชีวิตปี ค.ศ. 619 ก่อนมุฮัมมัดจะลี้ภัยไปยังเมืองยัษริบ 3 ปี يَثْرِبَ (หรือเมืองมะดินะห์ปัจจุบัน)

1.นางเคาะดีญะฮ์ บินตุ คุวัยลิด เป็นภรรยาคนแรกของท่านนบี ขณะแต่งงานท่านนบีอายุ 25 ปี นางเคาะดีญะฮ์ อายุ 40 ปี ท่านนบีอยู่กินกับนางเป็นเวลา 25 ปี ระหว่างที่นางมีชีวิตอยู่ ท่านนบีมิได้แต่งงานใหม่กับหญิงใดเลย จนกระทั่งนางถึงแก่กรรมขณะอายุได้ 65 ปี ท่านนบีอายุ 50 ปี

2.นางอาอิชะฮ์ บินติ อบูบักร นางเป็นภรรยที่เป็นสาวโสดคนเดียวของท่านนบี (หลังจากที่นางเคาะดีญะฮ์จากไป)

3.นางรอมละฮ์ บินตะ อบีซุฟยาน ก่อนหน้านั้นนางแต่งงานกับอับดุลเลาะฮ์ อิบนิญะฮซ์ ทั้งสองได้อพยพไปเอธิโอเปีย และอับดุลเลาะฮ์ ได้เข้ารีตเป็นคริสเตียน และได้ถึงแก่กรรมลง ส่วนนางปฏิเสธที่จะนับถือศาสนาคริสต์ และยืนยันในการนับถืออิสลาม ท่านนบีจึงได้แต่งงานกับนาง

4.นางมารียะฮ์ อัลกิบฏียะฮ์ ซึ่ง มุเกากิส กษัตริย์อียิป์ ได้มอบให้เป็นของขวัญ

บุตรของท่านนบีมี 7 คน ถึงแก่กรรมก่อนท่าน นอกจาก ฟาติมะฮ์ ซึ่งถึงแก่กรรมหลังจากที่ท่านนบีถึงแก่กรรมได้ 6 เดือน

เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล

เมื่ออายุ 35 ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอะบะฮ์ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นผู้นำเอาฮะญะรัลอัสวัด [2] (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมีเกียรติ หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ทางประตูบะนีชัยบะหฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่า มุฮัมมัด เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลต่าง ๆ จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม

ชาวอาหรับในอาราเบียสมัยนั้นเชื่อว่า อัลลอฮฺเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาลตามคำสอนดั้งเดิมของบรรพบุรุษอาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผู้บูรณะกะอะบะฮ์ แต่ในขณะเดียวกันพวกกุเรชส่วนใหญ่กลับบูชาเทวรูปและนับถือผีอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเรียกว่าชาวมุชริก นอกจากนี้ยังมีอาหรับส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์ และในยัษริบก็มีชาวยิวหลายตระกูลอาศัยอยู่อีกด้วย

มุฮัมมัดได้เป็นเราะซูล

เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับวิวรณ์ (วะฮี) จากอัลลอฮฺในถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะห์ โดยทูตสวรรค์ มลาอิกะห์ญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺ ตามที่ศาสดามูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระราชโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระราชโองการเหล่านี้เรียกว่า "อัลกุรอาน" รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน ในสมัยนบีมุฮัมมัดยังอยู่นั้น ถูกเขียนบันทึกไว้บนแผ่นหนัง บนกระดูก บนแผ่นหิน อัลกุรอานถูกรวบรวมเขียนเป็นเล่มเมื่อครั้งสมัย สิ้นยุคคอลิฟะห์ทั้งสี่ไปแล้ว คาดเดากันว่าประมาณสมัยการปกครองของวงศ์อุมัยยะห์ เพราะอาณาเขตการปกครองของวงศ์อุมัยยะห์กว้างไกลไปถึงแดนมักริบ (แดนตะวันตกดิน นั่นคือเมืองโมร็อคโค) และยังข้ามทะเลไปเมือง คอโดบา ในทางใต้ของสเปน ภาษาอาหรับเรียกว่าเมืองอันดารุสสิยะห์ (الأندلس Andarusia.) ด้านทิศตะวันออกก็แผ่ไพศาลถึงอินเดีย ซึ่งเป็นการยากที่จะติดต่อสื่อสารกันได้ในเวลาอันสั้น ต้องใช้เวลาเดินทางรอนแรมเป็นเดือนๆ กว่าจะไปถึงที่ที่หนึ่ง จึงมีความคิดรวบรวมอัลกุรจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายในอาราเบีย ให้นำมาเขียนลงเป็นแผ่นหนังผืนใหญ่ผืนเดียว จ่ายแจกไปตามหัวเมืองไกล ๆ ต่าง ๆ ไว้ให้อ่านและศึกษา

ตามแผนที่นี้จากเมืองอิสลามาบาดในปากีสตานถึงคอโดบา (อันดารุสสิยะห์) 8,500 กิโลเมตรเศษ อูฐเดินทางได้วันละ 20 กิโลเมตร จะใช้เวลาเร็วที่สุด 425วัน (1ปี กับ2เดือน)

ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านเคาะดีญะฮ์เองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่านนบี พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ

ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะฮ์และอะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม

ในปีที่ 5 หลังประกาศการเผยแผ่อิสลามอย่างเปิดเผย ฝ่ายมุสลิมถูกคุกคามมากขึ้นมากขึ้น ท่านนบีจึงต้องทำการอพยพ (ฮิจเราะห์ครั้งแรก) พามุสลิมบางส่วนไปฝากไว้กับเจ้าเมืองอบิสเนีย เจ้าเมืองอบิสเนียไตร่สวนแล้วได้ความว่า อิสลามที่ท่านนบีมุฮัมมัดประกาศนั้นคือศาสนาเดียวกันกับอบิสเนียซึ่งเป็นคริสต์ คือ สักการบูชาแต่อัลลอฮฺองค์เดียว หลังจากนั้นอีกไม่นานมุสลิมถูกุกคามหนักขึ้นอีก ท่านนบีจึงทำการอพยพอีกเป็นครั้งที่ 2 เจ้าเมืองอบิสเนียก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามด้วย ตามอัลกุรอานบอกไว้ว่า ศาสนายูดายและคริสต์นั้นถูกยกเลิกโดยอัลกุรอาน ให้ทุกคัมภีร์เก่าๆ หันมาใช้อัลกุรอานเล่มเดียว

