เราจะปล่อยเช่นนั้นไม่ได้ เมื่อพระสวามี ปรารถนาจะดูหน้าบุตรว่าเป็นหญิงหรือชาย ให้โอกาสลูกเราได้เกิดมา ลืมตาดูโลก เราก็จะผ่อนตามพระประสงค์ เมื่อถึงเวลาสมเจตจำนง เราก็จักสังหารลูก เพื่อยุติปัญหา พระเทวีคิดดังนั้นแล้วก็เฝ้ารอโอกาส

ครั้นถึงโอกาสประสูติกาล พระเทวีทรงประสูติพระราชโอรส พื้นปฐพีก็เกิดการสั่นสะเทือนหวั่นไหว นภากาศมืดมิดอับแสง ด้วยแรงฤทธิ์แห่งสุริยุปราคา พระเทวีก็ทรงสิ้นสติ ไม่สมฤดี พอได้รู้สึกพระองค์ทรงสติก็เหลียวหาพระราชบุตร ด้วยคิดจะกำจัดหาได้ทรงแลเห็นไม่ เหตุด้วยราชบุรุษรับพระบัญชาจากพระเจ้าพิมพิสาร ให้นำพระกุมารไปซ่อน โดยให้ภรรยาของราชบุรุษนั้นชุบเลี้ยง พระกุมารจนเติบใหญ่ พร้อมกับทรงพระราชทานราชทรัพย์อันมีเงินและทองคำ เป็นต้น เป็นค่าชุบเลี้ยงพระกุมาร

ฝ่ายพระเทวีทอดพระเนตร ไม่เห็นพระราชบุตร ก็ทรงพระกันแสงเสียพระหฤทัยอยู่ครู่ใหญ่ เวลาต่อมาก็ทรงพระสรวลอย่างสบายพระทัย ด้วยคิดว่าลูกเราไม่ตายแล้ว เราไม่ต้องฆ่าลูกเราแล้ว ความทุกข์อันจะพึงมีต่อการฆ่าบุตร จะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว

(นี่แหละหัวอกแม่ที่รักลูก ไม่มีแม่คนใดที่คิดจะฆ่าลูกได้ลงคอ ถ้าเลือกได้ แม่เลือกที่จะตายก่อนลูกเสมอ อย่าว่าแต่เลือดและเนื้อเลย แม้แต่ชีวิตก็ยินดีจะสละให้ลูกได้ มีคำกล่าวว่า พ่อแม่มีทุกข์ ๓ อย่างคือ ๑. ทุกข์เพราะไม่มีลูก แก้ได้โดยหาเด็กมาเลี้ยงแล้วก็หาย ๒. ทุกข์เพราะลูกตาย ๓ ปี ๗ ปี ๑๐ ปี ทุกข์ก็คลาย ๓. ทุกข์เพราะลูกชั่ว ทุกข์ได้ตลอดชีวิตตามอายุขัยของลูก)

ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสาร พระราชบิดา หลังจากมีรับสั่งให้ ราชบุรุษ พาพระกุมารไปซ่อนและเลี้ยงดูแล้ว พระองค์ก็ยังทรงเสด็จไปเยี่ยมอยู่เนืองนิจ ทรงหาขนม ของเล่น และเครื่องนุ่งห่มที่พระกุมารโปรด ทรงนำมามอบให้พระกุมารด้วยพระองค์เองเสมอๆ ยิ่งนานวันพระกุมารเจริญวัย พระเจ้าพิมพิสารก็ยิ่งทรงรักผูกพัน สนิท เสน่หาพระโอรสนั้นเป็นทวีคูณ จึงมีรับสั่งให้ราชบุตรนำพระราชโอรสเข้าเฝ้า

เมื่อเทวีได้เห็นพระราชกุมาร ก็เกิดเสน่หาเอ็นดู ลืมเรื่องคำทำนายนั้นเสียสนิท พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้รับความรักจากพระราชบิดา พระราชมารดาเป็นยิ่งนัก ได้เรียกราชบุรุษให้ไปเชิญอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ผู้รอบรู้ศิลปะวิทยา เข้ามาสอนพระโอรสในพระบรมมหาราชวัง โดยมิได้ส่งราชบุตรไปเรียน ณ สำนักของอาจารย์ ด้วยมุ่งหวังว่า จะได้อยู่ใกล้ชิดพระราชโอรสจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดีด้วยพระองค์เอง

