5. พุทธิจริต หมายถึง ผู้ที่มีความซ้ำซากจำเจ ต่อความขยันหมั่นเพียร เรียนรู้ สนใจจดจ่ออยู่กับการศึกษาค้นคว้า ไตร่ตรอง พิสูจน์ พิจารณาถี่ถ้วน ละเอียดรอบ-คอบ มีระเบียบวินัย และปัญญาดี ไม่เป็นคนที่เชื่อถืออะไรง่ายๆ ถ้าจะเชื่อก็ต้องพิสูจน์ จนเห็นผลแล้วจึงเชื่อ เป็นผู้มีเหตุผล อดทน กล้าที่จะเผชิญต่อปัญหานานานัปการ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างหมดจด รอบคอบ รู้จักหยิบและยึดถือในเวลา และสถานการณ์ที่ควรหยิบถือ รู้จักปล่อยวาง ในเวลาและสถานการณ์ที่ควรปล่อยวาง เป็นผู้ฉลาดในวิถีงาน วิถีชีวิต วิถีคิด วิถีจิต เป็นหนึ่งเดียวกับวิถีพุทธ รู้ ตื่น และเบิกบาน
วิธีแก้ไข ไม่มี เพราะมิได้เป็นผู้ก่อปัญหา ไม่สร้างมลภาวะ ทั้งยังมีชีวิตเพื่อยังประโยชน์ แก่ตนและสังคม แต่ก็มิใช่หมายความว่า จักเป็นผู้ดีเลิศจนถึงที่สุดทุกข์ เหตุเพราะยังมิได้ญาณ ปัญญาหยั่งรู้สามัญลักษณะ 3 ประการ คือ อนิจจา ความไม่เที่ยง ทุกขตา ความเป็นทุกข์ อนัตตา ไม่มีตัวตน ด้วยปัญญาหยั่งรู้ หยั่งเห็นโดยแยบคาย ทุกขณะของลมหายใจ จึงต้องเพียรพยายามฝึกหัด ดัดกายวาจาใจ ให้อยู่ในมัชฌิ-มาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ไม่ข้องแวะที่สุด 2 อย่าง คือ กามสุขัลลิกานุโยค ทำตนให้พัวพันหลงไหลอยู่ในกามคุณ ด้วยคิดว่าเป็นวิถีพ้นทุกข์ อัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบากทรมารด้วยคิดว่าเป็นวิถีพ้นทุกข์ จะต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในองค์ 8 ประการ คือ
1. ปัญญาเห็นชอบ ได้แก่เห็นอริยสัจ 4
2. ดำริชอบ
3. เจรจาชอบ
4. การงานชอบ
5. เลี้ยงชีวิตชอบ
6. เพียรชอบ
7. ระลึกชอบ
8. ตั้งใจชอบ
เหล่านี้เป็นมรรควิธีที่สบาย เจริญมั่นคงแก่ผู้มีพุทธิจริต อิริยาบถ ผู้ที่เป็นพุทธิจริตจะเหมาะสำหรับทุกอิริยาบถสี ผู้มีพุทธิจริต จักเหมาะสำหรับทุกสี
พุทธิจริต กัมมัฏฐานเป็นที่สบาย 4 อย่าง คือ
มรณานุสติ พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ เราจักต้องตายเป็นแน่ ความตายเป็นสาธารณะ เป็นธรรมดาแก่สัตว์ทั้งหลาย เราหนีความตายไม่พ้น
อุปสมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระนิพพาน ที่สามารถระงับกิเลสและกองทุกข์ได้
อาหาเรปฏิกูลสัญญา พิจารณาถึงความปฏิกูลในอาหาร พิจารณาถึงความน่ารังเกียต โดยการบริโภค โดยที่เกิดของอาหาร โดยอาการของอาหาร โดยการสะสม คั่งค้างอยู่นานของอาหารนั้น
จตุธาตุกัมมัฏฐาน พิจารณาให้เห็นชัดด้วยสติปัญญา ว่ากายนี้จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ (รายละเอียดดูในธาตุกัมมัฏฐาน)
6. วิตกจริต ได้แก่ผู้มีอุปนิสัยจำเจซ้ำซาก ไปในความคิด สับสน ฟุ้งซ่าน จับจด เหม่อลอย ขาดสติ ขี้ลืมบ่อยๆ ทำพูดคิดมักจะผิดๆ พลาดๆ ไม่ค่อยรู้สึกตัว ความนึกคิดไม่ค่อยปะติดปะต่อ ไม่อยู่กับร่องกับรอย อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย ไม่มีความรับผิดชอบ ชีวิตจะหนักไปในอคติ 4 คือ ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะไม่ชอบ ลำเอียงเพราะเขลา ลำเอียงเพราะกลัว เป็นผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ ถ้าหลับก็หลับไม่ค่อยสนิท จะฝันร้ายเป็นประจำ ระบบย่อยอาหารและขับถ่ายของเสียในร่างกาย มักไม่ค่อยปกติ มีชีวิตที่ไม่ค่อยเป็นสุข
