วิถีแห่งพุทธะ มหาสติปัฏฐาน ๔ (ภาค ๑ เรื่องของกาย)
ตอนที่ 1 สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนการปฏิบัติกัมมัฏฐาน


มีคำกล่าวโบราณ ของท่านอาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้ให้ไว้เป็นหลักในการทำกัมมัฏฐานทั่วไปเพื่อเอาไว้พิจารณาแก่นักปฏิบัติว่า คนมีปัญญา ยืนหยัดมั่นคงอยู่บนแผ่น-ดิน ฉวยจับอาวุธที่คมด้วยมือ ลับที่หินแล้วมีความเพียรถางป่าที่รกให้เตียนไปได้ ถ้อยคำโบราณดังกล่าวนี้ ถ้าพิจารณาให้ดี ดูจะเป็นหัวใจสำคัญของผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐานทั้งหลาย เราลองมาพิจารณาค้นหาถ้อยคำ ความหมาย ที่ซ่อนเร้นอยู่ในกลบทเหล่านี้ดูกัน ว่าจะมีความสำคัญประการใด

ท่านได้ให้คำอธิบาย คนมีปัญญา ไว้ว่า ปัญญาในที่นี้หมายถึง ปัญญาดั้งเดิมที่ติดตัวตนเองมาแต่อดีตชาติ ที่เรียกว่า สหชาติปัญญา แต่ยังเป็นปัญญาเดิม ที่ยังมิได้รับการพัฒนา ขัดเกลาสร้างเสริมให้งอกงามสมบูรณ์ จึงยังไม่ควรเรียกว่า วิปัสสนาปัญญา รวมความว่าผู้ที่จักทำกัมมัฏฐาน จำเป็นต้องมีสติปัญญาเดิม เป็นพื้นฐานพอสมควร แต่ถ้าเป็นคนโง่ คือคนขาดปัญญา หมดปัญญา ไม่มีปัญญา หรือมีก็มีเฉพาะสติปัญญาที่เอาไว้ใช้หา-กิน หาอยู่ ของอัตภาพตนไปวันๆ และถ้าเผอิญนึกอยากจะปฏิบัติธรรม หรือมีผู้มาชวนให้ปฏิบัติธรรม ก็ทำได้แต่เพียงตามๆ เขาไป หรือถ้าไม่ตามจักแสวงหาด้วยตนเอง ก็เป็นการแสวงหา และปฏิบัติตามแต่ที่ตนเชื่อโดยมิได้พิจารณาว่า การกระทำเช่นนี้ การปฏิบัติอย่างนี้ จะทำให้ตนฉลาด สะอาด สว่างขึ้นมาบ้างหรือไม่ หรือทำเพราะอาศัยอำนาจแห่งความพอใจ ถูกใจ ชอบใจเป็นพอแล้ว

ถึงแม้จักมีปัญญา ติดตามตัวมามากมายปานใดก็ตามที แต่ก็ยังต้อง ยืนหยัดให้มั่นคงบนแผ่นดิน แผ่นดิน ในที่นี้ ท่านอุปมาดัง ศีล ซึ่งเป็นเครื่องรักษา ส่งเสริมปัญญาให้มั่นคง ศีลเป็นรากฐานของชีวิต ศีลทำให้เราอยู่ห่างไกลความเลวร้าย ชั่ว ผิดบาปหยาบช้าทั้งปวง ศีลทำให้เราตั้งมั่น และอาจหาญคงที่ ศีลทำชีวิตให้อยู่ดีมีสุข ท่านจึงเปรียบศีลเป็นดั่งแผ่นดินที่หนักแน่น มั่นคงและพร้อมที่จะก่อเกิด สรรพชีวิต สรรพวัตถุได้มากมาย ทั้งยังสามารถให้สรรพชีวิตทั้งหลาย ได้ยืนหยัดอยู่อาศัย อย่างมิต้องหวาดผวาหรือหวั่น-ไหว ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน จะต้องชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์สะอาด เหมือนดังบุคคล ชำระแผ่นดินให้หมดจด เหมาะสำหรับที่จะใช้ยืน หรือทำการทั้งปวง

แม้จักมีศีล เป็นเครื่องประคับประคองปัญญาแล้วก็ตาม แต่ยังวางใจไม่ได้ว่า ปัญญาที่มี จะมากพอที่จะพึ่งพิงอิงอาศัย นำพาไปสู่สาระอันยิ่งใหญ่ในชีวิตได้ ท่านจึงกล่าวว่า ฉวยจับ อุปมาดั่งการค้นหาเพิ่มเติมสะสม อาวุธที่คม คือปัญญาภายนอกรอบๆ กายตน ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียนสดับตรับฟัง พิจารณา

