คิด เขียน เอกสารประกอบงานสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์

gramineae
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

การสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางความคิดสติปัญญา จัดเป็นเป็นความคิดระดับสูงเพราะการสร้างสรรค์มิได้ใช้แค่การจดจำเพื่อสนองตอบจุดมุ่งหมาย หากจะต้องใช้การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประมวลผล ร่วมกับจินตนาการเพื่อคิดและสร้างสิ่งใหม่ๆ จึงกล่าวได้ว่าความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างสมดุลระบบระหว่างสมองซีกซ้ายกับสมองซีกขวา เหตุผล ความจริง ประสานกับจินตนาการ ความคิดฝัน แต่ทั้งนี้การสร้างสรรค์จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติการเพื่อให้เห็นผลในเชิงประจักษ์ ต้องอาศัยทักษะการปฏิบัติการ ความชำนาญที่เกิดจากการ เรียนรู้ ฝึกฝน ประกอบกับความมานะพยายามประกอบกับความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ตอบสนองการปฏิบัติการ จึงจะก่อให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ สามารถตรวจสอบและประเมินสัมฤทธิ์ผลได้ สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องมีคุณลักษณะรวมถึงคุณสมบัติที่มีประโยชน์และตอบสนองความต้องการในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ทั้งในด้านกายภาพหรือทางด้านจิตใจ ประดิษฐ์กรรมหรือนวัตกรรมนั้นจึงสามารถเรียกว่า "งานสร้างสรรค์"ได้

จากอดีตจนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่า พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย รูปแบบการดำเนินชีวิต และวิวัฒนาการทางอารยะธรรมของมนุษย์

ภาพที่1 การจัดลำดับขั้นการเรียนรู้ตามทฤษฏี Bloom's Taxonamy Revised 2010 โดย Lorin Anderson และ David Krathwohl ที่มา(http://santichem.wikispaces.com/bloom+taxonomy)

คุณลักษณะของความคิดสร้างสรรค์นั้นมิได้มีวิธีคิดที่เป็นสูตร หรือขั้นตอนระเบียบวิธีที่เป็นกฎเกณฑ์ตามประเพณีนิยม วิธีนิยม เช่น 1 2 3 4 5 เป็นชุดของตัวเลขที่ทุกคนจะเข้าใจว่า จะต้องเป็นการเรียงลำดับตัวเลข และจะต้องเรียงเช่นนี้จึงจะถูกต้อง แต่ในทางความคิดสร้างสรรค์ จะสามารถลำดับตัวเลขสลับไปมา เลขอะไร มาก่อนหรือตามหลังก็ได้ 3 5 4 1 2 ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความหมายใหม่ การตีความแบบใหม่ๆในลักษณะต่างๆตามจินตนาการ ความรู้ และประสบการณ์ ของแต่ละบุคคล คำตอบอันเป็นผลผลิตของความคิดสร้างสรรค์มุ่งที่จะสร้างทางเลือกของคำตอบที่หลากหลาย การต่อยอดทางความคิด เปรียบได้กับต้นไม้ที่แตกแขนงกิ่งก้านสาขาออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทั้งนี้มิใช่ว่าความคิดสร้างสรรค์จะเป็นรูปความคิดที่ไร้แก่นสาร ไร้ทิศทาง หากแต่จะต้องมีจุดมุ่งหมายของความคิดอันเป็นแก่นแกนของสาระ หรือประเด็นที่คิดอย่างชัดเจน ว่าคิดและกระทำไปเพื่ออะไร คำตอบของความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่มีผิดหรือถูก แต่จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์และการนำไปใช้

จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์เกิดจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอยากรู้อยากเห็น มีการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ มิเคยมีความคิดที่หยุดนิ่ง ไม่เคยหยุดความพอใจ มนุษย์มีความปรารถนาในสิ่งต่าง ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดชอบแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ มนุษย์มีสติปัญญา สามารถคิดค้นระบบความสัมพันธ์ได้อย่างสลับซับซ้อน สามารถประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆนำมาใช้แก้ปัญหาเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานการดำรงชีวิต เพื่อความอยู่รอดและเพื่อเอาชนะธรรมชาติเป็นสำคัญ ดั่งจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มนุษย์ชาติได้ถือกำเนิดขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์เรียนรู้การใช้งานวัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพื่อการดำรงชีพ เช่นรู้จักใช้ก้อนหิน มาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์ ใช้หนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่มปกคลุมร่างกาย ในช่วงปลายของยุคหิน มนุษย์เริ่มเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองมากกว่าที่จะคอยอาศัยธรรมชาติเพื่อการดำรงชีพ มีการสร้างถิ่นฐานที่อยู่ มีการทำเกษตร และปศุสัตว์เพื่อใช้งานและเป็นอาหาร

เครื่องใช้ต่างๆมีการพัฒนาให้สามารถใช้งานได้สะดวก มีรูปแบบการใช้งานมากขึ้น ดังจะพบได้จากการขุดค้นพบ วัตถุโบราณต่างๆ เช่น ภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ขวานหิน สิ่ว กำไลข้อมือ ต่อมาในยุคโลหะมีการนำเอาแร่ธาตุ เช่น แร่เหล็ก ทองแดง เงิน สังกะสี มาหลอมแล้วหล่อเป็นภาชนะ เป็นอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น มี ประสิทธิภาพมากขึ้น และสนองความต้องการด้านจิตใจด้วยการตกแต่งให้เกิดความสวยงามนั่นคือจุดเริ่มแรกการสร้างสรรค์ด้านความงาม และก่อให้เส้นทางแห่งการสร้างสรรค์สองเส้นที่มีวิวัฒนาการควบคู่กันมา คือ ความคิดสร้างสรรค์ทางประโยชน์ใช้สอย (Creative for function) คือ ประดิษฐ์คิดค้น การสร้างสรรค์ดัดแปลงสิ่งต่างๆ ให้มีคุณค่าทางประโยชน์ใช้สอย และการสร้างสรรค์ทางความงาม (Creative for beauty) คือ การสร้างสรรค์ความงามที่แปลกใหม่ให้งดงามและมีคุณค่ายิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่าศิลปะนั่นเอง