วิธีแก้ไข ต้องพยายามเลือกอยู่ในสังคมที่สุข สงบ อบอวล แวดล้อมไปด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติได้ช่วยบำบัดเครื่องอุปโภคบริโภคทั้ง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ต้องไม่วิจิตรพิสดาร มีรูปลักษณ์ที่เรียบง่าย พอเหมาะแก่การใช้สอย กลิ่นต้องไม่รุนแรง รสอาหารไม่จัดนัก ฟังเสียงเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย ต้องไม่เป็นเสียงที่ทำให้คิดมากนัก สัมผัสต่างๆ ต้องบางเบาสบาย ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีเฉพาะสิ่งที่จำเป็นกับชีวิตตนเท่านั้น เพราะถ้าขืนมีเอาไว้มากๆ ก็จะทำให้คิดวิตกกังวลมากเรื่องอีก รวมความก็คือการแก้วิตกจริต ต้องแก้ด้วยค่าของความเป็นกลาง
อิริยาบถ ที่สบายของผู้มีวิตกจริต ต้องเป็นอิริยาบถเพื่อความผ่อนคลายเท่านั้น จะเป็น ยืน เดิน นั่ง นอนก็ได้ แต่ต้องไม่เกิดกังวลวิตก
สี ที่สบายแก่วิตกจริต คือ สีสะอาด เบาบาง ดูแล้วสบายตา เช่น สีน้ำทะเล สีตองอ่อน สีเขียวอ่อนๆ
วิตกจริต ให้เจริญภูตกสิณ 4 คือ กสิณดิน กสิณน้ำ กสิณลม กสิณไฟ และอรูปกัมมัฏฐาน 4 คือ
อากาสานัญจายตนะ พิจารณาว่าอาการอันหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
วิญญานัญจายตนะ พิจารณาวิญญาณอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์
อากิญจัญญายตนะ พิจารณาความไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรเป็นอารมณ์
เนวสัญญานาสัญญายตนะ พิจารณาภาวะมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็นอารมณ์
กัมมัฏฐานเป็นที่สบายและเหมาะแก่จริตทั้งปวงได้แก่ อรูปกัมมัฏฐาน 4 (แต่ต้องเจริญกัมมัฏฐานกองอื่นมาก่อน)
จึงมาเจริญอรูปกัมมัฏฐาน เช่น รูปฌาน 4
อากาสานัญจายตนะ
วิญญานัญจายตนะ
อากิญจัญญายตนะ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ภูตกสิณ 4
กสิณดิน คือเครื่องจูงใจ ผูกใจเอาไว้ในอารมณ์เดียว คือดินที่เพ่ง
กสิณน้ำ คือเครื่องจูงใจ ผูกใจเอาไว้ในอารมณ์เดียว คือน้ำที่เพ่ง
กสิณลม คือเครื่องจูงใจ ผูกใจเอาไว้ในอารมณ์เดียว คือลมที่เพ่ง
กสิณไฟ คือเครื่องจูงใจ ผูกใจเอาไว้ในอารมณ์เดียว คือไฟที่เพ่ง
สรุปว่า จริตทั้ง 6 นี้ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในกายของตนทุกคน อยู่แต่ว่าใครจะมีจริตชนิดไหนมากกว่าเท่านั้น การที่เราจะรู้ว่าจริตชนิดไหนมีจำเจซ้ำซากในตัวเรา เราก็ต้องหันกลับมาดูตัวเอง ค้นหาตัวเอง ทำความรู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง แจ่มแจ้งในตัวเอง แล้วเราก็จะบอกกับตัวเองได้ว่า ในตัวเรามีขี้กี่กอง มีทองกี่กอง ที่สำคัญเราต้องยอมรับว่าในตัวเรายังมีขยะที่ต้องกำจัดอยู่มาก รวมถึงจริตทั้ง 6 นี้ด้วย ผู้อื่นก็ไม่สามารถกำจัดขยะให้แก่เราได้นอกจากตนเอง
สำหรับวิธีเอาชนะ จริตทั้ง 6 ที่ผู้เขียนแสดงมานั้น อย่าถือว่าเป็นข้อยุติ ถูกต้องที่สุด ท่านอาจจะมีวิธีที่ดี และถูกต้องที่สุดกว่านี้ก็ได้ ถ้าท่านพยายามค้นหาทำด้วยตัวเอง ผู้เขียนเขียนจากความทรงจำ ที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากคำสอนของพระศาสดา บวกกับประสบการณ์ทางวิญญาณของตัวเอง ซึ่งก็อาจจะไม่ตรงกับความรู้สึกของท่านผู้อ่านมากนัก แต่ก็ขอให้ทำใจเป็นกลางๆ ในขณะที่อ่านแล้วโปรดสังเกต ใคร่ครวญวิเคราะห์ดูให้ถี่ถ้วน ท่านคงจะได้อะไรดีๆ บ้างไม่มากก็น้อย