ด้วยมือ หมายถึง การทดลองทำด้วยตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ศึกษา เล่าเรียนรับฟังมานั้น มีผลเป็นประการใด ถึงแม้ว่าจะมีปัญญาที่ได้มาจากการสะสมเพิ่มเติมแล้วก็ตามที แต่ก็ยังแน่ใจวางใจไม่ได้ว่า ปัญญาชนิดนี้จะพาตัวรอด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคัดเลือก ชำระล้าง ขัดเกลา พัฒนาปัญญาที่ได้ ซึ่งท่านเรียกว่า โลกียปัญญา ให้อยู่ในสถานะ อันเป็นที่พึ่งอาศัยได้อย่างแท้จริง และด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องพัฒนาลับปัญญา เครื่องลับนั้นท่านเรียกว่า หิน หมายถึงการมีสติอย่างจดจ่อ จับจ้อง จริงจัง ตั้งมั่น จนกลายเป็นสมาธิ สองสิ่งนี้ถือได้ว่า มีคุณสมบัติในการขจัดขัดเกลา ชำระล้าง เกาะแกะสรรพกิเลสทั้งปวง สรรพมลทินทั้งหลายที่แอบแฝงอยู่ในโลกียปัญญา ให้กลายเป็นโลกุตรปัญญาในทันทีทันใด ทำเดี๋ยวนี้ เห็นผลเดี๋ยวนี้ ทำเวลานี้ได้ผลทันที ได้ผลขณะที่ลงมือกระทำ จะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ใช้ได้หรือไม่ได้ วิธีนี้เราจะรับรู้ได้ด้วยตน-เองในทันที วิธีนี้ดูจะเป็นเครื่องหนุนนำให้ผู้ปฏิบัติ เป็นคนหนักแน่นมั่นคงในความรู้ที่ตนได้รับ จากการกระทำแล้วเห็นผลเช่นนี้จึงถือว่าเป็นปัญญารู้จริง มิใช่รู้จำ อีกทั้งยังทำให้ตนพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่า ความรู้ที่มีหรือได้รับนี้ เป็นความรู้ที่ทำให้ตนเข้าถึงประโยชน์สูงสุดของการมีชีวิตหรือไม่เช่นนี้จึงกลายเป็นปาริหาริกปญฺญาคือ ปัญญาที่ทำให้ตนแน่ใจว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุด สำหรับสัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร

แล้วมีความเพียร หมายถึง การมีความรัก ความพอใจในสิ่งที่ตนกำลังกระทำ ถ้ายังไม่มี แต่คิดที่จะกระทำ จะด้วยความจำเป็นหรือจำยอมก็ตาม จักต้องพยายามสร้างความนัก ความพอใจในกิจกรรมการงานทั้งให้ได้เสียก่อน แล้วลงมือกระทำด้วยความเพียรพยายามอย่างจดจ่อ จริงจัง จับจ้อง ตั้งใจ พร้อมกับใช้วิจารณญาณ ปัญญา ใคร่-ครวญ พิจารณา ด้วยความละเอียดถี่ถ้วนให้ถ่องแท้ เหล่านี้คืออิทธิบาททั้ง 4 อันได้แก่ ฉันทะ (ความพอใจ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ความเอาใจจดจ่อ) วิมังสา (การใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา) อันเป็นแม่บทในการกระทำ เป็นหัวใจของความสำเร็จทั้ง-ปวง

ประโยคที่ว่า ถางป่าที่รก ให้เตียนไป หมายถึง สรรพกิเลสทั้งปวง สรรพทุกข์ทั้งปวง สรรพภัยทั้งปวง จะขจัดชำระล้างทำลายลงไปได้ ด้วยอาศัยความเพียรพยายามอย่างยิ่ง ความอดทน อดกลั้นอย่างยิ่ง ความรักตนเองแท้ๆ อย่างยิ่ง และท้ายที่สุด ต้องมีอริยปัญญาอันยิ่ง จึงจะสามารถทำลายสรรพกิเลสทั้งปวง สรรพทุกข์ทั้งปวง สรรพภัยทั้งปวง ที่ติดแน่นนอนเนื่องอยู่ในสันดานมาเนิ่นนานยาวไกลลงได้

สรุป เมื่อเรามีปัญญาติดตัวมาแต่ปางก่อน ควรที่จักทำให้ปัญญานั้น ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานคือ ศีลอันสมบูรณ์อย่างไม่หวั่นไหวพร้อมทั้งเพิ่มเติม สะสม ปัญญานอกกาย แม้จะเป็นโลกียปัญญาก็ตาม ถ้าผ่านกรรมวิธีในการตรวจสอบ ชำระล้าง ขัดเกลา พัฒนาอย่างละเอียดถี่ถ้วนสมบูรณ์ด้วยสติและสมาธิ (ลับด้วยหิน) โลกียปัญญานั้น ก็จักกลับ-กลายเป็น โลกุตรปัญญาในฉับพลัน แต่ทั้งนี้กรรมทุกชนิด กิจทุกอย่าง ต้องกระทำด้วยความรัก ความพอใจเพียรพยายาม บากบั่น อดทน อดกลั้น ด้วยความจดจ่อ จับจ้อง จริงจังตั้งใจ ด้วยการใช้สติปัญญาใคร่ครวญ พินิจ พิจารณ์ อย่างถ่องแท้และละเอียดถี่-ถ้วน จึงจะประสบผลอันควรแก่การปฏิบัติ

รู้จริง ไม่ต้องจำ ทำได้ มีประโยชน์
รู้ไม่จริง ถึงจำ ทำไม่ได้ มีแต่โทษ

(คล้ายกับคำสอนที่อาวาสธรรมะอิสระที่ท่านสอนว่า หยิบดาบ ชักดาบ ลับดาบ ฆ่าฟันศัตรู)

 

