หลวงปู่นั่งสวดมนต์อยู่
หลวงปู่ระลึกถึงพวกเรา
นึกถึงโลกและระลึกถึงพระพุทธเจ้า
ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่อุบัติขึ้น
พระองค์ทรงอุบัติขึ้น เพื่อเทศนาสั่งสอน
และก็ดำรัสตรัสสิ่งที่
ทำให้คนได้รับประโยชน์มากที่สุด
และก็ประหยัดสูง ได้สาระมากที่สุด


พระองค์ทรงเห็นว่าบุคคลถ้ายังหลงตกอยู่ในราคะ โทสะ โมหะยังหลงตกอยู่ในอำนาจของความชอบใจไม่ชอบใจยังหลงตกอยู่ ในความเหนื่อยยากลำบาก ข้นแค้นแสนสาหัส คนคนนั้นก็เหมือน กับบุคคลซึ่งไร้ประโยชน์จากการถือชาติกำเนิด การเกิดขึ้นมาเป็นคน สัตว์ตนนั้นก็ไม่มีอันที่จะต้องพิจารณา ภาวนา หรือบริหารกิจการใดๆ ที่มีอยู่เพราะความหลงชนิดนั้นย่อมยังมาซึ่งความเป็นทาส ความหลงในความเจ็บป่วยก็ดี ความอึดอัดขัดเคืองก็ดีความลำบากลำบนทางกาย วาจา ใจก็ดีและความยึดถือในสรรพสิ่งนั้นๆ ที่กำลังมีสภาวะ เป็นอยู่ในปัจจุบัน จนทำให้ร่างกายจิตใจ ความเป็นอยู่และความรู้สึกนึกคิด เศร้าหมอง ด้อยลงและขาดการพัฒนา

พูดง่ายๆ สั้นๆ และเพื่อเข้าใจก็คือ คนที่หลงอยู่ในไตรวัฏ ได้แก่ การเกิด แก่ เจ็บ และตาย จิตใจยังกระเสือกกระสน ดิ้นรน ขวนขวาย ถ้าชีวิตความเป็นอยู่ หลงอยู่ในสิ่งเหล่านี้แล้วละก็ ย่อมยังมาซึ่งประโยชน์น้อย ประหยัดน้อย ย่อมยังมาซึ่งความเสื่อมเสียประโยชน์สูง ไม่มีความประหยัดสุด และก็ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จ อันน้อย ย่อมนำมาซึ่งความสุขอันน้อย และย่อมยังมาซึ่งความฉิบหาย อันมากเพราะการที่บุคคลทั้งหลายพากันมาเอาจิตใจมาจดจ่อ และหลงติดกับความเหนื่อยของกาย ความบีบคั้นทางกิริยา อาการ ความทรมานทางอารมณ์สย่อมทำให้คนทั้งหลายเหล่านั้นไม่มีปัญญาคิดใคร่ครวญแก้ไขปัญหา ในที่สุดก็ต้องตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น

เมื่อตกเป็นทาสแล้ว จิตใจที่คิดจะมาบริหาร จิตใจที่คิด จะทำการพัฒนาสรรพสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ๆ ย่อมลดน้อยลง นั่นคือที่นำมาแห่งประโยชน์น้อย ประหยัดน้อย ความฉิบหายมาก ความเจริญรุ่งเรืองก็น้อยลง ความสูญเสียความแตกทำลายย่อมมีเกิดมากขึ้น เพราะฉะนั้น หลวงปู่จึงมานึกถึงพวกเราว่า ธรรมชาติแห่งพุทธะธรรมชาติแห่งสภาวะความเป็นอิสระที่สมบูรณ์ หลวงปู่ได้แสดงแล้วทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และก็ที่สุด โดยเฉพาะการมีชีวิต อยู่ในโลกอย่างเป็นผู้ที่พัฒนา โดยเฉพาะการไม่ตกเป็นทาสของความ บีบคั้นทางกาย วาจา และก็ใจ

หลวงปู่มีคำถามสถามพวกเราอยู่ครั้งหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิด ว่า ถ้าหลวงปู่ตายลง พวกเราจะทำอย่างไรกันในขณะที่มีงานทำ ทำไมหลวงปู่จึงถามอย่างนี้? วันนี้พวกเราทั้งหลายจะได้คำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดก็คือว่า ถ้าหลวงปู่ตายลงในขณะที่พวกเรากำลังทำงานอยู่ การบีบคั้นทางกาย วาจา และก็กิริยาอาการ ย่อมเข้ามาแทรก ย่อมเข้ามาเบียดบังพวกเรา และเมื่อเข้ามาบีบคั้นอย่างนั้น เราจะทำประโยชน์สูงและให้มันประหยัดสุด ในขณะที่โดนบีบคั้นทางกิริยา อาการ วาจา จิตใจ และร่างกายได้อย่างนั้นหรือไม่ เราจะทำให้มันได้ประโยชน์สูงสุด ในท่ามกลางความบีบคั้นนั้นๆ ได้หรือเปล่า ก็มีคำตอบออกมาแล้วว่า พวกเราทำกันไม่ได้ ดูตัวอย่างเช่นวันนี้เป็นต้น

หลวงปู่สังเกตพวกท่านทุกคนมีความเหนื่อยหน่าย จิตใจ ก็ไม่สมบูรณ์ มีความอ่อนเพลีย เหตุเพราะเราปล่อยให้พลังอำนาจความอิสระในใจของเรา ตกเป็นทาสของกิริยาอาการ ตกเป็นทาสอำนาจของความไม่อิสระ ไม่สมบูรณ์ด้วยความเป็นอยู่ ที่รู้สึกคับแค้น ขัดเคือง การบริหารงานปกติก็ลดน้อยถดถอยลงไป การทำงานที่จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีพร้อม ประเสริฐงามเลิศ ซึ่งคนปกติธรรมดา สามัญมีร่างกายอันแข็งแรง มีจิตใจอันแข็งแรงที่จะพึงได้พึงถึงก็ไม่มี ก็เพราะเราเป็นผู้มีจิตใจที่ไม่แข็งแรงเสียแล้ว มีความเป็นอยู่ที่ไม่แข็งแรงเสียแล้ว ชีวิตความรู้สึกนึกคิดก็ไม่แข็งแรงเสียแล้ว เพราะโดนความเศร้าโศก ความเสียใจ ความเจ็บป่วย ความเหนื่อยหน่าย ความอาลัยอาวรณ์ ความทรมานทางกาย วาจา และก็ใจ ทำให้ไม่ แข็งแรง