ความหมายของศิลปะ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2530 หมายถึง ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ ของมนุษย์ที่แสดงออกมาในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ให้ปรากฏ ซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ ความอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีหรือ ความเชื่อทางศาสนา

ศิลปะเป็นสิ่งที่ที่มนุษย์คิดค้นกระทำขึ้นมา เริ่มจากในยุคเริ่มแรกอารยะธรรม 30,000-10,000ปีก่อนคริสตกาล(ยุคหินเก่า) ศิลปะถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประกอบในพิธีกรรมต่าง ๆ ด้วย ความเกรงกลัว ในปรากฏการณ์ธรรมชาติ ความเชื่อว่าเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ มีอำนาจ อิทธิพล ต่อการดำรงชีวิต ความตาย และความอุดมสมบูรณ์

เพื่อบันทึกการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง และเพื่อผลทางความงาม การสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นรากฐานของการสร้างศิลปะของมนุษย์ในสมัยต่อ ๆ มา มีพัฒนาการให้เกิดการสร้างสรรค์งานที่มีลักษณะแปลก แตกต่าง อย่างต่อเนื่อง เป็นความงามที่มนุษย์สร้างขึ้นถ่ายทอดผ่าน สื่อต่าง ๆ ออกมาให้ผู้อื่นได้สัมผัส ได้รับรู้ เพื่อตอบสนองต่อ ความยินดี ความพึงพอใจ สร้างคุณค่าต่อจิตใจ ก่อให้เกิดความสุข โดยมีหรือไม่มีเหตุผล

สำนักงานมาตรฐานการศึกษาได้นิยามไว้ว่า งานสร้างสรรค์ หมายถึง ผลงานศิลปะที่มีการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบที่เหมาะสมกับกลุ่มวิชาทางศิลปะ ตามการจัดกลุ่มศิลปะของอาเซียน ได้แก่ ทัศนศิลป์ (Visual Arts) ศิลปะการแสดง (Performing Arts) และวรรณศิลป์ (Literature) และตามการแบ่งกลุ่ม ISCED (International Standard Classification of Education) ได้แก่ คณะวิจิตศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณะมัณฑนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยมีผลงานที่แสดงออกถึงแนวทางการทดลอง หรือการพัฒนาจากแนวคิดการสร้างสรรค์เดิม เพื่อเป็นต้นแบบหรือความสามารถในการบุกเบิกศาสตร์ทางศิลปะ งานสร้างสรรค์ครอบคลุมถึงสิ่งประดิษฐ์ และงานออกแบบตามสาขาศิลปะเฉพาะทางที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์เป็นที่ยอมรับในวงวิชาชีพ( คู่มือประกันคุณภาพภายนอกรอบสาม สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา)

การสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ ทัศนศิลป์ (Visual arts) คือสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่แสดงออกถึงสุนทรียภาพในตัวมนุษย์ เกิดจากประสบการณ์ ความต้องการ ความคิดที่เป็นปัจเจกบุคคล อันนำไปสู่การสร้างวัตถุที่มีสุนทรียรสที่สัมผัสได้ด้วยการมองเห็นเป็นหลัก สารที่ถูกส่งผ่านจากผลงานศิลปะจะเป็นภาษาภาพ ที่ใช้ทัศนะธาตุทางศิลปะเช่น จุด เส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงา พื้นผิว ความกลมกลืน และการจัดภาพ ทั้งนี้ผู้รับสารหรือผู้ชมงานศิลปะชิ้นนั้นๆอาจจะรับรู้ สัมผัส จินตนาการได้ตรงหรือไม่ตรงกับเจตนาของผู้สร้างสรรค์ก็ได้ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทางสุนทรียะของแต่ละบุคคล จุดมุ่งหมายของการสร้างงานทัศนศิลป์ก็เพื่อสนองต่อความต้องการภายในและสร้างคุณค่าทางจิตใจ ด้วยความประณีตความละเอียดมีระเบียบ น่าอัศจรรย์ ประหลาด แปลกหูแปลกตา เป็นสิ่งที่มีคุณงามความดี ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความประทับใจ ผลงานทัศนศิลป์สามารถบอกเล่าเหตุการณ์ เรื่องราว ความเชื่อ และรสนิยมของมนุษย์ในสังคมแต่ละสมัยทั้งทางตรงและทางอ้อม บอกเล่าอารมณ์ความคิดความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์จากแนวความคิดที่เป็นนามธรรม ถูกแปรค่าสู่ความเป็นรูปธรรม โดยผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ จวบจนในยุคปัจจุบันที่มีความเจริญทางวิทยาการเทคโนโลยี ทำให้จินตนาการแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะได้ถูกเปิดกว้างออก มีการใช้สื่อหรือเครื่องมืออื่นๆ เช่น คอมพิวเตอร์ ภาพถ่าย วีดีโอ หรือการใช้สื่อผสม เพื่อเติมเต็มให้สุนทรียะรสที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการแสดงออกผ่านผลงานนั้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ผลงานทัศนศิลป์จะถูกสร้างโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการทางความคิดสร้างสรรค์ ที่มีความยืดหยุ่น ผู้สร้างสรรค์สามารถสรรสร้างด้วยการเลือกใช้สื่อ วัสดุ วิธีการประกอบสร้าง วิธีแก้ปัญหา โดยอิสระตามความพอใจของผู้สร้างสรรค์ ทั้งระบบวิธีคิด และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะจะไม่มีรูปแบบเฉพาะ ไม่มีระเบียบวิธีที่ต้องปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว แต่งานศิลปะที่มีคุณค่าทางสุนทรียะจะถูกสร้างขึ้นอย่างมีเจตจำนง มีระบบวิธีคิด มีกระบวนการ ซึ่งจะต้องใช้ทักษะจินตนาการ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ควบคู่กับทักษะปฏิบัติการร่วมด้วยเสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ พื้นฐานทางลักษณะนิสัย ความสามารถเฉพาะตนของผู้สร้างสรรค์จะใช้ทักษะใดเป็นตัวนำในการแสวงหาคำตอบทางการสร้างสรรค์ เพื่อให้ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และความคิดสร้างสรรค์ เป็นผลงานศิลปะที่มีคุณค่าทางความงาม