ตอนที่ 2 บุพกิจก่อนการเจริญกัมมัฏฐาน

เพื่อให้แน่ใจว่า ท่านกำลังเพียรพยายามพาตนเดินเข้ามาสู่วิถีแห่งพุทธะ คือรู้ตื่น และเบิกบาน ก่อนอื่นท่านต้องจัดการกับเครื่องผูก เครื่องข้อง และเหตุแห่งความกังวล หรือทำลายเหตุแห่งความกังวล หรือทำลายเหตุแห่งความกังวลทั้งหลาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นขยะ ที่สะสมอยู่ในตัวท่านให้ได้เสียก่อน โดยวิธีสลัดตัดกังวลทั้งปวง ชำระล้างขยะเก่า ทั้งที่ปรากฏภายในกาย และที่ปรากฏภายนอกกาย จัดว่าเป็นขยะใหม่ เหล่านี้เป็นกิจจำเป็น เบื้องต้น ของการมีชีวิตเบื้องต้น รวมทั้งต้องกระทำต่อไป จนกว่าจะถึงเบื้องปลายของชีวิต เพื่อปลดปล่อยชีวิตท่าน ให้เป็นอิสระจากเครื่องร้อบรัด ผูกพันและเป็นกังวลต่อการดำรงชีวิต ท่านต้องเพียรพยายาม ที่จักให้เสรีภาพแก่ตัวท่านเอง โดยการปล่อยภาระทุกอย่างกิจกรรมทุกเรื่อง ด้วยความคิดที่ว่า คราใดที่เราต้องการเข้าสู่วิถีแห่งพุทธะ ครานั้นทั้งหมดขององค์ประกอบแห่งชีวิตกรรมทุกชนิด กิจทุกอย่าง ต้องเป็นไปเพื่อการปล่อยวาง ต้องเป็นไปเพื่อความไม่สะสม ต้องเป็นไปเพื่อความสลัดหลุด ไม่ปล่อยให้อะไรๆ มามีอำนาจเหนือเรา

ปราชญ์ผู้รู้ ท่านให้ตัวอย่างแห่งความข้อง ความกังวลเอาไว้ 10 อย่าง คือ

1. อาวาสปลิโพธ ความกังวลใจในที่อยู่อาศัย เช่น กังวลว่าได้ที่อยู่กว้างไป ดูแลรักษายาก ได้ที่อยู่ดีเกินไป ไม่เหมาะแก่ผู้ถือสันโดษ ได้ที่อยู่แคบไป ไม่พอที่จักผ่อนคลายอิริยาบถ ได้ที่อยู่ที่สว่างไป ยากต่อการทำใจให้สงบ ได้ที่อยู่มืดไป ทำให้เกิด ปัญหาต่อการมองและดำรงชีวิต ได้ที่อยู่อับ ไม่สามารถทำให้อากาศถ่ายเทได้ ที่อยู่ชื้นแฉะ ก็จะกังวลใจว่า อาจจะก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ได้ที่อยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิร้อนไป ทำให้อยู่ยากไม่เป็นที่สบายได้ที่อยู่เย็นเกินไป ดูจะเป็นเรื่องลำบากต่อการดำรงชีพ ไม่ได้ที่อยู่ในทิศที่ตนกำหนด ไม่ได้ที่อยู่ในภูมิประเทศที่ตนต้องการ ไม่ได้ที่อยู่ ในบรรยากาศที่ตนอยากได้ ไม่ได้ที่อยู่ที่ดีพอเหมาะแก่ตน ไม่ได้ที่อยู่ที่ตนถูกใจ ไม่ได้ที่อยู่ที่สะดวกสบาย ไม่ได้ที่อยู่ที่ทำให้ตนผ่อนคลาย รวมทั้งกังวลว่า ตนจะไม่ได้ในที่อยู่ใดๆ เลย เหล่านี้เป็นความกังวลใจในเรื่องอาวาส

2. กุลปลิโพธ หมายถึง ความห่วงสกุลอุปัฏฐาก หรือบุคคลผู้ช่วยเหลือสนับสนุนตน เช่น ห่วงกังวลว่า ถ้าเราปลีกตนออกปฏิบัติธรรมแล้ว จะมีใครคอยอนุเคราะห์แก่สกุลอุปัฏฐากของเราด้วยกุศลธรรมบ้างไหมหนอ หรือไม่ก็ห่วงกังวลว่า ญาติผู้อุปัฏฐากเรา จักคงได้รับอันตรายจากอุบัติภัยต่างๆ ไหมหนอ หรือไม่ก็รู้สึกลังเลกังวลว่า เราจะจากตระกูลอุปัฏฐากที่รู้ใจ คอยเฝ้าระวังอุปัฏฐากเราด้วยอาหารที่มีรสอันเลิศ สิ่งของเครื่องใช้อันประณีต เราจักได้รับอุปัฏฐากด้วยสิ่งของอันเลิศ และประณีตเช่นนี้ จากที่เราจะไปอาศัยไหมหนอ หรือไม่ก็กังวลใจว่า ตระกูลอุปัฏฐากของเราเป็นตระกูลใหญ่มีบริวารอันมาก เราผู้ตระกูลนี้บูชา อุปัฏฐาก ก็พลอยมีบริวารมากไปด้วย ถ้าเราจากไปเสียแล้ว บริวารเหล่านี้จะปรากฏแก่เราจากใครที่ไหนหนอ ท้ายสุดก็กังวลใจต่อไปว่า เมื่อเราปลีกตัวออกปฏิบัติธรรมแล้ว ผู้อุปัฏฐากจะลืมตน พากันไปอุปัฏฐากผู้อื่น เราก็จักไม่มีผู้อุปัฏฐากอีกต่อไป

3. ลาภปลิโพธ ความห่วงกังวลใจในลาภที่มีอยู่ จะหมดไปเหตุเพราะ เคยได้ลาภอันประณีตจากหมู่ชนที่ตนคุ้นเคย ไปอยู่ที่ใหม่หรือไปปฏิบัติธรรมในที่ไกล อาจจะได้ลาภไม่ดีเหมือนเก่าหรือไม่เท่าเก่า รวมทั้งกังวลใจว่า ก่อนและหลังปฏิบัติธรรมแล้ว จักได้ลาภน้อยลง หรือมากขึ้นกว่าเดิมไหมหนอ