บุคคลสำคัญรับอิสลาม ท่านฮัมซะฮ์ บุตร อับดุลมุตตอลิบ และอุมัร บุตรค็อตต็อบ เข้ารับอิสลามในปีที่ 5

อบิสเนีย คือ จักรวรรดิเอธิโอเปีย รวมมาถึงเยเมน เป็นจักรวรรดิที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศเอธิโอเปียและเอริเทรียในปัจจุบัน ในช่วงที่รุ่งเรืองสูงสุดนั้นอาณาเขตของจักรวรรดิได้แผ่ขยายไปถึงซูดาน อียิปต์ เยเมน และดำรงอยู่ในหลายหลายลักษณะนับตั้งแต่การสถาปนาเมื่อราว 980 ปี ก่อน ค.ศ. จนกระสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1974 ด้วยการรัฐประหารล้มล้างระบอบราชาธิปไตย กล่าวได้ว่ารัฐแห่งนี้เป็นรัฐที่ดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก และเป็นชาติแอฟริกาเพียงชาติเดียวที่สามารถดำรงเอกราชและอธิปไตยของตนเองได้ในยุคแห่งการล่าอาณานิคมในแอฟริกาโดยชาติตะวันตกระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19

ปีที่ 10 หลังประกาศการเผยแผ่อิสลามอย่างเปิดเผย ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจาก นางเคาะดีญะฮฺ ผู้เป็นภรรยา และอะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ที่ทั้งสองได้ให้การอุปการะกิจกรรมของนบีมาโดยตลอด ได้สิ้นชีวิตลง ในปีเดียวกันนี้ ท่านศาสดามุฮัมมัดเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมืองมักกะห์ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากชาวฏออิฟ

ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 ศาสดามุฮัมมัดำด้รับโองการ (วะฮี) ให้ขึ้นบนสวรรค์และนรก เพื่อเยี่ยมชมดินแดนข้างหน้าหลังวันกิยามะห์ (ฟื้นคืนชีพ) อัลลอฮฺได้จัดพาหนะเป็น บุร็อก (คล้ายม้ามีปีก)เดินทางจากมักกะห์สู่เยรูซาเล็มที่บัยตุลมักดิส (มัสญิดอัลอักซอ) ในเวลาค่ำคืนที่ 27 รอยับ การเดินทางนี้เรียกว่า "อิสรออฺ إسراء traveling by night" เมื่อถึงมัสญิดอัลอักซอแล้ว ท่านนบีได้แวะละหมาดบนโขดก้อนหินใหญ่หน้ามัสญิดอัลอักซอ ละหมาดเสร็จแล้ว ก็เดินทางต่อโดยขึ้นไปที่นรก (การเดินทางจากอัลอักซอไปนรกนั้นเรียกว่า "มิอฺราจ مِعْرَاجُ Ascension (แปลว่าการขึ้นสวรรค์ทั้งยังมีชีวิต)"

โขดหินหน้ามัสญิดอัลอักซอที่ท่านนบีมุฮัมมัดแวะละหมาดนั้น ภายหลังมา ยุคของวงศ์อุมัยยะห์ได้สร้างอาคารครอบไว้ เรียกกันภายหลังว่า "โดมแห่งศิลา Dome of the rock. قبة الصخرة"และยิวไซออนนิสต์ ได้โฆษณาเผยแพร่อย่างหนักหน่วงว่า โดมนี้คือมัสญิดอัลอักซอ จนคนมุสลิมที่ไม่รู้เรื่อง ซื้อพรมรูปโดมหินมาติดข้างฝาบ้านเข้าใจว่านั่นเป็นมัสญิดอัลอักซอ


มัสญิดอัลอักซอ Alaqsa Mosque. مَسْجِدِ القُدُّسُ คืออาคารล่างซ้ายมือ
โดมศิลา Dome of the rock. กลางภาพ


ภาพภายในโดม คือโขดหิน ไม่ใช่มัสญิด


ภาพแสดงภายในโดมและทิศ

เมื่อเยี่ยมชมและพบเจอนบีต่างๆ และเหล่าผู้ทรงคุณธรรมในคืนนั้น อัลลอฮฺทรงกำหนดการละหมาดฟัรดูเป็น 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม (เดิมทีอัลลอฮฺใช้ให้ทำ 50 เราะกะอัต แต่นบีต่อรองลงมาเหลือ 5 เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระหนักแก่ประชาชาติของท่าน)

ปีที่ 11 ชาวมะดีนะห์ 6 คน เข้าพบท่านศาสดามุฮัมมัด เพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาใน

ปีที่ 12 ชาวมะดีนะห์ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะห์ครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว และใน

ปีที่ 13 มีชาวมะดีนะห์ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะห์ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะหฺที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะห์

อพยพจากมักกะหฺสู่มะดีนะห์

การอพยพ (ฮิจเราะห์ครั้งที่สาม) สู่มะดีนะห์ครั้งนี้ นับเป็นศักราชแรกของการอพยพใหญ่และจริงจัง ของศาสนาอิสลาม ถือเป็น ฮิจเราะห์ศักราชที่ 1 ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.622 หรือ พ.ศ.1165 แต่การเทียบฮิจเราะห์ศักราชเป็นพุทธศักราชไม่สามารถใช้จำนวนคงที่ เทียบได้ เนื่องจากฮิจเราะห์ศักราชยึดถือวัน เดือน ปี ทางจันทรคติอย่างเคร่งครัด จึงห่างกันมาก ปีจันทรคติจะมีประมาณ 355 ± 1 วัน ทำให้คลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน โดยทุกๆ 32 ปีครึ่ง จะเพิ่มขึ้นจากปีสุริยคติไป 1 ปี

การเทียบฮิจเราะห์ศักราชเป็นปีพุทธศักราช ให้บวกฮิจเราะห์ศักราชด้วย 1122 จะได้ปี ฮ.ศ. หรือเอา 1122ลบด้วยปีพุทธศักราช จะได้ปี พ.ศ.

