ยังใช้กระบวนทัศน์ supply-push กันอยู่

กระบวนทัศน์ supply-push คือเอาวิชา/มหาวิทยาลัย/อาจารย์ เป็นตัวตั้ง ต้องแทนที่ด้วยเอาปัญหา/ กิจการจริงในสังคม/สถานประกอบการเป็นตัวตั้ง ทำภารกิจโดยเอาชีวิตจริงเป็นตัวตั้ง ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ ซึ่งหมายความว่า ฝ่ายบริหาร/ปฏิบัติการ ต้องช่วยกันคิดหาวิธีการ/กุศโลบาย เปลี่ยนกติกา และเงื่อนไขต่างๆ ของการเรียนการสอน ให้เอื้อต่อกระบวนทัศน์ demand-pull ไม่ใช่เอื้อต่อกระบวนทัศน์ supply-push อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ไปประชุมเป็นครั้งแรก ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ

วาระหลักเชิงนโยบายในวันนั้นคือ "นโยบายพัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล การผลักดันให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นปัญญาของแผ่นดิน" หรือเรื่องการปฏิรูปการเรียนการสอน นั่นเอง ที่เป็นการนำเสนอเชิงนโยบาย โดยท่านอธิการบดี ศ. (คลินิก) นพ. อุดม คชินทร ที่ปักธง ว่าจะเปลี่ยนแปลง การเรียนการสอนจาก passive learning ไปเป็น active learning ให้ได้ ให้นักศึกษา และกระบวนการเรียนรู้ เป็นพลังขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นปัญญาของแผ่นดิน

หัวใจคือ คำว่า เป็นปัญญาของแผ่นดิน ต้องตีความให้ชัด และเชื่อมโยง

ในที่ประชุม ศ. นพ. ประเวศ วะสี เสนอกลไกให้กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าไปร่วมผลักดัน การเปลี่ยนแปลง ที่ผมตีความว่า เพื่อให้มหาวิทยาลัยมหิดลเข้าไปใกล้ชิดชีวิตจริงในสังคมมากขึ้น

และมีคนเสนอว่า ต้องลดจำนวนนักศึกษาระดับปริญญาตรีลง เพื่อให้ชั้นเรียนเล็ก และจัดการเรียนรู้ แบบ Project-Based Learning ได้สะดวกขึ้น โดยต้องพานักศึกษาไปทำโครงการในสถานที่จริง สถานการณ์จริง โดยนอกจากนักศึกษาได้เรียนรู้แล้ว ก็ยังได้ผลในด้านการสร้างนวัตกรรมให้แก่สังคม หรือแก่หน่วยงาน ที่เข้าไปทำโครงการ

ในที่ประชุมวันนั้น มีวาระเสนอขออนุมัติหลักการเปิดหลักสูตรใหม่ ๕ หลักสูตร เป็นระดับ บัณฑิตศึกษาทั้งสิ้น ลักษณะของการประชุมในวาระนี้ มีเอกสารให้กรรมการอ่านมาก่อน ในที่ประชุม เลขานุการสภาสรุปเป้าหมายและการดำเนินการย่อๆ ตามด้วยการซักถามเจ้าของหลักสูตรผู้มาชี้แจง ๑ - ๓ คน ซึ่ง ดร. สมเกียรติวิจารณ์ว่า "เปิดง่าย"

ดร. สมเกียรติ วิจารณ์ว่า ดูจากการประชุมช่วงชี้แจงหลักการเพื่อขออนุมัติเปิดหลักสูตรถึง ๕ หลักสูตรใน ๑ เดือน และไม่เห็นขออนุมัติปิดหลักสูตรเลย แสดงว่ามหาวิทยาลัยมหิดลยังอยู่ในช่วงขยายตัว จะขยายตัวต่อไปอีกนานเท่าไร

