การประกาศใช้มาตราการ QE ของ ECB

การประกาศใช้มาตราการ QE ของ ECB

ประเด็นสำคัญธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ประกาศมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (ในลักษณะเดียวกับมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ) ในการประชุมนโยบายการเงินของ ECB เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา โดยมีวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรต่อเดือนที่ 6.0 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ดังนั้น ตลาดการเงินทั่วโลกจึงตอบรับมาตรการดังกล่าวในเชิงบวก ขณะที่ ตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติ และค่าเงินบาท ที่อาจจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ จุดเปลี่ยนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และสถานการณ์เศรษฐกิจ-การเมืองภายในประเทศของไทย เงินยูโรที่อาจเคลื่อนไหวในด้านอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาทในช่วงที่ ECB ดำเนินมาตรการ QE นับเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติมต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยไปยูโรโซน นอกเหนือไปจากผลกระทบจากการตัดสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรป และทิศทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกยูโรโซนที่ส่วนใหญ่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะในการฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติธนาคารกลางยุโรป ( ECB) ประกาศใช้เครื่องมือนโยบายการเงินในเชิงกระตุ้นเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าเข้ามาหลายด้านพร้อมกัน โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดเรื้อรัง จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนที่น่าจะมีค่าติดลบยาวนานในช่วงหลายเดือนข้างหน้า (หลังจากที่ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ร้อยละ 0.2 YoY ในเดือนธ.ค. 2557) ขณะที่ มาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่ดำเนินการในช่วงก่อนหน้า ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย โครงการปล่อยกู้ระยะยาวแบบมีเป้าหมายเจาะจง ( TLTROs) และการเข้าซื้อตราสารบางประเภท เช่น Asset-backed Securities และ Covered Bonds ยังคงมีประสิทธิผลที่ค่อนข้างจำกัดต่อเศรษฐกิจยูโรโซนในภาพรวม ECB คงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด แต่ประกาศวงเงินมาตรการซื้อสินทรัพย์มากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ทั้งนี้ ECB กำหนดวงเงินซื้อสินทรัพย์/ตราสารทางการเงินของภาครัฐและภาคเอกชนในยูโรโซนต่อเดือนที่ 6.0 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ (ตลาดคาดที่ 5.0 หมื่นล้านยูโร/เดือน) เริ่มตั้งแต่เดือนมี.ค. 2558-เดือนก.ย. 2559 ซึ่งเท่ากับว่า อาจจะมีเงินยูโรที่ถูกพิมพ์ขึ้นมาใหม่ประมาณ 1.14 ล้านล้านยูโรในช่วงเวลาดังกล่าว ในเบื้องต้นการเข้าซื้อสินทรัพย์ต่อเดือนจะดำเนินการผ่านการเข้าซื้อในส่วนของ ECB และธนาคารกลางของสมาชิกยูโรโซนแต่ละประเทศในสัดส่วน 20:80 เพื่อตีกรอบให้ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจำกัดวงอยู่กับธนาคารกลางของประเทศที่รัฐบาลเป็นผู้ออกพันธบัตร โดยรายละเอียดอาจประกอบไปด้วย 1) พันธบัตรรัฐบาลในยูโรโซนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ำกว่าระดับ BBB- (หรือมีข้อยกเว้นสำหรับสมาชิกยูโรโซนที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน เช่น กรีซ และไซปรัส ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ต่ำกว่าระดับน่าลงทุน หรือ Investment Grade) เดือนละ 4.5 หมื่นล้านยูโร 2) ตราสารหนี้ของหน่วยงานหรือสถาบันในกลุ่มยูโรโซน ( European institution and agencies) เดือนละ 5 พันล้านยูโร และ 3) ตราสารทางการเงินของภาคเอกชน (ทั้งในส่วนตราสารหนี้ ตราสารประเภท ABS และ Covered Bonds) เดือนละ 1 หมื่นล้านยูโร

อ้างอิง หนังสือพิมพ์ทันหุ้นเมื่อ 23 มกราคม 2558 15:38

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน starch



ความเห็น (0)