4. คณปลิโพธ ห่วงใยกังวลใจในหมู่คณะที่อยู่ร่วม หรืออยู่ในใต้บังคับบัญชาจะรับผิดชอบของตน ว่าจะมีชีวิตเป็นอยู่กันอย่างไร ใครจะเป็นผู้อบรมสั่งสอน ใครจะเป็นผู้อนุเคราะห์เกื้อกูลด้วยปัจจัย 4 แก่เขาเหล่านั้น อันตรายที่จักเกิดขึ้น ใครจักเป็นผู้ชี้เตือนป้องกัน รวมทั้งกังวลใจว่าเมื่อตนจากไปแล้ว จะสูญเสียอำนาจในการบังคับบัญชา กังวลใจว่า หมู่คณะจะไม่เชื่อฟังตนต่อไป

5. กัมมปลิโพธ คือความกังวลใจต่อหน้าที่การงานที่ตนรับผิดชอบ กังวลใจต่อการงานที่ทำคั่งค้าง คาราคาซัง กังวลใจต่องานที่ดำริจะทำต่อไป และกังวลใจต่อปัญหาของการงานที่มาถึงตนแล้วและยังมาไม่ถึง

6. อันตธานปลิโพธ กังวลใจ ต่อระยะทางที่จะเดินไปปฏิบัติธรรม กังวลใจต่อระยะทางที่จะกลับมาสู่ที่อาศัย กังวลใจต่อหนทางที่จะเดินไปบิณฑบาต กังวลใจต่อทางที่จะเดินไปหาทางน้ำหรือแหล่งน้ำ กังวลใจต่อระยะทางที่จะไปรักษาพยาบาลเมื่อตนเจ็บป่วย สุดท้าย กังวลใจต่อหนทางที่จะเดินมาสู่สถานที่ให้การศึกษาอบรม

7. ญาติปลิโพธ หมายถึง ความห่วงใยกังวลใจ ที่ตนจะเหินห่างกับญาติสายโลหิตของตน กังวลห่วงใยว่า เมื่อเราจากไปแล้วญาติของเราจักอยู่เป็นสุขไหมหนอ เมื่อเราจากไปแล้ว ญาติของเราจักเป็นทุกข์เดือดร้อนประการใดหนอเมื่อเราไปแล้วญาติของเราจักมีอุบัติภัย อันตรายใดๆ ไหมหนอ เมื่อเราจากไปแล้ว ญาติกับเราต้องห่างเหินกันจนลืมซึ่งกันและกันไหมหนอ

8. อาพาธปลิโพธ คือความกังวลใจว่า สถานที่ที่เราไปปฏิบัติธรรมนั้นจักมีภัยจากความเจ็บไข้ไม่สบายหรือเปล่าหนอ เราจักเจ็บไข้ในที่นั้นหรือเปล่าหนอ เราจะติดโรคเจ็บไข้จากผู้อื่นที่อยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับเราหรือไม่หนอ จักมียาอะไรรักษาโรคเหล่านั้นไหมหนอ จะไปเอายาหรือหาหมอรักษาโรคได้จากที่ไหนหนอ แล้วจักรักษาหายไหมหนอ โรคที่เราเป็นอยู่เดิม จะทำให้เกิดเวทนามากขึ้น เมื่อเราไปปฏิบัติธรรมไหมหนอ เราจักถึงตายเพราะโรคร้ายหรือไม่หนอ (ข้อนี้ท่านแนะนำว่า ถ้าเจ็บไข้อยู่เดิมแล้ว ก็ให้รีบรักษาเสียให้หาย จะได้ไม่เป็นกังวล แต่ถ้าไม่หาย ก็ให้สลัดความกังวลหวาดกลัวในโรคนั้นทิ้งให้ได้ แล้วมุ่งมั่น เร่งรีบปฏิบัติธรรม เพื่อเอาชนะความตาย)

9. คันถปลิโพธ ได้แก่ ความกังวลห่วงใย ต่อการสะสมวิทยาการต่างๆ โดยกังวลว่า เราเสียเวลามาปฏิบัติ อยู่เช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะมีมรรคผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ ทำไมไม่เอาเวลาที่มีไปเรียนและสอบให้ได้ใบประกาศนียบัตร ดูจะดีกว่าไหม เราเรียนไปด้วยปฏิบัติธรรมไปด้วย จะไม่ดีกว่าหรือ การปฏิบัติธรรมที่มีอยู่นี้หรือจะสู้ศึกษาท่องจำตำรา รีบๆ ขวนขวายศึกษาสะสมวิทยาการต่างๆ เอาไว้ก่อนดีกว่าไหม อย่างน้อยศึกษาได้มากแค่ไหน สังคมโลกก็ย่อมยอมรับเรามากแค่นั้น เพราะเรามีหลักฐานยืนยัน แต่การปฏิบัติธรรม ถ้าเสียเวลาทำไปแล้วไม่แน่ใจว่าจะได้ผล หรือถ้าเผอิญได้ผลขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะเอาหลักฐานอะไรไปยืนยันให้สังคมยอมรับ (ท่านมีคำแนะนำว่า ควรจะศึกษาพอเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติ จึงจะดูสวยงาม กลมกลืน)

10. อิทธิปลิโพธ ความห่วงใยวิตกกังวลว่า การปฏิบัติเช่นนี้ๆ จะทำให้เกิดปาฏิหาริย์อย่างนั้นอย่างนี้ วิตกกังวลอยู่เช่นนี้จนกลายเป็นว่า ทุกครั้งที่ปฏิบัติธรรมจิตใต้สำนึกจะคอยแต่จะระลึกถึงแต่เรื่องอิทธิวิตก จนจิตไม่สงบ (ท่านมีคำแนะนำไว้ว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพึงสำนึกว่า ธรรมที่เราปฏิบัติอยู่นี้ เพื่อฟอกจิต เพื่อชำระจิตให้สะอาดปราศจากมลทิน ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เห็นความจริงของโลกได้แก่ความจริงที่ว่า สรรพสิ่งในโลกและจักรวาลนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ปฏิบัติธรรมให้เห็นเช่นนี้ด้วยปัญญา มิใช่เห็นด้วยสัญญา ท่านเตือนว่า ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อมุ่งหวังอิทธิวิตก มักจะมีอาการวิกลจริตเพราะจิตวิตกกังวล)