ศ. นพ. บรรจง มไหสวริยะ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยชี้แจงว่า ตามไตล์การประชุมสภามหาวิทยาลัย การกำกับหลักสูตรอยู่ในสภาพ "เปิดดัง" "ปิดเงียบ" คือก่อนได้รับอนุมัติให้เปิดต้องมาชี้แจงในสภา เป็นวาระเพื่อพิจารณา แต่ตอนปิด เมื่อเสนอผ่านขั้นตอนของฝ่ายบริหารแล้ว ก็บรรจุอยู่ในแฟ้มประชุม วาระเพื่อทราบ ในช่วง ๗ ปีที่ท่านเป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จำนวนหลักสูตรบัณฑิตศึกษาลดลง หลายสิบหลักสูตร

ผมกลับมาไตร่ตรองที่บ้าน ตระหนักในเชิงกระบวนทัศน์ว่า เรายังตกหลุมกระบวนทัศน์ supply-push กันอยู่โดยไม่รู้ตัว และหากจะให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นปัญญาของแผ่นดิน ได้อย่างแท้จริง เราต้องขึ้นจาก หลุมนี้

การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นเลิศในลักษณะมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก และเป็นปัญญาของแผ่นดิน ไปพร้อมๆ กัน จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ในหลายด้าน ที่สำคัญๆ ได้แก่

  • กระบวนทัศน์อุดมศึกษาในศตวรรษที่ ๒๐
  • กระบวนทัศน์แยกส่วน
  • กระบวนทัศน์ supply-push

กระบวนทัศน์อุดมศึกษาในศตวรรษที่ ๒๐ คือสร้างบัณฑิตออกไปทำงานตามมาตรฐานแบบแผน ที่กำหนด ต้องแทนด้วยกระบวนทัศน์แห่งศตวรรษที่ ๒๑ คือสร้างบัณฑิตออกไปเป็น change agent

กระบวนทัศน์แยกส่วน คือมอง (และปฏิบัติ) ภารกิจของมหาวิทยาลัยแต่ละด้านแยกส่วนกัน ต้องแทนที่ด้วยการพัฒนาวิธีทำงานที่ "ยิงกระสุนนัดเดียว ได้นกหลายตัว" คือทำงานบูรณาการกัน และเกิดพลัง synergy

กระบวนทัศน์ supply-push คือเอาวิชา/มหาวิทยาลัย/อาจารย์ เป็นตัวตั้ง ต้องแทนที่ด้วยเอาปัญหา/ กิจการจริงในสังคม/สถานประกอบการเป็นตัวตั้ง ทำภารกิจโดยเอาชีวิตจริงเป็นตัวตั้ง ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐

ซึ่งหมายความว่า ฝ่ายบริหาร/ปฏิบัติการ ต้องช่วยกันคิดหาวิธีการ/กุศโลบาย เปลี่ยนกติกา และเงื่อนไขต่างๆ ของการเรียนการสอน ให้เอื้อต่อกระบวนทัศน์ demand-pull ไม่ใช่เอื้อต่อกระบวนทัศน์ supply-push อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เริ่มตั้งแต่การคิดหลักสูตรใหม่ ต้องออกไปคิดจากมุมของสภาพสังคมจริงชีวิตจริง คิดร่วมกับ demand-side หรือให้ demand-side ช่วยแนะนำ หรือบอกความต้องการ ซึ่งจะนำไปสู่การปิดหลักสูตรเก่า ที่ล้าสมัย และเปิดหลักสูตรใหม่ที่ตรงกับความต้องการแห่งยุคสมัย

วิธีบริหารหลักสูตรแบบนี้ ผมเรียนกว่า แบบสนองพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม (University – Society Engagement)


วิจารณ์ พานิช

๑๙ ก.พ. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

ผมเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นนามาธรรมมากเกินไป

ยากเอาไปปฏิบัติ

ทำไมไม่ลองคิดอะไรที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ แล้วบอกวิธีปฏิบัติด้วย

เพื่อให้ทำได้จริงครับ