GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

อุดมการณ์ดำรงพันธุ์

  คนเรานั้นน่ะที่จริงทำดีก็ทำได้ แต่ไม่ค่อยอยากทำกัน ชอบให้ผู้อื่นตำหนิ มองด้วยสายตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่มีใครในโลก ที่อยากให้ผู้อื่นตำหนิ ด่าว่า แต่ที่ต้องโดนเช่นนี้มันเหมือนกับลูกไม่รู้ตัวลูกเองเลยว่า ลูกกำลังจะเป็นอะไร มีชีวิตอยู่อย่างไร คล้ายๆ กับบุคคลที่กำลังจะทรยศต่ออุดมการณ์ความเชื่อมั่นในตัวเอง ทำไมจึงว่าเป็นคนที่ทรยศต่ออุดมการณ์ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ตัวอย่างเช่น ตอนแรกที่ลูกเข้าไปบวช ไปเปล่งคำบวช ไปให้อุปัชฌาย์คู่สวดท่านเสกสวดลูก ก็บอกกับท่านว่า ลูกต้องการเป็นสมณะ เป็นพระ เป็นเณร เป็นผู้สงบ เจ้าจักรู้หรือไม่ว่า ภิกษุ นักบวช สมณะ พระ และผู้สงบ ท่านมีวิถีชีวิตอย่างไร ถ้าไม่รู้พ่อจักบอกให้

วิถีชีวิตที่ดี และดีที่สุดตามสภาวะที่เจ้าเป็นอยู่มันต้องดี ถูกต้อง ตรงต่อคำสอนของปู่เจ้า ที่บอกต่อพ่อว่า

วิถีชีวิตของภิกษุ ต้องเป็นผู้สำรวมมือ สำรวมเท้า สำรวมระวังกิริยาอาการแห่งตน ยินดีต่อการตั้งมั่นของจิต อยู่ผู้เดียว สันโดษ รู้จักพอดีในสิ่งที่มีที่ได้ ละมายาสาไถ ทำลายความถือตัวถือตน สกัดความจองหองอวดดี หลุดจากความโง่ โลภ โกรธ ไม่ข้องแวะต่อเครื่องผูก คือ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีนินทาติเตียน มียกย่องสรรเสริญ มีสุขมีทุกข์ ละเครื่องผูกใดๆในโลกนอกโลก มีชีวิตประดุจปุยเมฆท่องไปในอากาศ โดยมิได้เกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวสิ่งใด มีธรรมวิธีที่เรียกว่า"มรรคาวิถี ๘ ประการ" คือ เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบตั้งจิตชอบ เป็นเครื่องอยู่ ไม่ประมาทในการรักษาศีล ดำรงสติมั่น หวงแหนระวังรักษาพรหมจรรย์ยิ่งกว่าชีวิตของตน เพียรปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ ชำระบาป ประดุจดังพญาเสือผู้หิว แล้วออกแสวงหาเหยื่อเพื่อบรรเทาความหิว และสุดท้ายไม่หลงในเหยื่อเมื่อหายหิว นั่นคือ ต้องไม่ยึดติด แม้ในบุญและบาปนั้น ภิกษุเช่นนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องดำรงอยู่ และควรได้ชื่อว่า "เป็นผู้ขอที่ผู้ให้ต้องไหว้"

ส่วนวิถีชีวิตของนักบวช ก็คือผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาด ปราศจากอาสวะกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง คนผู้นั้นชื่อว่า "นักบวช"

ลูกรัก....ขอเพียงเจ้าบรรเทา ละวาง ความยินดีที่มีในสรรพชีวิต สรรพวัตถุ และของเล่นทั้งหลายได้เด็ดขาด ละเว้นจากการคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ไม่ปล่อยตนเองให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ใจมิได้ปรุงแต่ง ให้เกิดอารมณ์ใดๆ ความสงบระงับทางกาย วาจา ใจ ก็เกิดขึ้น เช่นนี้ต่างหาก จึงเรียกว่า "สมณะ"

สำหรับวิถีชีวิตของ "พระ" ไม่พึงดูแคลนในทานที่ทายกบริจาคให้ ว่านี่ไม่ประณีต ไม่เลิศด้วยรส ไม่ดูแคลนตำหนิว่า เป็นทานอันไร้ค่า เป็นทานอันน้อยนิด ไม่มักมากในทานนั้น ไม่ติดในตระกูล ไม่ให้ความสนิทสนมกับผู้ใดผู้หนึ่งในบ้านหรือนอกบ้าน ไม่ติดในที่อยู่ ไม่ติดในที่อาศัย ไม่ติดทั้งภายในกายและนอกกาย เปรียบดังหยดน้ำ ที่ไม่ติดบนใบบัวฉันนั้น วิถีชีวิตของพระต้องไม่สร้างกรรมอันเป็นเหตุปัจจัย ของภพ ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ เป็นผู้สำรอกแล้วซึ่งเหตุปัจจัยนั้นๆ มีปัญญา ทำพูด คิด ไม่โอ้อวดพ้นแล้วจากเครื่องกังวลทั้งปวง มีความเพียรเพ่งอยู่ ในการปฏิบัติธรรม เพื่อวิถีแห่งความดับและเย็น นั่นคือนิพพาน