สรุป ความกังวลทั้ง 10 ประการดังกล่าวมานี้ ถือได้ว่าเป็นเครื่องกางกั้นท่านกับธรรมปฏิบัติ เป็นเครื่องกีดขวางสายธารแห่งธรรม ที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ดวงจิต เป็นเครื่องห่อหุ้มปกคลุมดวงจิตให้มืดบอด เป็นเครื่องทำร้ายทำลายท่าน ให้ไม่รอดพ้นจากพิษภัยแห่งวัฏฏะ เป็นเครื่องพันธนาการจิตวิญญาณของท่าน ให้ตกอยู่ในอำนาจของเหล่ามาร และเสนามารทั้งปวง อย่าเลย จงหยุดเถิด เราพอแล้ว เราวางแล้ว เราปลดปล่อยตนเองจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวงแล้ว เรากำลังจะก้าวเดินเข้าไปสู่มรรคาแห่งมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว เรากำลังจะแสวงหาเสรีภาพ และอิสรภาพจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวงแล้ว

วลีเหล่านี้ คิดว่า น่าจะใช้จัดการกับความห่วงใยวิตกกังวลทั้งหลายได้ดี หวังว่าท่านคงจะมีชัยชนะ


ตอนที่ 3 มาลองรู้จักตัวเองกันเถิด

เมื่อท่านสามารถปลดปล่อยตัวเอง ออกมาจากความห่วงกังวล นานัปการแล้ว ต้องถือว่า ท่านสอบผ่านการปฏิบัติธรรมในขั้นต้น มาได้ขั้นหนึ่ง ต่อไปนี้ จะเป็นแบบฝึกหัดของการปฏิบัติธรรมขั้นสูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือ แบบฝึกหัด ที่ว่าด้วยการทำความรู้จักตนเอง เข้าใจตัวเอง แจ่มแจ้งในตนเอง จึงจักถือว่า ท่านพร้อมที่จะควบคุมตัวเองได้ ไหว้ตนเองถูก

เหล่านี้คือแบบฝึกหัดในขั้นนี้ เป็นแบบฝึกหัดที่จำเป็นพอสมควร สำหรับนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จะเป็นผู้เก่าหรือผู้ปฏิบัติใหม่ก็ตาม ต้องทำความเข้าใจ ให้เกิดความรู้จริง มิใช่รู้จำ ส่วนวิธีที่จะทำความรู้จักตนเองนั้น ดูจะไม่ยาก เพราะพระบรมศาสดาผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ท่านทรงชี้บอกพวกเราให้ได้รู้ว่า ธรรมชาติในโลกนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือธรรมชาติในตัวกับธรรมชาตินอกตัว ธรรมชาตินอกตัวนั้นได้แก่ สัปปายธรรม แปลว่า สิ่งของ สถานที่หรือบุคคล ซึ่งเป็นที่สบาย เหมาะสม เกื้อกูล เอื้ออำนวยแก่ผู้ปฏิบัติธรรมมีอยู่ 7 อย่างคือ

1. อาวาสสัปปายะ หมายถึง ที่อยู่อาศัยที่สบาย เหมาะแก่การปฏิบัติจิตให้สงบ โดยปราศจากสิ่งรบกวนนานาประการ เช่น คนกวน สัตว์กวน เสียงกวน กลิ่นกวน บรรยากาศรอบข้างกวน เหตุอันไม่เอื้อต่อการทำจิตให้สงบ ผู้ปฏิบัติ-ธรรมควรเลือกสถานที่ปฏิบัติที่ไม่รโหฐานเกินตัวนัก เพราะจะทำให้ยุ่งยากต่อการดูแลรักษา แต่ต้องไม่คับแคบเกินไป จะทำให้อึดอัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ไม่ใหม่เกินไป หมายถึงสีสันต้องไม่ฉูดฉาดมากนัก เป็นการเย้ายวน จิตให้ฟุ้งซ่าน จักทำจิตให้สงบได้ยากไม่เก่าจนเกินไป จนไม่สามารถป้องกันภัยจากธรรมชาติ เช่น ฝนตก ลมพัด อากาศหนาว ทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับความชอบใจ พอใจ ปลงใจ พอดี ของผู้ปฏิบัติธรรมแต่ละท่าน

2. โคจรสัปปายะ หมายถึง หนทางที่เดินไปหาอาหารได้มาอย่างสบาย สบายในที่นี้ท่านจำแนกไว้ 2 ชนิดคือ

สบายกายกับสบายใจ สบายกายได้แก่ เดินไปในทางที่ไม่รกชัฏ ไม่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือถึงกับต้องปีนป่าย ทุรกันดารมากเกินไป และต้องไม่ไกลมากนัก จนทำให้เกิดทุกข์ยาก กังวลใจจนกลายเป็นต้องรีบเร่ง จ้ำเอาๆ เพื่อให้ทันเวลาอาหาร กิริยาเช่นนี้ผู้อื่นดูแล้วไม่สำรวม ไม่งาม เป็นกิริยาของผู้ละโมบ ตะกรุมตะกราม ไม่ใช่ลักษณะของสมณวิสัย

สบายใจ หนทางที่เดินไปนั้น ควรเลือกทางที่ร่มรื่นสงบเย็นไม่มีศัตรูหรือเครื่องล่อใดๆ มาทำให้จิตกระเพื่อม ไม่เดินไปในทางที่เป็นเหตุแห่งการครหานินทา เสียหาย ไม่เดินไปในทางที่จะทำให้ชีวิตเสื่อมสลายจากพระธรรม

