SEEN อีสาน _๐๙ : ร่วมงานมหกรรมวิชาการฯ โรงเรียนชุมชนบ้านดอนหัน สพป.ขอนแก่น เขต ๓

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ทีมขับเคลื่อน SEEN อีสาน ไปร่วมงาน "มหกรรมวิชาการ สืบสานศิลปวัฒนธรรม น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยเรียงสู่อาเซียน" ณ โรงเรียนชุมชนบ้านดอนหัน อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น วัตถุประสงค์ของการจัดงาน ๓ ประการ ๑) การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความรู้ ความสามารถ และผลงานต่อผู้ปกครอง สาธารณะชน บุคคลทั่วไป ๒)ประชาสัมพันธ์และรายงานผลการจัดการศึกษาของโรงเรียน และ ๓) เสริมสร้างกำลังใจให้กับบุคลากรและนักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

จากการสังเกตเรียนรู้จากการฟัง ดู สอบถาม สัมภาษณ์ สนทนา ตลอด ๕ ชั่วโมงเศษ (เราไปถึงโรงเรียนประมาณ ๘:๔๕ น. และเดินทางกลับเวลา ๑๔:๐๐ น.) ในภาพรวมพบว่า โรงเรียนประสบผลสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ ๓ ประการข้างต้นอย่างดี สะท้อนผลการน้อมนำหลักปรัชญาไปใช้ในการจัดการในครั้งนี้ทุกขั้นตอน การดำเนินงานที่ไหลลื่นลงตัว ต่างคนต่างครูรู้หน้าที่และมีชุมชนและผู้ปกครองมาร่วมงานอย่างคับคั่ง การแสดงบนเวทีไม่มีข้อผิดพลาดบกพร่องใด เด็กๆ ได้แสดงความสามารถแสดงบนเวทีได้อย่างดีเต็มที่ๆ ตระเตรียมมา และเห็น "ความสุข" บนใบหน้าของพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างส่งเสียเชียร์ดังก้องเป็นระยะๆ

ผมวิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เห็นว่า จุดเด่นที่สุดของโรงเรียนชุมชนบ้านดอนหัน คือความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียน ความรู้ความเห็นของประธานคณะกรรมการสถานศึกษา ท่านคณาธิป ไพรศรี สอดคล้องหนุนเนื่องกันกับแนวทางการขับเคลื่อนฯ ของโรงเรียน และงานครั้งนี้ยังมี ผอ.ดร.ศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการ สพป.นอนแก่น เขต ๓ มาเป็นประธานเปิดงาน ท่านยังทำหน้าที่ประเมินแนะนำเหมือนกรรมการประเมินฯ ทำให้ทั้งครูและนักเรียนได้ประโยนช์ และเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนฯ ต่อไป ผอ.เสกสัณห์ ลุนบง ท่านน่าจะเขียนแนวปฏิบัติหรือ "หลักปฏิบัติที่พอเพียง" เรื่องนี้น่าจะเป็นผลดีต่อผู้กำลังขับเคลื่อนฯ

... อะไรที่เราทำสำเร็จโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แสดงว่าเราทำเรื่องนั้นอย่างพอเพียงในระดับใดระดับหนึ่งอยู่แล้ว...

ดูรูปทั้งหมด ที่นี่

หลังจากรับประทานอาหารเที่ยง ท่านผอ. และประธานกรรมการสถานศึกษา เปิดโอกาสให้ผมได้ให้ feedback ป้อนกลับเพื่อรับไปเป็นแนวทางปรับปรุงต่อไป ผมได้ให้ความเห็นต่อท่านและคณะครูแบบตรงไปตรงมาแบบค่อนข้างเป็นเชิงลบ ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับการให้การสะท้อนเพื่อพัฒนา ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียนที่กำลังขับเคลื่อน จึงนำมาสรุปไว้อีกครั้งในบันทึกนี้

ข้อความเห็นต่อการจัดการมหกรรมวิชาการ

แม้ผมจะชื่นชมว่า สามารถจัดงานได้บรรลุตามเป้าหมายทุกด้าน แต่การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำเสนอความรู้ความสามารถของตนเอง เน้นเฉพาะกิจกรรมการแสดงความสามารถด้านศิลปะและวัฒนธรรม การแสดง การฟ้อนรำ ดนตรีโปงลาง และกิจกรรมบนเวที แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำเสนอผลงานด้านวิชาการมากนัก ควรจัดให้นักเรียนทุกคนได้นำเสนอผลงานการเรียนรู้ของตนเอง เช่น ผลผลิต ชิ้นงาน หรือทักษะความสามารถด้านวิชาการต่าง ฯลฯ โดยจัดเป็นกำหนดเวลาอย่างชัดเจน ให้นักเรียนเจ้าของผลงานไปประจำหน้าผลงานของตน แล้วเชิญชวนให้ผู้ปกครองหรือบุคคลภายนอกที่มาร่วมงาน เข้าไปรับชมการนำเสนอของนักเรียน ... หลักการคือ จัดงานให้เป็นงานนำเสนอของนักเรียนด้วย ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลงานของครูหรือโรงเรียน... อาจจะจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ก่อนวันงานเผยแพร่สู่สาธารณะชน ๑ วัน... (ผมอยากไปร่วมงานนี้ครับ คราวหลังแจ้งข่าวผมอีกนะครับ หากไม่ติดภารกิจใด จะไปแน่นอนครับ)