การส่งผ่านความรู้ทางทัศนศิลป์จากผู้สร้างสรรค์สู่สังคมของคนไทยยังเป็นภาพที่คลุมเครือ ศิลปินอิสระ หรือแม้แต่นักวิชาการทางด้านศิลปะในสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินในทางสายปฏิบัติการ ผลิตชิ้นงานศิลปะ มากกว่าเป็นนักวิชาการที่ทำหน้าที่ผลิตสื่อ เขียน เอกสาร หนังสือ ตำรา ที่จะเป็นตัวกลางประสานความเข้าใจในศิลปะให้กับคนในสังคม องค์ความรู้ใหม่ๆที่เกิดจากการปฏิบัติการสร้างสรรค์มิได้ถูกบันทึกและเผยแพร่ สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่เป็นเพียงแค่ความรู้ที่ถูกเก็บไว้กับตัวผู้สร้างสรรค์

[1]ศาสตราจารย์เจตนา นาควัชระ ได้กล่าวว่า "เมื่อเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว เรื่องการถ่ายทอดความรู้และการเผยแพร่ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นมาก จริงอยู่การศึกษาภาคปฏิบัติเป็นเรื่องของตัวบ่งชี้ เป็นระบบมนุษย์สัมผัสมนุษย์ มีความลึกซึ้งนำไปสู่ผลสำเร็จที่สูง การตรวจสอบผลงานฉันนั้น โดยตัวท่านเอง หมู่เหล่าท่านเอง ไม่ได้ตรวจสอบโดยเครื่องมือ ทำอย่างไรจะให้ผู้อื่นได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งอันนี้ ทำอย่างไร ความรู้ ความสามารถของท่านจะกลายเป็นสมบัติสาธารณะ การตีพิมพ์เผยแพร่นั้นเป็นการผลักดันให้ความรู้กลายเป็น Public Domain"

ผู้สร้างสรรค์เองก็ได้มีการอรรถาธิบายวิธีการเข้าถึงความรู้ทางการสร้างสรรค์ของตนเองน้อยมากหรืออาจจะไม่กล่าวถึงเลย บ้างก็ถือว่าเป็นความลับ หรือมุ่งไปที่การกล่าวถึงข้อสรุปทางความคิด วิธีการ หรืออธิบายคุณค่าจากผลสัมฤทธิ์ของงาน หรือปล่อยให้ผู้ชมงานศิลปะจินตนาการถึงเจตนาของศิลปินด้วยตนเอง ซึ่งความจริงประการหนึ่งที่มิอาจมองข้ามไปได้ก็คือ ผู้รับสารหรือผู้ชมงานศิลปะชิ้นนั้นๆอาจจะรับรู้ สัมผัส จินตนาการได้ตรงหรือไม่ตรงกับเจตนาของผู้สร้างสรรค์ก็ได้ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทางสุนทรียะของแต่ละบุคคล คุณค่าของความงามของศิลปะอาจจะถูกบิดเบือนไป โดยเฉพาะกรณีผู้ชมเป็นบุคคลที่มิได้เกี่ยวพันธ์กับแวดวง สังคมศิลปะ การเข้าถึงคุณค่ายิ่งเป็นสิ่งที่ห่างไกล การให้ความสำคัญในฐานะปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การเติมเต็มทางจิตวิญญาณแห่งความดี ความงาม ความเป็นมนุษย์ ยังถูกตีความในลักษณะของสิ่งฟุ่มเฟือย สิ่งประดับตกแต่ง หรือประดับบารมี