ทีนี้เมื่อมันไม่แข็งแรง การทำงานเป็นปกติแห่งบุคคลผู้แข็งแรง ก็ทำไม่ได้เมื่อทำไม่ได้แล้วเราลองมานึกดูซิว่าประโยชน์อันใด มันจะเกิดกับบุคคลที่มีกายอันไม่แข็งแรง มีวาจาอันไม่แข็งแรง มีการกระทำอันไม่แข็งแรง และมีจิตใจอันไม่แข็งแรง ความสำเร็จอันใดจะเกิดกับคนที่เป็นคนขี้โรคทางกาย วาจา และก็ใจ ความประเสริฐดีเลิศงามพร้อมอันใด มันจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่มีการกระทำ อันไม่แข็งแรง และไม่สมบูรณ์นั้นๆ ได้ เมื่อมันเกิดความไม่สมดุลกัน ระหว่างการกระทำและชีวิตความเป็นอยู่นี่แหละ จึงเป็นที่มาของคำสอนแห่งศาสดาที่พระองค์ต้องทำหน้าที่ฝึกสอนเราว่า พวกเธอทั้งหลาย ถ้าเธอยังเอาจิตใจหมกมุ่น หลงใหลงมงายอยู่ใน ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็เท่ากับว่า เธอกำลังทำจิตใจ ร่างกาย กิริยาอาการ วาจา ของเธอไม่แข็งแรง

เมื่อเราทำจิตใจ ร่างกาย กิริยาอาการ วาจา ของเรา ไม่แข็งแรงซะแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ประโยชน์แห่งบุรุษผู้แข็งแรงจะพึงได้ พึงถึง เป็นไปไม่ได้ที่เราผู้ไม่แข็งแรงทางกิริยา ทางวาจา ใจจะพึงได้ พึงถึง ในสิ่งที่ตนกระทำ พูด คิด เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ไม่แข็งแรงด้วยจิตใจ จะพึงได้พึงถึง ในประโยชน์ที่พึงได้พึงถึงของผู้ที่มีจิตอันแข็งแรงแล้ว

เมื่อความเป็นประโยชน์อันน้อยนิดเกิดขึ้นแก่สัตว์โลก พระศาสดาทุกพระองค์ในโลกจึงต้องอุบัติขึ้นมา เพื่อสอนให้พวกเราทั้งหลาย สละ วาง ปล่อย เว้น ในสิ่งที่มันจะทำให้พวกเราไม่แข็งแรง และเพื่อทำให้เกิดการพัฒนากาย วาจา ใจให้เป็นประโยชน์ทั้งหลาย ให้เกิดขึ้นมากที่สุด เท่าที่มนุษย์ผู้แข็งแรงจักพึงทำได้

เราจะเห็นว่าหลวงปู่ได้เพียรพยายาม ที่จักทำให้ดูและเป็นครูให้เห็น สุดที่สติปัญญา ความรู้ความสามารถที่หลวงปู่จะสอนได้ในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ในเรื่องของธรรมชาติพื้นๆ ของชีวิต ให้อิสระ แม้แต่เวลาหลวงปู่ป่วยไม่สบาย หลวงปู่ก็พัฒนางานของหลวงปู่ได้ เหมือนกับบุคคลปกติที่แข็งแรง เวลาหลวงปู่มีกิริยา อาการ ร่างกายไม่แข็งแรง หลวงปู่ก็ทำงานเหมือนกับคนปกติที่แข็งแรงดี เวลาหลวงปู่มีวาจาที่ป่วย ไม่สบาย และไม่แข็งแรง แต่หลวงปู่ก็พูด และแสดงออก เหมือนกับคนที่แข็งแรงพูดและแสดงออก และหลวงปู่ได้ประโยชน์พอๆ กับคนที่แข็งแรงพูดและแสดงออก ความไม่แข็งแรง เพราะร่างกายมันบีบคั้น แต่หลวงปู่ก็พัฒนาทำให้เกิดผลงาน ทำให้เกิดงาน เปรียบประดุจดังผู้แข็งแรงทำได้ทำถึง

แต่มาดูพวกเราซิ เหมือนกับคนพิการ กะปลกกะเปลี้ย เฉื่อยชา ล่าช้า เซื่องซึม หลวงปู่จึงต้องมีคำถามว่าถ้าหลวงปู่ตาย พวกเราจะทำงานกันได้อย่างไร? เพราะพวกเราทำตนเป็นบุคคลผู้ไม่แข็งแรงทั้งทางกาย วาจา และใจ ปล่อยให้ตนตกเป็นทาสของอารมณ์บีบคั้น ทางกิริยาอาการ ทั้งทางกาย วาจา และก็ใจ งาน อันจะพึงได้พึงถึงแห่งบุรุษผู้แข็งแรงก็ไม่ปรากฏ และสิ่งที่ฉิบหาย สิ่งที่สูญเสีย สิ่งที่โดนทำลาย อันจะพึงเกิดขึ้นแก่บุรุษผู้ไม่แข็งแรงก็จักปรากฏแก่เรา แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรกัน กับการที่ถือกำเนิด เกิดเป็นคนกับเขาชาติหนึ่ง เราจะปล่อยให้อารมณ์ของตัวเอง ตกเป็นทาสของความไม่แข็งแรงที่เกิดจากความบีบคั้น ทางกาย ทาง ความเป็นอยู่ ทางอารมณ์ทั้งหลาย ทางความรู้สึกนึกคิด และทางอาการเจ็บป่วย ทางการร้อนมาก หนาวมาก เย็นมาก หิวมาก กระหายมาก อยากมาก อยู่เช่นนี้กระนั้นหรือ