ข้อสะท้อนจากการเยี่ยมประเมินเพื่อพัฒนา ในเวลา ๕ ชั่วโมง

๑) หากแบ่งพัฒนาการของนักเรียน จากการขับเคลื่อน ปศพพ. เป็น ๓ ระดับ คือ ระดับมูลค่า คุ้มค่า และ ระดับเข้าถึงคุณค่า ดังที่ผมได้นำเสนอไว้ ที่นี่


พัฒนาการของนักเรียนชั้นมัธยมต้น ที่ยืนประจำอยู่ในบุ๊ตแสดงผลงานที่ผมได้เข้าไปทดลองสอบถาม เกือบทั้งหมด ยังอยู่ในระดับ รับรู้ จดจำ นำไปใช้ระดับ "มูลค่า" ยังไม่สามารถตอบคำถามเชื่อมโยงกับหลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียงได้

หลักการและวิธีในการถามของผม มุ่งเน้นประเมินระดับของความเข้าใจ เข้าถึง ของเด็กนักเรียนแต่ละคน ดังนี้

  • หลังจากให้เกริ่นว่า เป็นใคร ทำไมถึงได้เป็นคนที่ถูกเลือกมานำเสนอผลงานแล้ว ผมจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า " ในบุ๊ตแสดงผลงานนี้ มีงานชิ้นไหน หรือผลงานไหน ที่นักเรียนได้ทำเพื่อตนเองบ้าง " หากนักเรียนตอบว่า "ไม่มี" ผมจะสอบถามตรวจสอบว่าระดับ "ความคิด" ว่า สามารถวิเคราะห์ความ "คุ้มค่า" โดยใช้หลักปรัชญาฯ ได้หรือไม่ หากไม่ได้ ก็แสดงว่าอยู่ระดับ "รับรู้ จดจำ" เท่านั้น
  • หากนักเรียนตอบว่า "มีค่ะ มีครับ" ผมก็จะให้นักเรียนนำผลงานหรือชิ้นงานนั้น มานำเสนอให้ฟัง แบบเล่าเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วค่อยเริ่มถาม "ตามสูตร" โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนา โดยแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ นำ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ไปใช้กับตนเอง และส่วนผลดีหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นในมิติต่างๆ ทั้ง ๔ ตามแต่สมควร
    • ถ้าจะทำให้สำเร็จและได้ผลดีที่สุดต้องมีความรู้อะไรบ้าง (เงื่อนไขความรู้) เมื่อนักเรียนตอบองค์ความรู้อะไรมา ก็ถามต่อว่า ต้องมีความรู้อะไรอีก เท่านี้พอไหม (พอประมาณ)ไม่รู้เรื่องนั้นๆ ได้ไหม จะส่งผลต่องานอย่างไรหากไม่รู้เรื่องนั้น (เหตุผล) มีวิธีค้นหาองค์ความรู้นั้นๆ มาอย่างไร หากตอบว่าอ่านจากหนังสือ ก็ถามต่อว่า หนังสืออะไร ประเภทไหน หากบอกว่าได้จากการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต ก็ถามว่า ใช้คำสำคัญสืบค้นว่าอะไร ได้ความรู้จากเว็บไซต์อะไร ... เป็นต้น นักเรียนอาจตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เราจะทราบได้รับหนึ่งว่า เด็กนั้น สืบค้นความรู้ หรือเรียนรู้เองเป็นไหม มั่นใจในตนเอง และมีไหวพริบปฎิพานในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (ในที่นี้คือตอบคำถามที่ตนเองไม่ทราบคำตอบ) และสุดท้าย คำถามสำคัญคือ นักเรียนรู้ได้อย่างไรว่า ข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ตนเองได้นั้นน่าเชื่อถือ หรือถูกต้อง คือนักเรียนควรรู้จักแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ หรือรู้จักวิธีตรวจสอบความรู้ (การมีภูมิคุ้มกันที่ดี)