พระโอรสได้รับความรักทะนุถนอมอย่างดี ด้วยอาหารอันเลิศ ผ้าอาภรณ์อันเลิศ ที่นั่งที่นอนอันเลิศ และมีทุกอย่างเสมอ พระราชาพิมพิสารและพระเทวี จนเป็นที่อิจฉาแก่พวกราชสกุลอื่นๆ และพวกทาสหญิงชายทั้งหลายโดยมิได้รู้ความเป็นจริงว่า พระราชกุมารเป็นบุตรของใครอยู่ๆพระเจ้าพิมพิสารก็รับสั่งให้ราชบุรุษนำมาเข้าเฝ้า แล้วยกขึ้นเป็นพระราชโอรส บางพวกก็พูดว่าสงสัยพระโอรสจะเป็นลูกของราชบุรุษกรมวังกับพระมเหสี บางพวกก็สงสัยว่าพระโอรสจะเป็นลูกของทาสผู้หญิงกับพระราชา บางพวกก็นินทาว่าคงจะเป็นลูกของไพร่ทั้งพ่อและแม่ พระราชาทรงเห็นแล้วเมตตาเก็บเอามาชุบเลี้ยง พวกที่รู้จริงก็พูดแย้งขึ้นมาว่า

"ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ เรื่องจริงก็คือพระโอรสนั้น เป็นพระราชบุตรของพระราชาและพระเทวีจริงๆ แต่เพราะเกิดมามีดวงเป็นกาลกิณี จะฆ่าบิดา ขนาดอยู่ในครรภ์ของพระมารดา ยังอยากจะกินเลือดของพระบิดา โหรหลวงก็ทำนายว่า พระโอรสจะกระทำปิตุฆาต พระเทวีและพระราชาเลยคิดจะฆ่าเสีย แต่ฆ่าไม่ลงมีรับสั่งให้ราชบุรุษกรมวังพาเอาพระโอรสไปเลี้ยงดู พระราชาเห็นพระกุมารลำบากเลยสงสาร จึงมีรับสั่งให้ราชบุรุษกรมวังพาพระโอรสมาเข้าเฝ้า เลยเป็นที่มาของงานอภิเษกยกพระกุมารนั้นให้ขึ้นเป็นพระราชโอรสในวันนี้ยังไงล่ะ"

"อ้อเป็นเช่นนี้แหละ แล้วถ้าพระโอรสฆ่าพระราชาจริงๆ ตามคำทำนายของโหรหลวงล่ะ จะว่าอย่างไร?"

"ไม่รู้ซิ วันนี้เป็นวันมงคล เป็นวันตั้งพระนามพระราชโอรส น่าจะตั้งชื่อให้ว่า "อชาตศัตรู" นะจะได้เหมาะ"

ขณะที่ทาสชายหญิงของราชสกุลต่างๆ กำลังตั้งวงนินทา พระโอรสอยู่นั้น นางข้าหลวงก็เลยขัดจังหวะขึ้นว่า

"เอาละ...มัวแต่พูดมากนินทานายอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวก็หัวขาดตามๆ กันบ้างละ รีบจัดข้าวของทำความสะอาดเข้าเถอะ เดี๋ยว จะไม่ทันพระราชพิธีหรอก"

พระราชาพิมพิสาร ผู้เป็นพระโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น เผอิญเสด็จผ่านมาทางกองเตรียมงานและได้ยิน ทาสชายหญิงของพระญาติแห่งพระองค์ พูดนินทาถึงเรื่องพระโอรส พระเจ้าพิมพิสารก็หาได้โกรธไม่พร้อมเสด็จกลับพระราชดำเนินไปยังท้องพระโรง แล้วพูดกับพระเทวีว่า

"เราได้ชื่อลูกเราแล้ว เราจะตั้งชื่อลูกเราตามที่เราได้ยินมา" พระเทวีก็พลอยดีพระทัยไปกับพระราชาด้วย