ถ้าเราเผลอสติ ปล่อยให้อารมณ์ของตัวเองตกเป็นทาสของความร้อน ความหิว ความกระหาย ความหนาว ความเจ็บ ความป่วย ความอาฆาตพยาบาทจองเวร ความละโมบโลภมาก มันจะมีประโยชน์อันใดกัน สิ่งเลวร้ายเหล่านั้น มันได้ให้ประโยชน์อันใดกับเรา ถ้าเรายังปล่อยตัวปล่อยใจ ยอมให้ความเลวร้ายมาเป็น นายเราเราก็จะกลายเป็นบุรุษผู้อ่อนแอประโยชน์ทั้งหลายแห่งบุรุษ ผู้แข็งแรงก็จะไม่เกิดขึ้นแก่เราเลย เพราะฉะนั้น การที่หลวงปู่ถามแต่ เบื้องต้นว่า ถ้าหลวงปู่ตายพวกเราจะทำอย่างไรกัน มันมีความหมาย อันลึกซึ้ง ถ้าลองคิดดู

วันนี้เป็นวันปีใหม่ เป็นวันที่หลวงปู่สมควรที่จะให้คำตอบ ที่ถูกต้องแก่เราเสียที เพราะมันประจวบเหมาะกับความเป็นปัจจุบัน-ธรรม ที่พวกเราทั้งหลายแสดงตนเป็นบุคคลผู้อ่อนแอ อ่อนแอทั้งทางกาย อ่อนแอ ทั้งความรู้สึกนึกคิด อ่อนแอทั้งวาจา และอ่อนแอทั้งจิตใจ ยอมทำตนเป็นบุคคลผู้ไม่แข็งแรง ประโยชน์อันพึงได้พึงถึงที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลผู้ไม่แข็งแรง ก็ย่อมน้อยนิดตามไปด้วย เราไม่เสียดายหรือว่าทรัพยากรแห่งร่างกาย จิตใจ สภาวะความเป็นอยู่ และลมหายใจเข้าออกของเรานั้น มันจะสูญเสีย ไปกับการที่เรามีชีวิตอยู่อย่างไม่แข็งแรง สมรรถนะและศักยภาพของร่างกายที่มีอยู่มากมาย เราจักปล่อยให้หมดไปอย่างสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ กระนั้นหรือ ทำไมเราไม่คิดใช้สมรรรถนะ และศักยภาพของร่างกายสร้างสรรค์สาระให้แก่ชีวิตนี้ โดยเพียรพยายามทำตนเป็นบุรุษผู้ แข็งแรง

แล้วบุรุษผู้แข็งแรงมีชีวิตอยู่อย่างไร?

บุรุษผู้แข็งแรงมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างอิสระสมบูรณ์ เขาไม่พาตัวเองเข้าไปตกเป็นทาสของความร้อนนัก หิวนัก กระหายนัก หนาวนัก เจ็บนัก ป่วยนัก กระวนกระวายนัก ทุกข์นัก โศกนัก เสียใจนัก เศร้าหมองนัก ดีใจมากนัก เขาไม่เอาอารมณ์ดังกล่าวนี้ ใส่จิตของตัวเอง ให้ตกเป็นทาสกับสรรพสิ่งเหล่านี้ เพราะเขารู้ว่า เมื่อตกเป็นทาสแล้ว เขาย่อมไม่แข็งแรง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราปล่อยกายไปตกเป็นทาสของความ บีบคั้นทางเวทนา ที่เกิดจากการเจ็บป่วยไข้ไม่สบายทางกาย แสดงว่า กายเราไม่แข็งแรง การบริหาร งานที่จะเกิดขึ้น ซึ่งได้จากอำนาจแห่ง กายก็ไม่เกิด หรือเกิดก็มีประสิทธิภาพน้อยลง ประโยชน์น้อยลง ประหยัดก็น้อยลงด้วย

หรือไม่อีกที ถ้าเรายอมตนให้ใจตกเป็นทาสแห่งความกระวนกระวาย เศร้าหมอง กลัดกลุ้ม ระทมทุกข์ เดือดร้อนใจ หรือแม้แต่ความสบอารมณ์ สมหวัง ดีใจ ก็เป็นเหตุให้เราไม่แข็งแรงด้วย เพราะสภาวะอารมณ์ หรือสภาวะธรรมเหล่านั้น จักทำให้เรากลายเป็นคนประมาท เลินเล่อ ขาดสติ หลงลืม จักทำให้เรามีความ ตระหนี่ เห็นแก่ตัว ละโมบ โลภมาก สมองและความรู้สึกนึกคิดจะมึนชา พูด ทำ คิด ในการแก้ปัญหาก็จักเชื่องช้าลง

ที่เป็นอย่างนี้ถือว่า บุรุษผู้นั้นเป็นบุรุษที่มีจิตใจอันไม่แข็งแรง ประโยชน์อันใดที่จะพึงได้พึงถึงในเรื่องของการมีกะใจ ที่จะทำงานก็ไม่ปรากฏ เพราะใจเราป่วย สมองป่วย สัญชาตญาณป่วย กิริยาป่วย ร่างกายป่วยเมื่อจิตใจป่วยก็ย่อมยังมาซึ่งงานก็ป่วยด้วย วิถีทำงานป่วย ประโยชน์ก็ป่วยลงไปด้วย ความสึกหรอแห่งประโยชน์ ที่จะพึงได้พึงถึงก็เกิดขึ้น ความสมบูรณ์แห่งประโยชน์ก็หมดไป สาระการมีชีวิตอยู่ในโลกย่อมหมดไป ประโยชน์ที่บุรุษผู้ไม่แข็งแรงจะ ทำให้เกิดให้มีขึ้นปรากฏอยู่ ย่อมไม่เจอไม่พบ หรือน้อยนิดเหลือเกินแล้วมันจะคุ้มค่าหรือ กับการที่ถือกำเนิด เกิดเป็นคนกับเขาชาติหนึ่ง วันหนึ่ง ปีหนึ่ง ชั่วโมงหนึ่ง นาทีหนึ่ง