ท่านศาสดามุฮัมมัด อพยพจากมักกะห์โดยลำพังก่อนโดยมีอะบูบักรฺคอยช่วยเหลือคุ้มกันร่วมเดินทางไกลด้วย เมื่อถึงชายขอบเมืองมะดะนห์ท่านได้พักอูฐที่กูบาอ์ มีประชาชนชาวมะดีนะห์ออกมาตอนรับกันมากมาย ท่านนบีมีดำรัสว่า จะสร้างมัสญิดสักหลังตรงนี้เพื่อจะทำการละหมาด (ซอลาห์ صَلاةُ) ผู้คนชาวเมืองต่างก็อยากให่ท่านนบีสร้างมัสญิดในที่ดินตน ได้เสนอที่ดินกันหลายราย แต่โดยท่านดำรัสตัดสินว่า ถ้าอูฐล้มตัวลงที่ไหน จะเอาตรงนั้นเป็นมัสญิด และแล้วท่านก็ได้ที่สร้างมัสญิด ก็ได้ลงมือสร้างมัสยิดกุบาอ์กันขึ้นมา ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกในโลกที่ถูกสร้างขึ้น ครั้นเมื่อถึงวันศุกร์ ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม หลายวันผ่านไป ท่านศาสดามุฮัมมัด ก็เดินทางต่อเข้าเมืองมะดีนะฮ์ เมื่อถึงเมืองมะดีนะฮ์ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน (مُهَاجِرِيْنُ Immigrants) แปลว่าผู้อพยพ กับชาวอันศอร(อ่านว่า อัน-ซ็อด-รุ = คือผู้ช่วยเหลือที่เป็นชาวมะดีนะห์) คือผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม

หลังจากท่านนบีฮิจเราะห์กับอบูบักรเป็นครั้งที่สามนี้นั้น นับเป็นปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 1 หลังจากนั้นชาวมุสลิมในมักกะห์ก็เริ่มทยอยกันอพยพมานครมะดีนะห์กันเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย

ท่านศาสดาชิ้นชีวิต (وفات วะฝาตุ)

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา [3] ทรงตรัสว่า "วันนี้เป็นวันที่ฉันได้ทำให้ศาสนาสมบูรณ์สำหรับพวกท่านแล้ว เป็นวันที่ฉันได้ให้เนียะอฺมัตแก่พวกท่านอย่างครบถ้วนแล้ว และวันที่ฉันยินดีให้อิสลามเป็นครรลองในการดำเนินชีวิตของพวกท่าน"

มีรายงานจากท่านนบี ซอลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม [4] ว่า เมื่อโองการนี้ได้ถูกประทานลงมา ท่านซัยยิดินาอุมัรถึงกับร้องไห้ ซึ่งท่านนบี ได้พูดกับท่านอุมัรว่า "โอ้อุมัร เหตุใดท่านจึงร้องไห้" ท่านอุมัรกล่าวว่า "ฉันร้องไห้เพราะพวกเราได้รับทราบข้อมูลในเรื่องศาสนาเพิ่มเติม เมื่อศาสนาสมบูรณ์แล้วก็จะไม่มีสิ่งใด ๆ อีกนอกจากจะค่อย ๆ เสื่อมลง" ท่านนบี ได้บอกกับท่านอุมัรว่า "ความจริงเป็นอย่างที่ท่านเข้าใจ"

มีรายงานจากท่านนบี อีกว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาเมื่อตอนหลังละมาดอัสริของวันอารอฟะฮฺ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ในขณะที่ท่านนบี กำลังบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย (หัจญ์วะดาอ์) ในขณะที่โองการนี้ถูกประทานลงมานั้น ท่านนบีวุกูฟอยู่บนหลังอูฐ (หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาแล้ว ไม่มีโองการใด ๆ จากอัลกุรอานที่เกี่ยวกับข้อกำหนดใดๆ (ฟัรฎู) ประทานลงมาอีก ท่านกล่าวว่า "ฉันมิอาจจะประคองตัวเพื่อรับความเข้าใจในความหมายของโองการนี้ได้ จึงนั่งประคองบนหลังอูฐ จนในที่สุดอูฐก็ต้องนอนลงกับพื้น" แล้วญิบรีล อาลัยฮิสลาม ได้มาหาท่านนบี พร้อมกับบอกว่า "โอ้มุฮัมมัด ท่านจงเรียกซอฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุม และท่านจงบอกกับพวกเขาว่า ฉัน (ญิบรีล) จะไม่มาพบกับท่านอีกแล้วหลังจากวันนี้"

เมื่อท่านนบี เดินทางกลับจากมักกะห์ สู่มะดินะฮฺ ท่านได้เรียกซอฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุมกัน จากนั้นท่านก็อัญเชิญอัลกุรอานโองการนี้แก่บรรดาซอฮาบะฮฺ แล้วบอกพวกเขาถึงสิ่งที่ญิบรีลได้แจ้งแก่ท่าน ปรากฏว่าบรรดาซอฮาบะฮฺทั้งหมดต่างมีความปิติยินดีและกล่าวว่า "ศาสนาของเราสมบูรณ์แล้ว" ด้านท่านอบูบักร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ [[5]] หลังจากที่ได้ฟังคำของท่านนบีแล้ว ท่านก็รีบเดินทางกลับบ้านปิดประตูใส่กลอน และอยู่ในนั้นตลอดวันตลอดคืน บรรดาซอฮาบะฮฺต่างก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของท่าน อบูบักรจึงได้ไปรวมตัวกันที่บ้านของท่าน