ส่วนพระโอรสนั้น ได้เดินเล่นผ่านกองเตรียมงานพิธีเหมือนกัน จึงได้ทรงสดับถ้อยคำนินทาของทาสแห่งราชสกุลต่างๆ แล้วให้เดือดร้อน แค้นเคืองในพระทัยยิ่งนัก ถึงกับอาฆาตราชสกุลพระญาติพระวงศ์ของพระบิดา ที่ไม่อบรมสั่งสอนบริวารให้สงบปากสงบคำ ทรงครุ่นคิดอยู่ในพระทัยว่า สิ่งที่ได้ยินมาวันนี้จะจริงหรือไม่หนอ ถ้าเป็นจริงแสดงว่า พระบิดาก็ต้องทรงเกลียดและหวาดระแวงเรา ที่ทำดีกับเราทุกวันนี้ อาจจะอยากให้เราตายใจ ไว้ใจ พอเราเผลออาจจะฆ่าเราเสียเมื่อไหร่ก็ได้ อีกใจหนึ่งก็คิดว่าคงไม่ละ กระมัง ถ้าพระบิดาปรารถนาจะฆ่าเราจริงๆ ทำไมถึงไม่ทำแต่แรก ถึงเดี๋ยวนี้พระบิดาก็ยังทรงทำได้ เพราะพระองค์เป็นจอมแผ่นดิน มีพระราชอำนาจมาก มีกำลังทหารอยู่ในมือ จะสั่งทหารฆ่าเราเสียเมื่อไหร่ก็ได้ ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ คงไม่จริงหรอก ไอ้อีทาสพวกนั้นคงจะปากพล่อย แต่งเรื่องนี้มาพูดกันสนุกๆ ไปอย่างนั้นเอง คิดได้ดังนั้นแล้ว พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารก็เสด็จกลับสู่ห้องพระบรรทม

ขอกล่าวถึงพระเทวทัต ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในเรื่องนี้ คราวที่พระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระอรหันตสาวก เสด็จประทับอยู่ ที่นครโกสัมพี พระราชาพร้อมด้วยชาวพระนคร ได้พากันมาถวายอภิวาท ต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาเพื่อฟังธรรมจนพระราชาโกสัมพีและชาวพระนครเป็นอันมาก มีจิตเลื่อมใสศรัทธา มีดวงตาเห็นธรรม ต่างพากันรื่นเริงยินดี จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใส สว่างไสว ถึงขนาดเกิดธรรมปีติขึ้นพร้อมกัน พากันเปล่งอุทานขึ้นว่า...

"วิเศษจริงหนอ มหัศจรรย์จริงหนอ สว่างจริงหนอ เป็นสุขจริงหนอ พระธรรมของพระสุคตเจ้าช่างมีศักดาเดช สามารถทำลายความมืดบอดแห่งวิญญาณ ของปวงข้าพระพุทธเจ้าได้อย่างเด็ดขาด สะอาดหมดจด พระธรรมของพระองค์ประดุจดังการจุดประทีปในที่มืด เปรียบดังน้ำอมฤต ที่คนเดินทางกลางทะเลทรายใกล้ตายได้ดื่มกัน พระธรรมของพระมหาสมณะผู้ยิ่งใหญ่ ช่างมีพละ-กำลังอันเกรียงไกรทำลายล้างเครื่องพันธนาการของพระยามารผู้ละโมบสพระธรรมของพระองค์ ประดุจดังทิพยโอสถอันวิเศษ ที่สามารถกำจัดลูกศร ที่ปักคาอกบุรุษและสตรี โดยมิต้องถอนศรนั้น เพียงแค่ทาศรนั้นก็ละลายหายไปได้ สมกับเป็นธรรมโอสถของพระพุทธะจริงๆ"