เพราะอย่างนี้น่ะซิ องค์สมเด็จพระศาสดาพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในโลก จึงต้องอุบัติขึ้น เพื่อชี้ประโยชน์แห่งบุรุษผู้แข็งแรง และชี้โทษแห่งบุรุษผู้ไม่แข็งแรง ให้พวกเราทั้งหลายปฏิบัติตนให้ข้าม พ้นจากบุรุษผู้ไม่แข็งแรง และเข้าถึงประโยชน์แห่งบุรุษผู้แข็งแรงแล้ว พูดอย่างนี้ก็ต้องสรุปว่า

ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาวะเช่นไร อากาศอย่างไร ร้อน หนาว เย็น เจ็บ ป่วย หิว กระหาย ทุรนทุราย ทุกข์โศก หรือมีโรคภัยใดๆ ทั้งสิ้น เรารู้ว่านี่เรากำลังจะไม่แข็งแรงด้วยอาการ ทางกาย ทางวาจา แต่ก็อย่าทำใจของเราไม่แข็งแรงไปด้วยเลย เพราะถ้าเราขืนปล่อยให้เป็นบุรุษผู้ไม่แข็งแรงด้วยใจแล้ว แม้แต่อาการป่วยทางกายจะเล็กน้อยนิดหน่อย แม้แต่อาการป่วยทางวาจาจะเล็กน้อยนิดหน่อย แม้แต่อาการป่วยทางกิริยาสความรู้สึกนึกคิดจะเล็กน้อยนิดหน่อย แต่ถ้าใจแห่งเราไม่แข็งแรงเสียแล้ว ความป่วยอันยิ่งใหญ่มหาศาล ก็จะเกิดขึ้นทางกาย วาจาและใจ หรือความรู้สึกนึกคิด หรือการกระทำจะพลอยป่วยตามๆ กันไป เมื่อความป่วยอันยิ่งใหญ่มหาศาลเกิดขึ้นแล้ว ประโยชน์อันไหนและประโยชน์อันใด ที่จะพึงได้พึงถึงแห่งบุรุษผู้แข็งแรง ก็ย่อมไม่ปรากฏแก่เรา

เพราะฉะนั้นเธอทั้งหลาย การมีชีวิตอยู่ในวิถีแห่งพุทธะ- อิสระ การมีชีวิตอยู่อย่างเป็นคนที่มีประโยชน์สูงประหยัดสุด และการ เรียนรู้สัจธรรมของธรรมชาติอันประหลาดลึกลับพิสดาร...แต่ธรรมดา ชนิดนี้ มันไม่ใช่เป็นเรื่องยากในตัวของพวกท่านทั้งหลายมีพลัง ชนิดหนึ่ง หลวงปู่เรียกมันว่าพลังพันธาริณี เป็นพลังแฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ในอำนาจจิตและลมหายใจเข้าออก ขอเพียงมีใจอันแข็งแรงเป็นปกติอยู่ มิใช่ใจอันหลับใหลเหนื่อยหน่ายอ่อนเพลีย จิตใจที่นิ่งสงบ เยือกเย็น ไม่เหนื่อยหน่าย ไม่อ่อนเพลียปรากฏอยู่ในตัวเรา เป็นใจที่พร้อมต่อการเคลื่อนไหว เป็นใจที่ควรต่อกิจกรรม การงานทั้งปวง แม้แต่อาการทางกายมันจะป่วยไม่แข็งแรงอย่างไร บุรุษนั้นพระศาสดาทรงเรียกว่า อภิชาตบุรุษ เป็นบุรุษผู้มีประโยชน์เป็นเอกของโลก เป็นบุรุษผู้มีพลังมหาศาล ย่อมยังมาซึ่งประโยชน์ แห่งบุรุษผู้แข็งแรงทั้งกาย วาจา และใจ ประโยชน์นั้นๆ จะได้ผล มากกว่าผู้คนทั้งหลายในโลก

หลวงปู่ได้ทำตัวอย่างให้พวกเราเห็น แม้แต่เวลาหลวงปู่ ป่วย หลวงปู่ก็ทำงานเหมือนคนปกติ แม้แต่เวลาที่ความรู้สึกในกาย ของหลวงปู่มันบอกว่า มันไม่ไหวแล้ว มันแย่แล้ว มันเศร้าหมองแล้ว แต่หลวงปู่ไม่ได้ปล่อยให้วาจาแห่งหลวงปู่ หรือกิริยาแห่งหลวงปู่ หรือว่า...โดยเฉพาะจิตใจแห่งหลวงปู่ ตกเป็นบุรุษผู้ป่วยไปด้วย หลวงปู่จึงสามารถพัฒนางานได้อย่างชนิดไม่ขาดตอน คนภายนอกดูว่านิ่งเงียบสงบ แต่ภายในของหลวงปู่ ไหลเรื่อยรินอยู่ตลอด และเต็มเปี่ยม ไปด้วยพลัง เชื่องช้าแต่มีพลัง ลื่นไหล มีอำนาจและอิสระ น้ำเล็กๆ น้ำน้อยๆ ไหลนิดๆ เราอย่าไปดูถูกอำนาจแห่งใจสมันเล็กๆ น้อยๆ นิดๆ นั่นแหละ มันมีพลังมหาศาลอันแฝงนิ่ง นอนเนื่องอยู่ในกมลสันดานของตัวมันเอง