3. กถาสัปปายะ คำพูดที่ผู้ฟัง ฟังแล้วผ่อนคลาย สบายใจ ฟังแล้วฉลาด สะอาด สงบ พูดแล้วยังให้เกิดศรัทธาต่อการปฏิบัติ เป็นคำพูดที่สนับ-สนุนส่งเสริม ให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีกำลังใจที่จะปฏิบัติต่อไปยิ่งๆ ขึ้น เป็นคำพูดที่แนะนำประโยชน์ทำลายโทษได้

4. ปุคคลสัปปายะ ได้แก่ บุคคลรอบข้างทำให้สบาย หมายถึงผู้ปฏิบัติ ถ้าคิดจะอยู่ในสังคม ก็ให้เลือกสังคมแวดล้อม ที่เป็นนักปฏิบัติธรรมด้วยกัน แล้วต่างฝ่ายต่างเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน โดยตั้งกัลยาณจิตไว้ในตนว่า จักช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในการปฏิบัติธรรมด้วยความเต็มใจ จริงใจ บริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ ในการปฏิบัติต่อกันอย่างจริงจัง พร้อมที่จะไม่เป็นตัวสร้างปัญหาอันเป็นเหตุให้เสื่อมถอยต่อการปฏิบัติให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องรับผลเสียและไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ

5. อาหารสัปปายะ หมายถึง อาหารที่บริโภคแล้ว ทำให้ผู้บริโภคสบาย ต้องเป็นอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ต้องเป็นอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดกระบวนการสะสม จนเป็นมลพิษแก่ชีวิตตนต้องเป็นอาหารเพื่อผ่อนคลายความหิวอย่างแท้จริง ต้องเป็นอาหารที่มิใช่ได้มาเพราะความมักมาก ต้องไม่เป็นอาหารที่บริโภคเพื่อจะบำรุงบำเรอร่างกาย ต้องเป็นอาหารที่ไม่สร้างภาระมากนัก

6. อุตุสัปปายะ คำว่าอุตุหมายถึง ฤดู อุณหภูมิ หรือสภาพแวดล้อม รวมความว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องเลือกอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เป็นที่สบายแก่ตน จะยังให้เกิดผลดีต่อการปฏิบัติได้มากทีเดียว เพราะนักปฏิบัติ-ธรรมผู้มีประสบการณ์น้อย ยังขาดความมั่นคงต่อการปฏิบัติ หากไม่อยู่ในสภาพ-แวดล้อมที่ดี ไม่เหมาะแก่ตนเอง ไม่เป็นธรรมชาติ ไม่เป็นที่เจริญหู เจริญตา เจริญใจ ไม่ช่วยให้จิตสงบสบาย ก็อาจจะทำให้ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด รำคาญ อาจทำให้เกียจคร้านต่อการปฏิบัติไปโดยปริยาย ฉะนั้น สภาพแวดล้อมที่ดี อุณหภูมิเหมาะสม ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติอยู่เหมือนกัน

7. อิริยาปถสัปปายะ คืออิริยาบถที่สบาย ผ่อนคลายทำได้นาน ถือว่าอิริยาบถนั้นเหมาะสมกับตนที่สุด การบำเพ็ญธรรมไม่จำเป็นต้องผูกขาดตายตัวอยู่ในอิริยาบถใด อิริยาบถหนึ่ง ต้องถือว่าทุกอิริยาบถสามารถทำให้เราเข้าถึงธรรมได้ เพียงแต่ว่าถ้าอิริยาบถใด ทำให้จิตสงบระงับได้ง่าย ตั้งมั่นอยู่ได้นาน รู้ทั่วถึงธรรมได้เร็ว ก็ให้ถือว่าอิริยาบถนั้นเป็นที่สบายสำหรับเรา (สำหรับผู้ที่ชอบนั่ง และสามารถที่จักนั่งได้ เป็นที่สบายแก่ตน เพราะศาสดาทรงบัญญัติเครื่องรองนั่งเอาไว้ ทรงเรียกว่า นิสีทนะ ผ้าปูนั่ง เครื่องรองนั่ง ผู้เขียนแนะนำว่า ถ้าจะนั่งให้ถูกวิธี และไม่ผิดต่อหลักโครงสร้างสรีระ แถมยังเป็นที่สบายแก่ ผู้นั่ง ควรหาหมอนที่ยัดด้วยอะไรก็ได้ ที่มีความยืดหยุ่นพอ กว้างยาวเท่ากัน เช่น หมอนเหลี่ยมของทางอีสาน มารองที่ก้นกบของตน ส่วนเท้าและท่อนขา เข่า ปล่อยทับอยู่บนเสื่อหรือผ้า ถ้าไม่มี ก็เป็นพื้นเรียบๆ ธรรมดาก็ได้ แต่ต้องมีหมอนรองก้น เพื่อให้ลำตัวตั้งตรงกระดูกสันหลังไม่ขบบิด จะได้ไม่ทรมาน ทั้งยังทำให้นั่งได้นานด้วย)

สรุป ที่กล่าวมาแล้วนี้ คือธรรมชาตินอกกาย ซึ่งอาจจะมีอิทธิพลแก่วิถีธรรมของตนก็ได้ หรืออาจจะไม่มีอิทธิพลต่อชีวิตตนเลยก็ได้ ถ้าคิดว่าเรารู้จักตนเองอย่างแจ่มชัด เข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้ง ควบคุมตนเองได้ เป็นเจ้า-นายตัวเอง เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ ธรรมชาตินอกกายดังกล่าวมานี้ ดูจะไม่มีอำนาจครอบงำเราได้เลย ทั้งนี้ สุดแต่ดุลพินิจของเพื่อนนักปฏิบัติธรรม จะพิเคราะห์ใคร่ครวญเลือกสรรเอาเอง ตามแต่จะเห็นสมควร