[2]ศาสตราจารย์ธนะ เลาหกัยกุล ได้กล่าวไว้ในบทสัมภาษว่า "การที่ศิลปินจะต้องอธิบายภาพของตนเองให้กับประชาชนฟังทั้งที่รูปก็มี คำถามก็คือ ถามตัวเองว่าตัวเองได้เขียนรูป ได้ใส่อะไรในรูปภาพเพื่อที่จะเป็นสื่อให้ประชาชนได้เข้าใจทุกระดับได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็ต้องอธิบาย รูปแผ่นเดียวกับกระดาษร้อยแผ่นต่างกัน การจะให้ประชาชนมาเข้าใจศิลปิน เข้าใจงานศิลปะทุกๆชิ้น ที่ศิลปินผลิตออกไปเป็นจำนวนมากนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ผมว่าเป็นหน้าที่ของศิลปิน คือต้องเข้าใจว่าแตกต่างกันอยู่ตรงนี้ คือว่าประชาชนมีหน้าที่ที่จะได้รับการศึกษา ถ้าเป็นศิลปินหรือคนที่ได้เรียนศิลปะเขาจะเข้าใจอยู่แล้ว เขามาเห็นภาพแล้วเขาจะรู้หรือไม่รู้ ถามหรือไม่ถาม เขาจะมีวิธีการมีหนทางที่จะเข้าใจ แต่ผมว่าศิลปินที่อยู่ในสถาบันการศึกษา มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างสื่อแห่งความรู้ให้ประชาชนเข้าใจมากหรือน้อยก็แล้วแต่"

ความรู้ในทางการสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ จะแบ่งได้เป็นสองลักษณะ กล่าวคือ ความรู้นอกจากจะเกิดจากการเรียนรู้แนวคิด หลักการ ทฤษฎีทางศิลปะ เป็นความรู้ทั่วไป ผู้ที่สนใจสามารถหาอ่านได้จากในห้องเรียน หนังสือ ตำรา หรือเอกสารต่างๆที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ความรู้อีกส่วนหนึ่งจะได้จากการที่ผู้สร้างสรรค์หาประสบการณ์เรียนรู้ การค้นคว้า ทดลอง ทดสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ จนเกิดปัญญา พบคำตอบทางการสร้างสรรค์ของตนเองด้วยตนเอง และแนวทางการแสวงหาคำตอบทางการสร้างสรรค์นี้เองคือ องค์ความรู้ที่น่าจะมีการถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เรียนรู้เป็นกรณีศึกษา การอธิบายวิธีการได้มาของแต่ละส่วน แต่ละขั้นตอนที่ประกอบสร้างเป็นผลงานศิลปะนั้นมีวิธีคิดวิเคราะห์อย่างไร? เลือกอย่างไร? ใช้อย่างไร? มีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการ อธิบายคุณค่าจากผลสัมฤทธิ์ของงานอันเป็นผลบั้นปลายของการสร้างสรรค์แล้ว การอธิบายความในเอกสารประกอบงานสร้างสรรค์จะขึ้นอยู่กับลักษณะของผลงานซึ่งจะมีความแตกต่างหลากหลาย รวมถึง รูปแบบ สไตล์ แนวทางการเขียนของผู้สร้างสรรค์

[3]ศาสตราจารย์นะ เลาหกัยกุล ได้กล่าวเกี่ยวกับการเขียนไว้ในบทสัมภาษว่า "ถ้าเป็นศิลปินอิสระก็สามารถที่จะเขียนงานของเขาไปตามประสบการณ์ของเขา แต่ถ้าเป็นศิลปินที่อยู่ในสถาบันก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยได้วางเอาไว้ แต่หลักเกณฑ์เหล่านั้นไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติให้ออกมาเป็นแข็งทื่อ แบบให้ออกมาตายตัว ต้องเป็นหลักเกณฑ์ที่ให้แต่ละสาขารับเข้าไป และสามารถทำให้อ่อนไหวได้ ยืดหยุ่นได้ เพื่อให้เข้ากับสาขาของตัวเอง อะไรที่เป็นไปไม่ได้จริงๆต้องตัดออก แต่อะไรที่ยังขาดก็สามารถเพิ่มได้" การสร้างกฎเกณฑ์ กำหนดหัวข้อ สร้างระเบียบวิธีในการเขียนภาคเอกสารที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติวิชา อาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการจัดระบบความคิด และเขียนอธิบายความ ฉะนั้นกรอบของความคิดในการเขียนเอกสารประกอบการสร้างสรรค์ ควรจะเป็นแบบกว้างๆเพื่อให้ผู้สร้างสรรค์สามารถออกแบบการวางเนื้อหา และถ่ายทอดความรู้ได้เหมาะสม ตรงกับการได้มาซึ่งผลงานสร้างสรรค์ของตนเอง แต่ถึงกระนั้นการเขียนควรจะตระหนักถึงเป้าหมายที่จะเป็นสร้างความเข้าใจ การถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อ่านเป็นสำคัญ จะเป็นการอธิบายความรู้ทางทัศนศิลป์จะเกิดขึ้นจากองค์ประกอบที่สำคัญของการสร้างสรรค์ จากมูลเหตุอันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการขั้นตอนต่างๆจนถึงสัมฤทธิ์ผลเป็นผลงานศิลปะ

การสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ มีแรงบันดาลใจเป็นมูลเหตุ ซึ่งมาจากการรับรู้ภาวะการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อจิตของผู้สร้างสรรค์ ซึ่งนำไปสู่ผล คือ การสร้างผลงานที่ตอบสนองต่ออัตวิสัยของตนเอง ผู้สร้างสรรค์แต่ละคนจะมีความแตกต่าง หลากหลาย ในการสร้างรูปแบบ กระบวนการศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติการ เพื่อค้นหาคำตอบทางการสร้างสรรค์ของตนเอง โดยใช้แนวความคิดสร้างสรรค์ที่ผ่านการศึกษาวิเคราะห์และกลั่นกรองแล้ว เป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของงาน ฉะนั้นสาระสำคัญในเอกสารประกอบผลงานสร้างสรรค์ คือ ผู้สร้างสรรค์ ควรจะสามารถอธิบายสิ่งต่างๆที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการสร้างสรรค์ 4 ประการของตนได้อย่างเป็นระบบ คือ แรงบันดาลใจ แนวความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการสร้างสรรค์ และผลงานสร้างสรรค์กระบวนการทำงาน โดยอาจะใช้แนวคิด หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องประกอบการอธิบาย แสดงความเป็นเหตุเป็นผลของกระบวนคิด วิเคราะห์ ในขั้นตอนต่างๆที่นำไปสู่การสังเคราะห์เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่สร้างความรู้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าความรู้ในผลงานตนเองนั้นได้มาอย่างไร เกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยอะไรบ้าง อะไรคือข้อบ่งชี้ ซึ่งมีรายละเอียดและกรอบแนวคิดคิดในการอธิบายดังนี้

แรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจ (Inspiration) หมายถึง พลังผลักดันอันเกิดจากจิตซึ่งเป็นแก่นแท้ภายในตัวตน ที่ส่งอิทธิพลต่อการคิดและ การกระทำ พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์

ภาพที่1 แผนผังแสดงกระบวนการ การเกิดแรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจ เป็นจุดเริ่มแรกสุดของการสร้างสรรค์ เกิดจากการรับรู้ สาระ ประเด็น เรี่องราวต่างๆในสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้สร้างสรรค์ เช่น เรื่องของธรรมชาติ มนุษย์ สังคม เทคโนโลยี มลภาวะ เป็นต้น เรื่องต่างเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยนำเข้าสู่การรับรู้ของมนุษย์ทั้งสิ้นในทุกวันเวลา การรับรู้ของมนุษย์ในแต่ละวันนั้นมีมากมายหลายเรื่องใช่ว่าทุกเรื่องจะสามารถนำมาเป็นแรงผลักดันสู่การสร้างสรรค์ได้ จะมีเพียงบางเรื่อง บางประเด็นที่สัมพันธ์กับประสบการณ์ ความใส่ใจ มีผลกระทบต่อ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์ อาจจะเกิดจากการรับรู้อย่างฉับพลันหรือเป็นสิ่งที่ค่อยๆก่อตัวสะสมในใจเป็นได้ การรับรู้ทั้งสองลักษณะ เรื่องราวต่างๆเหล่านั้นจะถูกนำเข้าสู่จิตเพื่อจดจำ ย้ำคิด ผลักดันให้ นำไปสู่แรงกระตุ้นให้เกิดความคิดและการกระทำคล้อยตามใจปรารถนาโดยที่บุคคลนั้นอาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ได้ แรงบันดาลใจอาจเกิด จากความประทับใจ หรือ ความสะเทือนใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับภาวะเหตุการณ์ต่างๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มากระทบกับการรับรู้ของผู้สร้างสรรค์ ส่งผลให้เกิดเจตนา ความคิดอารมณ์ความรู้สึกรวมถึงจินตนาการขึ้น และถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาเป็นผลงานศิลปะ

ในการเขียนบรรยาย อธิบาย สาระในแรงบันดาลใจจะเปรียบเสมือนการปูฐานความเข้าใจในสิ่งที่เป็นที่ไปที่มา อันเป็นมูลเหตุของการสร้างสรรค์ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างสรรค์กับเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจ อันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของผู้สร้างสรรค์ เพื่อให้เนื้อหามีความชัดเจนและครอบคลุมเพียงพอที่จะสื่อสารความคิดในส่วนนี้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ แนวทางในการอธิบายควรจะคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้

1.มูลเหตุที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ เป็นการอธิบายให้เห็นถึงข้อเท็จจริง เรื่องราว ปรากฏการณ์นั้นๆที่เป็นปัจจัยภายนอก อันเป็นที่มาของการสร้างสรรค์นั้นๆคืออะไร มีรายละเอียดอะไรบ้าง ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องมีข้อมูลที่เป็น ภาคเอกสาร หรือภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง ใช้ร่วมในการอธิบาย

2.แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมูลเหตุกับตัวผู้สร้างสรรค์ เป็นการอธิบายให้เห็นว่าตัวผู้สร้างสรรค์เข้าไปเกี่ยวข้องกับมูลเหตุนั้นๆได้อย่างไร ด้วยเหตุใด อาจะเป็นสิ่งที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของตัวผู้สร้างสรรค์ หรือเป็นสิ่งที่ใส่ใจ ให้ความสนใจ ก็เป็นได้

3.ความคิดของผู้สร้างสรรค์ เป็นการอธิบายให้เห็นถึงทัศนคติของผู้สร้างสรรค์ที่มีต่อ ข้อเท็จจริง เรื่องราว ปรากฏการณ์นั้นๆ ผลของความคิดที่เกิดขึ้นอาจะเป็นในทางบวกหรือในทางลบจะเกิดจากมุมมองความคิด ทัศนคติ พื้นฐานประสบการณ์ และเงื่อนไขอื่นๆเฉพาะตนของผู้สร้างสรรค์เอง ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปอันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์

การรับรู้ของมนุษย์ในแต่ละวันนั้นมีมากมายหลายเรื่องใช่ว่าทุกเรื่องจะสามารถนำมาเป็นแรงผลักดันสู่การสร้างสรรค์ได้ และแรงบันดาลใจยังมิใช่ประเด็นสำคัญที่เราจะแสดงออกผ่านผลงานเป็นมูลเหตุแห่งการสร้างสรรค์เท่านั้น จะต้องผ่านกระบวนการต่อเนื่องทางความคิดที่ ผู้สร้างสรรค์ต้องวิเคราะห์เพื่อสรุปหาความคิดรวบยอดอันเป็นแนวความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้นการอธิบายในเนื้อความของแรงบันดาลใจจะแตกต่างจากแนวความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้