    • เริ่มถามตั้งแต่ ทำไมถึงต้องทำงานชิ้นนี้ ไม่ทำได้ไหม ถ้านักเรียนเป็นคนคิดเอง ก็ให้เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากทำ คำตอบของนักเรียน จะแสดงให้เห็นระดับการ "เข้าถึง" ระดับ "คุณค่า" ว่าระเบิดออกมาจากภายในตัวเด็กเอง แต่ถ้าหากพิจารณาพบว่า ครูเป็นคนคิด ก็ให้ถามต่อไปว่า ทำไมครูจึงให้ทำงานชิ้นนี้ หรือ นักเรียนคิดว่าครูมีวัตถุประสงค์อะไร จึงมอบหมายให้เราต้องทำงานนี้ หากครูปลูกฝังได้ถูกต้อง นักเรียนจะทราบเหตุผลทุกครั้งว่า ครูมอบหมายให้ทำงานชิ้นนั้นไปทำไม เพื่ออะไร อย่างไรก็ดี วิธีถามแบบนี้ควรใช้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเพราะเป็นทักษะการคิดขั้นสูง (คิดวิเคราะห์ ตีความ อย่างเป็นเหตุเป็นผล) อาจยังไม่เหมาะสมกับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่เน้นการพัฒนาด้วยการปลูกฝังพฤติกรรมและทักษะการอ่านออกเขียนได้พื้นฐาน
  • หากนักเรียนสามารถเล่าเรื่อง สนทนา ตอบคำถามได้อย่างไม่เก้อเขินตามวิธีการที่กล่าวมา ก็ถือได้ว่า นักเรียนพัฒนามาถึงระดับ "คุ้มค่า" แล้ว ขั้นต่อไป คือต้องประเมินทางอ้อมว่า นักเรียนถึง "เข้าถึง" ระดับ "คุณค่า" หรือไม่ โดยขยายขอบเขตของคำถามออกไปในมิติต่างๆ ได้แก่
    • ขยายไปจากตนไปสู่คนอื่นๆ ผลงานหรือสิ่งที่นักเรียนทำมีประโยชน์และผลกระทบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างไร นักเรียนที่ได้รับการขับเคลื่อนฯ มาอย่างถูกต้อง จะรู้จัก ๔ มิติ ได้แก่ มิติวัตถุหรือเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม และสามารถตอบคำถามโดยใช้กรอบคิดแบบ ๔ มิตินี้ได้ หากนักเรียนตอบไปถึงขึ้น "แบ่งปัน เอื้อเฟื้อ" และสังเกตเห็นความมุ่งมั่น และความสุขในแววตาขณะเล่าเรื่อง ... หากเป็นดังนั้น ก็เข้าใจว่า "เข้าถึง"... วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับนักแสดงนะครับ...
    • ขยายไปในอดีตและอนาคต (ขยายกรอบเวลา) เช่น โตขึ้น วางแผนชีวิตอย่างไรบ้าง อยากเป็นอะไร เพราะอะไร ฯลฯ หรือ เราเป็นนักเรียนควรทำตัวอย่างไร (พอประมาณ รู้บทบาทหน้าที่) หรือ ที่ผ่านมาเราคิดว่าตนเอง "พอเพียงไหม" แล้วให้นักเรียนเล่าเรื่องยกตัวอย่างเหตุการณ์ ว่าตนเอง พอเพียงตอนไหน ไม่พอเพียงตอนไหน หากนักเรียนเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของตนเองได้อย่างชัดเจน ก็พอจะเห็นว่าเกิด "ระเบิดจากภายใน" ได้เหมือนกันครับ

๒) ผอ. เสกสัณห์ บอกว่า ขับเคลื่อนฯ ด้วยวิธีการ "ถอดบทเรียน" มานานแล้วถึง ๓ ปี แต่จากการประเมินเบื้องต้นวันนี้ พบว่านักเรียนที่ตอบคำถามประจำบุ๊ตแสดงผลงาน ยังไม่ผ่านขั้น "ความคิด เข้าใจ" แสดงว่า ต้องมีอะไรที่ไม่ "พอเพียง" ในกระบวนการ "ถอดบทเรียน" อาจเป็นไปได้ ๓ สาเหตุ คือ

  • กรณีที่ ๑ คือ ไม่ทำต่อเนื่อง หรือ "ฝึก" ไม่พอ ... ข้อนี้คณะครูก็เห็นด้วย จึงได้รับปากว่าจะขับเคลื่อนให้ ต่อเนื่อง บ่อยซ้ำ ย้ำ ทวน สาเหตุที่มักพบวคือ กิจกรรมการขับเคลื่อนฯ อาจไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต หรือกิจวัตรประจำวันของนักเรียน ทำให้นักเรียนไม่ได้ "ฝึก" หรือรับการปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนฯ จะมีการจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการกับทั้งกิจกรรมเสริม และกิจวัตรหรือชีวิตประจำวันของนักเรียน ทำให้นักเรียนได้ฝึก ได้เรียนรู้ หลักปรัชญา ปศพพ. อย่างต่อเนื่องทั้งวัน ทุกวิชา ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
  • กรณีที่ ๒ ใช้คำถามที่ไม่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนได้ "ฝึกคิด" เพียงพอ หรือพูดให้กว้างขึ้นคือ ครูยังลงในรายละเอียดไม่เพียงพอ ... ลองสังเกตจากตัวอย่างต่อไปนี้ครับ