ที่กล่าวมานี้ พ่อหวังว่า คงทำให้เจ้าตระหนัก สำนึกถึงเรื่องที่ต้องทำ คำที่ต้องพูด สูตรที่ต้องคิด ว่าถูกตรงคำอธิบายบรรยายมาหรือเปล่า ลูกจงจำไว้ว่า อย่าหลอกคนอื่นว่าลูกกำลังทำดี ทั้งที่มิใช่ดีที่มีจากใจ แล้วอย่าหลอกตัวเองว่า ลูกเป็นคนดี ทั้งที่มีความอัปรีย์ภายใน

แต่แรกเลย ลูกบอกว่า ลูกต้องการเป็นผู้สงบ พออยู่มาอยู่ไปมันกลับกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยสงบไปเสียแล้ว แสดงว่าลูกเป็นกบฏทรยศต่ออุดมการณ์และความตั้งใจของลูก คนที่เป็นกบฏและทรยศต่ออุดมการณ์และความตั้งใจของตนนั้น มักจะทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จเพราะว่าทำก็ทำแบบเหลาะแหละ โลเล เหลวไหล ทำมาทำไปก็เลิกทำซะเฉยๆ ยิ่งถ้าไปประสบพบพานกับปัญหาและอุปสรรคก็อาจจะกลายเป็นความเบื่อ ความหน่าย ความเซ็ง ความไม่อยากทำ แต่คนที่มีความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ ถูกต้อง ตรงแนวอย่างยุติธรรม ต่ออุดมการณ์ของตน คือ ตนคิดจะทำอะไรแต่แรก ก็พยายามมานะ บากบั่น อดทน อดกลั้น ทำจนสำเร็จในวันสุดท้าย ถือว่าคนคนนั้น มีคุณภาพ มีชีวิตอย่างมีค่า มีราคา และเป็นผู้ที่ควรต่อการเคารพกราบไหว้บูชา เพราะลูกเป็นผู้ที่ได้รับแก่นสารสาระของการมีลมหายใจ คนที่ทำอะไรสำเร็จ ทำอะไรถูกต้องตรงกับอุดมการณ์ของตนที่ตั้งเอาไว้แต่แรก ถือว่าเป็นคนจริง ถ้าเป็นลูกผู้ชายก็เป็นชายชาติอาชาไนย ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมไปด้วยความเอื้ออารี เพียบพร้อมไปด้วยสกุล เพียบพร้อมไปด้วยกิริยามารยาท ละอายชั่ว กลัวบาป ลูกผู้หญิงที่ทำหน้าที่ของตน ที่ถูกต้อง ไม่บกพร่อง ไม่ขาดไม่เกิน เป็นคนที่มีระเบียบเรียบร้อย กิริยามารยาทสวยงามแช่มช้อย ถือว่าเป็นลูกผู้หญิงอย่างลูกผู้หญิงเพราะไม่กบฏ ไม่ทรยศ ต่อเพศ ต่อวัย ต่อหน้าที่ฐานะของตน ควรต่อการจะเรียกขานได้ว่าเป็นน้องหญิง เป็นแม่หญิง เป็นท่านผู้หญิง เป็นคุณหญิง และเป็นผู้หญิง ควรจะเรียกขานได้ว่าเป็นสุภาพสตรี เป็นอิสตรี เป็นรัตนสตรี เพราะว่ามีส่วนและสิ่งดีๆ อยู่ในความหมายของคำว่า "ผู้หญิง" แต่ถ้าผู้หญิงคนใดมันทำตัวอัปรีย์จังไร เป็นกาลกิณี ไม่ถูกต้องในหน้าที่ ไม่มีความละอายชั่ว ไม่เกรงกลัวบาป ทำตัวหยาบทราม กระด้าง มารยาทไม่มี คำพูดกิริยาวาทีก็ไม่อยู่ในศีลในธรรม ถือว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นกบฏ ทรยศต่อคุณภาพของความเป็นผู้หญิง

เช่นเดียวกัน ลูกผู้ชายก็เหมือนกัน หมายถึง ผู้นำ ผู้เดินไปข้างหน้า ผู้ที่จำเป็นต้องมีผู้ตาม และเป็นผู้กล้า แต่ถ้าเผอิญเราไม่เป็นผู้นำเราเป็นผู้นำที่นำใครไม่ได้ ใครตามเราก็ซวยตลอดชาติ ไม่เป็นผู้กล้าไม่สามารถจำนำพาใครเดินไปข้างหน้า แสดงว่าเราเป็นลูกผู้ชายที่เป็นกบฏ ทรยศต่อหน้าที่ ต่อความเป็นลูกผู้ชาย ต่อฐานะ ต่อเพศ ต่อวัย ต่อโอกาส ต่อสังคมที่มีให้ต่อตน ตนมีหน้าที่ให้ต่อสังคม