ภาพที่5 แผนผังแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแรงบันดาลใจกับแนวความคิดสร้างสรรค์

แนวความคิดสร้างสรรค์

แนวความคิดสร้างสรรค์ (Concept) เปรียบเสมือนเป็นความมุ่งหมายของการสร้างสรรค์ แนวทางการสร้างศิลปะในชิ้นนั้นๆหรือชุดนั้นๆ เป็นความคิดรวบยอดของผู้สร้างสรรค์เองที่จะแสดงให้เห็นถึงการกระทำทางการสร้างสรรค์อันเป็นเจตนา ที่จะแสดงความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ใดรู้สึกหนึ่ง การเลือกใช้รูปแบบ เทคนิควิธีการ ทัศนะธาตุ ผ่านผลงานศิลปะให้ผู้อื่นได้รับรู้ วิธีการแสวงหาความรู้เพื่อสรุปเป็นแนวความคิดสร้างสรรค์นั้นมีหลากหลายวิธี เช่น

• ใช้อิทธิพลทางศิลปกรรมนำความคิด ศึกษาผลงานศิลปะทีหลากหลายศึกษาการใช้ เทคนิค วิธีการใช้ทัศนะธาตุ และรูปแบบการนำเสนอผลงานเพื่อให้รู้แนวทางในการสร้างสรรค์

• ใช้เทคนิคนำความคิด ด้วยการทดลองปฏิบัติทางศิลปะเพื่อหาเทคนิค วิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆที่น่าสนใจ แล้วนำผลที่ได้นั้นมาใช้เป็นแนวทางในการค้นหาแนวคิดอันเป็นคำตอบทางการสร้างสรรค์ของตนเอง

• ใช้ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงนำความคิด อาจจะเป็นข้อมูลที่ศึกษาจากสภาพแวดล้อมจริง สถานที่จริง ข้อมูลความรู้จากเอกสาร หนังสือตำรา หลักการ แนวคิด ทฤษฎีต่างๆ

ภาพที่6 แผนผังแสดงกระบวนการสร้างแนวความคิดสร้างสรรค์

วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ใช้ทั่วไป และใช้แบบผสมผสาน โดยการลำดับขั้นตอนในการหาความรู้นั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของผู้สร้างสรรค์เอง เช่น พื้นฐานความรู้ที่มีอยู่ ลักษณะนิสัย ทักษะความสามารถ จะชี้นำให้เลือกวิธีการใดเป็นตัวนำ และลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไรเพื่อการแสวงหาคำตอบบทสรุปของแนวความคิดสร้างสรรค์ ประเด็นสำคัญที่ผู้สร้างสรรค์จะต้อง พิจารณาตรวจสอบความคิดของตนเองและอธิบาย มีดังนี้

1. ผู้สร้างสรรค์ ต้องการนำเสนอ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก อะไรผ่านผลงาน

2. รูปทรงต่างๆที่ใช้ในการสร้างสรรค์ มีความหมายและมีความสัมพันธ์กับความคิด อารมณ์ ความรู้สึกอย่างไร

3. ใช้เทคนิค รูปแบบ วิธีการ ใดในการสรร้างสรรค์ และสิ่งเหล่านั้นตอบสนองต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก อย่างไร

กระบวนการสร้างสรรค์

กระบวนการสร้างสรรค์(Process)เป็นขั้นตอนปฏิบัติการ นำแนวความคิดที่เป็นนามธรรมมาแปรค่าให้เกิดเป็นรูปธรรม การเขียนเพื่อแสดงให้เห็นวิธีคิดและขั้นตอนต่างๆ ในการจัดทำจากข้อมูลสู่ผลสัมฤทธิ์เป็นชิ้นงานสร้างสรรค์ สิ่งที่ทำให้ผู้ชมงานศิลปะ เกิดความประทับใจ ตะลึง อัศจรรย์ใจ ความฉงนสนเท่ห์ ก็จะเกิดจากผลทางเทคนิค ความแยบคาย เฉียบคมในวิธีคิด ร่วมกับทักษะฝีมือของผู้สร้างสรรค์ด้วยวิธีการที่ใช้ความประณีต ละเอียดอ่อน หรือวิธีที่เฉียบพลัน รุนแรง เป็นต้น ความรู้ความสามารถในการสร้างเทคนิคทางศิลปะใหม่ๆที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นเรื่องปกติของนักสร้างสรรค์ที่จะต้องมีนิสัยเป็นนักค้นคว้า ชอบทดลอง ช่างสังเกต แก้ปัญหา เพื่อให้ได้ผลงานสร้างสรรค์ที่เป็นไปตามแนวความคิด และด้วยเหตุนี้นี่เองจึงเกิดเป็นงานศิลปะที่แสดงออกถึงลักษณะเฉพาะตน(Style)ของผู้สร้างสรรค์ได้ และStyle นี่เองคือความรู้ที่น่าสนใจ ในแง่กรณีศึกษาแนวปฏิบัติการสร้างงานศิลปะที่มีคุณค่า หรือการสร้างรูปแบบทางศิลปะในลักษณะเฉพาะตน ที่พึงจะถ่ายทอดความรู้สู่สาธารณชน