พวกเขาได้ถามท่านอบูบักรว่า ท่านนั้นร้องไห้ด้วยสาเหตุใด ในขณะที่ทุกคนกำลังปิติยินดีที่อัลลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ประกาศถึงความสมบูรณ์ของอิสลาม ท่านอบูบักรกล่าวว่า "โอ้บรรดามิตรสหาย พวกท่านไม่ทราบกันหรือว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกท่านไม่ได้ยินหรือว่า เมื่อสิ่งใดบรรลุสู่ความสมบูรณ์สูงสุดแล้ว นั่นย่อมหมายถึง หะซันและฮุเซ็น กำลังจะกำพร้า ( กำพร้าปู่ ) บรรดาภรรยานบีกำลังจะเป็นหม้าย" บรรดาซอฮาบะฮฺได้ฟังเช่นนั้นต่างก็พากันร่ำไห้ และเมื่อผู้คนได้ยินเสียงร่ำไห้นั้น จึงได้ถามท่านนบี ว่า "โอ้ท่าน เราะซูลุลลอฮ์ พวกเราไม่ทราบว่าบรรดาซอฮาบะฮฺเหล่านั้นร้องไห้กันเพราะเหตุใด" ท่านนบี ถึงกับใบหน้าเปลี่ยนสี และรีบเดินไปยังบ้านของท่านอบูบักร ซึ่งท่านได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองจึงถามว่า "สาเหตุใดกันที่ทำให้พวกท่านร้องไห้"

ท่านอะลี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวตอบว่า "ฉันได้ยินท่านอบูบักรกล่าวว่า ฉัน(อบูบักร) ได้ยินโองการนี้บ่งบอกว่า ท่านนบีใกล้ที่จะจากเราไปแล้วใช่ไหม" ท่านนบี กล่าวว่า "อบูบักรเข้าใจถูกต้องแล้ว" และกล่าวอีกว่า " ใกล้จะถึงเวลาที่ฉันต้องพรากจากพวกท่านไปแล้ว" เมื่อท่านอบูบักรได้ยินคำกล่าวของท่านนบี ก็ถึงกับร้องไห้โฮ แล้วร่างของท่านก็ทรุดลงกับพื้น ทำให้ท่านอะลี และบรรดาซอฮาบะฮฺต่างก็ร้องไห้กันมากขึ้น และในการยืนยันของท่านนบี เกี่ยวกับความเข้าใจของท่านอบูบักรในครั้งนี้ ได้ทำให้ภูเขา , มวลมะลาอิกะฮห์บนฟากฟ้า, เหล่าสรรพสัตว์ทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศต่างก็ร่ำไห้ หลังจากนั้นท่านนบี ก็ได้สัมผัสมือกับบรรดาซอฮาบะฮฺทุกคนพร้อมกับบอกอำลา พลางร้องไห้ และให้คำตักเตือน ท่านนบีมีชีวิตอยู่หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาเพียง 81 วัน

ก่อนที่ท่านนบี จะเสียชีวิตไม่นานนัก ท่านนบี ได้ขึ้นแสดงธรรมบนมิมบัร ท่านได้แสดงคุตบะฮฺพร้อมทั้งน้ำตาและหัวใจที่ยำเกรง ร่างกายของท่านนบี สั่นสะท้าน ท่านได้แจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ประพฤติดี และแจ้งข่าวร้ายแก่บรรดาผู้ประพฤติชั่ว มีรายงานจากท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ท่านนบี จะสิ้นชีวิต ท่านได้ใช้ให้บิลาลทำการอะซานเรียกบรรดาซอฮาบะฮฺมาละหมาด บรรดามุฮาญิรีน (ผู้ที่อพยพจากมักกะห์มามะดีนะห์) และชาวอันศอรก็ได้มาร่วมละหมาด 2 เราะกะอัต พร้อมกับท่านนบีที่มัสญิด หลังจากนั้นท่านนบี ได้ขึ้นบนมิมบัรสรรเสริญอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้วแสดงธรรม ซึ่งเป็น คุตบะฮฺที่สุดจะบรรยายด้วยหัวใจ และด้วยดวงตาที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตา ท่านกล่าวว่า "โอ้บรรดามุสลิมทั้งหลาย ฉันเคยเป็นนบีของพวกท่าน, เคยเป็นผู้ตักเตือนพวกท่าน, เคยเป็นผู้เชิญชวนพวกท่านสู่อัลลอฮฺ ซุบฮนะฮูวะตะอาลา ด้วยความปรารถนาดีของพระองค์ ฉันเคยเป็นประดุจพี่น้องที่คลานตามกันมากับพวกท่าน, ฉันเคยเป็นพ่อที่มีแต่ความรักและมีความปรารถนาดีต่อท่านทั้งหลาย ดังนั้นใครมีสิ่งที่ให้อภัยฉันไม่ได้ ขอได้โปรดเรียกร้องสิทธิของท่านกลับคืน ก่อนที่ฉันจะถูกพิพากษาในวันกิยามะฮฺ" ซึ่งก็ไม่มีใครทวงสิทธิใด ๆ จนกระทั่งท่านได้พูดถึงเรื่องสิทธิซ้ำถึงสามครั้ง

ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งมีนามว่าอุกาซะฮฺ บิน มุอฺซิน ได้ออกมายืนต่อหน้าท่านนบี แล้วกล่าวว่า "หากท่านพูดในเรื่องสิทธิอย่างเมื่อครู่นี้ เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้ง ฉันก็จะทวงคืนในวันสงครามบะดัร อูฐซึ่งเป็นพาหนะที่ฉันได้ขี่อยู่เคียงข้างอูฐซึ่งเป็นพาหนะของท่าน ฉันได้ลงจากหลังอูฐเพื่อที่จะให้ร่างกายของฉันได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดท่านให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อที่ฉันจะได้สัมผัสบนขาอ่อนของท่าน เผอิญในวันนั้นท่านได้ยกแส้ขึ้นเพื่อตีอูฐให้เคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่ปรากฏว่า แส้นั้นได้หวดลงบนหลังของฉัน ขณะนั้นฉันไม่ทราบว่า ท่านต้องการที่จะตีฉันหรือตีอูฐ"