ถ้าเรารู้จักใช้ใจอย่างนี้ ก็สามารถจะนำเอาพลังวิเศษในกายของเรา มาจรรโลงกิริยา วาจา ร่างกาย ให้ทำงานเหมือนกับบุคคลปกติ ได้อย่างชนิดที่มหัศจรรย์วิเศษสุด เราจะเห็นว่าเวลาที่หลวงปู่ทำงานมากๆ หลวงปู่จะมีชีวิตความเป็นอยู่รู้สึกโทรมทรุดลง แต่ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงหรือไม่กี่นาทีข้างหน้า หลวงปู่ก็สามารถบริหาร งานได้ต่อไป อย่างชนิดไม่ขาดตกบกพร่อง แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดก็ไม่ขาดตกบกพร่องคำพูดและความรู้ที่ถ่ายเทออกมาจากวาจาของหลวงปู่ ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง เหมือนปกติแห่งบุรุษผู้แข็งแรง แล้วพวกเราทำอย่างนี้บ้าง ไม่ได้เชียวหรือ? พวกเราได้ชื่อว่าเป็นสานุศิษย์ เป็นศิษย์แห่งพุทธะอิสระ คนที่เจ็บกับคนที่ไม่เจ็บ สองคนนี้ถ้ามาเทียบกันแล้ว คนที่เจ็บย่อมด้อยกว่า

แต่ถ้าเราเป็นบุคคลไม่ป่วยแห่งใจ ไม่ยอมเอาใจเข้าไปป่วยกับมันด้วย ไม่ยอมปล่อยให้ความอ่อนแอแห่งจิตเกิดขึ้น ไม่ยอมปล่อยให้จิตไม่แข็งแรงแล้วไซร้ ความมีชีวิตอยู่ในวันที่เราป่วย ก็ย่อม ยังมาซึ่งประโยชน์สูงประหยัดสุด แม้แต่วันที่เราไม่ป่วย ก็ย่อมมีประโยชน์เช่นกัน และประหยัดสุดได้ด้วย อย่างนี้คนคนนั้นจะเป็น บุรุษที่วิเศษกว่าบุรุษทั้งหลายในโลก ดีกว่าบุรุษที่ป่วยและทำอะไรไม่ได้ เลยสักอย่างหนึ่ง แม้แต่ความรู้สึกนึกคิด และคำพูด ดีกว่าบุรุษผู้อ่อนแอ ทั้งวาจา กิริยา อาการ คำพูด และจิตใจ ดีกว่าบุรุษผู้ทำประโยชน์ไม่ได้ ดีกว่าสตรีผู้หาประโยชน์ไม่มี

เพราะฉะนั้น การมีชีวิตอยู่ในโลกมันจะได้เปรียบเป็นสุข ต่อเมื่อเราได้ประโยชน์สูง และประหยัดทรัพยากรที่สุด มันจะเป็นผู้ฉลาดและเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อเมื่อเราได้ประโยชน์สูงในที่ที่ ชาวบ้านเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์ เราได้ประโยชน์ในเวลาที่ชาวบ้าน ดูว่าเราป่วย แต่เราก็ทำงานได้ ในเวลาที่ชาวบ้านดูว่าเราทำงาน เหมือนกับเขา แต่การกระทำงานของเรา ประโยชน์อันจะพึงได้พึงถึง แห่งงานนั้นๆ เรามีมากกว่าเขา เพราะอะไร เพราะเราไม่ปล่อยให้ใจ ตกเป็นทาสของวัฏสงสาร ไม่ตกเป็นทาสของความบีบคั้น ทางกิริยาอาการ วาจาและจิตใจ ไม่ตกเป็นทาสของความรู้สึกนึกคิดที่อ่อนแอ ไม่แข็งแรง

เมื่อจิตใจของเราไม่ตกเป็นทาสเสียแล้ว ความแข็งแกร่ง แห่งบุรุษอภิชาติก็เกิดขึ้น ความแข็งแกร่งแห่งพญาคชสารในกายของเราก็เกิดขึ้น พลังแห่งธรรมชาติทั้งปวงอันมีดิน น้ำ ลม ไฟ ฝน และก็ฟ้า ย่อมมารวมอยู่ที่จุดแห่งกายของเราเมื่อเรามากมีอุดมด้วย พลังและวิธีการอันเลิศ นั่นย่อมยังมาซึ่งประโยชน์สูง และประหยัดใน ทรัพยากรที่เราจักใช้ การมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างนี้ มันจะไม่ดีกว่ากับการมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างคนอ่อนแอ ขาดแคลน กะปลกกะเปลี้ยหรือ ถ้ามันดีกว่า ทำไมเธอทั้งหลาย ไม่นำมันขึ้นมาใช้บ้าง ทำไมถึง ปล่อยให้จิตใจตกเป็นทาสของความบีบคั้นทางกาย ทางวาจา ทางกิริยาอาการ ทางหนาว ทางร้อน หิวกระหาย ที่พูดอย่างนี้ เพราะ หลวงปู่สังเกตว่า ถ้าพวกเราเกิดความหิวมาก กระหายเหนื่อยหน่าย อ่อนอกอ่อนใจ งานที่จะพึงได้พึงถึง ประโยชน์ที่จะพึงเกิดขึ้นก็หยุดไปทันทีโดยปริยาย

ถ้าพวกเราเกิดอาการป่วยเพียงแค่เล็กน้อย เอาเพียงแค่ ปวดหัว! งานอันจะพึงได้พึงถึง ประโยชน์อันจะพึงมีก็หยุดไปโดยปริยาย ความจริงหัวนั้นมันปวดนิดเดียว!! แต่ใจมันปวดมากกว่าหัว มันจึงมีความรู้สึกว่า ประโยชน์เราต้องหยุดไปแล้วประโยชน์อย่างนี้ ถ้าหยุดไปแล้ว เราจะมีชีวิตอยู่ในโลกได้กระไร มันไม่ได้เลย มันกลับ นำมาซึ่งความเสียหาย และความขาดทุนอันยิ่งใหญ่ ที่ว่าขาดทุนก็เพราะ เราเกิดมามีชีวิตอยู่รอด มีสติปัญญา หูตา อวัยวะไม่พิกลพิการ แถมยังสื่อความหมายต่อสังคมรอบข้างรู้เรื่อง สิ่งเหล่านี้ถือว่า มีขึ้นได้ เพราะอาศัยทุน บุญบารมีเก่า แล้วจะอยู่เฉยๆ เพื่อจะกินทุนเก่าไปวันๆ โดยมิได้สร้างทุนใหม่ ไม่ทำอะไรให้เป็นสาระแก่ชีวิต เช่นนี้จะได้กระไร

