วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ผมได้รับชวนจากคำเชิญของมูลนิธิรากแก้วซึ่งแนะนำมาต่อหนึ่งจากมูลนิธิสยามกัมมาจล ให้ไปร่วมงาน "สัมมนารากแก้ว อุดมศึกษากับการขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เมื่อไปถึง ผมพบว่า รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บินมาจาก จ.สงขลา มาบรรยายเรื่อง "การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" แม้ว่าท่านจะมีเวลาเพียง ๕๐ นาทีในการบรรยายเนื่องจากมีวิทยากรหลายท่าน แต่หลังจากผมมาฟังเทปบันทึกเสียงการบรรยายของท่านซ้ำไปมา พบว่า มีองค์ความรู้ที่ตกผลึกจากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของท่าน ที่จำเป็นต้องแบ่งปันให้ทุกคนที่กำลังขับเคลื่อนฯ ปศพพ. ต้องเข้าใจ จักได้ประโยชน์ใหญ่ในเวลาสั้นๆ ดังนี้

เนื่องจากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) นั้นเป็นทั้งหลักคิดและหลักปฏิบัติ ดังนั้นการขับเคลื่อนหลักปรัชญาฯ จึงต้องพิจารณาจาก ๒ ฐาน คือ ฐานคิด หรือ ฐานปฏิบัติ ท่านบอกว่าโดยมาก ๘๐% ของคนไทย ทำความเข้าใจหลัก ปศพพ. จากฐานการลงมือปฏิบัติ (คือทำตามคนอื่น) แต่สิ่งที่น่าคิดน่าสนใจคือ ทำไมจึงไม่เป็น "ปราชญ์" กันหมด ทำไมจึงมีปราชญ์จำนวนน้อย คำตอบคือ ปฏิบัติตามอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องคิดวิเคราะห์ พิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล จึงจะทำให้คนเข้าใจอย่างถ่องแท้และพัฒนาเข้าถึงระดับที่ลึกซึ้งขึ้นไปได้... สรุปคือ ถ้าจะขับเคลื่อน ปศพพ. ให้นักเรียนเข้าใจลึกซึ้งเป็นที่พึ่งของตนและคนอื่นได้นั้น จำเป็นต้องใช้ฐานคิดด้วย...

เมื่อวางใจว่าต้องเน้น "ฐานคิด" สิ่งที่ต้องเน้นคือ "ห่วงเหตุผล" ได้แก่การพัฒนาการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยพิจารณาใน ๒ แบบสำคัญคือ อะไรเป็น "เหตุ" ที่ทำให้เกิดผลที่ "สมดุล" และอะไรเป็น "เหตุ" ที่ทำให้เกิดผลที่ "เปลี่ยนแปลง" (ผมตีความว่า "สมดุล" ในทีนี้ก็คือห่วงความพอประมาณ ส่วนห่วงภูมิคุ้มกัน ท่านคงเชื่อมโยงกับการต้านหรือรองรับการ "เปลี่ยนแปลง" นั่นเอง) ท่านบอกว่าปรัชญา ปศพพ. นั้น เป็นหลักคิดที่ยิ่งใหญ่ระดับสากลด้วยการใช้เหตุและผลบนหลักวิชาการ และที่เกินไปไกลกว่าสากลของคนตะวันตกก็คือ การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลบนหลักคุณธรรม เอื้อเฟื้อ และแบ่งปัน นั่นเอง...

ในบทความเรื่อง "การสอนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน" ของท่าน ที่เผยแพร่เป็นเอกสารประกอบการบรรยายครั้งนี้ และมีให้ดาวน์โหลด ที่นี่ เขียนตัวอย่างวิธีการสอนเชิงเหตุผล (Cause - Effect thinking) ไว้ด้วย ดังรูปครับ (ไม่อธิบายนะครับ เชิญท่านใชิวิจารณญาณอ่านจากรูปครับ)


และตัวอย่างที่สอง ให้เด็กฟังเพลงกบ ที่นี่ แล้วให้ถอดบทเรียนก่อนจะตั้งคำถามว่า อะไรไม่สมเหตุสมผล... น่าสนใจมากครับ