ลูกผู้ชายประเภทนั้น จะเรียกไม่ได้เลยว่าเป็นลูกผู้ชาย จะไม่มีใครยอมรับว่าเป็นชายชาติอาชาไนย จะไม่มีใครยอมรับว่าเป็นชายชาตรี จะไม่มีใครเทิดทูนเคารพบูชาว่าเป็นสุภาพบุรุษ เป็นเอกบุรุษ เป็นรัตนบุรุษ เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ถูกต้อง โดยทรยศต่ออุดมการณ์ในความเป็นลูกผู้ชาย ลูกผู้ชายที่ขาดความเอื้ออาทร ความการุณย์ ความจริงใจซื่อสัตย์ ความคิดช่วยเหลือ ความมีน้ำใจเอื้อเฟือเผื่อแผ่ ความอดกลั้นขาดความฉลาด ลูกผู้ชายที่ขาดคุณสมบัติเหล่านี้ ก็เป็นลูกผู้ชายที่ดีไม่ได้ ลูกผู้ชายที่ขาดความจริงจังจริงใจ คือลูกผู้ชายที่ทำอะไรก็ไม่ค่อยสำเร็จ ไม่เชื่อมั่นตนเอง ไม่เชื่อต่ออุดมการณ์ของตัวเอง ไม่ยอมรับการกระทำของตัวเอง ไม่เพียรพยายามทำสิ่งที่ตัวเองตั้งสัจจะเอาไว้ ถือว่าจะเป็นลูกผู้ชายที่ดีไม่ได้

เช่นเดียวกัน พระ เณร เถร ชี ที่บวชเข้ามาในศาสนาวันแรกๆ นาทีแรก ชั่วโมงแรก เราประกาศบอกชาวบ้านว่า เราต้องการความสงบ เราเป็นสมณะ จะสงบหรือไม่ จักเป็นสมณะหรือเปล่าพ่อคิดว่าต้องเป็นหน้าที่ของพ่อ ที่จะต้องบอกถึงวิธี สู่วิถีสงบ ซึ่งเป็นสมณะเนี่ยแปลว่าผู้สงบ คนที่สงบแล้วประกาศบอกคนอื่นว่าสงบ ตัวเราต้องสงบ แต่เมื่อบอกกับเขานาทีแรก แล้วนาทีต่อมาเรากลายเป็นคนที่ไม่สงบ กลายเป็นคนที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ สงบบางขั้นบางตอน และก็สงบไม่จริง หลอกๆ เขาเป็นลิงหลอกเจ้า ก็แสดงว่าเรากำลังจะเป็นกบฏ ทรยศต่ออุดมการณ์และความคิดของตน มันจะหาความสำเร็จในชีวิตการมีลมหายใจของสมณะไม่ได้

สิ่งเหล่านี้แหละ พ่อจึงกล้าที่จะเขียนบทกลบท หรือบทโศลกติดเอาไว้ที่หน้าประตูหอฉันในวัดที่เจ้าบวชว่า

"ลูกรัก....สัจจะและความจริงใจ มันคือเครื่องเสริมสร้างบุคคลิกภาพและความสำเร็จ"

ถ้าเจ้าสามารถจะมีสัจจะให้แก่ตัวเอง มีความจริงใจต่ออุดมการณ์ของตัวเอง แล้วก็ทำมันอย่างจริงจังโดยตั้งใจ อย่างระแวดระวังรักษาด้วยกิริยาที่จะกลัวภัยมันจะเกิดขึ้น ที่จะทำร้ายอุดมการณ์ของตัวเอง ทำอย่างเป็นคนชาญฉลาด อดทน อดกลั้น ต่ออุดมการณ์ของตัวเอง ทำอะไรก็สำเร็จลูก......

แต่ถ้าเราทำตนกบฏ ทรยศต่ออุดมการณ์ของตัวเอง เราจะเป็นคนที่สำเร็จในการมีชีวิตที่มีลมหายใจเข้าออกไม่ได้ ตลอดเวลาที่มีลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก เราก็จะพอกพูนไปด้วยความไร้สาระความไม่มีแก่นสารของการมีชีวิต พวกเรานี่ เกิดมาจนถึงวันนี้ แล้วก็รอวันที่จะโต ตั้งตัว เตรียมตาย แล้วก็จะตายเท่านั้นหรือ" ตลอดเวลาที่ทั้ง เกิด โต ตั้งตัว เตรียมตัว แล้วก็ตาย ตายแน่ๆ น่ะ เราได้อะไรกันบ้าง คุณภาพของการมีลมหายใจขณะที่เกิดจนกระทั่งโต ตั้งตัวได้ จนถึงวันนี้ ยืนขึ้นมาได้โดยลำแข้งของตัวเองโดยไม่ต้องให้ใครมาพยุง เรียกว่า "ตั้งตัว" แล้วก็รอวันตายเนี่ยเราได้อะไรที่เป็นแก่นสารสาระของการมีชีวิตและลมหายใจกันบ้าง เคยถามตัวเองบ้างไหม

