ชีวิตดิฉันพลิกผันมารับงานที่ทำให้ดิฉันมีความประหลาดใจในทุกวันนี้พลังการทำงานมากมายการคิดเชิงเชื่อมโยงต่อสายเครือข่ายเกิดขึ้นในจินตนาการได้อย่างไรเจ้าพลังงานดูไม่เคยหมดจากดิฉันทำงานต่างๆได้อย่างสนุกสนานไม่เบื่อ(ออกจะชอบกว่างานเดิมจนออกนอกหน้า) ดิฉันคงมีพื้นฐานความตั้งใจทำงานเดิมเป็นทุนเดิม การจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัยใช้คณะกรรมการได้มาจากหลายสาขาวิชาชีพ ข้ามเขตการศึกษาร่วมกันทำงานในการประชุมทุกครั้งกรรมการมีสีหน้าแตกต่างจากการประชุมชุดอื่นๆ ที่ดิฉันสัมผัส เราใช้เทคนิคที่เป็นทางการน้อยที่สุด ความสำเร็จของการทำงานในรูปแบบกรรมการมาจากต่างสาขาวิชาชีพมีผู้บริหารระดับสูงขององค์กร 1ท่าน (เป็นวิศวกร) มีแพทย์ที่เป็นผู้บริหารระดับสูง 1 ท่าน (เป็นจิตแพทย์) มีแพทย์เก่งๆ อีก 2 ท่าน มีวิศวกรเด็กๆ 1 ท่าน มีไอทีแมน 2 ท่าน มีเภสัชกรเชี่ยวชาญ 1 ท่าน มีพยาบาลเชี่ยวชาญ 1 ท่านมีอาจารย์ทางสังคมศาสตร์ อีก 2 ท่าน มีอาจารย์ผู้ใหญ่ชีววิทยา 1 ท่าน มีอาจารย์ทางคอมพิวเตอร์ 1 ท่าน มีผู้อำนวยการกองฯของดิฉันทีมงานเลขาฯที่มีดิฉันและน้องใหม่อีก1คนช่วยกันทำงาน แต่ละท่านมีธรรมชาติของตัวดิฉันยอมรับว่าจูนกันกว่าจะติดฝ่ายเลขาลุ้นกันสุดใจแต่ความหอมหวานของการเป็นกรรมการชุดนี้คือ"ความท้าทาย"ในการทำงานเชิงนามธรรมให้เป็นรูปธรรม(ในปีหลังเรามี ดร.จันทวรรณ  และดร.ธวัชชัย สองแรงแข็งขันมาร่วมเป็นกรรมการรับเชิญ) จากที่เราได้กำหนด Knowledge Vision ไว้ว่า"เราจะใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการเร่งรัดทุกพัธกิจหลักของมหาวิทยาลัยไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ"  กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2548 ตลอดปี 48 เราเดินสายทำความเข้าใจกับบุคลากรประเด็น "การจัดการความรู้" ทุกครั้งที่ไปออกเดินสายก็จะมีการพูดทิ้งท้ายเสมอว่า"การจัดการความรู้ไม่ทำไม่รู้" ตามที่ท่าน  อ.หมอวิจารณ์ พานิช พูดทุกครั้ง องค์กรของเราเป็นองค์กรขนาดใหญ่ใหญ่มีจำนวนบุคลากรเกือบ 8000 คน อีกทั้งมีที่ตั้ง อยู่ 5 จังหวัดในภาคใต้ ในภาพกลางมีกรรมการกลาง "คณะกรรมการพัฒนาระบบบริหารความรู้ในองค์กร" ในปีแรกงานหลักๆเราทำเพื่อตอบตัวชี้วัด ก.พ.ร. ไม่มีความรู้ด้านนี้และไม่ซึมซับอะไรมากนัก ต่อมามหาวิทยาลัยได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย(UKM) โดยการชักชวนจากสถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.)ที่ทำงานฉลาดดิฉันมักพูดเช่นนั้น คอยกระตุ้น กระตุก ดัน ผลัก ลาก  ให้มหาวิทยาลัย ที่ก้าวสู่การจัดการความรู้ที่มากกว่าการตอบตัวชี้วัดของ ก.พ.ร. ผ่านปี 48 มา จนปี 49 มาเข้าปี 50 ดิฉันเฝ้ามองความงอกงามของงานการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย ในปี 49 เราได้ภาควิชาพยาธิคณะแพทยศาสตร์เป็นแรงเหนี่ยวนำ ที่แข็งขันในการนำการจัดการความรู้ไปใช้ในการพัฒนางานแบบเนียนในเนื้องาน พัฒนาคุณค่าของบุคลากรที่เป็นความภูมิใจของเราและในปี 2550 นี้  นัดแรกของการประชุมกรรมการฯ เรามีแขกพิเศษคือทีมงานกิจการนักศึกษา ตั้งแต่ท่านรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาฯท่านผู้อำนวยการกองฯและนักกิจการนักศึกษาที่มีบทบาทเด่นมาร่วมสุนทรียสนทนากันเกี่ยวกับการนำกระบวนการจัดการความรู้ไปใช้ในงานกิจการนักศึกษาอีกเป็นอีกก้าวที่เราจะเนียนเข้าสู่พันธกิจหลัก(ทั้งนี้โดยการเขี่ยบอลของท่านอธิการบดี)ดิฉันเฝ้ามองอย่างชื่นชมปนๆไปกับความคิดคำนึง...ดิฉันจะขยันสร้างขยันจะสรรค์เพื่อ.มหาวิทยาลัยที่ดิฉันรัก.......