ภาพที่7 แผนผังแสดงกระบวนการสร้างสรรค์

ในความหลากหลายของการออกแบบกระบวนการสร้างสรรค์ที่เกิดจากความเป็นปัจเจกบุคคล เพื่อไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการสร้างงานศิลปะ การอธิบายจึงไม่สามารถสร้างกฏเกณฑ์กำหนดไห้มีหัวข้อหัวข้อที่เป็นรูปแบบเหมือนๆกันได้ ผู้สร้างสรรค์จะต้องลำดับขั้นตอนและอธิบายวิธีคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ในแต่ละขั้นตอนได้ด้วยความเข้าใจ มีโครงสร้างหลัก ของการดำเนินงานเพื่อการจัดหมวดหมู่ในการอธิบาย สามส่วนคือ

  • การจัดทำภาพร่าง(Sketch) ภาพร่างคือ ชิ้นงานต้นแบบที่ผู้สร้างสรรค์สร้างขึ้นก่อนที่จะลงมือปฏิบัติสร้างผลงานจริง เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ได้เห็นรูปลักษณ์ในเบื้องต้นของผลงานสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการแปรค่าข้อมูล ภาพถ่าย ภาพลายเส้นที่ผู้สร้างสรรค์เก็บรวบรวม จากสถานที่จริง หรือจากเอกสารสื่อสิ่งพิพ์ต่างๆ โดยผ่านกรรมวิธีต่างๆจนได้เป็นภาพร่าง ประเด็นสำคัญในการเขียนคือ การวิเคราะห์เพื่อจัดทำภาพร่าง การอธิบายถึงวิธีคิดวิเคราะห์ การคัดเลือกข้อมูลไดข้อมูลหนึ่งมาใช้ในการสร้างภาพร่าง พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการจัดทำภาพร่าง ขั้นตอนการทำภาพร่าง และการวิเคราะห์คัดเลือกภาพร่างเพื่อนำสู่การสร้างเป็นผลงานจริง
  • การทดลองทางศิลปะ(Experimental)เนื้อหาจะกล่าวถึง การทดลองสร้างสรรค์อันหลากหลายด้วยสื่อ วัสดุ เทคนิค กระบวนการต่างๆที่ผู้สร้างสรรค์ได้กระทำ แล้วนำผลที่ได้นั้นมาใช้ในงานสร้างสรรค์เพื่อตอบสนองแนวควาคิดสร้างสรรค์ หรือเป็นแนวทางในการค้นหาแนวคิดอันเป็นคำตอบทางการสร้างสรรค์ของตนเอง และแสดงให้เห็นว่าในแต่ละช่วงของการทดลองผู้สร้างสรรค์มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร มีข้อค้นพบอะไร และมีการนำผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร ขอให้เข้าใจว่าส่วนนี้ค่อนข้างมีความสำคัญ ในแง่มุมของการถ่ายทอดความรู้ เหตุเพราะความรู้ใหม่ แนวทางการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ล้วนเกิดด้วยวิถีแห่งการทดลองทั้งสิ้น
  • การสร้างสรรค์ผลงานจริง(Art Process) เป็นกระบวนการพัฒนาจากภาพร่างสู่ผลงานจริง เป็นการอธิบายอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อแสดงให้เห็น กระบวนการศึกษา ทดลอง ค้นคว้า แก้ปัญหา เพื่อให้ได้ผลงานสร้างสรรค์ที่เป็นไปตามแนวความคิดและมีรูปแบบเฉพาะตน การใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ผลงาน ประเด็นสำคัญของกระบวนการการสร้างสรรค์ผลงาน ควรเน้นความสำคัญในการอธิบายที่ เทคนิคหรือวิธีการเฉพาะตนที่ผู้สร้างสรรค์ค้นคว้า ทดลอง ขึ้นเอง เพื่อไห้ผลของงานเป็นไปตามแนวความคิด และการใช้ภาพประกอบการอธิบายจะเป็นตัวช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ผลงานสร้างสรรค์

ผลงานศิลปะเป็นวัตถุทางสุนทรียะที่ เสกสรรขึ้นจากเจตคติ การรับรู้ ทักษะความสามารถ ประสบการณ์อันเป็นเฉพาะบุคคล ลักษณะเด่นของการแสดงออกทางศิลปะเป็นสื่อที่ผู้สร้างสรรค์ใช้ส่งสารทางสุนทรียะสู่ผู้ชม สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผู้ชมงานศิลปะไม่ได้เป็นตัวอักษรพยัญชนะร้อยเรียงเป็นประโยคที่อ่านแล้วทุกคนสามารถเข้าใจได้เหมือนกันๆ หากแต่เป็นภาษาภาพที่จะต้องตีความ ใช้ความคิด ความรู้สึกเพื่อการรับรู้ จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล การอธิบายในส่วนของผลงานจึงมุ่งเน้นไปในเชิงการให้ความรู้ในการสร้างความเข้าใจ การเสพความงามทางศิลปะ การวิเคราะห์ การวิจารณ์และการประเมินคุณค่า