บางคนอายุ ๘ ขวบ บางคนอายุ ๑๐ ขวบ บางคนอายุ ๑๕ กว่า บางคนอายุ ๒๐-๒๐ กว่า และบางคนเกือบ ๓๐ และ ๓๐ กว่าถึงสี่และห้าสิบ แปดสิบยังมี ถ้าจะย้อนกลับไปถามตัวเองดูบ้างว่า ที่ผ่านมา เรามีอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวของตัวเราเองล้วนๆ แท้ๆ กันบ้าง การที่จะดำรงไว้ซึ่งคุณภาพของการมีลมหายใจ และคุณค่าของชีวิต เราเคยได้อะไรจากชีวิตที่ผ่านมาและที่ผ่านไปบ้าง แล้วเราลองเอามาชั่งดูซิว่า ความดีและคุณค่าของชีวิตที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มันได้สักกี่กิโล ได้สักกี่ขีด แล้วเวลาที่เสียไปโดยไม่ได้อะไรมาเป็นสิบๆ ปีเนี่ย มันมีกี่กระสอบ มันมีกี่ตัน เช่นนี้เราก็จะกลายเป็นคนที่รู้ตัวเองว่า "เราเกิดมากับเขาชาติหนึ่ง นอกจากจักไม่ทำหน้าที่รักษาเผ่าพันธุ์อันประเสริฐแล้ว ยังจะเป็นอยู่เพื่อรอวันสูญพันธุ์เท่านั้นเอง!"

วัยอย่างพวกเราเนี่ย ชาวโลกเค้าเรียกว่า "วัยเจริญพันธุ์" โตขึ้นมาอีกหน่อยอายุสิบกว่ายี่สิบก็ "วัยแพร่พันธุ์" ถ้าแก่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย เรียกว่า "วัยดำรงพันธุ์" ถ้าแก่มากระดับคุณย่าคุณยายก็ "วัยสูญพันธุ์" แล้วถ้าเป็นอยู่อย่างไร้สาระเช่นพวกเราที่นั่งรวมกันทั้งหมดนี้ จะมีอะไรบ้างที่เหลือเป็นสัญลักษณะของเผ่าพันธุ์ มันจะไม่มีอะไรเลยถ้าเราไม่สามารถจะทำสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ชีวิตของตัวเอง ความเป็นพืดเป็นพันธุ์วงศ์วานว่านเครือน่ะ มันไม่ได้มาจากการที่เราต้องผลิตลูก มีตระกูลยิ่งใหญ่ "พันธุ์" ตัวนี้มันหมายถึง กิริยาอาการที่แสดงออกถึงความสมบูรณ์ที่ได้จากการมีชีวิต คุณภาพของการมีลมหายใจ สาระและแก่นสารของการที่มีหน้าที่ทำกิจกรรมและการงานนั้นๆ ให้สำเร็จ ซื่อตรง ถูกต้องและ สมบูรณ์ในอุดมการณ์ที่ตนตั้งไว้ เมื่อนั้นเราถึงควรต่อการได้รับเรียกขานว่า "เรายังพันธุ์ เจริญพันธุ์ ดำรงสัญลักษณ์ของเผ่า ทำให้เกิดพันธุ์"นั่นคือพันธุ์ พันธุ์ที่ใครๆ ไม่ว่ามนุษย์ เทวดา พรหม มาร ก็อยากจะเรียกขานเอามาทำพันธุ์ ใครๆ ก็อยากจะเอามาเป็นพันธุ์ได้ ถ้าเป็นหมูก็เป็นพวกหมูที่ควรจะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ ถ้าเป็นหมาก็ควรเป็นหมาที่ควรจะมาทำเป็นแม่พันธุ์ เพราะพันธุ์ดี เรียกว่า "วัยคงพันธุ์" "วัยสืบพันธุ์" "วัยเจริญพันธุ์" วัยที่มีคุณลักษณะของเผ่าพันธุ์ ควรจะรักษาพันธุ์ แต่ถ้าหากว่ามันทำไม่ได้อย่างนี้ อยู่ตลอดมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งแก่ใกล้ตายยังไม่ได้อะไรดี แก่นสารสาระของชีวิตก็ไม่มีชีวิตก็มีแต่ความอัปรีย์ตลอดกาล เกิด โต ตั้งตัว เตรียมตาย ตลอดเวลาก็เสียหายไปทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องกิน ยืน เดิน นั่ง นอน ก็หาสาระแก่นสารไม่ได้ ถ้าอย่างนี้ล่ะก็ เขาเรียกว่า "วัยหมดพันธุ์" ทำไปทำมาก็สูญพันธุ์ คือไม่มีใครอยากเอาไปทำพันธุ์นั่นเอง