ครั้นพระราชาโกสัมพีและชาวพระนคร ได้มีจิตนิยม โสมนัส ศรัทธาต่อพระศาสนา อันมีรัตนตรัยทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้พากันแวะเวียนมาปุจฉาและวิสัชนา แด่พระศาสดา และพระสงฆ์สาวกอยู่เนืองๆ จนทำให้เกิดลาภ สักการะ ตามมามากมาย แต่ละวันก็จะมีผู้คนพากันมาสนทนาธรรมและถาม ปัญหาข้อข้องใจต่างๆ จากพระพุทธเจ้าบ้าง พระสงฆ์สาวกที่เป็นพระมหาเถระ ผู้ตามเสด็จบ้าง แลทุกครั้งชนเหล่านั้นก็จักนำขาทนียะ โภชนียะ อาหารสคาวหวาน พร้อมปัจจัยลาภต่างๆ ที่จำเป็นของสมณะ ติดไม้ติดมือมาถวาย ซึ่งในหมู่ของพระสงฆ์สาวกที่ตามเสด็จ ก็มีพระเทวทัตตามมาด้วย และดูเหมือนจะไม่มีใคร ผู้ใดให้ความสนใจไยดีต่อพระเทวทัตเลย แต่ละคนที่มานั้นกลับจะเข้ามาถามว่า

"พระศาสดาทรงประทับอยู่ที่ไหน"

"พระสารีบุตรพักอยู่ที่ใด"

"พระโมคคัลลานะว่างหรือไม่"

"พระมหากัสสปะเถระทำอะไร"

"พระภัททิยะ พระอนุรุทธะเถระเจ้าสโปรดเมตตารับภิกขาจารในบ้านของข้าพเจ้าด้วย"

"พระอานนท์ พุทธอุปฐากได้ครองผ้าใหม่ที่ข้าพเจ้าทอถวาย แล้วหรือเจ้าคะ"

ผู้คนพากันมามากมาย ต่างคนก็ต่างถามถึงพระเถระรูปนั้นรูปนี้ โดยมิได้ไยดีต่อพระเทวทัตเลย ไม่มีผู้ใดแม้สักคนจะถามว่า พระเทวทัตเถระ อยู่ไหน

พระเทวทัตนั่งครุ่นคิดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า เราก็บวชเหมือนกันกับพวกนี้ พวกนี้มาจากตระกูลกษัตริย์ เราก็มาจากตระกูลกษัตริย์ เราฟังคำสอนของพระสมณโคดมเหมือนกับพวกนี้ พวกนี้ปฏิบัติธรรมเราก็ปฏิบัติธรรม พวกนี้ได้ชื่อว่าเป็นสมณะสาวกของพระสมณโคดม เราก็เป็นสาวกของพระสมณโคดมเหมือนกัน แต่ทำไมมหาชนกลับไม่สนใจ แล้วไม่สักการะเราด้วยเอกลาภต่างๆ เหมือนสมณะพวกนั้น

(นี่ท่านเห็นไหม เห็นลักษณะของคนอ่อนแอ คนที่ไม่มีจุดยืน และไม่มีที่พึ่งของตัวเองอย่างมั่นคง คนที่อึดอัดขัดสน จนใจ คับแคบ คนที่ขาดอยู่เป็นนิจ คนที่ไม่รู้จักพอ ที่จริงเวลาผู้คนเขามา ทำบุญ เขาก็ถวายลาภสักการะเท่าๆ กัน พระศาสดาก็ทรงตรัสให้แบ่งลาภเหล่านั้นเหมือนๆ กัน แล้วพระองค์ยังสั่งให้รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิให้สะสมเอาไว้เป็นของตนแต่ผู้เดียวถ้าเหลือใช้ให้ สละเป็นของกลาง เหล่านี้เป็นอริยวินัย เป็นระเบียบปฏิบัติของพระสงฆ์สาวก แต่พระเทวทัตไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ไม่สมใจ เหตุเพราะไม่มีคนคอยเอาใจ ไม่มีคนใส่ใจ ไม่มีคนสนใจ จึงเกิดน้อยเนื้อต่ำใจ อยู่ผู้เดียว)