เมื่อนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้ทราบถึงธรรมชาตินอกกายตนไปแล้ว ก็จักขอบอกกล่าวถึงธรรมชาติ ในกายตนต่อไป ซึ่งพระพุทธะผู้เจริญ พระองค์ได้ทรงชี้ให้ชาวเราทั้งหลาย หันเข้ามามองและสังเกตสิ่งที่มีอยู่ในกายตน แล้วทรงสั่งสอนให้รู้จักแยกแยะว่า อะไรเป็นสาระและไร้สาระ ทั้งยังทรงบอกวิธีกำจัดสิ่งที่ไร้สาระ ระวังรักษาสร้างเสริมสิ่งที่เป็นสาระให้คงอยู่ เจริญขึ้นจนเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ ธรรมชาติภายใน กายที่มีอยู่ในอุปนิสัย เป็นสิ่งที่ผูกสนิทติดตัวเราอยู่ ท่านเรียกว่า จริต คือ สิ่งที่มีประจำอยู่ในจิต อย่างชนิดจำเจ ซ้ำซากจนติดเป็นนิสัย จริตในกายเรามีอยู่ 6 อย่างคือ

1. ราคจริต หมายถึง ผู้มีอุปนิสัยซ้ำซากจำเจกับความรักสวยรักงาม ผู้มีจริตเช่นนี้จะเป็นคนที่นิยมชมชอบ ความมีระเบียบเรียบร้อย เป็นผู้มีรสนิยมสูง ทะเยอทะยาน ฟุ้งเฟ้อ หนักไปทางละโมบ

วิธีแก้ ท่านแนะนำให้ ทำ หา ใช้ สิ่งตรงกันข้ามกับความสวยงาม เช่น ให้ใช้เครื่องอุปโภค บริโภค ที่ตรงกันข้ามกับความสวยงาม คือ เครื่องอุปโภคบริโภคที่เศร้าหมอง ไม่บริโภคของที่มีรูปสวย ไม่บริโภคของที่มีสีฉูดฉาด ไม่บริโภคของที่มีกลิ่นหอมรุนแรง ไม่บริโภคของที่มีรสจัด

อิริยาบถ ที่เหมาะกับการบำเพ็ญธรรม ของผู้มีราคจริตก็คือ...อิริยาบถยืนและเดิน พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนให้มากที่สุด

สี ที่แก้ราคจริตได้ดี คือ สีเขียว หรือไม่ก็ให้เลือกโทนสีมอซอ เศร้า-หมอง

ราคจริต มีกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่ตนคือ กายคตานุสติ กัมมัฏฐาน พิจารณาอาการที่เกิดขึ้นในกายตนเป็นอารมณ์ อสุภกัมมัฏฐาน พิจารณาให้เห็นสิ่งปฏิกูล สกปรก ที่มีอยู่ในกายตน และคนอื่น มรณานุสติกัมมัฏฐาน พิจารณาถึงความตาย ขณะที่เห็นสัตว์อื่นตาย กำลังตาย หลังตาย มีสภาพเช่นไร จนทำให้เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดยินดี ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

2. โทสจริต ได้แก่ผู้มีอุปนิสัยซ้ำซากจำเจอยู่ในอารมณ์หงุดหงิด ฉุน-เฉียว โกรธง่าย ใจร้อน มักทำอะไรลวกๆ หยาบ รวดเร็ว มักง่าย ดูจะเป็นผู้มีกิริยากระตือรือร้น จนกลายเป็นความร้อนรนอยู่ไม่ค่อยติดที่ เหมือนจะไม่มีความสุข เป็นผู้ทนต่อคำสอนได้ยาก ปฏิบัติตามระเบียบวินัยลำบากไม่ค่อยอยากทำตาม ชีวิตเป็นอยู่มักจะไม่ค่อยรักษาความสะอาด

วิธีแก้ ท่านแนะให้หาเครื่องอุปโภคบริโภคที่ประณีตบรรจง สวยงาม มีรูปลักษณ์อันละเอียดอ่อน มีสีสดใส มีกลิ่นหอมสดชื่น มีรสอันละเมียดละไม กลมกล่อม ให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นระเบียบเรียบร้อย คบหาสมาคมกับผู้มีกิริยาวาจาสุภาพ ใจคอโอบอ้อมอารี

อิริยาบถ ที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมของผู้ที่มี โทสจริต คือ อิริยาบถนั่งหรือนอนมากกว่ายืนและเดิน

สี ที่ควรใช้ คือสีขาวและสีฟ้าอ่อน ต้องเป็นสีที่ใช้แล้วเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย

โทสจริต เหมาะสมกับกัมมัฏฐานที่ว่าด้วย การเจริญเมตตา ซึ่งมีอยู่ในพรหมวิหาร 4 โดยตั้งความรัก ความปรารถนาดี คิดช่วยให้สัตว์ผู้ร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่รอดปลอดภัย พ้นจากทุกข์ โทษภัยทั้งปวง พร้อมทั้งภาวนาในใจว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข จาคานุสติกัมมัฏฐาน บริจาคให้ปันสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ รวมไปถึง ให้น้ำใจ ให้อภัย ให้ธรรม โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน และวรรณกสิณ 4 คือ กสิณสีม่วง กสิณสีเหลือง กสิณสีแดง กสิณสีขาว