พันธุ์ไม่ดีใครจะเอาไปทำอะไรล่ะ หมู หมา กา ไก่ เขาจะเอามาทำพันธุ์ เขาก็ต้องเลือกดูลักษณะ มีวิธีการดูสีสรรดูหน่วยก้าน เห็นว่าเหมาะสมแล้วจึงจะคัดเอามาทำพันธุ์ คนอย่างพวกเราเองก็เหมือนกัน ถ้ามันไม่มีดีซะบ้างเลย แล้วใครเค้าจะเลือกเอามาเป็นตัวอย่างของการดำรงพันธุ์ล่ะ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้บอกกันถี่ถ้วนหรือว่าจะพูดกันเรื่องของการทำพันธุ์แล้ว ในพระศาสนานี้ สอนเรื่องวิธีดำรงพันธุ์ด้วยหรือเปล่า ก็ต้องบอกว่า "สอน"

คำสอนของพระพุทธศาสนา หรือพระศาสนานี้ ท่านสอนให้คนทำอะไรได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องการดำรงพันธุ์ รักษาพันธุ์ และเตรียมพันธุ์ เพื่อจะทำให้เกิดคุณลักษณะของการเจริญพันธุ์ที่ดีในขณะเดียวกัน ก็ป้องกันการสูญพันธุ์ ป้องกันการหมดพันธุ์ และป้องกันการเสื่อมของพันธุ์ เพราะฉะนั้นพระศาสนานี้มิใช่สอนเพียงแค่การสวดมนต์ภาวนานั่งหลับหูหลับตา บำเพ็ญบุญ หรือออกบวช รับจ้างสวดมนต์ ฉันเพล แล้วก็ละทิ้งหน้าที่การดำรงพันธุ์

พระศาสนานี้สอนเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้องในจักรวาลนี้ มีบรรจุอยู่ในศาสนานี้ สอนเยอะแยะสอนครบหมด แม้กระทั่งการดำรงพันธุ์ เพื่อให้เจริญพันธุ์ เพื่อจะเกิดการแพร่พันธุ์ และกระจายพันธุ์ ทีนี้มันจะเจริญพันธุ์ ดำรงพันธุ์ แพร่พันธุ์ กระจายพันธุ์ไปได้อย่างไร

ฉะนั้น.....ถ้าไม่อยากจะรอวันสูญพันธุ์ จำเอาไว้ว่า เราต้องพยายามเจริญพันธุ์โดยสถานะ รักษาคุณสมบัติของเผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์ของอะไร.... เผ่าพันธุ์ของผู้เจริญ ผู้สำเร็จ เผ่าพันธุ์ของผู้ถูกต้อง ซื่อตรง ไม่ใช่ถูกต้ม เผ่าพันธุ์ของผู้มีสาระและแก่นสารในการมีชีวิต ต้องรักษาคุณสมบัติเผ่าพันธุ์ผู้เจริญ

พระพุทธเจ้าสอนให้เรารักษาเผ่าพันธุ์เอาไว้โดยสถานะของความถูกต้อง สืบพันธุ์เอาไว้โดยสถานะของความไม่ถูกต้ม ดำรงพันธุ์เอาไว้โดยความเป็นผู้ฉลาด สะอาด สว่าง แล้วก็สงบ ถ้าเราจะมาพูดถึงศาสนา พูดกับศาสนา หรือพูดเรื่องศาสนา ที่เกี่ยวกับการดำรงพันธุ์เจริญพันธุ์ และสืบพันธุ์ ควรจะพูดตรงนี้และอย่างนี้ว่า

"พระศาสนานี้ สอนให้เราดำรงพันธุ์ สืบพันธุ์ เจริญพันธุ์โดยการที่ทำตนให้ถูกต้อง บริสุทธิ์ ซื่อตรง ยุติธรรม ในหน้าที่ของตน" เมื่อเป็นอย่างนี้ ใครๆ เขาเห็นเขาก็ต้องบอกว่าเราดี ควรจะนำเอาไปทำพันธุ์ ถือว่าเป็นพันธุ์ดี ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชายดีทั้งนั้น เพราะทำหน้าที่ถูกต้องไม่บกพร่อง

พ่อจึงได้บอกกับพวกเจ้าแต่แรกว่า ถ้าพวกเจ้ายังทำตัวเป็นคนที่กบฏทรยศต่ออุดมการณ์ที่มีแต่แรก ทั้งที่ประกาศต่อพระอุปัชฌาย์ของเราว่า "เราต้องการเป็นสมณะ" แปลว่าผู้สงบ เป็นพระ เป็นเณร ด้วยปากตนเอง เป็นเณร ด้วยตนเองกันซะที ต้องโดนพระพี่เลี้ยงเค้าไล่ "เย้ว...เร็ว...เข้าแถว" "....ตื่น" "ทำไมไม่ตรง" "ผ้าทำไมไม่ซัก" "ทำไมต้องคุยกันเสียงดัง" "ทำไมไม่สงบ" อะไรอย่างนี้ ก็แสดงว่าตลอดเวลา เราโกหกคนอื่นมาตลอด ไม่พอ.....ยังหน้าด้านโกหกตัวเองอีก อย่างนี้ เราจะหาแก่นสารสาระอะไรได้กับตัวเราและการมีชีวิต อย่างนี้เราจะเป็นคนควรต่อการเคารพกราบไหว้บูชาของบิดามารดาได้อย่างไร อย่างนี้เราควรจะให้ใครๆ เขามาเลือกเราเอาไปทำพันธุ์ได้อย่างไร อย่างนี้เราควรจะเจริญพันธุ์ บันลือพันธุ์กระจายพันธุ์ ให้กระเดื่องเลื่องไกลว่าเราเป็นพันธุ์ดี พันธุ์เด่น พันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วได้อย่างไร รู้มั้ยว่าใครๆ ก็ตามที่ได้เข้ามาอยู่ในศาสนานี้ เค้าถือว่าพันธุ์ดีกันทั้งนั้นแหละ