ผมรู้จัก รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ ผ่านเวทีขับเคลื่อน ปศพพ. ของมูลนิธิสยามกัมมาจล มานานกว่า ๒ ปีแล้ว สิ่งที่ผมชื่นชมและพยายามเรียนรู้จากท่านให้ได้มากที่สุดคือ "การตั้งคำถาม" ท่านกล่าวอย่างฟันธง ณ หลากที่หลายวาระว่า วิธีที่จะทำให้ครูหรือนักเรียนเข้าใจหลักปรัชญาฯ ได้ คือ ต้องใช้คำถามที่คมและลึกเพียงพอ ที่จะฉุดให้...อ้อ...ได้ด้วยตนเอง (ถอดความเป็นสำนวนของผมเอง) ท่านยกตัวอย่างตอนหนึ่งในการบรรยายครั้งนี้ว่า ในการดำเนินโครงการส่งเสริมให้นักศึกษาไปทำโครงงานเพื่อขับเคลื่อน ปศพพ. ในโรงเรียน มีนักศึกษามาถามท่านว่า "อาจารย์ครับ พวกผมจะไปพานักเรียนที่โรงเรียนต่อสายไฟ อาจารย์ว่าจะได้ไหมครับ..." ท่านไม่ตอบ แต่ถามกลับไปว่า "แล้วเธอคิดว่า การทำแบบนั้น ทำให้นักเรียนเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้นไหมล่ะ" นักศึกษาตอบว่า "ไม่ครับ" ... แล้วก็ต่อด้วยคำว่า "...เข้าใจแล้วครับ" ในบทความการสอนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน ท่านเขียนเรื่องการตั้งคำถามไว้ ผมตีความว่าเป็น "ปัญญาปฏิบัติ" ที่ครูหรือผู้ขับเคลื่อน ปศพพ. ต้องอ่าน ... ผมอ่านแล้วประทับใจขอถอดความมาไว้อีกครั้ง ดังนี้

  • การถาม-ตอบ เป็นเครื่องมือ "ฝึกคิด" ที่มีประสิทธิภาพมาก มีมาตั้งแต่โบราณและโด่งดังในสมัยโสเกรติส นักปราชญ์ชาวกรีก และใช้มาจนถึงปัจจุบัน
  • การตั้งคำถาม มีความสำคัญมากกว่าการได้คำตอบ เพราะคำถามไม่เคยล้าสมัย แต่คำตอบนั้นอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ..... อันนี้คมมากครับ....
  • คำถามต้องสดและสอดคล้องกับสถานการณ์ จึงจะมีแรงกระตุ้นให้เด็กอยากคิดและอยากตอบคำถาม
  • ต้องเป็นคำถามที่ให้เด็กตอบจากการคิด ไม่ใช่ตอบจากความจำ เช่น ถ้าเด็กนำสมุนไพรมาทำยาดม อาจถามว่า "พืชที่เธอใช้เรียกว่าสมุนไพร ทำไมพืชอื่นไม่เรียกว่าสมุนไพร เช่น หญ้าคา"
  • วิธีการถามเชื่อมโยงกับหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ เช่น
    • ทำไมจึงเลือกทำสิ่งนี้ (ถามหาเหตุผล)
    • ทำสิ่งนี้เพื่ออะไร มีประโยชน์อะไร (ถามเพื่อความเข้าใจ)
    • ทำอย่างไรจึงจะทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ ความเหมาะสมกับศักยภาพ เวลา และการใช้ทรัพยากรเป็นอย่างไร (ถามหาความพอดีหรือความเหมาะสมของการกระทำ)
    • มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่ต้องพึงระวัง และจะเตรียมการรองรับสถานการณ์เช่นนั้นอย่างไร (ถามหาความเสี่ยงและผลกระทบ)
  • ตั้งคำถามที่ลึกขึ้น เช่น เธอรู้ได้อย่างไรว่าความรู้ที่นำมาเสนอนั้นถูกต้อง ในการเก็บข้อมูลมีทั้งที่เธอชอบและไม่ชอบ ทั้งที่เธอรู้และไม่รู้ เธอได้จัดการกับปัญหานี้อย่างไร
  • เธอจิตนาการผลกระทบจากการเรียนรู้ครั้งนี้อย่างไรบ้าง
  • ท่านเน้นย้ำตอนท้ายว่า ระวังจะตกหลุมพรางของการถาม คือ การถามหาความรู้ มากกว่าการถามหา "หลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ"

รศ.ไพโรจน์ ใช้ขับเคลื่อน ปศพพ. เป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบ โดยประยุกต์กับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Science Technology Engineering and Mathematics: STEM) เข้ามาเสริมกระบวนการคิด และบูรณาการกับการจัดการเรียนการสอนนักศึกษาวิศวะให้ไปเรียนรู้หลัก ปศพพ. โดยการให้บริการในลักษณะการไปทำโครงงานที่โรงเรียนใกล้ๆ เขตพื้นที่มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านบอกว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ หากผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ ขยายจำนวนนักศึกษา ท่านคาดว่า สงขลาจะเป็นจังหวัด "พอเพียง" ได้ไม่ยากเลย....






ก่อนจบการบรรยาย ท่านแนะนำหนังสือ "โรงเรียนหลังใหญ่โลกใบเดียวกัน" ของ Salman Khan ผู้ก่อตั้งแหล่งเรียนรู้ฟรีที่โด่งดังในตอนนี้ ... ผมอ่านไปเกือบครึ่งเล่มแล้ว...ดีจริงอย่างที่ท่านการันตีจริงๆ ... จะมาว่าให้ฟังวันหลังครับ ...