ท่านนบี ได้ฟังคำกล่าวของอุกาซะฮฺแล้ว ท่านยังกล่าวว่า "เป็นไปได้หรือที่ เราะซูลุลลอฮ์จะใช้แส้ตีท่าน โอ้อุกาซะฮฺ" แล้วท่านนบี ก็สั่งท่านบิลาลว่า "โอ้บิลาล ท่านจงไปเอาแส้ที่บ้านของฟาติมะฮฺมาให้ฉัน" บิลาลได้เดินเอามือกุมศีรษะออกไปจากมัสญิดพร้อมกับกล่าวว่า "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กำลังจะถูกแก้แค้นหรือนี่" บิลาลจึงมาเคาะประตูบ้านฟาติมะฮฺ และแจ้งฟาติมะฮฺว่า "โอ้ฟาติมะฮฺ ฉันมาเอาแส้ของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ซึ่งท่านจะเอาแส้ไปให้อุกาซะฮฺตีกลับคืนเพื่อชำระความแค้น" ฟาติมะฮฺรำพึงว่า "ใครกันที่มีจิตใจจะแก้แค้นท่านเราะซูลุลลอฮ์" แล้วบิลาลก็นำแส้จากฟาติมะฮฺเดินไปในมัสญิด และให้แก่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ เมื่อท่านรับแส้แล้วก็ส่งให้แก่อุกาซะฮฺ เมื่อท่านอบูบักรและท่านอุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เห็นเหตุการณ์ ทั้งสองจึงได้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวว่า "โอ้ อุกาซะฮฺ เราทั้งสองยืนต่อหน้าท่านแล้ว ขอท่านจงตีเราแทนท่านรอซูลุลลอฮ์เถิด ท่านอย่าได้ตีท่านเราะซูลุลลอฮ์เลย" ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กล่าวว่า "อบูบักรและอุมัรท่านทั้งสองจงนั่งลง" อัลลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่านทั้งสอง แล้วท่านอะลีก็ยืนขึ้นอีกและหันไปพูดกับอุกาซะฮฺว่า "ทั้งชีวิตของฉัน ฉันอยู่กับท่านเราะซูลุลลอฮ์ มาโดยตลอด ขอให้ตีฉันแทนท่านเราะซูลุลลอฮ์เถิด นี่คือหลังและนี่คือท้องของฉัน จงตีฉันด้วยมือของท่าน" ท่านเราะซูลุลลอฮ์จึงกล่าวว่า "โอ้อะลี อัลลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่าน" และท่าน หะซันและฮุเซ็นได้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวว่า "โอ้ อุกาซะฮฺ ท่านก็รู้จักเราดีมิใช่หรือ ว่าเราทั้งสองเป็นหลานของท่านเราะซูลุลลอฮ์" ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้พูดกับหลานทั้งสองว่า "จงนั่งลงโอ้สุดที่รักของฉัน"

และท่านนบี ได้กล่าวว่า "โอ้อุกาซะฮฺ ท่านจงตีฉันหากฉันได้ตีท่านในวันนั้น"

อุกาซะฮฺ กล่าวว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ วันที่ท่านตีฉันนั้น ฉันไม่ได้สวมเสื้อ" และท่านเราะซูลุลลอฮ์ ก็ถอดเสื้อออก บรรดาพี่น้องมุสลิมต่างส่งเสียงร้องไห้ และเมื่ออุกาซะฮฺได้เห็นความขาวของผิวกายท่านนบี อุกาซะฮฺได้ก้มลงจูบ ที่กลางหลังของท่านนบี พร้อมกล่าวว่า "นี่เป็นการไถ่ความผิด เพื่อวิญญาณของฉัน โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ จะมีใครหรือที่จะใจถึงในการล้างแค้นท่าน การที่ฉันได้ทำทุกอย่างไปก็เพื่อเรือนร่างของฉันจะได้สัมผัสกับเรือนร่างของท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อพระผู้อภิบาล จะได้ปกป้องฉันให้คลาดแคล้วจากขุมนรก" และทันใดนั้น ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า "พึงทราบโดยทั่วกันเถิดว่า ใครปรารถนาที่จะเห็นชาวสวรรค์ก็จง มองบุรุษผู้นี้" ทำให้บรรดามุสลิมทั้งหลายต่างก็เข้ามากอดจูบระหว่างตาของ อุกาซะฮฺ และพากันกล่าวว่า สวรรค์เป็นของท่าน ท่านเป็นผู้บรรลุตำแหน่งอันสูงส่ง ตำแหน่งของผู้ที่อยู่กับท่านนบีในสรวงสวรรค์

ท่านอิบนุมัสอูด กล่าวว่า เมื่อใกล้เวลาที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ จะอำลาจากเราไป พวกเราได้รวมตัวกันอยู่ที่บ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านนบี ได้เหลียวมองดูพวกเราด้วยน้ำตา พร้อมทั้งกล่าวว่า "ขออัลลอฮฺทรงประทานความสุขให้แก่พวกท่านทั้งหลาย ฉันขอเตือนพวกท่านให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ ขณะนี้ใกล้เวลาที่จะต้องพรากจากกันแล้ว ใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะต้องกลับคืนสู่อัลลอฮฺ สู่สวรรค์อันเป็นสถานที่พำนักอันนิรันดร์ เมื่อถึงตอนนั้นฉันขอให้อะลีเป็นผู้อาบน้ำศพของฉัน ให้อัลฟัดลุ บิน อับบาส และ อุซามะฮฺ บิน เซด เป็นผู้ช่วยรดน้ำ ขอให้กะฝั่นฉันด้วยผ้าของฉันที่มีอยู่หากเป็นความประสงค์ของพวกท่าน หรือไม่ก็ด้วยผ้าสีขาวจากเยเมน และเมื่อพวกท่านได้อาบน้ำศพของฉันแล้ว พวกท่านจงวางศพของฉันไว้บนเตียงในบ้านของฉัน และขอให้พวกท่านปล่อยฉันตามลำพังสักระยะหนึ่ง พึงทราบเถิดว่า อัลลอฮฺคือผู้แรกที่ประทานเราะฮฺมะห์ให้แก่ศพของฉันถัดไปก็ญิบรีล พร้อมด้วยมะลิกุลเมาต์ และมวลมะลาอิกะห์ตามลำดับ จากนั้นให้พวกท่านเข้ามาละหมาดให้ฉันเป็นคณะ ๆ"