คนที่เรียกขานตัวเองว่า เป็นพุทธบริษัท แปลว่าบริษัทผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เค้าถือว่าเป็นชนชนั้นผู้นำทางเผ่าพันธุ์นะต้องเป็นพันธุ์ดี ถ้าไม่ดีจะเรียกตัวเองไม่ได้หรอกว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพราะฉะนั้นใครๆ ก็ตามที่เรียกขานตนเองว่าเป็นพุทธบริษัท แปลว่าบริษัทผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นหมายถึงว่าเค้ายอมรับว่ารับรอง ตัวเองว่า ฉันพันธุ์ดี เค้าพันธุ์ดี มันพันธุ์ดี มึงพันธุ์ดี กูก็พันธุ์ดี ถ้าใครเอามัน เอามึง เอากู เอาฉันไปทำพันธุ์ ย่อมบันลือพันธุ์ให้ได้ดี กระจายพันธุ์ไปอย่างดี

แต่ถ้าเผอิญเราทำไม่ได้ ในความเป็นผู้รู้ในหน้าที่ ถูกต้องในหน้าที่ บกพร่องในหน้าที่ เราทำไม่ได้ เราก็ไม่เหมาะสมกับการที่ใครจะเอาไปทำพันธุ์ อย่าว่าแต่เอาไปทำพันธุ์เลย เอาไปใส่ปุ๋ยให้สิ่งอื่นๆ มันเจริญพันธุ์ ก็ทำไม่ได้ เอาไปใช้ไม่ได้ เพราะมันจะสืบเชื้อสายของความกาลีอัปรีย์จังไร ทำให้ใครๆ เขาสูญพันธุ์ไปด้วยเสียเผ่าพันธุ์ของเขาไปด้วย

ถ้าคนยุคก่อนๆ เมื่อมาเรียกขานตนเองว่าเป็นพุทธบริษัท ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือ เป็นผู้นับถือพุทธะเนี่ย คนในป่าเขาก็ยอมรับเคารพว่า นี่น่าจะคบเอาเป็นเผ่าพันธุ์ คนในเมืองเค้าก็ยอมรับเคารพว่า ท่านผู้นี้น่าจะคบเอาไปทำพันธุ์ คนบนฟ้าบนสวรรค์ก็ยอมรับเคารพว่า ท่านผู้นี้น่าจะไปพบเพราะอยากจะสืบพันธุ์ ในนรกในอเวจี ในกะทะทองแดงก็อยากจะได้พบ เพราะท่านผู้นี้เมื่อพบแล้วเราจะกลายพันธุ์ไปสู่ความเจริญพันธุ์ แต่เดี๋ยวนี้ ให้นั่งตั้งท่าดี อยู่ปราสาท เรียกขานให้ใครรู้ว่าตัวเองคือพุทธะ ใครๆ ก็ไม่อยากคบเพราะถ้าขืนไปพบก็จะสูญพันธุ์ ก็มันทำไม่ได้สักอย่าง สักเรื่องหนึ่ง ไอ้ที่นั่งอยู่นี่ก็เหมือนกัน มีอะไรบ้างที่ประกาศกับชาวบ้านแล้วทำได้ นี่คือสิ่งที่เราเป็นกบฏและทรยศต่ออุดมการณ์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่นนี้แหละหนา....มันจึงน่าจะสูญพันธุ์ สมควรแล้วที่ไม่มีใครเค้าเลือกเอาไปทำพันธุ์

พ่ออยากจะบอกให้พวกเราทั้งหลายได้รู้ไว้ว่า ชีวิตของชาวพุทธะไม่ใช่เพียงแค่ท่องบ่น ท่องจำ แล้วก็ลูบๆ คลำๆ ในตำรับตำรา เชี่ยวชาญหนังสือหนังหา แล้วก็อ่านสอนอักขระ ภาษาวิธีแต่เขาต้องทำทุกอย่างด้วยความยินดี ให้มันเป็นสิ่งที่เปรมปรีด์เกิดขึ้นตามมา เราต้องได้ชีวิตอย่างมีราคา จะได้ไม่บ้าจนเป็นคนสูญพันธุ์