ถ้ามีคนสองคนอยู่ในโลก สมมติว่าเรากับเพื่อน ถ้าเราขืนทำตนเป็นบุคคลที่ขาดทุนอย่างนี้ เพื่อนเขาก้าวหน้าเราไปหลาย ร้อยก้าวแล้ว เราเพิ่งจะหัดก้าว ไม่ว่าจะอยู่ในเพศสมณะก็ดี ในเพศคฤหัสถ์ก็ดี ไม่มีประโยชน์และไม่ได้รับความประหยัด ก็ต้องใช้คำพูด ว่าอยู่ไปก็เปลืองผ้าเหลือง สึกออกไปก็เปลืองผ้าลาย เพราะจิตใจเราอ่อนแอ การกระทำก็อ่อนแอ ประโยชน์ที่จะพึงได้พึงถึง จากการกระทำทั้งหลาย เมื่อมันอ่อนแอไปซะหมดแล้ว ก็ไม่ปรากฏสาระอะไร

หลวงปู่ไม่ได้สอนให้พวกเราเป็นคนตามผู้อื่น แต่กำลังจะสอนให้เป็นผู้นำตัวเอง ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนอ่อนแอแต่หลวงปู่ สอนให้เราเป็นบุตรแห่งอภิชาติ เป็นบุรุษเหล็กเป็นบุคคลเอกในโลกที่มีชีวิตอยู่อย่างเป็นคนได้ประโยชน์ อย่าปล่อยให้ใจตกเป็นทาส ของความอ่อนแอ ความบีบคั้นที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย รวมทั้งจิตใจ ก็ต้องไม่อ่อนแอตามไป เป็นอิสระในความมีชีวิตอยู่ เราจะสังเกตเห็นว่า แม้ว่าหลวงปู่ป่วย จนแสนสาหัส แต่ถ้าหลวงปู่ต้องการจะทำงาน หลวงปู่ลุกขึ้นมาทำได้อย่างกระฉับกระเฉง และทำได้หมือนบุรุษผู้ไม่ป่วย ทำได้เหมือนกับบุคคลทั้งหลาย ที่มีชีวิตอยู่ในโลกอย่างเป็นคนแข็งแรง ทำไมหลวงปู่จึงทำได้ แต่พวกเราทั้งหลายทำไมทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เป็นเพราะอะไร ? ต้องคิดหาคำตอบ ให้ลึกซึ้งให้ถึงแก่นของมัน

นี่แหละจึงเป็นที่มาแห่งคำว่า ค้นหาตัวเอง แต่ตั้งแต่ปีเก่า คือปีนู้นมาถึงปีนี้ วันนี้เข้าปีใหม่ ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง ยังค้นหาตัวเองไม่พบ เพราะการกระทำ ไม่ได้เป็นที่มาของคำตอบที่ถูกต้อง เพราะถ้าพวกเราเกิดความไม่พอใจ งานที่ทำอยู่ก็หยุดทันที การค้นหาตัวเองก็จะยุติไปด้วย

ถ้าพวกเราเกิดป่วย จะป่วยทางวาจา ป่วยทางความรู้สึก นึกคิด หรือป่วยทางกาย สิ่งที่บริหารอยู่ก็หยุดทันที มันเป็นหมันโดยปริยายไปทันที คิดซิว่า ถ้ามีชีวิตอยู่ในโลกอย่างเป็นผู้หยุดอยู่อย่างนี้ หยุดบ่อยๆ หยุดบริหาร หยุดพัฒนา อะไรจะเกิดขึ้น ชีวิตเรามันจะยืดยาวไปสักเท่าไหร่? สำหรับเพื่อจะให้เรามีเวลาสำหรับหยุดในการบริหาร ไม่ใช่ว่าเราหยุดบริหารแล้ว เวลามันไม่เดินไปเมื่อไหร่? ไม่ใช่เราหยุดบริหาร หยุดการกระทำประโยชน์สูง ประหยัดสุดแล้ว วัน เดือน ปีมันไม่ได้ลับหรือหายไป มันหยุดกับเรา ด้วยเมื่อไหร่? มันไม่ได้หยุด เมื่อมันไม่ได้หยุด เราต้องเป็นผู้เสีย

ข้อที่ ๑ เสียลมหายใจ คือ เสียทรัพยากรของโลกที่เกิด มาใช้มันแล้วกลับไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับมัน
ข้อที่ ๒ สิ้นเปลืองอายุขัย เพราะยิ่งนานวัน อายุก็ยิ่งสั้นลง เหมือนกับเทียน ยิ่งจุดนานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมอดไหม้จนหมด
ข้อที่ ๓ เสียประโยชน์อันจะพึงได้พึงถึง ที่จักทำให้แก่ตน และคนอื่น
ข้อที่ ๔ เสียมรรคผล เสียความบริสุทธิ์ หรือจะเรียกว่า เสียหน้าที่ อันจะพึงได้พึงถึงกับการมีชีวิต