3. โมหจริต หมายถึง ผู้มีอุปนิสัยซ้ำซาก จำเจในอารมณ์ หงอยเหงา ซึมเศร้า ไม่ค่อยกระตือรือร้น มีกิริยาอาการเซื่องซึม เชื่องช้า ความรู้สึกนึกคิดไม่ค่อยปลอดโปร่ง ไม่ค่อยมีปัญญาหลังยาว ขี้เกียจ เวลาจะทำอะไร หรือใครมาชวนให้ทำอะไรก็มักจะทำตามๆ เขาไป ไม่ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ถ้ามีผลตอบรับมาเล็กๆ น้อยๆ ก็หลงเชื่ออย่างหัวปักหัวปำ คนเช่นนี้จะมีอยู่มากในสังคม ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อการพัฒนา ทั้งทางวัตถุและจิตวิญญาณ

วิธีแก้ไข ท่านให้เลือกเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีขนาดใหญ่ เช่น ที่อยู่อาศัย ก็ต้องให้มีขนาดใหญ่ โอ่โถง เปิดโล่ง มีการระบายอากาศได้ดี เปิดให้แสงสว่างจากธรรมชาติสาดส่องเข้ามาในที่อยู่อาศัยได้มากที่สุด อุปกรณ์เครื่องใช้ทุกชนิด พยายามเลือกที่มีสีสันสดใส อาหารการกินก็ให้ประดับประดาตกแต่งอย่างประณีตวิจิตรบรรจง รสชาติต้องปรุงให้จัดจ้านพอสมควร กลิ่นต้องมีกลิ่นที่รุนแรง พยายามเลือกคบคน หรือเลือกเข้าสังคมที่กระตือรือร้น มีระเบียบวินัย ทำอะไรด้วยความคิดไตร่ตรอง รอบคอบ หาสังคมที่สามารถแนะนำประโยชน์ ชี้สิ่งที่เป็นโทษให้เรารู้ได้ เป็นสังคมที่อาจสอนให้เราทำอะไรๆ ด้วยความรวดเร็ว เร่งรีบ รวบรัด เรียบร้อย ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ สิ่งที่กล่าวมานี้ ดูจะเป็นที่สบายแก่ผู้มีโมหจริต

อิริยาบถ ที่เหมาะแก่ผู้มีโมหจริตได้แก่ อิริยาบถยืนกับเดิน พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนให้มากที่สุด ถ้ามุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัย แก้ไขพฤติกรรมของตน

สี ต้องใช้สีดูแล้วสดใส สว่างไสว เช่น สีทอง สีเหลือง สีขาว

โมหจริต มีกัมมัฏฐานที่เป็นที่สบายคือ อานาปานสติกัมมัฏฐาน การระลึกรู้ลมหายใจเข้าออก

4. สัทธาจริต หมายถึง ผู้มีอุปนิสัยจำเจซ้ำซาก ในทางหลงงมงาย เชื่อง่าย มีอุปาทาน คือความยึดถือมาก ใครมาพูด มาบอก มาชวนอะไร ที่ตรงใจ ถูกใจ พอ-ใจ ชอบใจ ก็จะหลงเชื่อเขาไปหมด เป็นบุคคลที่ด้อยทางปัญญา ไม่ค่อยมีความคิดไตร่ตรองใคร่ครวญ ไม่ละเอียดอ่อน ขาดความเป็นตัวของตัวเอง เมื่อเชื่อหรือศรัทธาที่จะทำอะไรแล้ว จะทำอย่างหัวปักหัวปำ ดูคล้ายคนขยัน แต่ขยันไปในทางที่ไม่ค่อยฉลาด ดูเหมือนจะเป็นคนจริงจัง แต่เป็นความจริงจังในความหลง ถ้าจะมีระเบียบวินัย ก็เป็นระเบียบวินัยที่เป็นไปในความเชื่อผิดๆ ไม่ใคร่พิเคราะห์ พิสูจน์ทราบกับเขานัก ไม่ค่อยมีความคิดเป็นของตัวเอง ถ้าเผอิญคิดได้ ก็เป็นความคิดที่ไม่แยบคาย เป็นความคิดที่ไม่ทำลายปัญหา แต่กลับเป็นความคิดที่อาจก่อให้เกิดปัญหาเสียด้วยซ้ำ

วิธีแก้ ต้องพยายามอยู่ในสังคมของคนที่มีปัญญา คบหาผู้คนที่เขามีความจริงใจ มีน้ำใจที่จะนำ วิถีคิด วิถีงาน วิถีชีวิต วิถีจิต ที่เป็นวิถีพุทธะ คือ รู้ ตื่น และเบิก-บานให้กับเรา เครื่องอุปโภคบริโภค ควรมีรูป รส กลิ่น สี ที่สดใสสวยงาม ละเอียดอ่อน ประณีตบรรจง หอมหวาน กลมกล่อม และเป็นระเบียบเรียบร้อย

อิริยาบถ ที่ควรแก่ผู้มีสัทธาจริต ก็คือ อิริยาบถนั่ง หรือนอนมากกว่ายืนและเดิน

สี ที่เหมาะได้แก่ สีขาวสดใส สีฟ้าอ่อน สีครีม หรือจะเป็นโทนสีที่สว่าง สีใดสีหนึ่งก็ได้

สัทธาจริต กัมมัฏฐานที่เป็นที่สบาย ได้แก่ อนุสติ 6
พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
สีลานุสติ ระลึกถึงคุณแห่งศีล วิธีรักษาศีล อานิสงส์แห่งศีลเป็นอารมณ์
จาคานุสติ ระลึกถึงการให้ปัน บริจาค เสียสละด้วยจิตเมตตา
เทวตานุสติ ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดา รักษา คุณธรรมนั้น ให้เจริญขึ้นในกายตน ยินดีในเทวดานั้นๆ ที่มากด้วยคุณธรรม