พระเทวทัตครุ่นคิดด้วยความน้อยใจว่า ณ ที่นี้เราตัวคนเดียว ไม่มีใครเป็นพรรคพวกเราเลย เราจักทำให้ใครมาเลื่อมใสเราได้หนอ ลาภสักการะจะได้เกิดแก่เราตามที่ต้องการ พระเทวทัตคิดหาผู้ที่ตนจะชักจูงได้ คิดถึงพระเจ้าพิมพิสาร ก็คงจะครอบงำให้เลื่อมใสไม่ได้ เพราะพระราชาพิมพิสารพร้อมบริวาร ๑ แสน ๑ หมื่น ได้ตั้งอยู่ในภูมิของพระอริยบุคคลเบื้องต้น คือพระโสดาปัตติผล เสียแล้ว คงมีแต่พระราชกุมารของพระราชาพิมพิสาร ที่ยังอ่อนด้อยต่อประสบการณ์ ยังไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วถูกผิด เราคงจะครอบงำพระราชกุมารนั้นให้อยู่ในอำนาจเชื่อฟังเลื่อมใสศรัทธาเป็นพวกเราได้

(ตอนนี้ ขอพักที่จะกล่าวถึงพระเทวทัตเอาไว้ก่อน จะขอย้อนกล่าวถึง พระเจ้าพิมพิสารและพระราชโอรสของพระองค์)

ฝ่ายพระราชาพิมพิสารและพระเทวี เมื่อถึงการอันเป็นอุดมมงคลฤกษ์ พระองค์ก็ทรงตรัสให้เบิกพระราชโอรสออกมาจากพระวิสูตร ชาวพนักงานและพราหมณ์ลั่นฆ้องกลองชัย และเป่าสังข์แตร นางสาวใช้กำนัลใน ต่างพากันประดับตกแต่งเรือนกาย ด้วยอาภรณ์อย่างดีสีสวยจากแคว้นกาสี ประทินโฉมชโลมกายด้วยแป้งร่ำ น้ำอบ น้ำปรุงอย่างด จากน้ำร้อยบุปผชาติ ที่มีสีและกลิ่นที่ควรนำมาประทินให้เกิดกำหนัดพอใจแก่พระราชโอรส

พระราชโอรสทรงถวายบังคมเบื้องพระบาทของพระเจ้าพิมพิสาร และพระราชเทวี ทั้งสองพระองค์ทรงประคองพระวรกายของพระราชโอรสให้ทรงลุกขึ้น แล้วทรงปลอบจูบลูบขวัญ พระราชบุตรด้วยความเอ็นดูรักใคร่ แล้วให้ประทับนั่งในที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง พร้อมกับมีพระดำรัสตรัสสั่งราชปุโรหิตดำเนินพระราชพิธีพร้อมทั้งทรงสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชผู้มีโอกาสสืบราชบัลลังก์สืบไป ส่วนพระราชบุตรอชาตศัตรู ได้ทรงฟังพระราชบิดาขนานนาม พระองค์ว่าอชาตศัตรูกุมารก็ให้ทรงขุ่นเคืองพระทัยทำไมต้องมาตั้งชื่อพระองค์ให้เหมือนกับคำพูดของไพร่ที่พูดนินทาเรา ชะรอยสิ่งที่เราได้ยินมาคงจะเป็นเรื่องจริง พระราชกุมารครุ่นคิดแล้วก็ให้ขุ่นเคืองพระทัยยิ่งนัก แต่มิรู้จักทำเช่นไรได้ ก็ได้แต่ข่มใจไม่แสดงกิริยาและสีหน้า ให้ผิดสังเกตของพระราชบิดาและพระมารดา

ข้างฝ่ายพระเทวทัต เมื่อได้ทราบข่าวว่า พระราชบุตรอชาตศัตรู ได้รับสถาปนาจากพระราชาพิมพิสาร ให้ได้เป็นมหาอุปราชก็ดีใจ สำแดงฤทธิ์เหาะจากนครโกสัมพีสู่เมืองราชคฤห์ ลอยอยู่กลางอากาศ เฉพาะพระพักตร์ของโอรสอชาตศัตรู และแปลงร่างเป็นกุมารน้อย จับงูพิษที่มีหงอนทั้ง ๔ เอาไว้ด้วยกำลังมือและเท้าตัวหนึ่งพันคอ แล้วปล่อยให้ห้อยหัวชูคอลงมาที่หน้าอกตัวหนึ่งขดตัวเป็นวง อยู่บนศีรษะ พร้อมกับชูคอแผ่แม่เบี้ยขึ้น ที่เหลือพันแขนและข้อเท้า ดูประหนึ่งดั่งเครื่องประดับกาย แล้วกุมารจำแลงนั้น ก็ลงมาจากอากาศ มานั่งอยู่ที่ตักของอชาตศัตรูราชโอรส