สังเกตว่า แบบฟอร์มดังภาพ เน้นให้นักเรียนสรุปองค์ความรู้ในเรื่องที่ทำลงบนพื้นที่ว่างกลางกระดาษแบบอิสระ โดยใช้สีและลวดลายต่างๆ แล้วให้นักเรียน "ถอดบทเรียน" ลงใน ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ แบบ "จับใส่กล่อง" วิธีนี้แสดงให้เห็นความเอาจริงเอาจังในการขับเคลื่อน ปศพพ. ของครู ... ผมอยากแนะนำวิธีทำให้นักเรียนได้ฝึกคิด ฝึกทำ มากขึ้นดังนี้ ครับ

    • จากที่ให้นักเรียนเขียนล้อมกรอบ ระบายสี ที่เน้นให้สวยงาม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ เนื้อความที่นักเรียนเขียนนั้น ให้เปลี่ยนมาให้นักเรียนเขียน flow chart ขั้นตอนการทำ และให้วาดรูปอุปกรณ์ที่ใช้ จะดีกว่า หลักการคือ ให้บูรณาการระหว่างซีกสมองซ้ายขวาจริงๆ
    • ให้นักเรียน "ถอดบทเรียน" ให้เชื่อมโยงมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น หลายชั้นมากขึ้น ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ที่นี่ครับ ตัวอย่างเช่น ห่วงเหตุผลที่นักเรียนเขียนว่า "ทำเพื่อใช้เอง" เราก็ตามต่อว่า "ทำไมต้องทำใช้เอง " ถามต่อไปเรื่อยๆ หลายๆ ชั้น ครูน่าจะให้เนื้อที่ หรือพื้นที่ในการคิดเขียนมากขึ้น
  • กรณีที่ ๓ คือ ถอดบทเรียนแบบ "หลงประเด็น" หรือตกร่อง "ชิ้นงาน" ประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อน ปศพพ. คือ การพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะตามหลักสูตรแกนกลาง ๕๑ ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่า นักเรียนแต่ละระดับจะต้องมีความรู้ ความสามารถ หรือสมรรถนะ อย่างไร ถึงจะพอเพียงต่อการเรียนรู้และดำเนินชีวิต ดังนั้น การถอดบทเรียนโดยแบบ "จับใส่กล่อง" ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ (๓-๒-๔) จึงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเพื่อให้นักเรียนเข้าใจ "หลักคิด" หรือหลักปฏิบัติในการคิดและทำสิ่งต่างๆ เท่านั้น เป้าหมายจริงๆ จึงเป็นเป้าหมายตามหลักสูตร หากเข้าใจผิดว่า การขับเคลื่อน ปศพพ. เป็นเพียงโครงการเพิ่มเติมจากหลักสูตร เพื่อจะรองรับการประเมินเป็นโรงเรียนศูนย์ฯ จึงต้องมีร่องรอยของการถอดบทเรียนให้เข้ากับ ๓-๒-๔ เท่านั้น ถือว่ายังตกร่องของ "ชิ้นงาน" คือเน้นชิ้นงาน เน้นปริมาณ แต่ความจริง การขับเคลื่อนฯ ต้องมุ่งไปยังผลลัพธ์ที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญ หรือกล่าวอีกอย่างคือ หากผู้ประเมินพบว่า นักเรียนไม่ได้บรรลุคุณลักษณะตามหลักสูตรฯ หลักฐานต่างๆ ก็ไม่มีความหมาย เช่น นักรียน ป.๑ ป.๒ อ่านหนังสือไม่ออก ... อย่างนี้ถือว่า ไม่พอเพียง หรือ นักเรียน ม.๑ ม.๒ คิดแก้ปัญหาไม่เป็น ... ก็ถือว่าไม่บรรล... สำหรับโรงเรียนที่จะเป็น ร.ร.ศรร. นั้น นอกจากนักเรียนแกนนำจะบรรลุตามเป้าประสงค์ของหลักสูตรฯ แล้ว ยังต้องสามารถ ถ่ายทอด ตีความเชื่อมโยงเข้ากับ ๓-๒-๔ ได้อย่างคล่องแคล่ว


ผมเห็นความตั้งใจของ ผอ.เสกสัณห์ และคณะครู ผมก็ดีใจครับ และจะช่วยท่านเต็มตามศักยภาพครับ...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิถีแห่งความพอเพียง



ความเห็น (0)