ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย ผู้มีสติตั้งมั่น พิจารณาอาการที่มีอยู่นอกและในกายด้วยปัญญาเห็นชัด ตามความเป็นจริง เธอทั้งหลาย ก็จักถอนเสียได้ ซึ่งตัณหา ความทะยานอยากละเสียได้ซึ่งอวิชชาความไม่รู้ ละเสียได้ซึ่งความหลงในการสร้างภาพ ภิกษุนั้นไม่อิงอะไร ไม่ถืออะไรในโลกนี้ (รายละเอียดในการพิจารณาปฏิกูลอย่างพิสดาร ท่านให้ดูในคัมภีร์วิสุทธิมรรค)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีอีกข้อ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความเพียร มีสติตั้งมั่น พิจารณาด้วยปัญญา เห็นชัดตามความเป็นจริงว่า กายนี้ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ พิจารณาแยกธาตุภายในกาย อุปมาดังคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ชำนาญ ฆ่าแล้วนั่งชำแหละเนื้อออกเป็นชิ้นๆ แยกวางไว้ ณ บนทางใหญ่ 4 แพร่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงพิจารณา ดูกายนี้ ทั้งภายในและภายนอก ที่ปรากฏอยู่ โดยความเป็นธาตุทั้ง 4
(ดูความละเอียดพิสดารในการพิจารณา ในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความเพียรเพ่งอยู่ มีสติตั้งมั่น พิจารณากายนี้ โดยความเป็นซากศพ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีลักษณะอสุภะ 9 ประการ
อสุภ ที่ตายล่วงแล้ว วันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง ขึ้นพองอืด มีสีเขียว มีหนอง เลือด และน้ำหนองไหล
อสุภ ที่มีหมู่สัตว์กัดกิน และกำลังกัดกิน
อสุภ ที่เหลือจากสัตว์กัดกินแล้ว ยังมีกระดูก เลือด เส้นเอ็นรัดรึง
อสุภ ที่ไม่มีเนื้อ มีแต่กระดูก กับเส้นเอ็นรัดรึงติดอยู่ เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง
อสุภ ที่ไม่มีทั้งเนื้อและเลือด เหลือแต่กระดูก กับเส้นเอ็นรัดรึงติดกันอยู่
อสุภ ที่ไม่มีทั้งเนื้อ เลือดและเส้นเอ็น รัดรึงติดอยู่เลย มีแต่ท่อนกระดูกกระจัดกระจาย
อสุภ ที่มีแต่กระดูกขาวเหมือนสีหอยสังข์
อสุภ ที่มีแต่กองกระดูกเหลืออยู่
อสุภ ที่มีแต่กระดูกเก่า ผุกร่อน เป็นผุยผง
เมื่อภิกษุ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ มีสติตั้งมั่น เห็นชัดตามความเป็นจริงว่าอสุภเหล่านี้หาใช่มีอยู่แต่ในกายผู้อื่นไม่ แม้กับกายเราก็เป็นเช่นนี้เป็นธรรมดา ไม่พ้นไปได้ ภิกษุนั้นเฝ้าพิจารณาอสุภนั้นทั้งในกายตน และกายผู้อื่น ภิกษุนั้นตั้งสติกำหนดพิจารณาว่า กายนี้มีอยู่เพียงเพื่อศึกษา ฝึกฝน รักษา ศีล สติ สมาธิ ปัญญา (เป็นความเข้าใจของผู้เขียน) จักได้เป็นผู้ไม่ถืออะไรในโลก เป็นผู้ไม่ยึดติดอะไรในโลก
เมื่อท่านผู้เจริญทั้งหลาย ศึกษาพิจารณามหาสติปัฏฐานข้อว่า พิจารณากายในกายครบตามกระบวนการทั้ง 6 แล้ว ปฏิบัติด้วยความหมั่นความเพียร พยายามมีสติตั้งมั่น จนเกิดปัญญารู้เท่าทันการเกิดดับของจิตทุกดวงได้แล้ว ท่านก็จะไม่ทำให้จิตที่เกิดใหม่ กลายเป็นมลภาวะ ด้วยการสร้างความปรุงแต่งให้แก่จิต เมื่อจิตที่เกิดขึ้นมาใหม่ปราศจากความปรุงแต่ง จิตดวงนั้นดับไป โดยไม่มีมลภาวะตกค้าง จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้น ก็จักไม่ได้รับมลภาวะของจิตดวงเก่าที่ดับไป พร้อมกระนั้นก็ไม่สร้างขยะมลภาวะใหม่ ให้แก่จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้น ปฏิบัติได้ดังนี้ จึงนับได้ว่า ท่านเป็นผู้เข้าถึงวิมุติ ความหลุดพ้น พ้นจากสภาวะความปรุง ผูก-พัน ยึดถือ และพ้นจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง พ้นจากความอยาก ที่สร้างเหตุของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย กระบวนการของจิตท่าน จักได้รับการปลดปล่อย ผ่อนคลาย เบาสบาย อิสระในที่สุด
ตอนที่ 5 ข้อคิดจากผู้เขียน
ลูกรัก สมาธิที่ดีไม่ควรจะมีเฉพาะตอนนั่งหลับตา มันควรจะอยู่
ในทุกอิริยาบถอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นปกติธรรม
ลูกรัก เมื่อใดที่เจ้าหยุด
ความนิ่งก็เกิด ความสงบก็จักปรากฏ
ความตรึกตรอง เจ้าก็จักได้เป็นเจ้าของ
เมื่อตรอง จิตผ่อง ก็จักมี
ลูกรัก อารมณ์จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับกาย ไม่ใช่หนึ่งเดียวกับ
พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ธรรมชาติ จักรวาล โลกพลังหรือ
ต่ออะไร อะไร แต่เป็นปฏิปักษ์ต่อกายตน...นั่นไม่ใช่วิถีคิดแห่งพุทธ-
ธรรมนี้แน่
ลูกรัก สมาธิ เป็นพลังของพฤติกรรม ความตั้งมั่น ความระลึก-
รู้ เป็นผู้ช่วยสนับสนุนพฤติกรรม ความใคร่ครวญไตร่ตรอง เป็นเครื่อง
รองรับพฤติกรรม ความมีคุณมีประโยชน์ เป็นสาระปราศจากโทษ เป็น
ประโยชน์ต่อจิตวิญญาณ
ตอนที่ 6 ข้อเสนอแนะ
ยามสาม ตื่นขึ้นบำเพ็ญเพียร
ยามสุดท้าย ออกแวะเวียนโปรดสัตว์
กลับมาสรงน้ำและทำวัตร
ปฏิบัติจัดการพัฒนากิจ
เสร็จสิ้นสนิทจิตกังขา
เล่าเรียนเขียนอ่านผ่านตำรา
บูชาธรรมมาในข้ากู
เร่งผนึกตรึกตนค้นให้พบ
จะได้จบเรื่องจริงสิ่งสงสัย
หากมิได้บำเพ็ญเป็นจัญไร
ก็ให้ตายในไพพนาภารตี