ก็อยากจะฝากพวกเราทั้งหลายให้รู้เรื่องไว้เรื่องหนึ่งว่า ชั่วชีวิตของพ่อ ไม่เคยมีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ไม่เคยมีอะไรที่นึกตั้งใจแล้วผิดหวัง และไม่เคยทำอะไรให้มันสิ้นหวัง เพราะไม่เคยหวังอะไร ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ จริงจัง แล้วก็จริงใจต่อการกระทำไม่เคยเป็นกบฏและทรยศต่ออุดมการณ์ของตน แต่แรกตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะบวช เพื่ออุทิศให้แก่พระศาสดา เจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท ปฏิบัติธรรมในพระศาสนา ก็ไม่เคยบิดพลิ้ว ไม่เคยทำตัวผิดพลาด ไม่เคยเป็นกบฏ ไม่เคยทรยศต่ออุดมการณ์นั้นๆ จึงยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้ แล้วตลอดเวลาที่มีชีวิตก็พยายามทำแต่สิ่งที่คิดว่ามันเป็นเรื่องดีๆ เพื่อทำลายความอัปรีย์ให้แก่ชาวโลกและตนเอง ใครๆ ก็อยากเอาไปทำพันธุ์ ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้เพราะมันทำให้เกิดความเจริญพันธุ์ ใครๆ ก็อยากจะนำเอามาคิด เอามาพิจารณา เพราะสามารถสืบพันธุ์ สิ่งที่อบรมสั่งสอนไป ใครๆ ก็อยากฟังเพราะมั่นรักษาพันธุ์ สิ่งที่บอกที่สอนไป ใครๆ ก็อยากเรียน เพราะมันสามารถช่วยกันทำให้เกิดความเพียรในการระวังรักษาพันธุ์ ป้องกันภัยที่เกิดจากสิ่งที่จะทำให้เราสูญพันธุ์ได้

เพราะฉะนั้นต้องฝากไว้ตรงนี้มากๆ หน่อย ต้องฝากกับฝากและฝากกับฝากอีกว่า พยายามซื่อตรงต่ออุดมการณ์ของตนกันหน่อย ไม่ใช่เพียงแค่จะต้องทำตัวเป็นพระที่ดี เป็นเณรที่ดีในขณะนี้เท่านั้น มันรวมไปถึง ต้องขณะที่เรากลับออกไปจากพระ จากเณรสิกขาลาเพศออกไป เมื่อถึงเวลาอันควรแล้ว เข้าไปอยู่เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นศิษย์ เป็นครู เป็นพ่อ แล้วก็เป็นผู้นำของครอบครัว ถ้าเราเพียรพยายามจะมุ่งหมั่นมั่นหมายใจที่จะรักษาอุดมการณ์ของตนเองไว้โดยฐานะ และหน้าที่ของความเป็นครูที่ดีต่อศิษย์ ซึ่งตอนที่เค้าเรียกเราว่าเป็นนักเรียนครู ฝึกหัดครู นักศึกษาครู ซึ่งเราก็อยากจะบอกให้ใครๆ มาดูในหัวใจของเราว่า เราอยากจะเป็นครูโดยความรับผิดชอบ แต่ทำไปทำมา พออยู่นานสักหน่อย ไม่ได้ทำอะไรเพื่อความเป็นครูแล้ว มันทำอะไรเพียงเพื่อค่าจ้าง ทำอะไรเพียงเพื่อขั้นเงินเดือน ทำอะไรเพียงเพื่อการยอมรับ ทำอะไรเพียงเพื่อเรียกขานให้เค้ามาเคารพ ทำอะไรเพียงเพื่อจะให้ได้มีโอกาสได้พบชนชั้นผู้นำ หน้าที่ของครูก็เลยถูกต้ม ไม่ถูกต้อง มีความบกพร่องในความเป็นครู นี่คือลักษณะของคนที่ทรยศ เป็นกบฏต่ออุดมการณ์แต่แรก

ไม่ใช่เพียงแค่อาชีพของครูอย่างเดียว แต่รวมไปถึงอาชีพตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ข้าราชบริพาร ประชาชน และสรรพสัตว์ทุกชนิดก็มักจะเป็นกบฏ ทรยศต่ออุดมการณ์ของตนเสมอๆ จึงจำเป็นที่จะต้องอุบัติบังเกิดพระพุทธเจ้าขึ้น เพื่อจะชี้นำเราให้ยอมรับเคารพต่ออุดมการณ์นั้นๆ ของตนที่มี และทำชีวิตของตนให้ฝ่าฟันต่ออุปสรรคที่กำลังจะปฏิบัติการ ทำตามอุดมการณ์? เอาจนถึงที่สุดจนกลายเป็นผู้ชนะ ที่ร้องเรียกบอกกับชาวโลกเค้าว่า ข้าคือผู้ชนะ ข้าคือผู้ชนะ เพราะเรายอมรับปฏิบัติตามอุดมการณ์ที่มี แล้วเมื่อนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เป็นพระ เป็นเณร เป็นชาวบ้าน เถร ชี สามารถได้ดีทุกคน ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ไหน มันอยู่ในหัวใจของพวกเรา ในการยอมรับที่จะทำดี เพราะฉะนั้นเรื่องของเรื่องก็คือ พวกเราไม่ยอมรับต่อสัจจะที่เราได้ให้กับตนเองไม่ยอมทำตามในสิ่งที่เราคิด ไม่ยอมหาวิธีอันเลิศ ทำต่อสิ่งที่เรากำลังกระทำ ไม่ยอมรับผิดชอบต่อชีวิตดีๆ ไม่ยอมเอื้ออำนวยเกื้อกูลประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยความถูกต้องอย่างชนิดไม่ต้องโดนต้ม ฉะนั้นถือว่า มันก็ควรจะกลายเป็นคนกบฏ ทรยศ ไม่น่าคบ ทำให้เกิดความสูญพันธุ์ สิ้นพันธุ์ และทำลายพันธุ์