เมื่อพวกเขาได้ยินว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กำลังจะจากไป พวกเขาต่างก็ส่งเสียงร้องไห้ พลางรำพึงรำพันว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ท่านคือเราะซูลของพวกเรา, ท่านคือดวงประทีปของพวกเรา, ท่านคือศูนย์รวมจิตใจของพวกเรา เมื่อท่านจากเราไป พวกเราจะพึ่งใคร ท่านนบี กล่าวว่า "ฉันได้ทิ้งไว้ให้พวกท่านแล้วซึ่งทางที่สว่างไสว และได้ทิ้งไว้ซึ่งสองสิ่งที่เป็นข้อตักเตือนสำหรับพวกท่าน คืออัลกุรอาน และซุนนะฮฺ และหากหัวใจของพวกท่านแข็งกระด้าง หรือดื้อดึง พวกท่านจงทำให้นิ่มนวลด้วยการพิจารณาถึงความตาย"

ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ล้มป่วยในเดือนศ่อฟัร ซึ่งท่านป่วยอยู่เพียง 18 วัน อาการเริ่มแรกนั้นท่านปวดศีรษะ เมื่อถึงวันจันทร์ในต้นสัปดาห์ อาการป่วยของท่านก็เริ่มหนักขึ้น ขณะนั้นเป็นเวลาเดียวกันกับที่บิลาล ทำการอะซานซุบฮิ เมื่ออะซานเสร็จแล้ว บิลาลได้ไปยืนที่ประตูบ้านของท่านเราะซูลุลลอฮ์ พร้อมกับให้สลามว่า "ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน โอ้เราะซูลุลลอฮ์" ท่านหญิงฟาติมะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า "ท่านเราะซูลุลลอฮ์กำลังพะวงอยู่กับตัวเอง" บิลาลจึงเดินเข้าไปในมัสญิด ด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจคำพูดของท่านญิงฟาติมะฮฺ

เมื่อใกล้อรุณรุ่ง ซึ่งหมายถึงเวลาซุบฮิจะจากไป บิลาลได้ไปยืนหน้าบ้านของท่านนบี อีกครั้งหนึ่ง และได้กล่าวสลามเหมือนครั้งแรก ซึ่งในครั้งนี้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้ยินเสียงของบิลาล จึงได้กล่าวว่า "จงเข้ามาเถิดบิลาลเอ๋ย ขณะนี้ฉันกำลังพะวงอยู่กับตัวเอง อาการป่วยของฉันยิ่งทวีขึ้น โอ้บิลาล ท่านจงบอกให้อบูบักร นำละหมาดไปก่อน" บิลาลได้เอามือกุมศีรษะเดินออกจากบ้านของท่านนบี พร้อมกับกล่าวว่า "เราหมดหวัง โอ้แม่ของฉัน ทำไมแม่ต้องให้ฉันเกิดมาด้วย" เมื่อบิลาลเดินเข้ามาในมัสญิดอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้กล่าวแก่อบูบักรว่า "ท่านเราะซูลุลลอฮ์ได้มีคำสั่งให้ท่านทำหน้าที่เป็นผู้นำละหมาด ซึ่งในขณะนี้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กำลังพะวงอยู่กับตัวของท่านมาก" ท่านอบูบักรจึงได้ผินหน้าไปมองที่เมียะหฺรอบของท่านนบี ท่านมิได้เห็นท่านนบี ยืนทำหน้าที่ของท่านเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ท่านอบูบักรถึงกับทรุดตัวลงกับพื้น ไม่สามารถประคองตัวให้ยืนเพื่อทำหน้าที่แทนร่อซูลุลลอฮฺ ได้ ท่านร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ทำให้มุสลิมทุกคนที่รอการนำละหมาดจากท่าน อบูบักรต่างก็ได้ร้องให้ตามไปด้วย ความโกลาหลได้เกิดขึ้น เสียงร่ำไห้ระคนไปกับเสียงถามไถ่ถึงท่านเราะซูลุลลอฮ์

ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้มาคอยรอละหมาด จึงได้ถามท่านหญิง ฟาติมะฮฺว่า "นั่นเป็นเสียงร้องไห้จากที่ไหน" นางตอบว่า "นั่นเป็นเสียงของบรรดาพี่น้องมุสลิมที่รอการละหมาด เพราะวันนี้ พวกเขาไม่มีท่านทำหน้าที่นำการละหมาดให้แก่พวกเขา"

ท่านเราะซูลุลลอฮ์ได้เรียกท่านอะลีและอัลฟัดลุ บิน อับบาส ให้เข้ามาใกล้ ๆ แล้วท่านก็ให้ทั้งสองช่วยพยุงร่างของท่านเข้าไปในมัสญิดเพื่อร่วมละหมาดซุบฮิในวันนั้นซึ่งตรงกับวันจันทร์