ดูซิว่ามันมีแต่ส่วนเสีย มันไม่มีส่วนดีใดๆ เลยที่ปรากฏขึ้น มันมีแต่ส่วนสูญสลาย เราไม่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในความมีชีวิตอยู่หรือ เพราะฉะนั้น ขอฝากให้พวกท่านทั้งหลายเรียนรู้ไว้ว่า การมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันนั้น ใครมีกำลังมากสก็ได้ประโยชน์มาก ใครมีปัญญามาก ก็ได้ประโยชน์มาก ใครมีความขยันหมั่นเพียรมาก ก็ได้ประโยชน์มาก ใครมีความอดทน อดกลั้นมาก ก็ได้สาระมาก โลกปัจจุบันอยู่ด้วยความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ถ้าเราทำตนเป็นบุคคลผู้อ่อนแอ ไม่แข็งแรงทั้งกาย วาจา และก็ใจแล้วไซร้ เราย่อมเป็นผู้แพ้ และก็โดนเหยียบจนแบน เราย่อมเป็นบุคคลผู้หมดประโยชน์ในการมีชีวิต และถือกำเนิดเกิดกับเขาชาติหนึ่งๆ แล้วอะไรมันจะได้ สำหรับการได้เกิดขึ้นมาเป็นคน

วันนี้เป็นวันใหม่ เป็นวันต้นแห่งปีใหม่ ก็เปลี่ยนแปลงอุปนิสัย เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ได้ ไม่ถึง ให้เป็นสิ่งที่จะพึงได้พึงถึง จากบุรุษผู้แข็งแรงให้เกิดขึ้น ทำลายบุรุษผู้อ่อนแอ ในกายของเรา ในใจของเรา ในวาจา ในความรู้สึกนึกคิดของเรา ให้มันหมดไป ข้อนี้อาจต้องเรียกว่าเป็นสูตรหนึ่ง สูตรหนึ่งในหลายแสน หลายร้อย หลายล้านสูตร คือสูตรแห่งบุรุษผู้แข็งแรงและอ่อนแอท่านทั้งหลาย จงยังสูตรแห่งบุรุษผู้แข็งแรงให้เกิดขึ้น ทำลายบุรุษผู้อ่อนแอให้หมดไป

เพราะถ้าเมื่อใดบุรุษผู้แข็งแรงเกิดขึ้น เรียกว่า อภิชาต-บุรุษเกิดในตัวเราได้แล้ว นั่นย่อมยังมาซึ่งประโยชน์สูงและประหยัดสุด แม้แต่ในเวลาที่เราไม่มีร่างกาย ก็ย่อมยังจิตใจให้เกิดประโยชน์แก่สรรพสิ่งได้ แล้วเราจะอยู่ในโลกอันวุ่นวายชนิดนี้ได้ อย่างคนร่ำรวย อย่างคนเหนือคนและเหนือโลก เหนือธรรมชาติ เพราะเราไม่ได้ทำตนให้ตกเป็นทาส ของความหิว ความกระหาย ความหนาว ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความเศร้าหมอง ความขุ่นมัว ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และก็ความตายเราก็ยังยืนได้ ยังเดินได้ ยังนั่งได้ และยังนอนได้ แม้ในขณะที่ลมหมดไปแล้ว เราก็ยังยืนได้เหมือนกัน เดินได้เหมือนกัน นั่งได้เหมือนกัน นอนได้เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน โลกใดๆในหล้า เราจะมีความ สำเร็จในการมีชีวิตอยู่เหนือคนอื่น จึงอยากจะขอให้เปลี่ยนแปลงทำลายความอ่อนแอทิ้งไป

คนที่พูดว่าผมเป็นนักเลง ผมเป็นลูกผู้ชาย เป็นคนเก่ง เป็นผู้กล้า ผมเป็นสุภาพบุรุษ แต่เมื่อเกิดอาการบีบคั้นทางกิริยา ทางวาจา ทางร่างกาย หรือทางจิตใจ ก็ยอมตนให้ตกเป็นทาสแห่ง ความบีบคั้นนั้นๆ เช่น เขามาด่า หรือแค่มองหน้าก็ไม่พอใจ เกิดโมโหฉุนเฉียว อาฆาตบาทใหญ่ แสดงอาการโกรธ พยาบาท จองเวรทำร้ายร่างกาย หลวงปู่ถือว่า คนคนนั้นไม่ใช่บุรุษผู้แข็งแรงหรอก

หลวงปู่จะเล่าเรื่องของบุรุษผู้แข็งแรงกับบุรุษผู้อ่อนแอ ให้ฟังเป็นตัวอย่าง
ในครั้งพุทธกาล มีพระมหาจักรพรรดิสพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อได้รับราชสมบัติให้ปกครองกรุงราชคฤห์ จากพระบิดาคือพระเจ้าพิมพิสารแล้ว โดยการยุยงของ พระเทวทัต ได้พาเหล่าทหารออกรบเพื่อรวบรวมเมืองใหญ่น้อย ทั้ง ๑๐ ทิศ ให้ตกเป็นเมืองขึ้น คราครั้งใดที่กรีฑาทัพ ออกไปสู่สงคราม ก็จะเอาชนะด้วยกำลังไพร่พลทหารที่มากกว่าแข็งแรงกว่า แล้วก็จะปล้นทรัพย์เอามาเป็นของตน เผาบ้านเรือนให้เสียหาย ฉุดคร่าผู้หญิง และลูกเมียเขามาข่มขืนและบังคับให้เป็นทาสพวกผู้ชายก็ต้อนเอามา เป็นทาส เอามาฝึกทหาร เพื่อจะบังคับให้ออกรบ คราใดที่ไพร่พลในกองทัพไม่เข้มแข็ง หนีทัพ ไม่ไปรบ หรือพ่ายแพ้ ก็จะสั่งประหาร ใครทำไม่ถูกใจก็จักฆ่าเสีย เห็นชีวิตของเพื่อนมนุษย์เหมือนมด ปลวก จะบีบบี้ บดขยี้อย่างไรก็ได้ ไม่มีใครลงอาญา ไม่มีใครกล้าทักท้วง แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าของตน ก็ยังฆ่าและทรมานจนตาย เหตุด้วยหลงเชื่อในคำยุยง ของนักบวชชั่วคือพระเทวทัต และทรนงว่าตนมีพละกำลังแข็งแรงและมีอำนาจเหนือฟ้า จึงกล้าทำกรรมอันหนัก โดยการทรมานพระบิดาแล้วฆ่า ทำร้ายทรมานพระมารดา จนได้รับการขนานนามจากมหาชนว่า มหาราชาจอมโหด จักรพรรดิผู้โฉดชั่ว