พระราชกุมารอชาตศัตรูแสดงอากัปกิริยาหวาดกลัว แต่ด้วยมานะเจ้าอชาตศัตรู จึงตรัสถามกุมารนั้นว่า

"ท่านเป็นใคร?"

"เราคือพระเทวทัตเป็นสาวกของพระสมณโคดม ผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ" พระเทวทัตกล่าวแล้ว จึงกลายร่างกลับมาอยู่ในสภาพภิกษุอย่างเดิมถือบาตรยืนอยู่

อชาตศัตรูราชโอรสเห็นดังนั้นก็ผ่อนคลายความหวาดกลัว มีจิตชื่นชมยินดีเลื่อมใสในกฤษดาภินิหารของพระเทวทัตเป็นอย่างยิ่ง ประกาศยอมรับพระเทวทัตเป็นครูของตน แล้วถวายเครื่องสักการะอันประณีตแก่พระเทวทัตเป็นอันมาก (นี่แหละคือลักษณะของคนอ่อนแอมีใครเขามาพูด มาบอก มาแสดงอะไรให้ดูนิดๆ หน่อยๆ ก็หลงเชื่อยอมให้เขาชักจูง โดยมิได้ขัดขืน)

พระเทวทัตนั้นเมื่อถูกลาภสักการะครอบงำ จึงเกิดความละโมบด้วยคิดว่า นี่ขนาดเราเป็นสาวกของพระสมณโคดม ยังปรากฏลาภสักการะมากมายถ้าเราได้เป็นมหาสมณะเสียเอง ลาภสักการะ จักบังเกิดแก่เรามากมายปานใด ดีละ! เราจักครอบงำปกครองหมู่ภิกษุสงฆ์เสียเอง พระเทวทัตคิดดังนั้นแล้ว ฤทธิ์ที่มีอยู่ก็ได้อันตรธาน เสื่อมสิ้นไป จึงต้องเดินทางด้วยเท้าไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ณ เวฬุวันวิหาร ขณะนั้นพระบรมศาสดากำลังทรงแสดงธรรมแก่พระราชาและมหาชน เมื่อจบแล้วพระเทวทัตจึงลุกขึ้นประนมมือทูลว่า

"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงพระชราแล้ว เป็นผู้เฒ่าแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว ขอจงมีความขวนขวายน้อย จงอยู่ให้สบายเถิด ข้าพระองค์จักปกครองเหล่าภิกษุ บริษัทเอง ขอพระองค์จงทรงมอบภิกษุบริษัทนั้นแก่ข้าพระองค์"

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธะผู้ประสริฐ ทรงตรัสด้วย พระทัยการุณย์ว่า

"อย่าเลยเทวทัต เธอจงอย่ากล่าววาจาเช่นนั้นเลย หาควรไม่ การที่เราตถาคตได้เป็นพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะ หาได้มีใครแต่งตั้ง เราเป็นพระศาสดาปกครองหมู่ภิกษุสงฆ์ได้ ก็เพราะวิชชา-จรณะสดูกร เทวทัต เธอจงเพิกเฉยต่อจิตชั่วบาปนั้นเสียเถิด ความมักใหญ่ของเธอจักทำให้เธอเดินไปสู่อบายเธอจงกลืนน้ำลายสแล้ว หยุดเสียเถิด"

พระเทวทัตครั้นได้ฟังพระสุคตเจ้าปฏิเสธดังนั้น ก็น้อยใจ คิดผูกอาฆาตพยาบาทต่อพระบรมศาสดาเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แล้วก็ทูลลา