หลังจากเสร็จสิ้นการละหมาด ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ก็หันมายังที่น้องมุสลิมพร้อมกับกล่าวว่า "โอ้พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ขออำลาท่านทั้งหลาย ตามพระประสงค์แห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้ท่านทั้งหลายมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ วันนี้เป็นวันอาคิเราะฮฺวันแรกของฉัน และเป็นวันสุดท้ายแห่งดุนยาของฉัน" แล้วท่านก็ค่อย ๆ พยุงร่างของท่านเดินกลับบ้าน หลังจากนั้นอัลลอฮฺจึงทรงวะฮีย์ให้มะลิกุลเมาต์ลงมาพบท่านนบี โดยจำแลงร่างมาหาผู้เป็นที่รักของท่านนบี และรับสั่งกับมะลาอิกะห์ว่า หากเราะซูลุลลอฮ์อนุญาตให้ท่านเข้าไปในบ้านแล้ว ก็จงเข้าไป แต่หากเราะซูลุลลอฮ์ไม่อนุญาต ท่านอย่าได้เข้าไป และจงกลับมา แล้วมะลิกุลเมาต์ก็ลงไปโดยจำแลงกายเป็นชายอาหรับชนบท เมื่อมะลิกุลเมาต์ไปถึง ท่านได้กล่าวสลามว่า "ขอความสันติสุขจงประสบแด่ครอบครัวของท่านนบี" แล้วกล่าวถามว่า "อนุญาตให้ฉันเข้าไปได้หรือไม่" ท่านหญิงฟาติมะฮฺ ตอบว่า "โอ้อับดุลลอฮ์ ( คือมะลิกุลเมาต์ ) ท่านเราะซูลุลลอฮ์กำลังป่วยหนัก" มะลิกุลเมาต์ ได้ให้สลามอีกครั้งในสำนวนเดิม ซึ่งในครั้งนี้ เราะซูลุลลอฮ์ได้ถามท่านนหญิงฟาติมะฮฺว่าใครมา นางตอบว่า "ชายชาวชนบทผู้หนึ่งได้มาหาท่าน ซึ่งฉันได้บอกเขาแล้วว่าท่านป่วย ปรากฏว่าชายผู้นั้นได้เพ่งมองมายังฉันจนเนื้อตัวของฉันสั่นสะท้านเพราะความหวาดกลัว อีกทั้งหัวใจเต้นระรัว จนผิวกายของฉันเปลี่ยนสี" ท่านนบี ได้ถามท่านหญิงฟาติมะฮฺว่า "ลูกรู้ไหม ว่าเขาผู้นั้นคือใคร" นางตอบว่า "ลูกไม่ทราบ" ท่านนบี จึงบอกนางว่า "เขาผู้นั้นคือผู้พิชิตความอร่อย ผู้สยบความอยาก ผู้ทำให้ต้องพลัดพราก ผู้ทำให้ครอบครัวอยู่ในอาการโศกเศร้า" ท่าหญิงฟาติมะฮฺร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางรำพึงรำพันออกมาว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ โอ้บิดาของฉัน ท่านกำลังจะจากไปแล้วหรือ วันนี้หรือที่เป็นวันซึ่งจะไม่มีวะฮีย์ประทานมาอีกแล้ว เป็นที่ท่านจะไม่พูดกับลูกอีกแล้ว เป็นวันที่ลูกจะไม่ได้ยินเสียงสลามจากท่านอีกแล้ว"

ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้กล่าวแก่ท่านหญิงฟาติมะฮฺว่า "โอ้ลูกรัก ลูกอย่าร้องไห้ ลูกจะเป็นคนแรกจากครอบครัวของเรา ที่จะติดตามฉันไป" จากนั้นท่านก็อนุญาตให้มะลิกุลเมาต์เข้ามาหา มะลิกุลเมาต์ได้ให้สลามว่า "ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านเถิด โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์" ท่านนบี ได้ตอบรับสลามว่า "และท่านก็เช่นเดียวกัน โอ้มะลิกุลเมาต์ (วะ อาลัยกุมมุสลาม ยา มะลิกุลเมาต์)" แล้วท่านเราะซูลุลลอฮ์ ก็ได้เอ่ยถามมะลิกุลเมาต์ว่า "ท่านมาเพื่อเยี่ยม หรือมาเพื่อปลิดวิญญาณของเรา" มะลิกุลเมาต์ตอบว่า "ทั้งเยี่ยม และปลิดวิญญาณ หากท่านอนุญาต หากท่านไม่อนุญาตฉันก็จะกลับ" ท่านเราะซูลุลลอฮ์ได้ถามมะลิกุลเมาต์ว่า "ญิบรีลอยู่ที่ไหน" มะลิกุลเมาต์ตอบว่า "อยู่บนฟ้าชั้นที่หนึ่ง ซึ่งบรรดา มะลาอิกะฮฺทั้งหลายกำลังทำการปลอบขวัญ และให้กำลังใจอยู่" สักครู่หนึ่งญิบรีล ก็ได้มานั่งเคียงข้างท่านเราะซูลุลลอฮ์ และท่านเราะซูลได้ถามญิบรีลว่า "โอ้ญิบรีล ท่านรู้ไหมว่า ทุกอย่างกำลังจะจบสิ้น" ญิบรีลตอบว่า "ฉันรู้ดี โอ้ท่าน" ท่านจึงได้ให้ญิบรีลบอกท่านถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบางขั้นตอนหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ญิบรีลกล่าวว่า "ขณะนี้ประตูฟากฟ้าทุกชั้นเปิดหมดแล้ว มะลาอิกะฮฺทั้งหมดเข้ายืนรอรับดวงวิญญาณของท่าน อีกทั้งประตูสวรรค์ทั้งหมดก็เปิดอยู่ ท่านท่าน กล่าวว่า "อัลฮัมดุลิลลาฮฺ" แล้วจึงถามต่อไป "ประชาชาติของฉันจะอยู่ในสภาพใด หลังจากพวกเขาไม่มีฉันแล้ว โดยเฉพาะในวันกิยามะฮฺพวกเขาจะเป็นอย่างไร" ญิบรีล กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าทรงห้ามมิให้ศาสนทูตท่านใดก็ตามเข้าสวรรค์ก่อนท่าน และห้ามมิให้ประชาชาติของบรรดาศาสนทูตใดๆ เข้าสวรรค์ก่อนประชาชาติของท่าน" ท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า "ขณะนี้ฉันสบายใจแล้ว" ท่านได้หันไปพูดกับมะลิกุลเมาต์ว่า "จงเข้ามาใกล้ ๆ ฉัน" มะลิกุลเมาต์ปฏิบัติตาม แล้วเริ่มถอดวิญญาณของท่านนบี เมื่อวิญญาณมาอยู่ตรงสะดือ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ได้พูดกับญิบรีลว่า "ฉันเจ็บเหลือเกิน" เมื่อญิบรีลได้ยินดังนั้น ถึงกับผินหน้าไปทางอื่น ท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวแก่ญิบรีลว่า "ท่านไม่อยากมองหน้าฉันแล้วหรือ" ญิบรีลตอบว่า "โอ้ที่รักของอัลลอฮฺ ใครกันที่จะมีจิตใจเข้มแข็งพอที่จะมองหน้าท่านได้ ในขณะที่ท่านกำลังเจ็บปวดอย่างนี้" ท่านอนัส บิน มาลิก กล่าวว่า เมื่อวิญญาณของท่านศาสนทูต เลื่อนมาอยู่ที่อก ท่านได้กล่าวตักเตือนเรื่องละหมาด และสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านครอบครอง ท่านได้พูดซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งสิ้นเสียงของท่าน ท่านอะลีกล่าวว่า ในช่วงสุดท้ายนั้น ท่านนบี กระดิกริมฝีปากสองครั้ง ฉันก้มศีรษะลงฟังใกล้ ๆ ฉันได้ยินท่านพูดอย่างแผ่วเบาว่า "ประชาชาติของฉัน ประชาชาติของฉัน" ท่านสิ้นชีวิตในวันจันทร์ ที่ 12 เดือน รอบิอุลเอาวัล หากจะมีใครสักคนหนึ่งที่จะมีชีวิตอยู่อย่างนิรันดร์แน่นอนเขาผู้นั้นคือ ศาสนทูตมุฮัมมัด

