โฆษณาเดี๋ยวนี้แยบยลลึกล้ำ มีการใช้จุดไข่ปลากระตุ้นจินตนาการ 

วิธีคือผูกเรื่องให้เราจินตนาการต่อ โดยใส่โครงไว้ระดับหนึ่ง ที่เหลือ ให้เราลากจุดไข่ปลาเชื่อมโยงเรื่องและสินค้าขึ้นมาในใจเอง

ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกเซนเซอร์

เพราะเขาจะไม่ได้บอกสักคำว่า

  • ทาแล้วจัํกแร้ขาวกว่าหน้า
  • กินแล้วฉลาดกว่าไอน์สไตน์

แต่เราจะจินตนาการไปเองว่า

  • อยากให้หน้าดำกว่าจั๊กแร้ ก็ต้องทาสินค้าของเขา

และจินตนาการไปเองว่า

  • อยากให้ไอน์สไตน์โง่กว่าลูกเรา ก็ต้องให้ลูกเรากินสินค้าของเขา

ซึ่งจุดไข่ปลาแบบนี้ กระตุ้นจินตนาการได้ไกลกว่าที่จะโฆษณาออกมาโต้ง ๆ เสียอีก

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์เศรษฐีคนหนึ่งที่รวยจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เขาบอกสั้น ๆ ว่า เขาไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่เขาขายความหวัง

ลองมาดูก็ได้ เช่น โฆษณาเอาเรื่องเด็กเล็ก(ที่ฉลาดกว่าผู้ใหญ่)มาเล่า แล้วฉายตราสินค้าแวบนึง ว่าเด็กนี่ใช้สินค้านั้น แค่นี้ สมองคนก็ต่อจุดไข่ปลาในจินตนาการเรียบร้อย ว่าเป็นเพราะสินค้านี้แหละ ที่จะทำให้ลูกเราฉลาดปานนั้น (ทั้งที่เราก็ดันโง่ปานนี้ที่ไปคิดเอาเองเป็นตุเป็นตะว่าใช้แล้วดีโดยเขายังไม่ได้บอกอะไรเราสักหน่อย)

เป็นการจินตนาการที่เป็นแบบ"ไปทางเดียว" แน่วแน่ ไม่มีวอกแวก ไม่เฉไฉนอกทาง ต้องดิ่งไปซื้อสินค้าเขา ราวโดนสะกดจิต

แต่เป็นการสะกดจิตตัวเองนะครับ

เขาใช้วิธีเหมือนกับเขียนเลข 1,2,3,...,5,6,7 รอไว้ แล้วบอก เอ้า ใครฉลาด ลองเติมเลขนี้ที

ตรงจุดไข่ปลานั่น คนที่เติม ก็พร้อมใจใส่เลข 4 เข้าไป โดยเขาไม่ต้องบอกว่าให้เติมเลข 4 สักแอะ

เจือกเติมเลข 4 เอง ช่วยไม่ได้อ๊ะ ก็คนมันฉลาดอ่ะนะ ...555...ภูมิใจ๊...ภูมิใจ

น้อยคนที่จะตั้งสติตรวจสอบตนเองทันว่ากำลังโดนล้วงกระเป๋าซึ่งหน้า  เพราะโดนกระหน่ำยิงทางโทรทัศน์อยู่ตลอดเวลา

Pavlov เคยทดลองให้หมาได้ยินเสียงกระดิ่งก่อนกินอาหาร ทำหลายครั้งเข้า หมาได้ยินเสียงกระดิ่ง ก็น้ำลายไหล ติ๋งแหมะ ติ๋งแหมะ..

เรากำลังเจอกับการประยุกต์ Pavlov's condition มายิงสู่การรับรู้ระดับจิตใต้สำนึกแบบถี่ยิบแบบนี้ ไม่มีทางแข็งขืนหรอกครับ ต่อให้รู้ทั้งรู้ก็เถอะ 

เราเป็นคนนะครับ ไม่ใช่หมาซักหน่อย ทำยังงี้กันได้ไง ?