เมื่อพระเทวทัตทูลลาไปแล้ว พระบรมศาสดาก็ทรงตรัส สั่งให้เหล่าภิกษุสงฆ์ประกาศแจ้งข่าวเรื่องพระเทวทัตอยากเป็นใหญ่ ต้องการจะปกครองภิกษุบริษัทให้แก่ภิกษุสงฆ์รับทราบ เพื่อป้องกันการยุแยงให้หมู่สงฆ์แตกแยกจากกัน เพราะน้ำมือของพระเทวทัต

ข้างฝ่ายพระเทวทัตก็กลับมาคิดว่าพระสมณโคดมทอด ธุระไม่ไยดีต่อเราแล้วเราก็จักทอดธุระไม่ไยดีต่อพระสมณโคดมบ้าง เราจักทำความฉิบหายให้แก่พระสมณโคดมแล้วจึงเดินทางไปหาอชาตศัตรูราชโอรสพร้อมกับกล่าวว่า

"ดูกร พระราชกุมาร เมื่อก่อนมนุษย์ทั้งหลายมีอายุยืน แต่เวลานี้อายุมนุษย์เหลือน้อย ท่านอาจจะตายในเวลายังหนุ่มเสียก็ได้ ถ้าท่านยังจะมานั่งรอให้พระบิดามอบราชสมบัติให้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่พระบิดาจะยกให้ อาจจักตายเสียก่อนก็ได้อย่ากระนั้นเลย ท่านจงไปฆ่าพระบิดาเสีย แล้วเป็นพระราชา ส่วนเราก็จักฆ่าพระสมณโคดมแล้วจักได้เป็นพระพุทธเจ้าสืบไป (นี่คือลักษณะของคนอ่อนแอ คือจะพร่อง ขาด ตะกละ ต้องการเป็นนิจ โดยไม่คำนึงว่าจะได้มาด้วยวิธีใด ขอให้ได้เป็นพอ)

อชาตศัตรูราชกุมารทรงดำริว่า พระเทวทัตผู้เป็นเจ้านี้ เป็นผู้มีอานุภาพ อิทธิฤทธิ์มาก สิ่งที่ท่านไม่รู้แจ้งนั้นเป็นอันไม่มี เมื่อเราเชื่อฟังยอมทำตามคงต้องสำเร็จประโยชน์ดังหวัง คิดดังนั้นแล้ว ก็ทรงผูกพระขรรค์ติดไว้ที่ขา อำพรางด้วยผ้าห่ม แล้วเข้าไปสู่ที่ประทับของพระราชบิดาคือราชาพิมพิสาร ด้วยความเดียงสาไม่เคยทำผิดมาก่อน จึงมีอาการผิดปกติลุกลี้ลุกลน จนเป็นที่ผิดสังเกตของ เหล่าราชบุรุษ เสนาอำมาตย์จึงคุมตัวเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร ทรงซักไซ้ไต่ถามได้ความว่า ต้องการราชสมบัติ จึงคิดสังหารพระราชบิดา ด้วยความรักเอ็นดูพระราชโอรส ท้าวเธอจึงทรงพระราชทานราชสมบัตินั้นให้แก่พระโอรสอชาตศัตรู พระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อได้รับราชสมบัติแล้ว พระเทวทัตก็เข้าเฝ้าแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของพระเจ้าอชาตศัตรูแล้วกล่าวว่า

"ความสำเร็จครั้งนี้ยังไม่ถือว่าสมบูรณ์ เพราะท่านยังชุบเลี้ยงพระราชาพิมพิสารซึ่งเปรียบเหมือน จิ้งจอกเฒ่าที่กลอกกลิ้ง รู้จักวิธีเอาตัวรอด ในไม่ช้าพระราชาพิมพิสารอาจจะหวนคำนึงนึกถึงราชสมบัต แล้วรู้สึกเสียดายปรารถนาจะเอาราชบัลลังก์คืน อาจจะมาทำร้ายพระองค์เสียก็ได้" (แสดงให้เห็นว่า คนยุคนั้นคิดเห็นแก่ตัว เหมือนยุคนี้เหมือนกัน โดยไม่คำนึงว่าความเห็นแก่ตัวนั้นจักทำร้ายทำลายใคร)