ถ้าพวกเราสิกขาลาเพศออกไป ก็อย่างที่พ่อบอกว่า "พวกเราจำเป็นจะต้อง เป็นพระที่ดีในขณะนี้เสมอ จำเป็นจะต้องเป็นเณรที่ดีในขณะนี้ด้วย เช่นเดียวกัน เมื่อใดที่เราออกไปจากตรงนี้ ต้องวิจารณ์ พิจารณาว่า ดีหรือชั่ว มีสาระหรือไร้สาระ แล้วก็ค่อยๆ เลือกที่จะทำในสิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุด ทำไปด้วยความตั้งอกตั้งใจ จริงจัง แล้วก็จริงใจ โดยถือว่า เราเป็นคนที่ได้รับประโยชน์สาระแก่นสารในการกระทำและมีชีวิต ปฏิบัติตนให้ควรค่าต่อการที่คนทั้งหลายจะพาเอาไปทำพันธุ์ เอาไปเจริญพันธุ์แล้วก็กระจายพันธุ์ รักษาพันธุ์" เราไม่ต้องไปบอกใครให้มาดูเราเอาไปทำพันธุ์ ทุกคนเค้าจะมาหาเราด้วยความคิดว่า เมื่ออยู่ใกล้ๆ เค้าก็จะได้พันธุ์ จะทำให้เกิดความรู้สึกยินดีในเผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์แห่งพุทธะ เผ่าพันธุ์แห่งชาติสมณะ เผ่าพันธุ์แห่งผู้สะอาด สว่างสงบ และเผ่าพันธุ์แห่งความจริญที่จะปรากฎขึ้น ในการได้แก่นสารในการมีลมหายใจเข้า-ออก และชีวิต

สรุปก็คือ อยากจะเตือนพวกเราให้รู้ว่า แต่แรกที่เราบวชอยู่ เราคิดในเรื่องอะไร บอกอะไรกับใคร กับพ่อกับแม่กับพี่กับน้อง กับครูบาอาจารย์และพรอุปัชฌาย์ว่า เราต้องการเป็นสมณะ เป็นพระ เป็นเณร มีชีวิตในสภาพเป็นพระเณร จงอย่ากบฏทรยศกับอุดมการณ์นั้นๆ เมื่อสึกสิกขาลาเพศออกไปไปบอกกับพ่อกับแม่กับพี่กับน้องของตนว่า เราต้องการเป็นนักเรียน ในขณะที่เราเป็นนักเรียน ก็อย่ากบฏทรยศต่ออุดมการณ์การเป็นนักเรียน จงเรียนอย่างนักเรียนและนักศึกษา นักตัวนี้แปลว่า "บ่อยๆ" ก็คือขยันเรียนบ่อยๆ ขยันศึกษาบ่อยๆ

ในขณะที่เราสึกออกไปจากความเป็นพระไปเป็นผัวของชาวบ้านไปเป็นพ่อของคนทั้งหลาย ก็อย่าไปทรยศ กบฏต่ออุดมการณ์ของผัวของพ่อและของผู้นำ เมื่อนั้นแหละ เราจึงควรแก่การที่ชาวโลกเขาจะรักษาพันธุ์ เพราะมีค่าพอที่จะทำให้เจริญพันธุ์ ใครๆ ก็ไม่อยากให้สูญพันธุ์ ขณะเดียวกันเขาก็อยากให้เกิดการกระจายพันธุ์ และแพร่เผ่าพันธุ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ธรรมะอิสระ
หมายเลขบันทึก: 58665
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

" อุดมการณ์การดำรงเผ่าพันธ์.....แต่ชีวิตย่อมดำเนินไปตามกาลแห่งเวลา......ย่อมหมุนเวียนไปตามวิถีของแต่ละเผ่าพันธ์....เพื่อสืบทอด เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตไว้มิให้สูญสิ้นไป..นั่นคือ

" มวลมนุษยชาติ " ต้องดำรงต่อไป........... ติดตามเรื่องราวดี ๆ จาก น.เมืองสรวง