ที่ทรงพระนามว่า พระเจ้าอชาตศัตรู ซึ่งหมายถึง ศัตรู ของภพชาติ ศัตรูของบิดา-มารดา เช่นนี้ก็มิใข้มาเป็นศัตรูตอนโต แต่เป็นศัตรูกับบิดามารดามาตั้งแต่ยังไม่เกิด อยู่ในท้องพระมารดาก็เป็นศัตรูแล้ว ในขณะที่พระชนนีทรงพระครรภ์ แล้วก็แพ้ท้อง ซึ่งดูแล้วก็น่าถือได้ว่าเป็นปกติธรรมดา ที่บรรดาสตรีทั้งหลายที่มีบุตรอยู่ ในท้อง ก็ต้องอยากกินนั่นอยากกินนี่ เห็นอะไรดูมันจะอยากไปหมด ซึ่งมี ๒ อยาก คืออยากได้กับอยากปฏิเสธ เป็นปกติของคน แต่พระชนนีของพระเจ้าอชาตศัตรู หาได้อยากเหมือนหญิงมีครรภ์ทั่วไปไม่ พระเทวีพระนางอยากดื่มพระโลหิต ของพระเจ้าพิมพิสาร พระสวามี ซึ่งพระนางก็มิกล้าทูลขอ สู้อดทนฝืนกล้ำกลืนความอยาก จนร่างกาย เศร้าหมอง ซูบผอม ครั้นพระราชาพิมพิสารสังเกตเห็นความเป็นไปในอาการของพระนาง ก็ทรงซักถามจนได้ความ จึงตรัสเรียกหมอหลวงให้เข้าเฝ้า รับสั่งให้หมอหลวงนำมีดทองคำบริสุทธิ์ มาเจาะแขน ข้างขวาของพระองค์ เพื่อจะให้พระโลหิตไหลลงสู่ขันทองคำ ที่ตรัสสั่งให้นำมารองเอาไว้ แล้วให้หาน้ำค้างบริสุทธิ์มาผสมกับเลือดนั้น เพื่อ จะให้พระเทวีบำรุงพระครรภ์ ทำอยู่เช่นนี้จนพระเทวีมีพระประสูติกาลคือ คลอดพระโอรส (นี่แหละความรักของพ่อ แม้แต่เลือดและชีวิตก็สามารถสละได้เพื่อลูก ถือได้ว่าเป็นความรักของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ ทีนี้เราดูกันต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น)

เหล่ามุขมนตรี เสนามหาอำมาตย์ โหราจารย์ทั้งหลาย พอได้ทราบว่าพระเทวีทรงพระครรภ์ แล้วอยากเสวยพระโลหิตของพระสวามีผู้เป็นราชา ก็ให้ปริวิตกเป็นยิ่งนัก มันเป็นลางบอกเหตุให้รู้ว่า ทารกที่อยู่ในพระครรภ์ของพระเทวี ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย จะต้องเป็นกาลกิณี เป็นยักษ์มารกลับชาติมาเกิด มีจิตใจโหดร้ายเป็นอันตรายต่อบิดามารดาและราชบัลลังก์ แม้เกิดเป็นหญิง ก็จะเป็นกาลกิณีต่อราชสกุลและบิดามารดา ถ้าเป็นชายก็จะคิดทำร้าย และฆ่ามารดาบิดาในที่สุด

เมื่อพระเทวีทรงทราบถึงคำทำนายของโหราจารย์เช่นนั้น ก็มีพระประสงค์จักทำลายพระครรภ์นั้นเสีย จึงเสด็จไปประพาส พระราชอุทยาน แล้วสั่งให้พวกนางสนมกำนัลใน บริวารทั้งหลาย พากันทุบตีพระครรภ์นั้น จนพระนางได้รับความเจ็บปวดทุกขเวทนาเป็นอันมาก แต่พระครรภ์นั้นก็หาได้โดนทำลายลงไม่ กลับตั้งอยู่ใน ปกติเป็นอันดี ครั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ ก็ได้ตรัสห้ามปรามว่า บุตรของเรายังไม่ทันออกมาดูโลกภายนอก ก็มีศัตรูเสียแล้ว ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นหญิงหรือชาย ขอพระเทวีจงอย่าทำลาย ด้วยเหตุแค่คำทำนาย เรื่องนี้ถ้าแพร่ไปถึงหูใคร ก็จักพากันโจษขาน ระบือไป ในทำนองไม่ดี ดูจะไม่เป็นการสมควร แล้วพระเจ้าพิมพิสาร จึงมีรับสั่งให้ราชบุรุษจัดเวรเฝ้าดูพระเทวีสยามละแปดคนหมุนเวียนกัน อย่าให้คลาดสายตา

เมื่อพระเทวีฟังพระสวามีตรัสห้ามดังนั้น ก็ทำเป็นนิ่งเฉยเสีย แล้วก็ครุ่นคิดในใจว่า ใช่ว่าเราจักใจร้าย คิดฆ่าทำลายทุกครั้ง ที่เราคิดจะทำร้ายลูก เราก็รู้สึกระทมทุกข์เจ็บปวด แต่ถ้าบุตรของเรา ที่เราให้กำเนิดมา เติบใหญ่จะต้องสร้างความเดือดร้อน ทำร้าย ทำลาย และเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ เป็นอันตรายต่ออาณาประชาราษฎร์ จองล้างจองผลาญบิดามารดา จนถึงกับฆ่ากันตายเช่นนี้เราผู้เป็นแม่ ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของบุตร ที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถือว่าเราเป็นต้นเหตุของความเดือดร้อนนั้น แล้วเราจักนิ่งดูดาย ปล่อยให้ลูกเราเกิดมาฆ่าพ่อแย่งชิงราชบัลลังก์ ฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่าง โหดเหี้ยมกระนั้นหรือ ไม่ได้ !!