มีรายงานว่า ท่านอะลี ได้อุ้มท่านเราะซูลุลลอฮ์ ขึ้นวางบนเตียงเพื่ออาบน้ำและขณะนั้นมีเสียงตะโกนมาจากมุมด้านหนึ่งว่า "ไม่ต้องอาบน้ำให้มุฮัมมัด เพราะมุฮัมมัดสะอาด" ท่านอะลีจึงถามว่า "ท่านเป็นใคร เพราะท่านเราะซูลุลลอฮ์ ใช้ได้ฉันอาบน้ำให้ท่าน" และทันใดนั้นมีเสียงดังขึ้นอีกมุมหนึ่งว่า "โอ้อะลี จง อาบน้ำให้ท่านนบี เถิด เสียงตะโกนครั้งแรกเป็นของอิบลีส มันอิจฉาท่านนบี มันมีเจตนาที่จะให้ท่านอยู่ในหลุมศพในสภาพที่ไม่ได้อาบน้ำ" ท่านอะลีกล่าวว่า "ขออัลลลอฮฺทรงประทานความดีแก่ท่านที่ได้แจ้งแก่ฉันว่าเสียงเมื่อครู่นั้นคือเสียงของอิบลีส ครั้งนี้จงแจ้งแก่ฉันเถิดว่าท่านเป็นใคร" ท่านอะลี ได้รับคำตอบว่า "ฉันคือ คิฎิร ฉันมาร่วมพิธีศพของมูฮัมมัด" แล้วท่านอะลีได้อาบน้ำให้ท่านนบี โดยมีอัลฟัดลุ บิน อับบาส และอุซามะฮ์ บิน เซด เป็นผู้ช่วยรดน้ำ ญิบรีลได้นำเอาอุปกรณ์ กะฝั่น จากสรวงสวรรค์ และ ได้ทำการกะฝั่น ฝัง ณ ที่ห้องในบ้านของท่านหญิง อาอิชะฮฺ ในคืนวันอังคาร ตอนสองยาม โดยมีท่านหญิงอาอิชะฮฺยืนเคียงข้าง กุบูร พร้อมกล่าวว่า "โอ้ผู้ที่ไม่สวมใส่ผ้าไหม ผู้ที่ไม่เคยนอนบนที่นอน โอ้ผู้ที่จากดุนยาทั้งที่ชีวิตไม่เคยกินอาหารอิ่มเลยแม้แต่ครั้งเดียว โอ้ผู้ที่เลือกเอาเสื่อแทนเตียงนอน โอ้ผู้ที่ไม่เคยนอนเต็มตื่นเพราะความกลัวที่มีต่อพระผู้อภิบาล"

เป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตนั้นชนชาติอาหรับเป็นชนชาติที่มีความเสื่อมโทรมทางด้านอารยะธรรมอย่างถึงที่สุด และใคร่กระหายในสงครามเป็นอย่างมาก จนกระทั่งอิสลามได้เข้ามา โดยการนำของท่านศาสดามูฮัมมัด ศาสนทูตของพระองค์อัลลอฮฺ ท่านได้นำสาส์นจากพระผู้เป็นเจ้ามาสู่มนุษยชาติ สาส์นที่มิใช่เพียงนิยายปรัมปราอย่างที่บรรดาผู้ปฏิเสธนั้นใส่ไคร้ แต่เป็นสาส์นอันยิ่งใหญ่ สาส์นที่เป็นพจนารถของอัลลอฮฺ อันเป็นสัจธรรมของชีวิต เป็นสิ่งที่บอกเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และยังได้บอกถึงวิทยาการต่างๆ อันเป็นที่มาของความรุ่งโรจน์ในอิสลาม ทำให้ท่านศาสดาสามารถเปลี่ยนแปลงชนชาติอาหรับจากชนชาติที่เคยอยู่ในจุดต่ำสุดของยุคสมัย มีแต่การกดขี่ ข่มเหง ให้กลายเป็นยุคแห่งความรุ่งเรือง ความสงบสุข ความร่มเย็น และสิ่งนี้เอง ที่ทำให้ชาวโลกรับรู้ว่า อิสลามมิได้เป็นเพียงศาสนจักรเท่านั้น หากแต่เป็นอาณาจักรด้วย และนั่นจึงถือเป็นการเริ่มต้น อารยะธรรมอิสลาม อารยะธรรมแห่งสัจธรรม ธรรมในยุคสมัยของท่านศาสดามูฮัมหมัด ซ็อล ลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม

------------------------------------------------------------------------------------------

[1] ซ.ล.ย่อมาจากภาษาอาหรับว่า ซ็อล ลัลลอฮุ อาลัยฮิ วะ ซัลลัม صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَ سَلَّمُ = Allah bless and Peace be upon him.

[2] ฮะญะระ แปลว่า หิน, อัลอัสวัด แปลว่า ดำ

[3] ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แปลว่า อัลลอฮฺผู้ทรงบริสุทธิ์จากมลทินทั้งปวง

[4] ซอลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม แปลว่าขอการสรรเสริญจากอัลลอฮฺและความศานติสู่ท่านนบีมุฮัมมัดด้วยเทอญ

[5] รอฎิยัลลอฮุอันฮุ แปลว่าขออัลลอฮฺทรงเอ็นดูท่าน...(ที่เอ่ยนามถึง) ประโยคนี้ใช้กับผู้ชาย ถ้าเปลี่ยนจาก "อันฮุ" คำสุดท้าย เป็น "อันฮา" จะเป็นการใช้ให้ผู้หญิง



เรียบเรียงโดยฮัจญีอิสมาอีล อานนท์ เพ็ญพันธ์ [email protected]

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน easyread



ความเห็น (0)