ภาพที่8 แผนผังแสดงกระบวนการวิเคราะห์ผลงานสร้างสรรค์

การให้ความรู้ในเชิงการวิเคราะห์งานศิลปะ ผู้สร้างสรรค์ควรจะบรรยายโดยการพิจารณาแยกแยะองค์รวมของงานศิลปะออกเป็นส่วนๆทีละประเด็น ทั้งในด้านความคิดกับความงาม กล่าวถึงสุนทรียภาพที่ปรากฏในผลงาน ด้านรูปแบบทางศิลปะ ทัศนะธาตุ องค์ประกอบศิลป์ การใช้สื่อต่างๆ ด้านเทคนิควิธีการ การนำเสนอผลงาน เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแต่ละประเด็นที่แยกแยะออกมา เพื่อประเมินคุณค่าทางด้านความงาม ทางด้านสาระ และทางด้านอารมณ์ความสอดคล้องกับแนวความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งไว้ รวมถึงข้อคิดนำเพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะพร้อมทั้งข้อสรุปและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ อาจกล่าวถึงข้อค้นพบที่เป็นความรู้ใหม่ หรือปัญหาอุปสรรคในการสร้างสรรค์อันจะเป็นประโยชน์ต่อไป เช่น การนำผลการสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้ ในด้านต่างๆ การชี้แนะหัวข้อหรือประเด็นที่ควรไปศึกษาและพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ที่อาจจะเป็นประโยชน์มากกว่า เป็นต้น

การเขียนเอกสารประกอบการสร้างสรรค์ โดยผู้สร้างสรรค์ผลงานต้องทำหน้าที่อธิบายความศิลปะเชิงวิชาการเสียเองเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะในปัจจุบันที่เป็นผลพวงมาจากพัฒนาการทางด้านศิลปะของไทยเป็นไปอย่างไม่สมดุล บุคลากรทางด้านศิลปะจะวางตำแหน่งตนเองให้อยู่ในสายปฏิบัติการ เป็นศิลปิน ในขณะที่มีบุคลากรเป็นจำนวนน้อยมากที่จะทำหน้าที่ตนเองในสายทฤษฎีไม่ว่าจะเป็นในด้าน ประวัติศาสตร์ศิลป์, ทฤษฎีศิลป์ ปรัชญาสุนทรียศาสตร์รวมถึงศิลปะวิจารณ์ แม้แต่อาจารย์ที่อยู่ในสถาบันการศึกษา ก็เน้นหนักการทำงานด้านการสร้างสรรค์ผลงานและเผยแพร่สู่สาธารณะชนเสียเป็นส่วนใหญ่ และด้วยเหตุนี้ในแวดวงวิชาชีพทางด้านศิลปกรรมจึงมีหนังสือ ตำรา หรือเอกสารต่างๆที่ผลิตออกมาเพื่อให้สาธารณะชนได้รับรู้ เรียนรู้ น้อยมาก ความรู้ทางด้านศิลปะจึงกลายเป็นความรู้เฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่มเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งทักษะหนึ่งในการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะในยุคของการติดต่อสื่อสารอย่างไร้พรมแดนในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาความสามารถในการติดต่อสื่อสารของคนไทย เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและข่าวสารต่าง ๆ รอบข้าง ยิ่งโลกปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเพียงใดการเขียนก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเพียงนั้น เพราะการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นประจักษ์พยานที่เชื่อถือได้ดีกว่าคำพูดและสามารถใช้เป็นหลักฐานที่สำคัญได้ดีอีกด้วย

อาจจะมีนักสร้างสรรค์หลายๆท่านไม่เห็นด้วยกับการที่นอกจากจะต้องสร้างชิ้นงานศิลปะแล้ว จะต้องเขียนเอกสารประกอบการสร้างสรรค์ หรืออาจจะเห็นว่าการสร้างงานศิลปะไม่จำเป็นต้องมีเอกสารประกอบ เพราะตัวผลงานจะสามารถบอกอะไรได้มากมายกว่าเอกสาร แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานทุกท่านได้ตระหนัก ก็คือ ความจริง จึงทำให้เอกสารประกอบการสร้างสรรค์ที่ถูกกำหนดให้อธิบายด้วยหัวข้อ หรือประเด็นสำคัญในการสร้างสรรค์ ที่ไม่ตรงกับธรรมชาติวิชาย่อมสร้างความสับสนได้กับทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน ผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถวิเคราะห์ เรียบเรียง งานเขียนของตนเองได้โดยใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสมตามประสบการณ์ และคุณวุฒิในทางสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ที่มีอยู่ในตัวเอง แสดง "ศิลปะของการเขียน" และการเสนอ "การโน้มน้าว" เพื่อการนำไปสู่ความเข้าใจเชิงลึกทั้งส่วนรูปธรรมและนามธรรมต่อผลงาน ซึ่งบางกรณีอาจต้องการ "ความเฉพาะ" ในการเขียนต่อผลงานศิลปะที่มีความเฉพาะในตัวของศิลปะเอง


[1] การจัดประชุมสัมมนา เรื่อง การสร้างกระบวนการวิจัยในงานสร้างสรรค์ศิลปะ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่

ไชยยศ จันทราทิตย์ และคณะ(2007)การสร้างกระบวนการในการวิจัยสร้างสรรค์ศิลปะ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

[2] การจัดประชุมสัมมนา เรื่อง การสร้างกระบวนการวิจัยในงานสร้างสรรค์ศิลปะ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่

ไชยยศ จันทราทิตย์ และคณะ(2007)การสร้างกระบวนการในการวิจัยสร้างสรรค์ศิลปะ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

[3] การจัดประชุมสัมมนา เรื่อง การสร้างกระบวนการวิจัยในงานสร้างสรรค์ศิลปะ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ไชยยศ จันทราทิตย์ และคณะ(2007)การสร้างกระบวนการในการวิจัยสร้างสรรค์ศิลปะ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน gramineae



ความเห็น (0)